<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เราจะสืบทอดอะไรดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 29 ผลที่ได้ไม่เกินความคาดหมายและการทำนายของเซียนทางการเมือง เราได้นายกคนใหม่แต่ชื่อเดิม ด้วยคะแนนเสียงทั้งสภาบนและสภาล่างถึง 500 ต่อ 244 เสียงของ 7 พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามที่ชูประเด็นปิดสวิตช์การสืบทอดอำนาจ จึงเป็นประเด็นที่จะขอชวนท่านผู้อ่านมาขบคิดกันว่า ประเทศไทยของเราควรจะให้มีการสืบทอดอำนาจกันต่อไปจะดีหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สองคนโยนตามช่อง&amp;rdquo; เป็นวลีที่เราคุ้นเคยกันดี หมายถึงต่างคนอาจต่างมองในมุมของตนเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา ทัศนคติ ประสบการณ์และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของแต่ละบุคคลที่ส่งผลโดยตรงต่อวิธีคิดและมุมมองทางการเมือง ฝ่ายที่ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เบื่อหน่ายความขัดแย้งแบ่งสีแบ่งกลุ่มที่มีมาอย่างยาวนานกว่าสิบปี ก็อาจมองว่า คสช.สามารถตอบสนองต่อความต้องการนั้นได้ ส่วนอีกฝ่ายที่มีความเห็นว่า ประเทศไทยควรปลอดจากการครอบงำของกองทัพ ถึงเวลาที่ทหารควรกลับเข้ากรมกรอง ปล่อยให้การบริหารบ้านเมืองเป็นของฝ่ายการเมืองต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้าจะลองแบ่งใจให้พอยอมรับการสืบทอดอำนาจของ คสช.ต่อไป โดยพักเรื่องเหตุผลของทั้งสองด้านไว้ก่อน และมองด้วยการเปิดใจกว้างและยอมรับความจริงว่าในอดีตฝ่ายการเมืองเอง ก็ใช้วิธีการสืบทอดอำนาจเช่นเดียวกัน นั่นคือการควบรวมหรือบางท่านอาจเรียกว่า การซื้อพรรคการเมืองเป็นของตนเองจนไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เหตุผลเพียงเพื่อความเข้มแข็งของพรรคของตนโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลยได้นั้น เป็นวิธีการสืบทอดอำนาจด้วยหรือไม่ ดังนั้นถ้าทั้งสองฝ่ายต้องการจะสืบทอดอำนาจ ก็น่าจะมีเหตุผลอยู่สักประการหนึ่งคือ การสืบทอดคุณธรรมเพื่อการเมือง ให้การเมืองปลอดจากการเมืองสามานย์ที่แสวงหาผลประโยชน์ที่ปราศจากศีลธรรม ซึ่งบางท่านอาจจะกล่าวว่า หาหนวดเต่าจะง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือกองทัพก็ถูกสังคมตั้งข้อสังเกตพอๆ กันว่าไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก ต่อไปนี้ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลต้องยึดหลักคุณธรรมนำการเมือง ทำให้คำว่า &amp;ldquo;ประชาธิปไตย&amp;rdquo; เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ได้มาจากเสียงข้างมากแล้วหลังจากนั้นจะปู่ยี่ปู่ยำประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไรก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคำกล่าวว่า &amp;ldquo;ถ้านักการเมืองของไทยเรามีคุณธรรม มือสะอาดปราศจากคอร์รัปชัน ถนนในประเทศของเราสามารถสร้างด้วยทองคำได้ทุกสาย&amp;rdquo; ท่านผู้อ่านคงจะต้องเป็นผู้ให้คำตอบเอง แต่ผมอยากจะทิ้งท้ายข้อเขียนในครั้งนี้ไว้ว่า ตราบใดที่คนเรายังไม่ได้รับการพัฒนาจิตใจให้รู้ถูกรู้ผิด ขาดจิตสำนึกแห่งความดีงาม ตำแหน่งที่ได้มาไม่ว่าจะสูงส่งเพียงใดก็เปล่าประโยชน์ เพราะสถานภาพนั้นจะกลายเป็นอาวุธของซาตาน ที่จะกัดกินสังคมไทยต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุดตลอดกาล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายรังสรรค์ ปู่ทอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38690</URL_LINK>
