<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 11:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเปิด 6 แนวทางพัฒนาเร่งด่วน รองรับการเปิดบริการรถไฟฟ้าจีน-ลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 2564 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟสายสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่จะเปิดให้บริการเดือนธันวาคม 64 นี้ &amp;nbsp;โดย คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) รายงานว่า ได้กำหนดแนวทางสำหรับการดำเนินการในระยะเร่งด่วนและระยะยาวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งและการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร เชื่อมต่อการขนส่งสินค้าและการเดินทางระหว่างจีน-ลาว-ไทย พร้อมรับโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอีกมาก อีกทั้งจะต่อยอดโครงการด้านอื่นๆ ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;nbsp;กรอบแนวทางการพัฒนาในระยะเร่งด่วนที่ให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2564 ได้แก่ 1) การบริหารจัดการการใช้บริการสะพานมิตรภาพไทย &amp;ndash; ลาว แห่งที่ 1 &amp;nbsp;ร่วมกับการบริหารจัดการการใช้ทางรถไฟ โดยเพิ่มความถี่การเดินรถไฟและใช้หัวลาก 15 ตันต่อเพลา รวมทั้งได้จัดเวลาการเดินรถไฟใหม่ ให้มีความเหมาะสมและลดความแออัด &amp;nbsp;2) การจัดเตรียมความพร้อมในด้านกระบวนการและพิธีการศุลกากร ทั้งในด้านอัตรากำลังและอุปกรณ์ต่าง ๆ &amp;nbsp;จัดซื้อระบบตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเอ็กซเรย์แบบเคลื่อนที่ (Mobile X-Ray System) การปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ อนุมัติกรมรองรับพิธีการทางรถไฟทุกรูปแบบ 3) การพัฒนาบริเวณพื้นที่หนองสองห้อง เป็นจุดพักคอยของรถบรรทุกสินค้าขาออกบนพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ 4) การพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟหนองคายให้เป็นพื้นที่ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าขาเข้าและปรับพื้นที่ เพื่อตั้งเป็นโรงพักสินค้า เพื่อจัดเก็บตรวจปล่อยพิธีการศุลกากรในระยะเร่งด่วน 5) การผ่อนผันการใช้ช่องทางเข้าในราชอาณาจักร เฉพาะการขนส่งสินค้า &amp;nbsp;ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย &amp;ndash; ลาว แห่งที่ 1 และช่องทางจุดผ่านแดนถาวรสถานีรถไฟหนองคาย 6) การขยายพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมือง จากการดำเนินการนี้ จะสามารถรองรับปริมาณสินค้าที่จะเพิ่มสูงขึ้น 354ตู้/วัน &amp;nbsp;มีขีดความสามารถรองรับรถบันทุกหมุนเวียนสินค้าเข้า-ออกดำเนินพิธีการศุลกากร 650 คัน/วัน การตรวจลงตราได้ 3,600 คน/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินการระยะยาว จะประกอบด้วย การเร่งเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทย ให้สมบูรณ์ การก่อสร้างสะพานแห่งใหม่สำหรับการขนส่งระบบราง การพัฒนาศูนย์ขนถ่ายสินค้านาทา จ.หนองคาย การเตรียมพร้อมผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันการเจรจาสิทธิประโยชน์และมาตรการการค้าระหว่างจีน ลาว ไทย ขณะเดียวกันก็เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ท้องถิ่นได้ใช้ประโยชน์จากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูงในการส่งออกสินค้าไปจีนและลาวเพิ่มมากขึ้น ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค และโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรของไทย เชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยเพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งมูลค่าการส่งออกผ่านการค้าชายแดนและผ่านแดนใน 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค. 2564) สูงถึง 682,184 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 38.03% &amp;nbsp;เฉพาะมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนสปป.ลาว เพิ่มขึ้นถึง 23.93%&amp;rdquo; &amp;nbsp;นางสาวรัชดา ฯ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119958</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนรถไฟลาว-จีนนี้ชื่อ &quot;ล้านช้าง&quot;, รถไฟฟ้าความเร็วสูง, รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bb4f845903.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเดินหน้าฉีดวัคซีนนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยแล้วกว่า 1 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ต.