<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 08:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกรียนสวะ! &#039;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&#039; จวกพวกจิตใจมืดบอดเหยียดหยามจีนส่งวัคซีนซิโนแวค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.64 - นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีมีกลุ่มเข้าไปโจมตีเพจเฟซบุ๊กสถานทูตจีนหลังจากโพสต์ว่าจะเตรียมจัดส่งวัคซีนซิโนแวค 5 แสนโดสให้ประเทศไทยว่า &amp;quot;เกรียนสวะ&amp;quot; มี​คนที่เรียกตัวเองว่าคนรุ่นใหม่ เข้าไปกวนเพจของสถานเอก อัครราชทูตจีนประจำไทย เป็นเกรียนคีย์บอร์ด ใจบอด มือบอด ต่อว่าทางการจีนที่ส่งวัคซีนชิโนแวค มาให้ไทยอีก 5 แสนโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้อยคำที่เข้าไปกวนในเพจของทางการจีน ว่า ขายไม่ออกใช่ไหม ถึงได้บริจาค ประเทศอื่นไม่ใช้ มีแต่ไทยที่เอามาใช้กับคนไทย มีของดีๆทำไมไม่เก็บไว้ใช้เอง ใครอยากรีบ ฉีดก่อนเลย กรูไม่ใช่สัตว์ อันที่ฉีดแล้วตายใช่ไหม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านแล้ว อาย อายทางการจีนที่มีคนรุ่นใหม่ สวะๆ อย่างนี้ในเมืองไทย ทำไมจิตใจถึงได้มืดบอดเช่นนี้ คนชาติอื่นยังมีน้ำใจต่อคนไทยที่กำลังเผชิญโรคระบาดครั้งใหญ่ ส่งมาช่วย แต่กลับเจอคน ต้องเรียกว่า บัดซบ มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แยกแยะไม่ออกว่า อะไรเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ อะไรเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับต่างประเทศ จะเกลียดรัฐบาลไทยมากขนาดไหน ก็ทำอย่างนี้ไม่ได้ ไม่อยากฉีดก็อย่าฉีด ไม่มีใครบังคับ แต่ไม่ใช่ไปเที่ยวระรานคนอื่นอย่างนี้ ติดโควิดตายไปก็ไม่มีใครสนใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102755</URL_LINK>
                <HASHTAG>นันทิวัฒน์ สามารถ, รัฐบาลจีน, วัคซีนซิโนแวค, วัคซีนโควิด, สวะ, เกรียนคีย์บอร์ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603c5154ed3b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 นิ้วอาละวาด! รุมทึ้ง &#039;เพจสถานทูตจีน&#039; เตรียมส่งวัคซีนซิโนแวค 5 แสนโดสให้ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.64 - เพจเฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์รูปภาพวัคซีนซิโนแวคที่จะส่งให้ประเทศไทย พร้อมข้อความระบุว่า วัคซีนซิโนแวค 500,000 โดสที่รัฐบาลจีนบริจาคให้ประเทศไทยได้บรรจุเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จะมาถึงประเทศไทยในเร็วๆนี้ จีนไทยพี่น้องกัน ประเทศไทยสู้ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันได้มีบุคคลเข้ามาคอมเมนท์โจมตี ด่าทอด้วยข้อมูลเท็จและถ้อยคำหยาบคายในโพสต์ดังกล่าวของเพจสถานทูตจีน จนกระทั่งมีผู้เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยเหตุผล และขอให้เพจสถานทูตจีนปิดคอมเมนท์เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาโจมตีให้เกิดความเสียหาย อีกทั้งรู้สึกละอายใจแทนคนชาตินี้จริงๆ สันดานมันไม่ดี ไม่รับของเขา เข้ามาด่าเขา จิตใจมันต่ำต้อยจริงๆครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102706</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐบาลจีน, วัคซีนซิโนแวค, วัคซีนโควิด, สถานทูตจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609bc2e944701.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 22:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 22:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนกริ้ว สหรัฐยกเลิกวีซ่านักศึกษาจีนกว่า1,000คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนกล่าวหาสหรัฐกลั่นแกล้งทางการเมืองและเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ภายหลังสหรัฐยืนยันเพิกถอนวีซ่านักศึกษาจีนมากกว่า 1,000 คน ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวหาว่านักศึกษาจีนบางคนเข้ามาจารกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี เรียกร้องให้สหรัฐยุติการยกเลิกวีซ่านักศึกษาหรือนักวิชาการจีนอย่างไร้เหตุผล โดบระบุว่า การยกเลิกวีซ่านักศึกษาจีน 1,000 คนของสหรัฐเมื่อวันพุธ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ จีนมีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ต่อสหรัฐในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแถลงเมื่อวันพุธว่า กระทรวงได้สั่งระงับวีซ่าของนักศึกษาและนักวิจัยจีนมากกว่า 1,000 คน ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐยังคงต้อนรับนักศึกษาและนักวิชาการจากจีนที่ต้องการเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมในสหรัฐ โดยที่บุคคลนั้นไม่ได้มีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับทหารจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ชาวจีนบางคนที่มาศึกษาต่อในสหรัฐมีเป้าหมายเข้ามาขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐและช่วยสร้างความทันสมัยให้กับกองทัพจีน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77100</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา, นักศึกษาจีน, รัฐบาลจีน, สหรัฐเพิกถอนวีซ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5efa07609bdb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนกล่าวหากองทัพอเมริกาอาจเป็นผู้ปล่อยเชื้อ&#039;โควิด-19&#039;จนระบาดในอู่ฮั่น