                <HASHTAG>รังสรรค์ ปู่ทอง, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อบรมแบบไหนให้ผู้ฟังคล้อยตาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้กับผู้ต้องขังชายจำนวน 400 คนในเรือนจำแห่งหนึ่งย่านมีนบุรี ซึ่งต่อไปนี้ขอเรียกพวกเขาว่าพี่ๆ ของผมก็แล้วกัน การเข้าไปในเรือนจำจะต้องฝากสิ่งของเครื่องใช้ทุกอย่างไว้ในตู้เก็บของ รวมถึงกระเป๋าสตางค์ด้วย คงจะเป็นเหตุผลในด้านความปลอดภัย ทันทีที่เข้าไปภายในเรือนจำ ค่อนข้างจะตื่นเต้นและกังวลเล็กน้อย เพราะเคยจินตนาการว่าบรรยากาศน่าจะน่ากลัว แต่ทันทีที่พบพี่ๆ ของผม ได้ทักทายเขาด้วยคำว่า &amp;ldquo;สวัสดีครับ&amp;rdquo; ด้วยเสียงดังพอสมควร พี่ๆ เขาขานรับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเป็นกันเอง ทำให้ผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย ผมพอทราบข้อมูลมาบ้างว่าส่วนใหญ่วิทยากรที่เข้ามาพูดที่นี่จะเป็นการบรรยายใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง วิเคราะห์ดูแล้วเราคงจะต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน เพื่อให้ตรงกับจิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้ฟัง เพราะหลักจิตวิทยาการเรียนรู้กล่าวว่า &amp;ldquo;ในขณะที่มนุษย์ต้องการการเรียนรู้ มนุษย์ก็ต้องการความเพลิดเพลินด้วย&amp;rdquo; การที่จะพูดให้ผู้ฟังจำนวนมากๆ ในห้องที่แออัด อากาศก็ไม่ได้เย็นสบายเพราะไม่ใช่ห้องปรับอากาศ และใช้เวลานานๆ เขาคงจะทิ้งผู้พูดไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกแล้ว ผมจึงเลือกใช้การอบรมในรูปแบบ Future Search Conference (FSC) &amp;ldquo;การเรียนรู้เพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการอบรมที่แพร่หลายเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันจะพัฒนาการมาเป็นกระบวนการอบรมแบบ Facilitator &amp;ldquo;กระบวนกร&amp;rdquo; หมายถึงผู้เรียนหรือผู้ฟังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ผู้พูดหรือวิทยากรมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการการเรียนรู้ หรือกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ผมใช้กิจกรรม &amp;ldquo;ถนนชีวิต&amp;rdquo; แจกกระดาษให้ผู้ฟังคนละ 1 แผ่น พร้อมด้วยสีเทียนคนละ 1 แท่ง (ไม่ใช้ปากกาหรือดินสอเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย) แล้วให้พี่ๆ เขาเล่าชีวิตด้วยการวาดเป็นเส้น รูปภาพ ถ้าช่วงไหนของชีวิตราบรื่นมีความสุขให้เขียนเป็นถนนเส้นตรง แต่ถ้าช่วงไหนชีวิตมีอุปสรรคมากมาย มีช่วงหักเหของชีวิตให้เขียนเป็นเส้นโค้ง และในระหว่างเส้นทางเหล่านั้นถ้าช่วงไหนเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขให้เขียนเป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ ช่วงไหนมีอุปสรรคมีความทุกข์ให้เขียนเป็นรูปก้อนหินก้อนใหญ่ๆ และช่วงไหนที่มีปัญหามากมายให้เขียนเป็นรูปก้อนหินเล็กๆ จำนวนมากๆ อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อทุกคนเขียนเสร็จก็ให้ส่งตัวแทนหรืออาสาสมัครออกมาอธิบายภาพให้ฟัง ซึ่งช่วงเวลานั้นเองเขาจะพรั่งพรูเล่าเรื่องราวต่างๆ ของเขาออกมา ทำให้เราได้รู้พื้นฐานและปัญหาของแต่ละคน ในระหว่างนั้นเราในบทบาทวิทยากรก็จะมีท่าทีตั้งใจฟังเพื่อให้ความสำคัญกับผู้พูด และแทรกแนวคิดต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับเขา เช่น เราพูดเชิงอุปมาอุปไมยว่า ชีวิตก็คล้ายกับ &amp;ldquo;ถนน&amp;rdquo; มีทั้งทางตรงทางโค้ง ทางที่สับสนไม่คุ้นเคย ถ้าเราดูป้ายที่บอกทางแล้วไปตามนั้น เราก็จะไปสู่ที่หมายได้ถูกต้อง แต่ถ้ามีป้ายชี้แนะให้ เรากลับไม่เชื่อ เราอาจหลงทางหรือกว่าจะพบทางที่จะไปแต่ต้องใช้เวลานานกว่าคนอื่น บางเส้นทางที่เป็นสี่แยกที่ต้องวิ่งตัดกัน ถ้าเรารู้จัดเลือกไปยูเทิร์นสักนิด ไม่ต้องไปเอาทุกอย่างเข้าแลกเพื่อให้ไปได้ เราจะพบว่ามันอาจจะช้าแต่ปลอดภัย