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความก้าวหน้าของการฉีดวัคซีน Pfizer ในเด็กนักเรียนอายุ 12-18 ปี ตอนนี้มีที่แสดงความประสงค์ฉีดวัคซีนผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดทั่วประเทศแล้วกว่า 4.07 ล้านราย จากเดิมที่ช่วงต้นมีแจ้งไว้ 3.61 ล้านคน และกระทรวงศึกษาธิการจะทำการสำรวจการฉีดวัคซีนของนักเรียนรอบสองอีกครั้งว่ายังมีนักเรียนคนไหนตกหล่นอีกหรือไม่ ข้อมูล ณ วันที่ 14 ตุลาคม มีนักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้ว 8.64 แสนราย ขณะที่ นักศึกษาและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับวัคซีนกว่า 1ล้านโดสแล้ว แบ่งเป็นผู้ที่ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 6.16 แสนคน และฉีดครบ 2 เข็ม 3.84 แสนคน แยกเป็นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณทลจำนวน &amp;nbsp;7.63 แสนคน และต่างจังหวัด 2.37 แสนคน ซึ่งจากการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ในทั้งกลุ่มนักเรียนและนักศึกษายังไม่มีรายงานการเกิดภาวะกล้ามเนื้อ/เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เด็กเพศชายที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค เด็กเพศหญิงและเด็กชายอายุ 16 - 18 ปี สามารถรับวัคซีนเข็มที่ 2 ได้ ใน 3 - 4 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนเข็มแรก ส่วนเด็กชายอายุ 12 ถึงต่ำกว่า 16 ปีที่ฉีดวัคซีน Pfizer เข็มแรกไปแล้วนั้น คณะอนุกรรมการวิชาการจะประชุมหาข้อสรุปเรื่องการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ก่อนที่จะเริ่มมีการฉีดเข็ม 2 ตามกำหนดในวันที่ 25 ตุลาคม ทั้งนี้ ขอให้ผู้ปกครอง/นักเรียนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมในโซเชียลมีเดียที่สร้างความวิตกกังวล ให้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและคณะแพทย์หรือนักวิชาการของกระทรวงฯที่มีการตรวจสอบยืนยันได้ &amp;nbsp;ในส่วนของเด็กนักเรียน/นักศึกษาที่ได้รับวัคซีน Pfizer ทุกคน งดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนักหลังจากได้รับวัคซีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119883</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602c81e5b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โครงการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาอว.โอนแล้วกว่า 91.46% ช่วยนิสิต-นักศึกษากว่า 1.5 ล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.64- นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานความคืบหน้าแผนโครงการลดค่าเทอมและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อนุมัติงบประมาณเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ให้แก่นิสิต นักศึกษา ในส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. 2564 จนถึงวันที่ 8 ต.ค. 2564 ได้อนุมัติงบประมาณให้กับสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและนอกสังกัดไปแล้ว จำนวน 150 แห่ง คิดเป็น 91.46% เป็นเงิน 7,831,638,424 บาท สำหรับช่วยเหลือนักศึกษา จำนวน 1,582,665 คน คิดเป็น 88.49%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนสาธิตในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา ฯ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย. 2564 จนถึงวันที่ 8 ต.ค. 2564 ได้อนุมัติงบประมาณให้กับสถาบันการศึกษาต้นสังกัดโรงเรียนสาธิตไปแล้ว จำนวน 62 แห่ง มากกว่า 95.% เป็นเงิน 154,326,000 บาท คิดเป็น 97.04% สำหรับช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 77,163 คน ทั้งนี้ ส่วนที่เหลือคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนตุลาคม นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามมาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษาของนิสิต นักศึกษาอย่างใกล้ชิด ขอบคุณ อว. ที่เร่งดำเนินการโอนเงินเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนที่เหลือขอให้เร่งโอนเงินให้กับสถาบันเพื่อให้ถึงมือนิสิตนักศึกษาโดยเร็วตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับนิสิต นักศึกษา และผู้ปกครอง นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในการบรรเทาผลกระทบของทุกกลุ่มเป้าหมาย และพร้อมที่จะขับเคลื่อนให้การศึกษาไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119512</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา, รองโฆษกรัฐบาล, รัชดา ธนาดิเรก, อว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98cf98797.