จี้ชี้แจงชาวโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.63-โฆษกรัฐบาลจีน ทวีตข้อความในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กล่าวหากองทัพสหรัฐฯ ว่าอาจเป็นผู้นำเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เข้าไปที่ประเทศจีน ก่อนที่จะเกิดการระบาดไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกหลี่เจียน จ้าว ทวีตข้อความว่าอาจจะเป็นทหารสหรัฐฯ ที่นำการระบาดใหญ่มายังเมืองอู่ฮั่น จงเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส! สหรัฐฯ ต้องอธิบายจีนให้ได้ในเรื่องนี้!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชื้อโควิด-19 เริ่มระบาดที่เมืองอู่ฮั่นเป็นแห่งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ก่อนที่จะลุกลามไปในหลายเมืองและหลายประเทศทั่วโลก ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 127,000 คน และเสียชีวิตกว่า 4,700 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เดินทางไปเยือนอู่ฮั่นเป็นครั้งแรกหลังโควิด-19 ระบาดหนัก นอกจากนี้ จีนเพิ่มมาตรการในการกักตัวเป็นระยะ 14 วันสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศแล้ว ขณะที่ยุโรปและอเมริกากำลังเผชิญกับเชื้อโควิด-19 ในขั้นวิกฤต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59635</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ฝีมือสหรัฐ, รัฐบาลจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6aef31a4051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เล็งประกาศฉุกเฉิน! หวาดกลัวไวรัสไปทั่วโลก‘WHO’นัดประชุมอีกครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หวาดกลัวไปทั่วโลกแล้ว จีนเผยยอดสังเวยไวรัสมรณะอู่ฮั่นเพิ่มขึ้นวันเดียว 38 ศพ ยอดรวมทะลุ 170 ติดเชื้อ 7,711 คนครบถ้วนทุกมณฑล ผวาต้องสงสัยติดเชื้อถึง 81,000 คน อินเดียพบผู้ป่วยรายแรก ญี่ปุ่นรับคนกลับเจอ 3 รายติดไวรัสมาด้วย อิตาลีกัก 6,000 คนบนเรือสำราญ เกาหลีใต้ประท้วงตั้งศูนย์กักกัน &amp;nbsp;ดับเบิลยูเอชโอนัดประชุมใหม่ เล็งประกาศภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐบาลจีนยังคงรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563 ยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อที่เขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งทำให้มีผู้ติดเชื้อไวรัสที่ก่อโรคปอดอักเสบครบทุกมณฑล, เทศบาลนครและเขตปกครองของจีนแล้ว รวมถึงที่ฮ่องกงและมาเก๊า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้เสียชีวิตในจีนช่วง 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นถึง 38 ราย จากรายงานเมื่อวันพุธ เป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดภายในวันเดียวนับแต่พบผู้ป่วยครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ผู้เสียชีวิตรายใหม่เกือบทั้งหมดอยู่ที่มณฑลหูเป่ย์ ยกเว้น 1 รายที่เสียชีวิตในมณฑลเสฉวนภาคตะวันตกเฉียงใต้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;นอกจากผู้เสียชีวิตล่าสุด 170 ราย ยังมีผู้ติดเชื้อที่ผ่านการตรวจยืนยันแล้ว 7,711 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้อที่อยู่ระหว่างสังเกตอาการอีก 81,000 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภายนอกจีนยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 105 รายในอย่างน้อย 16 ประเทศและดินแดน อินเดียเป็นชาติล่าสุดที่ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่ามีผู้ติดเชื้อ 1 ราย เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติที่เกิดขึ้นปลุกกระแสความรู้สึกต่อต้านชาวจีนไปทั่วโลก ร้านค้าหลายแห่งห้ามนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้า โลกออนไลน์ล้อเลียนเหน็บแนมจีน และตรวจร่างกายแรงงานต่างชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของหลายประเทศออกคำเตือนประชาชนงดการเดินทางไปจีน บางประเทศห้ามชาวอู่ฮั่นหรือแม้แต่ชาวจีนโดยรวมเดินทางเข้า เช่น ล่าสุด หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาดินแดนในปกครองของสหรัฐอเมริกากลางมหาสมุทรแปซิฟิก ห้ามนักเดินทางจากจีนทั้งหมดเข้าดินแดนและประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ รัฐบาลรัสเซียก็ประกาศปิดพรมแดนของตนฝั่งตะวันออกไกลติดกับจีนตั้งแต่วันพฤหัสบดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานว่า เรือสำราญคอสตาโครเชเร กักนักท่องเที่ยวมากกว่า 6,000 คนไว้บนเรือนอกเมืองท่าชิวิตาเวคเคียของอิตาลีเมื่อวันพฤหัสบดี โดยผู้โดยสารชาวจีน 2 คนถูกแยกกักกันระหว่างรอผลตรวจ เนื่องจากกังวลว่าพวกเขาจะเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโคโรนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สายการบินใหญ่ยกเลิกเที่ยวบินจีนกันระนาวตั้งแต่วันพุธ ซึ่งรวมถึงบริติชแอร์เวย์, ลุฟต์ฮันซา, แอร์แคนาดา และอเมริกันแอร์ไลน์ สหภาพลูกเรือแอร์ฟรานซ์กำลังเรียกร้องบริษัทให้ยกเลิกเที่ยวบินเช่นกัน ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ อาทิ กูเกิล, อิเกีย, โตโยต้า, สตาร์บัคส์, เทสลา, แมคโดนัลด์ และฟอกซ์คอนน์ ระงับการดำเนินงานในจีนหรือปิดร้าน ซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์จากเกาหลีใต้ขยายวันหยุดของโรงงานในจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อจากคนสู่คนรายแรกในประเทศ และเป็นผู้ติดเชื้อรายที่ 6 ชายชาวเกาหลีใต้วัย 56 ปีรายนี้ได้รับเชื้อจากสัมผัสคนไข้รายที่ 3 ขณะเดียวกันความหวาดกลัวไวรัสทำให้ชาวบ้านในเมืองอาซานและเมืองจินชอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลทางใต้ราว 80 กิโลเมตร พากันชุมนุมประท้วงต่อต้านแผนการจัดตั้งศูนย์กักกันโรค ชาวบ้านปาไข่ใส่รัฐมนตรีด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้เรียกร้องประชาชนอย่าได้ยอมจำนนต่อความหวาดกลัวและความรังเกียจ อาวุธที่จะใช้ต่อสู้กับไวรัสคือความเชื่อใจและความร่วมมือกัน เกาหลีใต้มีพลเมืองราว 700 คนอยู่ในเมืองอู่ฮั่น โดยรัฐบาลกำลังเตรียมการอพยพพวกเขากลับประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ญี่ปุ่นและสหรัฐเป็น 2 ชาติแรกที่พาคนของตนกลับประเทศแล้ว และกำลังเตรียมเที่ยวบินอพยพเพิ่มเติม กรณีของญี่ปุ่นมีพลเมือง 206 คนกลับถึงญี่ปุ่นเมื่อวันพุธ แต่พบว่า 3 คนติดเชื้อไวรัส สิ่งที่น่าวิตกคือ 2 คนในนี้ไม่ได้แสดงอาการ สถานีเอ็นเอชเครายงานว่า เที่ยวบินที่ 2 มีผู้ที่มีไข้หรือไอ 9 ราย ญี่ปุ่นไม่มีมาตรการกักกันผู้ที่อพยพจากอู่ฮั่น ได้ใช้วิธีให้คนเหล่านี้กักกันตัวเอง ส่วนสหรัฐรายงานว่าไม่พบว่าผู้ที่อพยพชุดแรกติดเชื้อไวรัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐบาลออสเตรเลีย, สิงคโปร์, นิวซีแลนด์ และอินโดนีเซีย ประกาศว่าจะกักกันโรคผู้ที่อพยพกลับจากจีนอย่างน้อย 2 สัปดาห์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) นัดประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งที่นครเจนีวาวันพฤหัสบดี เพื่อประเมินใหม่ว่าจะประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ หลังจากการประชุมสัปดาห์ที่แล้วทำให้องค์กรนี้โดนตำหนิอย่างหนักที่ไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วโลก ปล่อยให้ประเทศต่างๆ ประกาศใช้มาตรการควบคุมโรคกันเอง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55923</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งศูนย์กักกัน, ภาวะฉุกเฉินสาธารณสุข, รัฐบาลจีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อู่ฮั่น, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e32e7aa97771.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมรับคนไทยกลับ นายกฯลั่นคุมไวรัสได100% อู่ฮั่นยอดตายพุ่งเกิน80ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ไม่รออนามัยโลกแล้ว มาเลเซียสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจากอู่ฮั่นเข้าประเทศ ส่วนมองโกเลียและฮ่องกงปิดพรมแดน ขณะนายกเล็กเผยมีชาวอู่ฮั่นออกจากเมืองแล้ว 5 ล้านคนตั้งแต่ปีใหม่ ยอดดับพุ่งเกิน 80 ติดเชื้อมากกว่า 2,700 คน รัฐบาลจีนขยายวันหยุดถึงต้นเดือนหน้า ด้าน &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ออกทีวีพูลยันไทยคุมสถานการณ์โคโรนาได้ 100% โวเตรียมเครื่องบินไปรับคนไทยในอู่ฮั่นมาเป็นเดือนแล้ว แต่ต้องรอจีนไฟเขียว ปลัด สธ.ย้ำมีคนติดไวรัสอู่ฮั่นแค่ 8 ราย ส่วนอีก 48 รายยังจับตาอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานอ้างข้อมูลยืนยันของทางการจีนเมื่อวันจันทร์ที่ 27 &amp;nbsp;มกราคม 2563 ว่าเมืองอู่ฮั่นมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 24 คน และยังพบผู้ป่วยเสียชีวิตที่เกาะไห่หนาน ซึ่งเป็นมณฑลทางใต้ของจีนเป็นรายแรกด้วย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตถึงวันจันทร์เพิ่มเป็น 81 รายแล้ว ส่วนผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วมี 2,744 ราย เพิ่มขึ้น 769 รายจากวันก่อนหน้านั้นหรือเพิ่มขึ้นราว 30% ผู้ติดเชื้ออายุน้อยที่สุดมีวัยเพียง 9 เดือนอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ส่วนผู้ที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อที่กำลังถูกเฝ้าดูอาการนั้นเพิ่มขึ้นเท่าตัวในเวลา 24 ชั่วโมงเป็นเกือบ 6,000 คนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันจันทร์ นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของรัฐบาลที่เดินทางเยือนเมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อส่งสัญญาณว่ารัฐบาลปักกิ่งตอบสนองต่อวิกฤติครั้งนี้อย่างจริงจัง โดยวันเดียวกันนี้รัฐบาลจีนประกาศขยายวันหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีนเพิ่มอีก 3 วัน จากเดิมถึงวันที่ 30 มกราคม ไปเป็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อซื้อเวลาในการควบคุมการแพร่ระบาด แต่รัฐบาลท้องถิ่นของเทศบาลนครบางแห่งเช่นนครเซี่ยงไฮ้ขยายวันหยุดอีก 1 สัปดาห์เต็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางการจีนปิดเมืองอู่ฮั่นเพื่อตัดขาดจากภายนอกอย่างสิ้นเชิงมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน รวมถึงจำกัดการเดินทางในหลายเมืองของมณฑลหูเป่ย์ภาคกลางของจีนแห่งนี้ ทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนติดอยู่ภายใน รวมถึงชาวต่างชาตินับหมื่นคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตในต่างประเทศ แม้จะพบผู้ติดเชื้อแล้วราว 12 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนหรือไม่ก็ผู้ที่เคยเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น สัปดาห์ที่แล้วองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ประชุมด่วนที่นครเจนีวา แต่ยังไม่ประกาศให้สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การจำกัดการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศ นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ กำลังเดินทางไปปักกิ่งเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า มาเลเซียตัดสินใจระงับการออกวีซ่าทุกประเภทแก่พลเมืองชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่นและเมืองโดยรอบในมณฑลหูเป่ย์เป็นการชั่วคราว เริ่มมีผลทันทีและจะยกเลิกเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า มาเลเซียยืนยันพบผู้ติดเชื้อ 4 ราย เป็นเด็ก 2 ราย ทุกคนอาการทรงตัว &amp;nbsp;ทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวจากอู่ฮั่นที่เข้ามาเลเซียผ่านทางสิงคโปร์ และมีรายงานด้วยว่าชาวมาเลเซียล่าชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลห้ามพลเมืองจีนเข้าประเทศ ถึงช่วงค่ำวันจันทร์มีผู้ลงชื่อแล้วมากกว่า 383,000 ชื่อ จากเป้าหมาย 500,000 ชื่อ
มองโกเลียปิดพรมแดน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มองโกเลียซึ่งพึ่งพาการค้าขายกับจีนอย่างมาก ประกาศปิดพรมแดนห้ามรถยนต์จากจีนเข้าประเทศแล้วเมื่อวันอาทิตย์ รัฐบาลยังสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยถึงวันที่ 2 มีนาคม และสั่งระงับการจัดกิจกรรมสาธารณะ ไม่ว่าการประชุมหรือกิจกรรมที่มีผู้คนมารวมตัวกัน เช่น การแข่งกีฬา, กิจกรรมบันเทิง หรือการเดินทาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีนซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้ว 8 ราย รัฐบาลฮ่องกงมีคำสั่งเมื่อคืนวันอาทิตย์ไม่อนุญาตให้ชาวจีนจากมณฑลหูเป่ย์ หรือผู้ที่เคยเดินทางไปมณฑลนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเดินทางเข้าฮ่องกง แต่ยกเว้นพลเมืองชาวฮ่องกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมืองอู่ฮั่นซึ่งมีประชากร 11 ล้านคนอยู่ในสภาพปิดตายอยู่แล้ว และเมื่อวันจันทร์ รัฐบาลอู่ฮั่นยังประกาศมาตรการเพิ่มเติมระงับบริการการออกวีซ่าและหนังสือเดินทางจนถึงวันที่ 30 มกราคม กระนั้น โจว เซียนหวัง นายกเทศมนตรีอู่ฮั่นยอมรับเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีชาวเมืองอู่ฮั่น 5 ล้านคนเดินทางออกจากเมืองเพื่อไปท่องเที่ยวหรือด้วยเหตุผลอื่นๆ ตั้งแต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐบาลของหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, อิตาลี และญี่ปุ่น ประกาศเตรียมแผนการอพยพพลเมืองของตนออกจากเมืองนี้แล้ว รวมถึงล่าสุดรัฐบาลเยอรมนีที่ระบุว่ามีพลเมืองอยู่ที่อู่ฮั่นจำนวนหลักสิบ บอกว่ากำลังพิจารณาแผนอพยพ แต่ในวันจันทร์รัฐบาลเยอรมนีออกคำเตือนพลเมืองของพวกเขาให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาจีนหากไม่จำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เชื่อว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้ ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับโรคซาร์สที่เคยระบาดคร่าชีวิตคนทั่วโลกเกือบ 800 คนเมื่อปี 2545-2546 แพร่เชื้อจากสัตว์ในตลาดขายอาหารทะเลที่ลอบค้าสัตว์ป่าในเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันอาทิตย์รัฐบาลจีนมีคำสั่งห้ามการค้าสัตว์ป่าทุกรูปแบบแล้วจนกว่าวิกฤติการแพร่ระบาดจะยุติ แต่นักอนุรักษ์หลายคนเรียกร้องให้จีนสั่งห้ามการค้าสัตว์ป่าอย่างถาวรเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบหลายข้อเกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ รวมถึงว่ามันแพร่เชื้อง่ายแค่ไหนและอันตรายมากเพียงใด ไวรัสชนิดนี้ก่อโรคปอดอักเสบได้ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยบางรายเสียชีวิต แต่หม่า &amp;nbsp;เซี่ยวเว่ย รัฐมนตรีของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ระยะฟักตัวของไวรัสชนิดนี้มีตั้งแต่ 1 วัน ถึง 14 วัน และต่างจากซาร์สที่มันสามารถแพร่เชื้อได้แม้ยังอยู่ในระยะฟักตัว
สำหรับความเคลื่อนไหวในไทยนั้น ในช่วงเช้าที่โรงเรียนเตรียมทหาร จังหวัดนครนายก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีไปรับคนไทยในเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่า การจะนำเครื่องบินลงในประเทศจีนนั้นต้องขออนุญาตทางการจีนก่อน ตอนนี้เขายังรับไหว ถ้าไม่ไหวเขาก็จะเรียกเราไปรับ
เมื่อถามว่าการรับคนไทยกลับจะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ย้อนว่า &amp;ldquo;คนไทยเหล่านั้นจะกลับไหมล่ะ เพราะเขาแจ้งสถานทูตว่ายังไม่กลับ&amp;rdquo;