เสมือนว่าเรารู้จักหลีกเลี่ยงจากการมีปัญหากับผู้คน กับเหตุการณ์ร้ายๆ คือ ไม่จำเป็นต้องชนะในทุกๆ เรื่อง ยอมแพ้เพื่อชนะ ยอมเสียเวลาเพื่อให้ไปต่อได้ อดทนมีสติเพื่อให้เกิดปัญญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดระยะเวลาของการอบรมเกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม มีบรรยากาศที่ผ่อนคลายสนุกสนานและการมีส่วนร่วม ได้ประโยชน์และความพึงพอใจกันทั้งผู้พูดและผู้ฟัง นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่นำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับประสบการณ์งานอบรม ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับผู้อ่านสำหรับการนำไปปรับใช้กับการอบรมพัฒนาทีมงานในองค์กรของท่านนะครับ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รังสรรค์ ปู่ทอง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18237</URL_LINK>
                <HASHTAG>รังสรรค์ ปู่ทอง, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สังคมพหุวัฒนธรรม กับปัญหาการห้ามคลุมฮิญาบ ในโรงเรียนอนุบาลปัตตานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากกรณีของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ในเรื่องการห้ามนักเรียนหญิงมุสลิมสวมฮิญาบ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ผ้าคลุมผม&amp;rdquo; ไปโรงเรียน ของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี โรงเรียนเด็กเล็กและชั้นประถมชื่อดังของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรากฏการณ์นี้ถือว่าน่าศึกษา เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า post-violence ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือปัญหาสังคมที่บาดลึกจากความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 1 ทศวรรษครึ่ง จนก่อความรู้สึกหวาดระแวง ลุกลามไปจนถึงเกลียดชังกันระหว่างผู้คนสองศาสนา ประเด็นที่ต้องนำมาขบคิดวิเคราะห์ว่า เราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมพหุวัฒนธรรมกันอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่โบราณมา มนุษย์ก็พยายามแก้ปัญหาแบบนี้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ วิธีการที่มักจะใช้ก็คือการปราบปรามด้วยอาวุธ วิธีนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่สำเร็จ เพราะชนกลุ่มน้อยก็จับอาวุธขึ้นต่อสู้เหมือนกัน ถ้าสู้ทางตรงไม่ได้ก็สู้แบบกองโจรวิธีนี้หลายประเทศได้เลิกเเล้ว เพราะเสียเลือดเนื้อมากมาย อีกวิธีคือ การกลืนวัฒนธรรม คือ ค่อยๆ ย่อยสลายวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยแล้วให้มาปฏิบัติตามวัฒนธรรมชนกลุ่มใหญ่แทน วิธีนี้ก็ล้มเหลว เพราะชนแต่กลุ่มยึดวัฒนธรรมของตนเองแน่นแฟ้นมากกว่าที่คิด ประเทศไทยก็เคยใช้ทั้งสามวิธีแล้วก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือวิธีพหุนิยม (Pluralism) โดยต้องยอมรับอย่างจริงใจว่าประเทศของเราประกอบด้วยบุคคลหลายกลุ่มวัฒนธรรม และแต่ละกลุ่มที่เป็นสัญชาติเดียวกันก็เป็นเจ้าของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีประชาชนชั้นหนึ่งชั้นสอง ชนแต่ละกลุ่มจะต้องให้เกียรติวัฒนธรรมของกันและกัน อีกทั้งไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีความลำเอียงเนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิด้านส่วนบุคคลหรือด้านสังคมโดยรวม ขอยกตัวอย่างดีๆ จากมาเลเซีย เช่น วันสำคัญของทุกศาสนาให้เป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งวันวิสาขบูชา อันที่จริงชาวพุทธในมาเลเซียมีไม่กี่หมื่นคน แต่ชนะใจชาวพุทธทั้งโลกยังไง ข้อสำคัญที่สุด นั่นก็คือ รัฐบาลต้องเป็นกลาง