<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;สั่งหน่วยงานรัฐ ปรับปรุงกฎระเบียบเบิกจ่าย รองรับรัฐบาลดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.64 - &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับรายงานจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ถึงความก้าวหน้าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบการทำงานที่เป็นดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและเชื่อมโยงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ทั้งนี้ พบว่าหลายหน่วยงานมีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานไปสู่เป้าหมายการเป็นรัฐบาลดิจิทัล แต่ยังมีปัญหากฎระเบียบและข้อบังคับภายในของหน่วยราชการบางประการที่ยังเป็นข้อจำกัดในการนำเทคโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการบริหารจัดการภายใน เช่น การจัดประชุมที่แม้ว่าปัจจุบันจะสามารถดำเนินการในรูปแบบละช่องทางดิจิทัลตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 ได้และสามารถเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(e-payment)ตามระเบียบกระทรวงการคลังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า แต่ในหลายหน่วยงานยังคงกำหนดให้ต้องดำเนินการด้วยเอกสาร หนังสือราชการ หรือจำกัดวิธีการติดต่อราชการเฉพาะการติดต่อด้วยตัวบุคคล ณ สถานที่ทำการ ส่งผลให้การอนุมัติการจัดประชุมและการเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเป็นไปอย่างไม่สะดวก รวดเร็ว และไม่เป็นไปตามวิถีปฏิบัติใหม่(New Normal)ภายใต้ช่วงที่ยังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบและปรับปรุงกฎ ระเบียบ ข้อปฏิบัติภายในหน่วยงานให้รองรับและสนับสนุนการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบการทำงานที่เป็นดิจิทัลมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้เกิดเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ หากสามารถพัฒนาพัฒนาระเบียบให้การเบิกจ่ายมีความคล่องตัว เอื้อให้จัดประชุมของหน่วยงานรัฐได้สะดวกขึ้น &amp;nbsp;จะมีส่วนสำคัญให้โครงการต่างๆ โดยเฉพาะที่ต้องมีการจัดประชุมสัมมนาที่ต้องหยุดชะงักในช่วงมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;กลับมาดำเนินการรวดเร็ว &amp;nbsp;และในระยะต่อไปเมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลาย ศบค. มีการอนุญาตให้จัดประชุมสัมมนาแบบรวมตัวได้ การประชุมหน่วยงานรัฐก็จะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในระยะต่อไปได้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118624</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายก, รัฐบาลดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_6151be13d6e40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลชวนโหลด &#039;ทางรัฐ&#039; เข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย. 2564 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เร่งขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาภาครัฐสู่การเป็น &amp;ldquo;รัฐบาลดิจิทัล&amp;rdquo; มาโดยตลอด เพื่อพัฒนาระบบการบริการประชาชนให้ดีขึ้น การทำงานโปร่งใสตรวจสอบได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเกินความจำเป็น ซึ่งล่าสุด สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. &amp;nbsp;และหน่วยงานรัฐ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กรมการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และสำนักงานประกันสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;ทางรัฐ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน ที่รวบรวมงานบริการภาครัฐต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดต่อขอรับบริการผ่านช่องทางออนไลน์ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐจากทุกที่ทุกเวลา ผ่านสมาร์ทโฟน โดยดาวน์โหลดได้จากทั้งระบบ iOS และ Android&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวว่า แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ทางรัฐ&amp;rdquo; เป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อตอบไลฟ์สไตล์ของประชาชนยุคดิจิทัล สามารถตรวจสอบสิทธิ จ่ายบิล หรือติดตามสถานะการขอใช้บริการจากภาครัฐได้อย่างสะดวก และหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถนำข้อมูลและบริการต่าง ๆ มาให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ทางรัฐ&amp;rdquo; ได้ด้วย ปัจจุบันมีบริการที่พร้อมให้บริการประชาชนกว่า 30 บริการ เช่น การตรวจสอบสิทธิประกันสังคม สถานะผู้ประกันตน สิทธิหลักประกันสุขภาพ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ข้อมูลเครดิตบูโร