เตรียมรับคนไทยกลับ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในจีนยังสามารถควบคุมได้อยู่ เพราะฉะนั้นในส่วนของรัฐบาลเราก็ได้เตรียมแผนงานเอาไว้ พร้อมทั้งขึ้นบัญชีและนัดหมายว่าจะรวมพลไว้ที่ใดว่าจะกลับ เมื่อถึงเวลาแล้วก็จะขออนุญาตนำเครื่องบินเข้าไปรับด้วย เพราะการเข้าออกประเทศเขาต้องขออนุญาตทางประเทศต้นทางและปลายทาง เหมือนกรณีถ้าเขาจะมารับคนจากไทยก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน โดยเราต้องเป็นคนอนุมัติ อย่างไรก็ตามถ้ายังมีการดูแลได้อยู่ก็ไม่จำเป็น ไม่เช่นนั้นทุกคนก็จะวุ่นกันไปหมด &amp;nbsp;บินเข้าบินออก บินรับส่ง และจะกระทบกระเทือนไปหมด เราต้องให้ความสำคัญกับกรณีนี้เป็นพิเศษ
&amp;ldquo;ขอให้ใจเย็นๆ ทุกเรื่องผมและรัฐบาลให้ความสำคัญทั้งหมด ดังนั้นอย่านำเรื่องนั้นเรื่องนี้มาต่อกัน เพราะจะเกิดความเสียหาย ไม่เช่นนั้นคนทำงานก็ไม่มีกำลังใจและทำงานไม่ได้ จะให้มาตอบคำถามทุกคนคงไม่ไหว ดังนั้นคนที่รู้ต้องอธิบายต่อ หลายเรื่องคนส่วนใหญ่รู้แต่คนส่วนน้อยไม่รู้ ทำให้มีการต่อว่า &amp;nbsp;จึงต้องช่วยกันพูดในสังคมของตนเองให้เข้าใจด้วย ทุกประเทศมีกฎหมายเป็นของตนเองไม่ใช่ทำอะไรก็ได้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่าแผนรับมือมีความพร้อมแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าพร้อมหลายวันแล้ว สั่งเตรียมการเรื่องเครื่องบินมา 1 เดือนแล้ว เครื่องบินเราพร้อม แต่เขายังไม่ให้ไป แผนทุกอย่างได้สั่งการไว้หมดแล้ว เพราะต้องเตรียมการล่วงหน้า รมว.การต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่และสอบถามกันตลอด ถือว่าทำงานตลอด ไม่ใช่ทำงานตอนที่มีคนตำหนิมา และไม่ใช่ว่าต้องแถลงทุกเรื่อง
ด้าน พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า จีนยังไม่อนุมัติให้ไทยสามารถนำเครื่องบินลงได้ แต่ในส่วนของ ทอ.ได้เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว
ต่อมาในช่วงเย็น พล.อ.ประยุทธ์ได้แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(ทรท.) กรณีไวรัสโคโรนา ว่ารัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นระดับ 3 ให้สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์โรคทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีความพร้อมในการรักษา ส่งต่อ และการจัดตั้งพื้นที่ควบคุมเมื่อมีความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานร่วมกันของกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งกรมประชาสัมพันธ์ในการรับมือ ป้องกัน และสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแม่นยำให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศในบ้านเรา โดยผมได้เน้นย้ำการชี้แจงสถานการณ์ตามข้อเท็จจริง โดยไม่ปิดบังข้อมูลใดๆ และยึดหลักการว่าชีวิตและสุขภาพของประชาชนสำคัญที่สุด&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ชี้ข่าวปลอมป่วนโคโรนา
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐบาลอยู่ในระดับมาตรฐานสากล การคัดกรองได้ผลดี พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนี้ 8 ราย ทั้งหมดติดเชื้อจากจีน โดย 5 รายแรกหายแล้ว &amp;nbsp;แพทย์ให้กลับบ้านได้ ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาที่ได้ผลดี เหลือผู้ป่วยอีก 3 รายที่ยังคงรับการรักษาในโรงพยาบาลของเรา สถานการณ์ถือว่าควบคุมได้ 100% แต่เราต้องไม่ประมาท เราต้องช่วยกันสอดส่อง เป็นหูเป็นตา ในการเฝ้าระวังและดูแลตัวเอง ให้ความร่วมมือกับทางการ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นโรคที่ป้องกันได้ โดยขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ เน้นดูแลสุขอนามัยเรื่องกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งรัฐบาลขอยืนยันในความพร้อมของระบบการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ จากการจัดอันดับโดยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของทุกคนว่าเราเป็นที่ยอมรับในระดับโลก&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวและว่า การเตรียมอพยพชาวไทยในพื้นที่เสี่ยง ณ เมืองต่างๆ จากจีนนั้น ขณะนี้กระทรวงกลาโหมมีความพร้อมปฏิบัติได้ทันทีในโอกาสแรกที่ได้รับการอนุญาตจากจีน ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานอย่างใกล้ชิดของ กต. &amp;nbsp;
นายกฯ กล่าวแถลงอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโรคระบาดคือข่าวปลอม รวมทั้งแหล่งข่าวที่หวังดีแต่อาจคลาดเคลื่อน รัฐบาลได้วางแนวทางการรับมือในการกำหนดช่องทางสื่อสารหลัก เพื่อให้เกิดเอกภาพและน่าเชื่อถือได้ที่สุดจากกระทรวงสาธารณสุข หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้โดยตรงที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ดังนั้นขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกคน สื่อโซเชียลในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทุกครั้งก่อนมีการแชร์หรือเผยแพร่ออกไป เนื่องจากจะสร้างความสับสน และตื่นตระหนกในภาพรวมของประเทศได้&amp;nbsp;