และต้องให้มีการปฏิบัติตามหลักการนี้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าแก้ปัญหาสังคมพหุวัฒนธรรมได้โดยละม่อมแล้วจะเกิดข้อดีอย่างมากแก่สังคมโดยรวม กล่าวง่ายๆ ก็คือ ชนแต่ละกลุ่มมีดีคนละอย่างดังนั้นถ้านำเอาจุดแข็งของชนแต่ละกลุ่มมารวมกัน มันจะก่อให้เกิดพลังรวมหมู่อันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำผลประโยชน์จากต่างประเทศมาสู่ประเทศของเราโดยรวม ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กลุ่มที่จะนำผลประโยชน์จากโลกมุสลิมเข้ามาสู่ประเทศเรา ไม่มีใครจะทำได้ดีกว่าชาวมุสลิมภายในประเทศ และชนกลุ่มอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากทัศนะดังกล่าว คงมาถึงข้อสรุปได้ว่า การยอมรับซึ่งกันและกันบนพื้นฐานแห่งความแตกต่างด้วยการหันหน้าเข้าหากัน เปิดใจให้กันและกันด้วยหลักประชามติมิใช่ยึดเอาแต่เพียงกฎหมายเป็นการตัดสินความถูกผิดเท่านั้น น่าจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของสังคมไทยต่อปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด อันเป็นความหวังของเราทุกคนร่วมกัน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รังสรรค์ ปู่ทอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12500</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศไทย, ปราบปรามด้วยอาวุธ, มาเลเซีย, รังสรรค์ ปู่ทอง, วัฒนธรรม, วันวิสาขบูชา, เป็นเรื่องเป็นราว, โรงเรียนอนุบาลปัตตานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใบประกอบวิชาชีพนักการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสนอ จันทรา ได้ทำการศึกษาถึงสาเหตุของการยึดอำนาจในประเทศไทย ได้ค้นพบสาเหตุของการรัฐประหาร 3 สาเหตุ พอสรุปได้ดังนี้
1.การแก่งแย่งอำนาจกันเองในกลุ่มผู้นำในวงการรัฐบาล การแก่งแย่งแข่งขันกันมีอำนาจของบรรดาผู้นำทางการเมืองนี้เองทำให้ต้องมีการรัฐประหารกันอยู่เสมอตลอดระยะเวลาประมาณ 40 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้มีขึ้นในประเทศไทย เป็นผลให้การปกครองระบอบนี้มิได้ก้าวหน้าหรือเจริญเติบโตแพร่หลายในหมู่ประชาชน
2.ความเฉยเมยหรือความไม่เอาใจใส่ในกิจการทางการเมืองของสมาชิกในสังคม สาเหตุที่ประชาชนไทยไม่สนใจกิจการทางการเมืองสืบเนื่องมาจาก 2.1 สถานภาพทางเศรษฐกิจที่ยากจน 2.2 การได้รับการศึกษาทางการเมืองน้อย 2.3 ขาดสถาบันทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง
3.ตัวบุคคลผู้ทะเยอทะยานทางการเมือง ไม่พอใจต่อฐานะของตน หวังแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองเพื่อสนับสนุนพรรคพวกของตน การแก่งแย่งอำนาจชิงดีชิงเด่นกันเช่นนี้ทำให้ประชาชนคนไทยเรารู้สึกเบื่อหน่ายต่อการปกครองของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทยกลายเป็นความล้มเหลวของบุคคล เพราะเริ่มเบื่อหน่ายไม่สนใจ &amp;ldquo;สังคม&amp;rdquo; ก็ทำให้ไม่มองพลังทางสังคมอื่นๆ อีกมากที่เฝ้าบ่อนทำลายประชาธิปไตย หรือขัดขวางมิให้ระบอบนี้สามารถตั้งมั่นในสังคมไทยได้ ในขณะเดียวกันก็มองไม่เห็นว่าอุดมคติประชาธิปไตยฝังตัวลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางใน &amp;ldquo;สังคม&amp;rdquo; ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีเผด็จการซึ่งอ้างความล้มเหลวของนักการเมืองในระบอบนี้รวบอำนาจไปอยู่เกือบตลอดมา แต่อย่างไรก็ตามเราคงต้องย้อนกลับมามองในฟากของคนทางการเมืองเองว่ามีความเข้มแข็งหรือไม่ มีคุณภาพหรือไม่ สาเหตุหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุให้รัฐประหารก็คือ การฉ้อราษฎร์บังหลวงซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น จะมากน้อย หนักเบาแล้วแต่กรณี ผู้เขียนจึงมีความสงสัยว่ากว่าที่คนคนหนึ่งจะได้เป็นหมอต้องใช้เวลาเรียนยาวนาน