หนังสือรับรองผลการทดสอบ O-Net เช็คโฉนดที่ดิน รวมถึงบริการค่าน้ำ ค่าไฟ ที่สามารถชำระค่าบริการผ่าน QR Code เป็นต้น โดยอนาคตจะมีบริการที่ครอบคลุมกว่า 100 บริการ ที่จะให้บริการประชาชนได้อย่างสะดวกรวดเร็วซึ่งจะเป็นศูนย์รวมบริการภาครัฐให้บริการประชาชนได้แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จึงขอเชิญชวนประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ทางรัฐ&amp;rdquo; เพื่อการเข้าถึงบริการภาครัฐได้แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้รัฐบาลจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานบริการให้ดียิ่งๆขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล กล่าวคือ อันดับรัฐบาลดิจิทัลของไทย อยู่ที่ 57 จาก 193 ประเทศ ในปี2563 ดีขึ้น จากอันดับที่ 73 ในปี 2561 และอันดับที่ 77 ในปี 2559 &amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมการพัฒนาอย่างชัดเจนนี้ &amp;nbsp;พร้อมขอบคุณทุกความร่วมมือ และความพยายามของทุกหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลตามนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้&amp;rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116421</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทางรัฐ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัชดา ธนาดิเรก, รัฐบาลดิจิทัล, โหลดแอป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1e6b28afc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเร่งเครื่องดันรัฐบาลดิจิทัล คุย UN จัดไทยอยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนาในระดับสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้วางแนวนโยบายและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการก้าวเป็นรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับความโปร่งใส ตรวจสอบได้หรือการเป็นรัฐบาลเปิด (Open Government) อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงเพิ่มการได้รับความเชื่อใจจากประชาชน (Public Trust)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศผลการสำรวจรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ประจำปี 2020 หรือ UN E-Government Survey 2020 อันประกอบไปด้วยการประเมินระดับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศต่างๆ ใน 3 ดัชนี ได้แก่ ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) ดัชนีการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Participation Index: EPI) และดัชนีการให้บริการภาครัฐออนไลน์ในระดับท้องถิ่น (Local Online Service Index: LOSI) โดยผลการจัดอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ.2563 ไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 57 จาก 193 ประเทศ ซึ่งไทยได้รับตำแหน่งที่ดีขึ้นอย่างมาก จากอันดับที่ 73 ในปี 2561 และอันดับที่ 77 ในปี 2559 มีการพัฒนาในด้านการเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งองค์การสหประชาชาติจัดไทยให้อยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระดับสูงมากโดยหากพิจารณาในรายละเอียดแต่ละด้าน ไทยได้รับคะแนนด้านการให้บริการออนไลน์ (Online Service Index: OSI) และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม (Telecommunication Infrastructure Index: TII) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในระดับอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์ (อันดับที่ 11 ของโลก) และมาเลเซีย (อันดับที่ 47 ของโลก) ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ในรายงานฯ ได้เปิดเผยถึง ดัชนีการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Participation Index: EPI) ซึ่งประเมินการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดทิศทางการทำงานของภาครัฐ ได้แก่ การเปิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น ในการกำหนดนโยบาย ร่างกฎหมาย การใช้จ่ายงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจน การร้องเรียนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ไทยได้รับการจัดให้อยู่อันดับที่ 51 ปรับตัวขึ้นมาจากอันดับที่ 82 ในปี 2561 ซึ่งคงเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (อันดับที่ 6 ของโลก) และมาเลเซีย (อันดับที่ 29 ของโลก) ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเข้มข้น โดยได้กำหนดเป็นแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2563-2565 จึงส่งผลให้ประเทศได้รับการยอมรับและการจัดอันดับที่ดีในเวทีโลก