<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุนแก้รธน.รายมาตรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ญาติวีรชนพฤษภา 35 จวก &amp;quot;รัฐบาล-ส.ว.&amp;quot; สมคบคิดหักหลัง ปชช. คว่ำร่างแก้ไข รธน. หวั่นนองเลือดซ้ำรอยพฤษภา 35 จี้ &amp;quot;ภท. -ปชป.&amp;quot; ถอนตัวรัฐบาลถอดชนวนรุนแรงเลือกนายกฯ ใหม่ปลุก ปชช.หนุนม็อบไล่ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; แต่ห้ามจาบจ้วงสถาบัน &amp;quot;รังสิมันต์&amp;quot; ชี้ถ้าไม่มีเสียง ส.ว.เกมเตะถ่วงแก้ รธน.จะล้มเหลว พปชร.ยันตั้งกมธ.ศึกษาทางออกที่เหมาะสม ต้องฟัง ปชช.ทุกกลุ่ม ตร.รวบรวมหลักฐานก่อนเช็กบิล 3 กลุ่มชุมนุม โพลตอกย้ำถึงเวลาหาทางออกจากความขัดแย้ง รัฐบาลต้องรับฟังอย่างจริงใจ หนุนแก้ รธน.รายมาตรา ห้ามแตะหมวด 1-2 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;rsquo;35 กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้ว่า กรณีที่ประชุมรัฐสภาโหวตเห็นชอบตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 30 วัน โดยไม่เอาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับ เป็นการสมคบคิดกันล่วงหน้าของรัฐบาลกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นอกจากจะแสดงถึงความไม่จริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นข้อพิสูจน์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำผิดสัญญาหักหลังประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่เก็บรายงานการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไว้ในลิ้นชัก ซื้อเวลาปฏิรูปประเทศถึง 20 ปี โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ ตั้งกรรมการมาหลายชุด สุดท้ายเชื่อว่าไม่ต้องการปฏิรูปอย่างแน่นอน และเมื่อเห็นการคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับอย่างคาดไม่ถึง ก็ชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่สนใจเสียงเรียกร้องของประชาชนทุกภาคส่วนที่เสนอแนะทางออกจากความขัดแย้งและวิกฤติทางการเมืองด้วยความหวังดีมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนักหนาสาหัส พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีเครดิตหลงเหลืออยู่เลย จึงไม่มีใครอยากร่วมทีมเศรษฐกิจด้วย ดังนั้นทุกอย่างจะต้องจบลงโดยเร็วเพราะยิ่งยืดเยื้อประเทศชาติจะเสียหาย ประชาชนจะยิ่งลำบาก จากปัญหาปากท้อง พล.อ.ประยุทธ์ยังล้มเหลวในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เคารพของราษฎร ใช้กฎหมายเล่นงานคนเห็นต่าง ทำให้คนรุ่นใหม่ลืมพระเมตตาของในหลวง ถือเป็นความผิดที่ไม่สามารถอภัยให้ได้ ในเมื่อไม่แคร์ต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน ก็ป่วยการที่จะเสนอแนะอะไรอีก จึงมีความจำเป็นที่คนรุ่นใหม่ที่ไม่เห็นแสงสว่างและอนาคตข้างหน้าจะต้องรวมตัวออกมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยไว และขอเรียกร้อง ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกับกลุ่มนักศึกษาประชาชนขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องไม่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะเสียแนวร่วมแล้ว ยังจะทำให้เกิดการเผชิญหน้านำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีที่สิ้นสุด และขอให้เคลื่อนไหวด้วยสติปัญญา ยึดแนวทางสันติวิธีอย่างแท้จริง แล้วจะทำให้มีพลังเอาชนะเผด็จการได้&amp;quot; นายอดุลย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอดุลย์กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่พรรคพลังประชารัฐไม่โหวตญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการหักหลังพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันอย่างไร้มารยาท โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ที่มีจุดยืนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จึงเกรงว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภา 35 ที่พรรคร่วมรัฐบาลหักหลังประชาชนไม่เอานายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งจนเป็นชนวนเหตุนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชน และเกิดการนองเลือดในที่สุด ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยถอดชนวนความรุนแรงทางการเมือง ด้วยการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล แล้วร่วมกันผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ 272 ปิดทาง ส.ว.เลือกนายกฯ แล้วเลือกนายกฯ ที่เหลืออยู่ตามรัฐธรรมนูญ ก่อนจะตั้งสภาร่างรัฐ ธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เสร็จแล้วก็ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เชื่อว่าแนวทางนี้จะนำพาประเทศชาติออกจากวิกฤติประเทศในทุกด้านได้