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล เผยประชาชนร้องเรียนคดีฉ้อโกง/หลอกขายของออนไลน์เพียบ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2564 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการสืบสวนเอาผิดมิจฉาชีพออนไลน์ คดีฉ้อโกงและหลอกหลวงประชาชน โดยพบว่า ตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคม 2564 &amp;nbsp;เรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1212 ส่วนใหญ่มาจากซื้อ-ขาย ออนไลน์ อาทิ การสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้า ได้รับสินค้าไม่ตรงตามโฆษณา ได้รับสินค้าชำรุด หลอกให้เซ็นรับพัสดุผิดกฎหมาย รับหิ้วของ ตุ๋นขายแบบผ่อนชำระ โดยสัดส่วนการร้องเรียนจากการซื้อผ่านเฟซบุ๊ก สูงสุดคิดเป็น 82.4% (19,296 ครั้ง) เว็บไซต์ 4.6% และอินสตาแกรม 4.3% และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม &amp;nbsp;พบว่า ในปี 2564 มีร้องเรียนปัญหาซื้อขาย-ออนไลน์ เฉลี่ย 2,221 ครั้งต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ที่เฉลี่ย 1,718 ครั้งต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายความผิดกรณีฉ้อโกงต่อประชาชน เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท อีกด้วย มากไปกว่านั้น สำนักงาน กสทช. &amp;nbsp;ยังทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครือข่าย เพี่อปิดกั้น SMS ชวนเล่นการพนันหรือปล่อยเงินกู้ผิดกฏหมายอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเผยอีกว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมห่วงประชาชน ฝากเตือนอย่าหลงเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ &amp;nbsp;ตรวจสอบสินค้าก่อนชำระเงิน เลือกเพจขายสินค้าที่ไว้ใจได้ ทั้งยังกำชับให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปราบปรามเว็บการพนันออนไลน์ ที่มอมเมาเยาวชน ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินและอาชญกรรมอื่น ๆ ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนสามารถร้องเรียน/ร้องทุกข์ ผ่านสายด่วน 1212 และ เบอร์ 1441 สายด่วนตำรวจไซเบอร์ หรือ เว็บไซต์ https://www.1212occ.com และอีเมล์ 1212@mdes.go.th หากได้รับความเดือดร้อนหรือพบการกระทำผิดที่เป็นอาชญกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อให้มีการสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี และขอให้ประชาชนระมัดระวังในการซื้อของออนไลน์และไม่หลงเชื่อ SMS ที่ส่งมาจากเบอร์ไม่คุ้นเคย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโกง&amp;quot; นางสาวรัชดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119287</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปราบมิจฉาชีพออนไลน์, รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149cb1d5589c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2021 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเรียนฉีดไฟเซอร์ เข็มแรกแล้ว 1.5 แสนราย วอนเชื่อมั่นวัคซีนปลอดภัยเป็นที่ยอมรับทั่วโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการดำเนินการรัฐบาเร่ิมเดินหน้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเดือนตุลาคม 2564 ให้แก่นักเรียน นักศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ผ่านสถาบันการศึกษาว่า ขณะนี้มีผู้แจังความประสงค์เข้ารับการฉีดแล้วประมาณ 3.8 ล้านคน จากตัวเลขกลุ่มเป้าหมายมีอยู่ประมาณ 5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 และคาดว่ามีตัวเลขผู้แจังความประสงค์ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. มีนักเรียน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้วประมาณ 150,190 ราย ร้อยละ 3.3 และฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้วประมาณ 1,825 ราย &amp;nbsp;กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข จะเดินหน้าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็ก/นักเรียน อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวผ่านสื่อต่าง ๆ และทางโซเชียลสื่อออนไลน์ เช่น ในแพลตฟอร์ม &amp;nbsp;TikTok เด็กบางกลุ่มได้ออกมาแสดงความกังวลต่อผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ขอให้ความเชื่อมั่นว่า ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่รัฐบาลนำมาฉีดให้กับเด็กนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงได้มาตรฐานระดับสากลและทั่วโลกยอมรับ โดยได้ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติรับรองคุณภาพเรียบร้อยแล้วทั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือเอฟดีเอ (FDA) รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขของไทยด้วย แม้การฉีดวัคซีนไฟเซอร์จะมีผลข้างเคียงในลักษณะต่าง ๆ อยู่บ้าง ทั้งผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หนาวสั่น รวมถึงผลข้างเคียงที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แต่จากข้อมูลของคณะอนุกรรมการด้านโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับโลกด้านความปลอดภัยของวัคซีนประจำองค์การอนามัยโลก (GACVS) ระบุว่า วัคซีนชนิด mRNA มีประโยชน์ในการป้องกันโรคโควิด-19 มากกว่าความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และลดการเสียชีวิตจาก COVID-19 ได้ &amp;nbsp;โดยหลายประเทศได้เดินหน้าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็กไปก่อนหน้านี้แล้ว