และพร้อมวางแนวทางสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108547</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, นายอนุชา บูรพชัยศรี, รัฐบาลดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดี พช. เปิด 5 หลักสูตร Digital Literacy เสริมแกร่ง “ชาว พช.” ทันยุค Disruption หนุนสร้างข้าราชการยุคใหม่ นำสมัยและมีประสิทธิภาพ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 30 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในยุค Digital Disruption พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายในการผลักดัน นำพาประเทศไทยก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยกลไกของการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับ ขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ การบริหารจัดการที่ดี ซึ่งในส่วนของภาครัฐต้องตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนงาน (Disruptive Technology) ให้สามารถอำนวยความสะดวก มุ่งเน้นความคล่องตัวเพื่อขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพลิกโฉมระบบราชการสู่ Digital Government&amp;nbsp; สอดคล้องกับทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่รัฐบาลดิจิทัล คือ การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรภาครัฐในทุกระดับให้ได้รับความรู้ ความสามารถให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อมุ่งสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ จึงมีการต่อยอดกระบวนการดำเนินงานเพื่อรองรับนโยบาย Thailand Digital Government และการพัฒนาประเทศสู่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถเชิงดิจิทัลของภาครัฐไทยให้เป็นเอกภาพและเห็นผลจริง ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน ได้ถือเป็นวาระที่สำคัญและดำเนินการแล้ว อาทิ การบริหารจัดการธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ (Open Data) พัฒนาช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงบริการของภาครัฐ ณ จุดเดียว (One Stop Service) และการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากการเปิดตัว 2 Digital Platform ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;Big Data กรมการพัฒนาชุมชน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน&amp;rdquo; เพื่อสร้างคุณค่า และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภารกิจสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน ที่ครอบคลุมในด้านคุณภาพชีวิต ด้านเศรษฐกิจ ด้านทุนชุมชน และความเข้มแข็งชุมชน ในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ร่วมกันได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัย และนำเสนอรูปแบบสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กุญแจสำคัญในการการพัฒนาองค์กรสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงอยู่ที่การยกระดับศักยภาพบุคลากร ของกรมการพัฒนาชุมชน ให้มีทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Digital literacy นั่นคือการนำสรรพกำลังทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบัน มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการสื่อสาร การปฏิบัติงาน และการทำงานร่วมกัน ตลอดจนพัฒนากระบวนการทำงาน ระบบงานในองค์กรที่มีสมรรถนะสูงขึ้น ดังนั้น กรมการพัฒนาชุมชน จึงได้กำหนดการฝึกอบรมเพิ่มทักษะด้านดิจิทัล ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีเป้าประสงค์ในการพัฒนาบุคลากรสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) และการพัฒนาบุคลากรสำหรับผู้พัฒนางานด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกและการนำเสนอ ผ่านกระบวนการ Learning by doing ในรูปแบบของการ Workshop ผสมกับการบรรยายจากประสบการณ์ตรง โดยศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ณ ห้องฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย 5 หลักสูตรที่น่าสนใจ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- หลักสูตรการพัฒนาเว็บ Application เบื้องต้น รับจำนวน 10 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้ด้านการพัฒนาเว็บ เว็บ Application ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน จนสามารถประยุกต์ใช้ในการทำงานด้านต่าง ๆ และแสดงผลบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้จริง ในวันที่ 17 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- หลักสูตรการนำเสนอด้วย Infographics รับจำนวน 20 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้ในหลักสูตรที่เน้นกระบวนการคิด และสร้าง Infographic โดยการนำเสนอข้อมูลที่มากและหลากหลายนำมาพัฒนารูปแบบการนำเสนอด้วยโปรแกรมPiktochart