&amp;ldquo;มาตรการในระยะยาวและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของแต่ละคน และข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด ในรายละเอียดอื่นๆ พี่น้องประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่องจากศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะแถลงข่าวทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายนะครับ&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ในช่วงท้ายนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ยกระดับให้ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ติดตามและประเมินสถานการณ์ รวมทั้งการสั่งการต่างๆ ทั้งในเรื่องของไวรัสโคโรนาและฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นเอกภาพ โดยตนเองจะกำกับดูแลเองอย่างใกล้ชิด เพื่อหาข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการของทุกกระทรวงเพื่อสั่งการเพิ่มเติมได้ทันที&amp;nbsp;
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดและการเตรียมแผนรับมือไวรัสโคโรนาว่า สธ.ยังสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้อยู่ ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ตอนนี้เมืองอู่ฮั่นยกเลิกไฟลต์บินแล้ว และรัฐบาลจีนได้สั่งให้เลื่อนหรือยกเลิกกรุ๊ปทัวร์จีนแล้ว ดังนั้นประชาชนที่จะมาจากจีนจากเมืองที่มีความเสี่ยงที่เราเฝ้าระวังอยู่จะลดน้อยลง &amp;nbsp;ส่วนผู้ป่วยทั้ง 8 คนที่ติดเชื้อจากนอกประเทศนั้น พบว่ายังไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน
&amp;ldquo;ขอยืนยันว่าคนที่ติดเชื้อยังอยู่ภายใต้การควบคุมของ สธ.อยู่ ไม่มีหลุดออกไป ส่วนมาตรการที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ สธ.มีมาตรการป้องกันเต็มที่อยู่แล้ว เพราะมีคำสั่งของนายกฯ ตั้งแต่ปี 2557 ในเรื่องตั้งคณะกรรมการดูแลโรคอุบัติใหม่และโรคระบาด จะนำคำสั่งดังกล่าวมาเสนอ ครม.เพื่อให้ปรับปรุงใหม่ แต่การทำงานเราไม่ได้รอคำสั่งอย่างเป็นทางการ เราต้องทำอย่างเร่งด่วน ทุกกระทรวงให้ความร่วมมือดี ยังไม่มีปัญหากับกระทรวงหรือหน่วยงานราชการใดที่เป็นอุปสรรคต่อการควบคุมโรคระบาดครั้งนี้&amp;rdquo;
เฝ้าระวังคนไข้ 48 ราย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ.แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์โรคปอดติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในไทยยังยืนยันอยู่ที่ 8 ราย รักษาหายดีกลับบ้านแล้ว 5 ราย ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาลอีก 3 ราย แต่ทุกรายอาการดีขึ้น ซึ่งยืนยันว่าผู้ป่วยโรคนี้ในไทยเรารักษาได้ 100% ส่วนใหญ่ใช้เวลารักษาประมาณ 7 วันก็หายดีกลับบ้าน ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคมีทั้งหมด 102 คน โดยกลับบ้านแล้ว 54 คน ซึ่งเชื้อที่เจอส่วนใหญ่คือโรคไข้หวัดใหญ่ ยังอยู่ รพ.อีก 48 &amp;nbsp;คน โดยคนที่เข้าเกณฑ์ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นผู้ป่วยโรคไวรัสโคโรนาทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ที่ยืนยันว่าเป็นก็ไม่ถึง 10%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุมกล่าวว่า สธ.มีการตั้งทีมวิเคราะห์ข่าวที่ประชาชนสนใจในแง่วิชาการและเปิดให้สื่อได้ซักถามทุกวัน โดยจะระดมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มเติมจากกรมการแพทย์ สำนักงานปลัด &amp;nbsp;สธ.ที่เคยมีประสบการณ์จากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ไข้หวัดนก โรคเมอร์ส จากส่วนกลางและจังหวัดอื่นๆ &amp;nbsp;ที่ไม่ได้มีสนามบินหรือติดต่อชายแดนเข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในการปฏิบัติหน้าที่คัดกรองด้วย &amp;nbsp;ให้สบายใจว่าเราทำงานเต็ม 100% ไม่ได้ลดบุคลากรมีแต่เพิ่มขึ้น วิเคราะห์แล้วเราต้องการเพิ่มประมาณ &amp;nbsp;5 พันคน ซึ่งคาดว่าเพียงพอและระดมได้แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า มาตรการดำเนินการหลังอู่ฮั่นปิดเมือง เราคัดกรองผู้เดินทางจากเมืองอื่นที่มีแพร่ระบาดมากขึ้นคือกว่างโจว โดยเที่ยวบินตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;24-26 ม.ค. คัดกรองแล้ว 11 เที่ยวบิน รวม 1,501 คน และฉางชุนมี 1 เที่ยวบิน คัดกรองแล้ว 363 คน &amp;nbsp;และจะติดตามสถานการณ์เมืองอื่นอย่างใกล้ชิด เมืองไหนแพร่ระบาดเพิ่มความเสี่ยงการเข้ามาพร้อมกับโรคก็จะคัดกรองเพิ่มขึ้น ซึ่ง สธ.ได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินเป็นระดับกระทรวงมาหลายวันแล้ว โดยปัจจุบันมีศูนย์รับแจ้งข่าวที่ปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง ประชาชนทั่วไปติดต่อมาได้ที่เบอร์ 1422&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีข่าวลือต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่ ตม.ติดเชื้อ หรือมีผู้เสียชีวิตที่นครสวรรค์ นพ.สุขุม กล่าวว่าขณะนี้มีผู้ป่วยยืนยันที่เหลืออยู่ 3 ราย เป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิต สธ.ไม่เคยปกปิดข่าว ข่าวลือว่าเจอผู้เดินทางหรือคนกลับมามีอาการสงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สามารถมีข่าวได้ แต่ถ้ามีผู้ป่วยยืนยันจะแถลงจากส่วนกลางที่เดียว ซึ่ง สธ.