อาทิ &amp;nbsp; สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ &amp;nbsp;ญี่ปุ่น สเปน นอร์เวย์ เป็นต้น ทางบริษัท ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer - BioNTech) ยังได้ยื่นคำขอต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) อย่างเป็นทางการแล้วเพื่อให้อนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 กับเด็กอายุระหว่าง 5-11 ปี เป็นการฉุกเฉิน &amp;nbsp;หากผ่านการรับรองของ FDA คาดจะสามารถใช้ได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การฉีดวัคซีนให้แก่เด็กนักเรียนมีความสำคัญมาก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของสังคมให้เข้มแข็งมากขึ้นและให้เด็กได้กลับไปเรียนในรูปแบบปกติโดยเร็ว พร้อมเตรียมรับการเปิดภาคเรียนเดือนพฤศจิกายนนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ยังพิจารณาให้มีการตรวจ ATK (Antigen Test Kit) แบบสุ่มตัวอย่างประมาณ 10-15% ของจำนวนนักเรียนในทุก ๆ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักเรียนในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ &amp;nbsp;ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังกำชับให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประสิทธิภาพและอักตราการเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีน เพื่อให้นักเรียนคลายความกังวลจากผลที่เกิดขึ้นด้วย&amp;rdquo; นางสาวรัชดา &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119216</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602c81e5b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเตรียมแผนแก้ปัญหาหนี้ครู 1.4 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2564 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยต่อสถาการณ์ปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึษา ซึ่งปัจจุบันพบว่าครูทั่วประเทศประมาณ 9 แสนคน คิดเป็นร้อยละ &amp;nbsp;80 &amp;nbsp;มีหนี้รวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท โดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู วงเงิน 8.9 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 64 รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน วงเงิน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ &amp;nbsp;25 ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำชับกระทรวงศึกษาธิการ เร่งหาแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรอย่างยั่งยืน รวมถึงให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมพร้อมวงเงินปล่อยกู้ให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อใช้ในค่าใช้จ่าย ปีการศึกษา 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแผนแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบแล้ว ระยะแรกจะดำเนินการ 3 แผนงาน ได้แก่ แผนงานที่ 1. โครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ จำนวน 12 แห่ง 4 ภาค ภาคละ 3 แห่ง ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัด ภายในเดือนตุลาคมนี้ และขยายผลการดำเนินไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศที่มีความพร้อม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป แผนงานที่ 2.คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เจรจากับสถาบันการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาครูรายที่ถูกฟ้อง พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาของผู้ค้ำประกัน และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 โดยให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันในระดับพื้นที่จังหวัดในการปรับโครงสร้างหนี้ ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สถาบันการเงิน และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการระดับจังหวัด และ แผนงานที่ 3. การจัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ทางด้านการวางแผนและการสร้างวินัยทางการเงินและการออม โดยมีเป้าหมายอบรม 1 แสนคนต่อปี &amp;nbsp;เริ่มอบรมรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ศูนย์ Deep กระทรวงศึกษาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการถอดบทเรียนการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาจากสหกรณ์ตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด พบสาระสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้ คือ &amp;ldquo;การปรับลดภาระดอกเบี้ย&amp;rdquo; &amp;nbsp;และ &amp;ldquo;การปรับโครงสร้างหนี้&amp;rdquo; ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ให้ต่ำลงไม่เกิน 3% &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์และสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เช่น รวมหนี้จากทุกสถาบันการเงินมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครู การปรับโครงสร้างหนี้ครูก่อนเกษียณ อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่ครูที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ 0.25-0.50.