ซัด ส.ว.เตะถ่วงแก้ รธน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ควันหลงประชุมสภา การเตะถ่วงแก้รัฐธรรมนูญจะไม่สำเร็จถ้าไม่มี ส.ว.คอยโหวตให้ ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการประชุมสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้มาเล่าให้ฟังครับ อย่างที่ทุกท่านทราบแล้ว มีการลงมติตั้งคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อ &amp;quot;ศึกษาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ&amp;quot; ซึ่งเสนอโดย ส.ส.จากฝ่ายรัฐบาล เพื่อใช้เป็นเกมถ่วงเวลาการแก้รัฐธรรมนูญนั่นเอง โดยผลการลงมติคือ เห็นด้วย 431 เสียง ไม่เห็นด้วย 255 เสียง จึงสามารถตั้งคณะกรรมาธิการ (เตะถ่วง) ได้สำเร็จ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งใน 431 เสียงที่เห็นด้วยนั้น เป็นเสียงของ ส.ว.ถึง 228 เสียง&amp;nbsp; นั่นหมายความว่าหากตัดเสียง ส.ว.ออกไป จะมีเสียงเห็นด้วยเพียง 203 เสียงเท่านั้น จริงอยู่มี ส.ว.ที่โหวตไม่เห็นด้วย แต่ก็เพียง 3 คนเท่านั้น เสียงไม่เห็นด้วยจาก ส.ส.ยังมีถึง 252 เสียง กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าไม่มี ส.ว. เกมเตะถ่วงการแก้รัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลก็จะประสบความล้มเหลว ก็คงได้เห็นกันแล้วนะครับว่า ส.ว.ที่ คสช. เลือกมาส่งผลต่อความพยายามหาทางออกให้กับประเทศนี้อย่างไร&amp;quot; นายรังสิมันต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีเจตนาเตะถ่วง แต่เนื่องจากที่มาของรัฐธรรมนูญนั้นมาจากประชามติของประชาชน 16.8 ล้านเสียง เป็นสิ่งที่รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐต้องระมัดระวังในการดำเนินการด้วย ไม่ใช่มีแต่ประชาชนที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีผู้ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ จึงต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย ต้องหาจุดที่สมดุล สามารถยอมรับกันได้ ดังนั้นการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ ต้องฟังเสียงประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่จะเอาเฉพาะที่ถูกใจนักการเมือง หากเป็นอย่างนั้นก็จะเกิดความวุ่นวายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวถึงกรณีที่เพจคณะก้าวหน้ารณรงค์ปิดสวิตช์ ส.ว. โดยระบุว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตยที่กวนใจประชาชนว่า เท่าที่ตนสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา มองเห็นสิ่งแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตยก็คือ ปรากฏการณ์ของการรณรงค์โจมตีกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยนั้นควรยอมรับความเห็นที่แตกต่าง และฟังความเห็นที่แตกต่างกัน อยู่ร่วมกันได้ ถกเถียงกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่การยกพวกไปรุมประชาทัณฑ์ทางโซเชียล แบนสินค้าและบริการของคนที่แสดง ความเห็นนั้นๆ ถือว่าเป็นการตื่นตัวทางการเมืองในลักษณะถดถอย ที่ผ่านมาไม่เคยแม้สักครั้งที่จะเห็นคณะก้าวหน้า แกนนำอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล หรือ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ออกมาเตือนหรือห้ามปรามผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เข้าใจว่าเห็นดีเห็นงามด้วยกับพฤติกรรมเช่นนี้ ดีแต่เสี้ยมให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในประเทศ&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จ่อฟันแกนนำม็อบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 17.30 น. ที่บริเวณสวนสาธารณะประตูเมือง (สวนเรืองแสง) ริมถนนมิตรภาพ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น กลุ่มดาวดินสามัญชน ร่วมกับกลุ่มขอนแก่นพอกันที นำโดยนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ได้กำหนดจัดกิจกรรม &amp;quot;ตามหา How To