หรือถ้าต้องการเป็นหมอเฉพาะทางก็ยิ่งต้องใช้เวลาศึกษาเพิ่มเติมยาวนานยิ่งขึ้น คนที่จะเป็นครูจะสามารถไปทำหน้าที่สอนในโรงเรียนต่างๆ ได้ก็จะต้องผ่านการศึกษาเรียนรู้เฉพาะทาง ซึ่งทั้งสองวิชาชีพนี้กว่าจะได้ปฏิบัติหน้าที่ก็จะต้องได้รับใบประกอบวิชาชีพ หมายถึงผ่านมาตรฐานต่างๆ ที่กำหนดไว้เพื่อเป็นตัวชี้วัดความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเป็นอย่างไรถ้านักการเมืองของเราจะมีใบประกอบวิชาชีพนักการเมืองด้วย เพื่อเป็นเครื่องรับรองว่านักการเมืองเหล่านี้มีมาตรฐาน มีคุณภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม มีประวัติที่ขาวสะอาดได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีหัวใจแห่งการรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง มิได้เป็นนักการเมืองเพราะถูกกวาดต้อนมา บางคนเป็นเพียงผู้ติดตาม เป็นคนรับใช้ แต่อยู่ถูกที่ถูกเวลาก็ได้เป็น ส.ส.กับเขาได้ ถ้าเป็นจริงตามนั้นเราคงจะมีการเมืองที่มีเสถียรภาพไม่ต้องพายเรืออยู่ในอ่าง เลือกตั้ง-ปฏิวัติ ปฏิวัติ-เลือกตั้ง อย่างนี้อีกต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8609</URL_LINK>
                <HASHTAG>การยึดอำนาจในประเทศไทย, การแก่งแย่งอำนาจกันเอง, ความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย, ความเฉยเมยหรือความไม่เอาใจใส่, ตัวบุคคลผู้ทะเยอทะยานทางการเมือง, พบสาเหตุของการรัฐประหาร, รังสรรค์ ปู่ทอง, เป็นเรื่องเป็นราว, เสนอ จันทรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงกรานต์ปีนี้มีอะไรให้ได้คิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สงกรานต์&amp;rdquo; เป็นประเพณีที่สำคัญและสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยสันนิษฐานว่าเป็นประเพณีดั้งเดิมของอินเดีย ต่อมาได้แพร่ขยายไปยังท้องถิ่นต่างๆ ได้แก่ ลาว เขมร เมียนมา จีน และไทย ทั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้ต่างไปจากเดิมบ้าง ทั้งการประกอบพิธี รูปแบบ และพฤติกรรม ในประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้มีประเพณีสงกรานต์มาตั้งแต่เมื่อใด แต่ถือเอาวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปีเป็นวันสงกรานต์ เสฐียรโกเศศสันนิษฐานว่า ไทยเรารับประเพณีขึ้นปีใหม่ในวันที่ ๑๓ เมษายน มาจากอินเดียฝ่ายเหนือ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ตรงกับการเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ หรือที่เรียกว่าฤดูวสันต์ของอินเดีย จัดเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา เพราะเป็นช่วงที่อากาศไม่หนาวจัด ต้นไม้ผลิใบให้ความสดชื่น บังเอิญช่วงเวลานี้ตรงกับช่วงเวลาที่คนไทยเราในสมัยโบราณว่างจากการทำนา จึงเป็นการเหมาะสมสำหรับคนไทยที่จะฉลองปีใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตำนานเกี่ยวกับสงกรานต์ยังมีปรากฏในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยย่อว่า เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดในแต่ละปีก็จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ นางสงกรานต์เป็นธิดาของท้าวมหาสงกรานต์ หรือท้าวมหาพรหม&amp;nbsp;มีหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันดูแลเศียรของท้าวกบิลพรหมซึ่งประดิษฐานอยู่ในพานแว่นฟ้า&amp;nbsp;เนื่องจากท้าวกบิลพรหมแพ้พนันการตอบปัญหาแก่ธรรมบาลกุมาร จึงต้องตัดเศียรของตนบูชาแก่ธรรมบาลกุมาร ก่อนจะตัดเศียรท้าวกบิลพรหมได้เรียกธิดาทั้ง&amp;nbsp;๗&amp;nbsp;ซึ่งเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ให้เอาพานมารองรับ เนื่องจากเศียรของท้าวกบิลพรหมเป็นที่รวมแห่งความร้ายทั้งปวง ถ้าวางไว้บนแผ่นดินไฟจะไหม้โลก ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง ธิดาทั้ง&amp;nbsp;๗&amp;nbsp;จึงผลัดเปลี่ยนกันถือพานรองเศียรของท้าวกบิลพรหมไว้คนละ ๑ ปี&amp;nbsp;เมื่อถึงวันสงกรานต์คนไทยสมัยก่อนสนใจที่จะรู้ชื่อนางสงกรานต์ พาหนะทรง เพราะคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำฝนจากธรรมชาติ คำทำนายต่างๆ เป็นการเตรียมพร้อมในการที่จะต้องเผชิญกับภาวะต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ผลิตผลและการทำมาหากินทั่วไป วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ทางราชการจึงได้เปลี่ยนใหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับหลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยังยึดถือว่าวันสงกรานต์มีความสำคัญ สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย
ปีใหม่ของประเทศไหนๆ ใครๆ เขาก็เฉลิมฉลองกัน อย่างมีความสุข แต่ประเทศไทยเรากลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความเศร้า เฝ้ารอการนับศพ รอดูสถิติอุบัติเหตุและความสูญเสียตลอด ๗ วันอันตราย ทั้งที่ควรจะเป็น ๗ วันแห่งความสุขใจที่ได้อยู่กับบ้านและครอบครัว ปัจจุบันการเล่นสงกรานต์เข้าข่าย&amp;nbsp;&amp;ldquo;สาดเลือด แทนการสาดน้ำ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ความสุขและความสนุกสนาน ความงดงามแบบประเพณีไทยกลายเป็นความโศกเศร้าของผู้ปกครอง ตลอดจนครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และเป็นที่น่าเวทนาสำหรับผู้พบเห็นในวันปีใหม่ไทย ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอีกด้วย พฤติกรรมการเล่นน้ำสงกรานต์ที่อันตรายมาจากหลากหลายสาเหตุ เช่น กลุ่มผู้เล่นน้ำสงกรานต์ตามจุดต่างๆ มีการปิดถนน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ภาพเหตุการณ์น่าสลดที่ไม่ควรเกิดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ไทยยังมีให้พบเห็นในกลุ่มผู้เล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่เล่นด้วยความรุนแรง เล่นลักษณะอนาจารล่วงละเมิดทางเพศ และดื่มสุราขณะเล่นน้ำจนเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่าย นอกเหนือจากการขับรถด้วยความเร็ว ขาดสติ ประมาท ขาดวินัยจราจร และการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว น้ำเมา (เหล้าและเบียร์) ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนต้องบาดเจ็บล้มตาย&amp;nbsp;ยิ่งกว่าการทำสงครามในอิรักหรืออัฟกานิสถาน เพราะเพียงสัปดาห์เดียวมีคนต้องตายไปนับร้อยนับพันคน ส่วนคนที่เมาแล้วก็นำมาซึ่งความสูญเสีย ความรุนแรง พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำอนาจารลวนลามหญิงสาว รวมทั้งเหตุทะเลาะวิวาทยกพวกตีกันแทงกัน ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็แปลก ทั้งๆ ที่เทศกาลนี้มีการควบคุมการดื่มการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันอย่างจริงจังมากขึ้น มีการสร้างและกำหนดมาตรการต่างๆ อย่างรอบด้าน แต่สถิติผู้เสียชีวิตจากเทศกาลสงกรานต์ก็ยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือว่ามาตรการต่างๆ เหล่านั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการทำกำไรที่มากที่สุดของบรรดาพ่อค้าธุรกิจน้ำเมา ที่เอาความตายของลูกหลานมาแลกกับยอดขายที่เป็นกอบเป็นกำ และทิ้งภาวะด้านสังคมไว้ให้คนไทยแก้ไขกันเอง.
รังสรรค์ ปู่ทอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6226</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จีน, รังสรรค์ ปู่ทอง, ลาว, สงกรานต์, อัฟกานิสถาน, อิรัก, เขมร, เบียร์, เป็นเรื่องเป็นราว, เมียนมา, เหล้า, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