% &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการช่วยเหลือนักเรียนและนักศึกษาในเรื่องเงินกู้นั้น กยศ.ได้ขยายกรอบวงเงินการให้กู้ยืม ปีการศึกษา 2564 จากเดิมจำนวน 38,587 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ จำนวน 6.2 แสนราย เป็น 40,000 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืม จำนวน 7 แสนราย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่างๆ ให้กับนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 โดยขยายเวลายื่นขอกู้ยืมเงินภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564 นักเรียน นักศึกษาสามารถยื่นกู้ยืมผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน กยศ. Connect หรือทาง www.studentloan.or.th โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในการทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา &amp;nbsp;กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครูและบุคลากรทางการศึษา เป็นเรื่องที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาได้แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์เป็นหัวหน้าคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มการออม และไม่ก่อหนี้เพิ่ม รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้ครูรุ่นใหม่ๆ ต้องติดกับดักวงจรการเป็นหนี้ด้วย และในเรื่องเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอยืนยันว่ากองทุน กยศ. มีเงินให้กู้ยืมเพียงพอสำหรับนักเรียน นักศึกษาได้มีโอกาสได้เรียนต่ออย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118582</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัชดา ธนาดิเรก, หนี้กยศ., หนี้ครู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149cb111aa35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเปิด 4 แนวทางจัดหาวัคซีน 126 ล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - &amp;nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมั่นใจสามารถจัดหาวัคซีนโควิด-19 ครบตามแผนกว่า 126 ล้านโดสในปลายปีนี้ โดยจัดหาวัคซีนโควิด-19 ภายใต้ 4 แนวทาง ดังนี้ 1. แผนการจัดซื้อจากผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 โดยตรงกับผู้ผลิต/บริษัท ให้มีความหลายยี่ห้อและเทคโนโลยี อาทิ AstraZeneca Pfizer และ Sinovac&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การจัดซื้อจากประเทศที่มีวัคซีนโควิด-19 เช่น เจรจาจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจากสเปน จํานวน 449,500 โดส โดยรัฐบาลสเปนถือเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ขายวัคซีนให้แก่ประเทศไทย และอยู่ระหว่างประสานงานกับอีกหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การแลกเปลี่ยนวัคซีน (vaccine swap) เช่น รัฐบาลภูฏาน ได้แลกเปลี่ยนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าล่วงหน้า จำนวน 105,000 โดสกับรัฐบาลไทย โดยส่งมอบให้ไทยแล้วเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 และการแลกเปลี่ยนวัคซีนระหว่างไทยและสิงคโปร์ จำนวน 122,400 โดส บนหลักการว่า ไทยจะส่งมอบวัคซีนคืนแก่สิงคโปร์ในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การบริจาค ไทยได้รับวัคซีนซิโนแวคจากจีน จำนวน 1 ล้านโดส สหราชอาณาจักร มอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 415,000 โดส ญี่ปุ่นมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจำนวน 1.66 ล้านโดส สหรัฐได้มอบวัคซีนไฟเซอร์ จำนวนกว่า 1.5 ล้านโดส รวมถึงอยู่ระหว่างการหารือของคณะกรรมการร่วมไทย-สหรัฐอีก 1 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวว่า ทั้งนี้ ไทยจะบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 คิดเป็นประชากร 50 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้ ครอบคลุม เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 การฉีดเข็มกระตุ้น (booster) แก่ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายครบ 2 เข็มทุกราย นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข ยังได้วางแผนการฉีดวัคซีนโควิด -19 สำหรับชาวต่างชาติและแรงงานต่างด้าว ซึ่งจะเริ่ม ในเดือน ต.ค. นี้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118073</URL_LINK>
                <HASHTAG>126 ล้านโดส, รัชดา ธนาดิเรก, แผนจัดหาวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1e6b28afc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