สู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน&amp;rdquo; โดยมีประชาชนและนักเรียนนักศึกษาเดินทางมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก โดยนายวชิรวิทย์ เทศศรีเมือง หรือเซฟ แกนนำกลุ่มขอนแก่นพอกันที กล่าวปราศรัยว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่นครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก และจะมีครั้งต่อๆ ไป โดยจะมีนักเคลื่อนไหวที่เคยพูดตามข้างถนนหรือเวทีทั่วไป มาขึ้นเวทีวิชาการที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจะเป็นเวทีชุมนุมปราศรัยกึ่งวิชาการ เพราะต้องการให้ประชาชนได้ความรู้ ไม่น่าเบื่อเหมือนเวทีชุมนุมที่ผ่านๆ มา ขณะนี้ยังเป็นข้อเรียกร้องเดิม ซึ่งเป็นความต้องการของประชาชนชาวอีสานกว่า 50% ต้องการปิดสวิตช์ ส.ว.ออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน กล่าวว่า ช่วงที่จะเดินทางออกจากบ้านดาวดินไปจัดกิจกรรมที่สวนเรืองแสง ประตูเมือง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบของ สภ.เมืองขอนแก่น กว่า 20 นาย ได้เดินทางมาที่บ้านดาวดิน โดยมาพูดคุยและขอความร่วมมือในเรื่องของการห้ามนำป้ายหรือสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาภายในงาน การจัดกิจกรรมที่สวนเรืองแสง ซึ่งตัวเองและเพื่อนๆ ไม่ได้คิดที่จะนำไป แต่การที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่บ้านดาวดินเพื่อห้ามนั้น มองว่าเป็นการคุกคาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน มีรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เปิดเผยถึงการรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดกลุ่มผู้ชุมนุม ตั้งแต่การชุมนุมที่สนามหลวงของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. กิจกรรมเรียก ส.ว.ลงหม้อ ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนปราศรัยไปตามสถานที่ต่างๆ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. และการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 กิจกรรมอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ว่าการกระทำทั้งหมดเข้าข่ายความผิดใด ซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เนื่องจากมีทั้งผู้มาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนและที่ตำรวจทำคดีเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมชุมนุมที่สนามหลวง ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือออกหมายจับแกนนำคนใด และจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบเข้าข่ายความผิดยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 เท่านั้น ส่วนการชุมนุมที่รัฐสภา ยังไม่มี ส.ว. หรือ ส.ส. เป็นผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ แต่กรณีที่ผู้ชุมนุมลงไปบนพื้นผิวการจราจร และปิดเส้นทางเดินรถ เรื่องการรักษาความสะอาด และการใช้เครื่องขยายเสียง ก็จะต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เซ็นตั้งคณะทำงานคดีการชุมนุม มอบหมายให้ พล.ต.ท.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ควบคุมสำนวนการสืบสวนสอบสวนทั้งหมด และจะมีการนัดสรุปถอดบทเรียนในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจฟอร์ด เส้นทางสีแดง ของนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า มีคำถามว่าคนเสื้อแดงควรจะต่อสู้ร่วมกับนักศึกษาอย่างไรในอนาคต คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมาก คนเสื้อแดงได้ร่วมชุมนุมทางการเมือง กับนักศึกษามาหลายครั้ง แต่ที่ออกหน้าชัดเจนมากที่สุดคือวันที่ 19 กันยา.ที่ท้องสนามหลวง แต่อะไรเล่าคือข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง ในอดีตคนเสื้อแดงได้ชื่อว่าต่อสู้เพื่อทักษิณ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ นักศึกษาได้ชูข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาการเมืองไทยในระยะยาว ผมขอเรียกร้องให้คนเสื้อแดงให้ก้าวข้ามคุณทักษิณออกมายืนเคียงข้างนักศึกษา ชูกำปั้นขึ้นมาเปล่งเสียงคำว่า &amp;quot;#ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์&amp;quot; และ&amp;nbsp; &amp;quot;#เลิกหมอบกราบมนุษย์เราต้องเท่ากัน&amp;quot; เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมานานหลายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;quot;ระดมสมองหาทางออกความขัดแย้ง&amp;quot; จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,263 คน ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2563 พบว่า 91.87% เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องช่วยกันหาทางออกของความขัดแย้ง โดยรัฐบาลต้องรับฟังอย่างจริงใจ 88.44%, ไม่ใช้ความรุนแรง 87.57%, ไม่สองมาตรฐาน&amp;nbsp; 82.03%, จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ 74.19% และถอยคนละก้าว 69.36%