ได้กำชับกับทางพื้นที่และจังหวัดไปแล้ว &amp;nbsp;ระยะยาวจะทำให้ข่าวสารรวมศูนย์เพื่อความชัดเจนกับตัวเลขในทุกฝ่าย อยากให้ใจเย็น อย่าวิ่งตามตัวเลขเพราะประโยชน์มีต่ำ แต่อยากให้มุ่งสื่อสารว่าคนไทยควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ปลอดโรคปลอดภัยที่สุด เพื่อลดความสับสนและตื่นตระหนก เพราะหากตื่นตระหนกทุกอย่างเปลี่ยนไป ชาวบ้านวิ่งออกไปซื้อทุกอย่างไม่เหลืออะไร คนจำเป็นต้องใช้ก็ไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อารมณ์คนไทยตอนนี้กำลังตื่นตระหนก ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการทำงานของใครเลย อยากให้ทุกคนและสื่อทุกฝ่ายช่วยกัน ถ้าเจอข่าวแปลกๆ ให้แจ้งมาที่ สธ.และ คร.เพื่อช่วยเช็กและตอบโต้ข่าวลือ ซึ่งข่าวทั้งกระแสหลักและโซเชียลมีความสำคัญต่อประเทศไทย อยากให้ทุกคนช่วยกันสอดส่อง อะไรไม่แน่ใจอย่าเพิ่งแชร์ ให้แชร์มายังสารนิเทศ สธ.เพื่อช่วยกันตรวจสอบ&amp;quot; นพ.ธนรักษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามเรื่องส่งเครื่องบินไปรับนักศึกษาไทยในอู่ฮั่น นพ.สุขุมกล่าวว่าทีมแพทย์มีความพร้อมที่จะไปดูแลพี่น้องคนไทย แต่ต้องมีการประชุมร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนทางการเมืองในเรื่องไวรัสโคโรนานั้น นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่ารัฐบาลเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ซ้ำเติมประเทศคือ มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลและภาพข่าวมาบิดเบือนในโลกออนไลน์ ปั่นกระแส ส่วนเรื่องทวิตเตอร์ #รัฐบาลเฮงซวย ยืนยันว่าทั้งรัฐบาลจีนและไทยไม่เฮงซวย รัฐบาลจีนออกกฎหมายควบคุมการแพร่ระบาดและแจ้งข่าวสารต่อประชาชนตลอดเวลา ส่วนรัฐบาลไทย สถานทูตไทย ณ กรุงปักกิ่งก็ติดต่อแจ้งข่าวสารให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มความสามารถ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;รู้สึกเวทนานักการเมือง 2 พรรคใหญ่อย่างมาก ที่ออกมาซ้ำเติมนำความสูญเสียและชีวิตคนมาบิดเบือนโจมตีรัฐบาลว่าเฮงซวย เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว
บี้บิ๊กตู่คุมสู้โคโรนาเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องนี้ว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยควรยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ด้วยการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และนายกฯ ควรเป็นประธานเองเพื่อระดมทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาร่วมสู้ศึกโคโรนา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรค พท.กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์อย่ามาอ้างว่ารัฐบาลจีนไม่ยอมให้รัฐบาลไทยส่งเครื่องบินไปรับคนไทยกลับ เพราะสื่อต่างประเทศรายงานว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินไปรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ทางการทูตออกจากอู่ฮั่นแล้วนับร้อยคน ถ้าสหรัฐฯ ทำได้แล้วทำไมรัฐบาลประยุทธ์ทำไม่ได้ อยากถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เป็นห่วงคนไทยหรือยังไง ทำไมจึงไม่รีบส่งเครื่องบินไปรับ ทั้งที่กองทัพอากาศและการบินไทยจัดเตรียมเครื่องบินไว้พร้อมแล้ว รอแค่คำสั่งไฟเขียวจากรัฐบาลเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สมควรแล้วที่มีการตั้งแฮชแท็กรัฐบาลเฮงซวย ซึ่งถือว่าเป็นคำวิจารณ์ที่เบาเกินไปด้วยซ้ำ เมื่อเทียบความบกพร่องและเชื่องช้าในการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน อันที่จริงต้องบอกว่า &amp;nbsp;#รัฐบาลยิ่งกว่าเฮงซวยด้วยซ้ำ&amp;rdquo; รท.หญิง สุณิสากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะรองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า การรับมือของเจ้าหน้าที่รัฐ คือ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการนั้นทำได้ดี ถูกต้องตามหลักวิชาการขององค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ติดปัญหาเรื่องของการให้ข่าวของฝ่ายบริหารที่ไม่ตรงกับการปฏิบัติ ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติทำงานลำบาก อย่างกรณีข่าวการใช้เครื่องเทอร์โมสแกนนั้น ความจริงแล้วยังใช้อยู่ ดังที่อธิบดีกรมควบคุมโรคต้องมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ทั้งนี้ ต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ให้ยึดหลักทางวิชาการในการป้องกันการแพร่ระบาดนี้อย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย ในฐานะรองโฆษกพรรค อนค.กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือช่วงก่อนมีการเฝ้าระวังและควบคุมอย่างเข้มงวดนั้น ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ก่อนการเฝ้าระวัง พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาในเมืองไทยแล้วกว่า 20,000 คน นอกจากนี้ยังมีเข้ามาทางพรมแดนทางบก เช่น ด่านท่าขี้เหล็ก หรือด่าน อ.เชียงของ จ.