ที่สามารถจัดระเบียบข้อมูลรูปแบบของภาพ แผนภูมิ แผนผัง สัญลักษณ์ หรือ กราฟต่างๆ ทำให้นำเสนอเข้าใจได้ง่าย ในภาพเดียว สวยงาม น่าสนใจ ส่งผลให้การนำเสนอหรือการสื่อสารมีประสิทธิภาพเข้าใจง่าย น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยจัดอบรมในวันที่ 18 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- หลักสูตรการใช้เครื่องมือ Google Data Studio ในการวิเคราะห์ข้อมูล รับจำนวน 20 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมจะเรียนรู้ในการบริหารจัดการข้อมูลผ่าน Google Data Studio การสร้างรายงานเชิงวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสูง การคำนวณ การแปลงข้อมูล การสืบค้น และการเชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนการสรุปผลข้อมูลที่ซับซ้อน ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ ที่ทำความเข้าใจข้อมูลง่ายขึ้น และสามารถต่อเข้ากับข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- หลักสูตรการจัดเก็บข้อมูลจากสังคมออนไลน์แบบเรียลไทม์ (Social Listening) รับจำนวน 20 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่จะช่วยในการจัดเก็บข้อมูลข้อมูลจากสังคมออนไลน์ อาทิ Facebook, Twitter, Instagram YouTube เป็นต้น และพัฒนาทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพราะเสียงจากโลกออนไลน์จะสะท้อนภาพความเป็นไปของโลกได้หลากหลายมิติ และนำมาวัดผล เพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินงานได้ต่อไป ในวันที่ 25 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- หลักสูตรที่การใช้งานโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูล Data Visualization (Tableau) รับจำนวน 20 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ถึงกระบวนการ จัดการข้อมูลขององค์กรที่มีอยู่จำนวนมาก ให้เกิดความเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต่อยอดไปสู่การจัดการ Big Data ในอนาคต โดยทักษะการทำ Data Visualization จะทำให้เห็นข้อมูลและเข้าใจข้อมูลได้ง่ายยิ่งมาก สำรวจหาสาเหตุ ปัจจัยต่างๆ ที่ต้องการ ได้อย่างเป็นระบบจากการย่อยข้อมูลขนาดใหญ่มาเป็นภาพ เส้น สี ที่ดูน่าสนใจและเข้าใจง่าย ด้วยซอฟต์แวร์ Tableau ในวันที่ 29 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอบรมทั้ง 5 หลักสูตรนี้ กรมการพัฒนาชุมชน มั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์รัฐบาล ในการยกระดับขีดความรู้ ความสามารถด้านดิจิทัลของบุคลากรได้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ครอบคลุมความสามารถที่บุคลากรพึงมีทั้ง 4 มิติ ในด้านการสามารถใช้ (Use) เข้าใจ (Understand) การสร้าง (create) และเข้าถึง (Access) เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอเชิญชวนบุคลากรกรมการพัฒนาชุมชน ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ทุกคน ที่มีความสนใจในการยกระดับพัฒนาทักษะความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การให้สูงขึ้น โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรที่ท่านสนใจ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ที่ https://docs.google.com/spreadsheets/d/1dY0Nc1ZtxHn-Noyiq9KUynMxcAVeg-h1Mh22YKWp7r8/edit?usp=drivesdk หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมติดต่อ ศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน หมายเลขโทรศัพท์ 02-1416288 โทรสาร 02-1438920-21 อีเมล์ Communitycenter2021@gmail.com&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตามมาตรการการป้องการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&amp;nbsp; อย่างเข้มข้น โดยมีมาตรการคัดกรองและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจัดให้มีการลงทะเบียนแต่ละจุด จำกัดจำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรม และทุกคนต้องผ่านจุดคัดกรองบริเวณทางเข้าเพื่อคัดกรองอุณหภูมิร่างกาย พร้อมจัดบริการเจลล้างมือแอลกอฮอล์ใช้ทำความสะอาดและต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง สำหรับข้าราชการ หรือประชาชนที่สนใจจะพัฒนาตนเอง แต่ไม่สามารถเข้ารับการอบรมในวันเวลาดังกล่าวข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการพัฒนาชุมชนจะเปิดบริการหลักสูตรด้าน Digital ทั้ง 5 หลักสูตรนี้ให้กับผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาผ่านทางระบบ E -Learning ในเดือนกรกฎาคม 2564 โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ทางเว็บไซต์กรมการพัฒนาชุมชน www.cod.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104798</URL_LINK>