หนุนแก้ รธน.รายมาตรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคน/กลุ่มที่ควรเป็นผู้นำในการหาทางออกคือ แกนนำ ตัวแทนกลุ่มต่างๆ 27.40%, นายกฯ 26.77%, ประชาชน 24.37%,&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาครัฐ 12.81%, นักเรียน นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ 8.65% &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคาดหวังของประชาชน เห็นว่าการหาทางออกน่าจะสำเร็จ 75.12%, น่าจะไม่สำเร็จ 24.88
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง มหามิตรต่างชาติกับการแทรกแซงชาติไทย&amp;nbsp; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,069 ตัวอย่าง&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 21-26 กันยายน 2563&amp;nbsp; พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.5 ระบุไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญของประชาชนปี 2540 เลย ในขณะที่ร้อยละ 2.5 เคยอ่านบางมาตรา และร้อยละ 16.0 เคยอ่านทั้งฉบับ, ร้อยละ 71.7 ระบุไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญของประชาชนปี 2560 เลย ในขณะที่ร้อยละ 2.1 เคยอ่านบางมาตรา และร้อยละ 26.2 เคยอ่านทั้งฉบับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.3 ระบุจะแก้รัฐธรรมนูญเพราะฟังคนอื่นเขาว่ามาเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้อ่านด้วยตนเอง ในขณะที่ร้อยละ 14.7 ระบุอ่านด้วยตนเองอย่างละเอียด ครบถ้วน ทุกมาตรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.6 ระบุถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญแก้ได้บางมาตรา แต่ห้ามแตะต้องล่วงละเมิดหมวด 1 และ 2 เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เพียงร้อยละ 4.4 ระบุว่าแก้ไขได้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.1 ระบุว่ามีต่างชาติแทรกแซงการเมืองภายในของประเทศไทย เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การชุมนุมม็อบต่างๆ ในขณะที่ร้อยละ 24.9 ระบุไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติกับประเทศไทย ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่เข้าถึง เข้าใจ วัฒนธรรมไทย จิตใจของคนไทยแท้จริง พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.2 ระบุทั้งสองประเทศเป็นมหามิตรต่างชาติของไทย ในขณะที่ร้อยละ 22.5 ระบุประเทศจีน, ร้อยละ 15.6 ระบุสหรัฐอเมริกา และร้อยละ 7.7 ระบุไม่ใช่ทั้งสอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.5 ระบุทั้งสองประเทศเป็นมหามิตรต่างชาติของไทย ในขณะที่ร้อยละ&amp;nbsp; 23.2 ระบุประเทศจีน และร้อยละ 18.3 ระบุสหรัฐอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงประเทศที่เป็นมหามิตรต่างชาติกับ ประเทศไทย ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ที่ควรเข้ามาทำโครงการสนับสนุนส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศต่อสถาบันหลักของชาติ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 52.8 ระบุทั้งสองประเทศควรเข้ามา ในขณะที่ร้อยละ 17.7 ระบุว่าสหรัฐอเมริกาควรเข้ามาทำโครงการสนับสนุน ส่งเสริมความจงรักภักดีของคนไทยทั้งประเทศต่อ สถาบันหลักของชาติ,&amp;nbsp; ร้อยละ 16.3&amp;nbsp; ระบุเป็นประเทศจีน และร้อยละ 13.2 ระบุไม่ใช่ทั้งสองประเทศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78813</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญาติวีรชนพฤษภา 35, พปชร., พฤษภา 35, รัฐบาล-ส.ว., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ รธน., แก้รัฐธรรมนูญ, แก้รายมาตรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f70991e91f2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