เชียงรายด้วย โดยส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวจะเป็นชาวจีนจากเมืองฉงชิ่ง ซึ่งเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกับเมืองอู่ฮั่น ดังนั้นเรื่องนี้ต้องเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าไวรัสนี้มีระยะฟักตัว 2-14 วัน อาจมีคนที่เดินทางเข้ามาตอนยังไม่มีอาการ และมาออกโรคมีอาการตอนมาอยู่ในเมืองไทยแล้ว และอาจแพร่โรคให้ผู้อื่นได้ ซึ่งผู้ป่วย 1 คนสามารถส่งโรคแพร่เชื้อได้ 2-3 &amp;nbsp;คน ขณะที่บางรายที่เป็น super spreader อาจแพร่ระบาดได้ถึง 14 คน ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าใครจะแพร่ระบาดได้แบบไหน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55648</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีวีพูล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มณฑลหูเป่ย์, รัฐบาลจีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อู่ฮั่น, เมืองอู่ฮั่น, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา, ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2ef3dec870b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49578</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.เซ็นเอ็มโอยูจีน ต่อยอดความร่วมมือด้านวิทย์ฯ วิชาการ นวัตกรรม 11สาขา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5พ.ย.62-นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่า ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิชาการ และนวัตกรรม ระหว่าง อว.แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายหลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเป็นผู้ลงนามฝ่ายจีน และมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายหลี เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นสักขีพยาน ที่ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสุวิทย์ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฯ​ ครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมและต่อยอดกิจกรรมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างไทยและจีนที่มีอยู่เดิม รวมทั้งพัฒนากลไกความร่วมมือใหม่ๆ ให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมกับทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน โดยสาขาความร่วมมือที่ระบุในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขา ได้แก่ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2. เทคโนโลยีการเกษตร 3. เทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์การแพทย์ 4. เทคโนโลยีพลังงาน 5. เทคโนโลยีวัสดุและการผลิต 6.เทคโนโลยียานยนต์และรถไฟความเร็วสูง 7.เทคโนโลยีการบินและอวกาศ 8. นโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) 9.การถ่ายทอดเทคโนโลยี 10. การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย และ 11.สาขาอื่น ๆ ด้าน วทน. ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ว่า ขอบเขตความร่วมมือ ครอบคลุม 5 รูปแบบ ได้แก่ 1. การร่วมกันดำเนินการวิจัยและพัฒนา 2. การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์ ผู้ชำนาญการ และนักวิจัยระหว่างกัน 3. การแลกเปลี่ยนนโยบายด้าน วทน. และประสบการณ์ความเป็นผู้ประกอบการ 4. การประชุมทางวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา การฝึกอบรม การฝึกงานวิจัยและการศึกษาดูงานของกลุ่มเป้าหมายร่วมกัน และ 5. รูปแบบอื่น ๆ ของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เอ็มโอยู ฉบับนี้ เป็นหนึ่งในการดำเนินงานตามนโยบายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของ อว. เพื่อพัฒนาเชื่อมโยง กำลังคน พัฒนาองค์ความรู้ และพัฒนานวัตกรรมของประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานระดับนานาชาติ ในต่างประเทศ &amp;nbsp; ซึ่งเป็นไปได้ด้วยการนำองค์ความรู้ระดับสูงจากต่างประเทศมาพัฒนาต่อยอดและประยุกต์ให้เหมาะสมกับพื้นที่และบริบทของประเทศไทย ตัวอย่าง เช่น การทำงานร่วมกันระหว่างไทยและจีนที่มีความสัมพันธ์ด้าน วทน. ที่ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับบันทึกความเข้าใจฯ นี้ เป็นการต่ออายุจากบันทึกความเข้าใจระหว่าง 2 กระทรวง ที่หมดอายุเมื่อปี 2561 ตามกรอบความร่วมมือในการเป็นหุ้นส่วนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &amp;nbsp;โดยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน มีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อดำเนินการวิจัยร่วมกัน &amp;nbsp;การจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกในการจับคู่เพื่อเจรจาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ เทคโน โลยี และนวัตกรรมในสาขาต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผลของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เช่น การจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมชีวภาพจุลินทรีย์ไทย-จีน &amp;nbsp; การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการร่วมวิจัยด้านการสำรวจระยะไกลผ่านดาวเทียมเพื่อ การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติล่วงหน้า ความร่วมมือด้านการทดสอบเมล็ดพันธุ์พืชไทยในพื้นที่แปลงทดลองปลูกในมณฑล กว่างตง (กวางตุ้ง) ประเทศจีนพร้อมทั้งการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ไทยกับจีน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49578</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, รัฐบาลจีน, อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc12ad24d01f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