                <HASHTAG>Big Data, Big Data กรมการพัฒนาชุมชน, Data Governance, DGA, Digital Government, Digital literacy, Disruptive Technology, One Stop Service, Open Data, Thailand Digital Government, กรมการพัฒนาชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, การบริหารจัดการธรรมาภิบาลข้อมูล, ข้อมูลสู่สาธารณะ, ชาว พช., ฐานข้อมูลขนาดใหญ่, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, ยุค Disruption, รัฐบาลดิจิทัล, ศูนย์สารสนเทศเพื่อการพัฒนาชุมชน, สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล, เปิด 5 หลักสูตร, โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4a6ef2e259.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; เร่งขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ชี้หลายฝ่ายยังบิดเบือนไม่หวังดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล โดยกล่าวในที่ประชุมว่า สิ่งที่กำลังดำเนินการสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ยังไม่ตรงกับสิ่งที่ตนเองต้องการ จึงได้แจกเอกสารกำหนดหลักการและแนวคิดของตนเอง ให้ทุกหน่วยงานนำไปศึกษา ทบทวน และปฎิบัติตาม เพื่อจัดทำแผนใหม่ โดยต้องการคำตอบจากหลักการในเอกสารนี้ที่จะเป็นผลสรุปของการประชุมในครั้งนี้ และหากมีอะไรเพิ่มเติม ขอให้แจ้งในวาระการประชุมตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจผมบ้าง เพราะช่วงนี้มีเรื่องราวมากมาย หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างความเข้าใจ และ การสร้างการรับรู้ในระดับพื้นที่ เพราะมีหลายส่วนหลายฝ่ายยังบิดเบือน ไม่หวังดีต่างๆเยอะแยะไปหมด ฉะนั้นวันนี้จึงอยากให้ทุกคนย้อนกลับไปดูว่า รัฐบาลเดินหน้าสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลถึงจุดไหนแล้ว และจะต้องเดินต่อไปอย่างไร ตามนโยบายและคำสั่งการของผม และเชื่อมั่นในคนเก่งของผมจะต้องทำได้ตามหลักการที่ให้ไว้ในวันนี้อย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายกฯกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16004</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาลดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c1c6b85663.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 22:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IMD แนะรัฐบาลเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
IMD เผยภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล เตรียมเปิดรับและวางกฎเกณฑ์รับมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ &amp;nbsp; ชี้สกุลเงินดิจิทัลมาแน่ แนะรีบผลักดันรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;เปิดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ไทยอยู่อันดับที่ 39&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาร์ตูโร บริส&amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์ IMD World Compititive Center บรรยายพิเศษในหัวข้อ Adopting Technology for Nationnal Competitiveness ว่า ในปัจจุบันนี้กระแสดิจิทัลเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นทุกภาคส่วนจำเป็นต้องมีการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งโลกในยุคต่อไปภาครัฐจะต้องรับบทบาทเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยภาครัฐในฐานะผู้ควบคุมและกำกับดูแล จำเป็นต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงออกกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมากำกับดูแลเทคโนโลยีที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน หรืออื่นๆ ที่กำลังเข้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประเทศไทยคงไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาได้ สิ่งที่ทำได้คือการหาจุดตรงกลางในการปรับตัวนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งในหลายประเทศที่เขาเปิดรับเทคโนโลยีก็ส่งผลต่อการยกระดับขีดความสามารถของเขา อย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น&amp;quot; &amp;nbsp;นายอาร์ตูโร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอนาคตเราจะเห็นว่า เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชน จะเข้ามามีบทบาทต่องานบริการสาธารณะมากขึ้น ประชาชนจะติดต่องานกับภาครัฐ โดยผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟนของตัวเอง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนลดลง และผู้ที่ทำหน้าที่คนกลางต่างๆ จะหายไป ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายของภาครัฐสมัยใหม่ที่จะต้องวางกฎระเบียบการกำกับดูแล เพื่อควบคุมระบบสังคม เศรษฐกิจให้เป็นระเบียบ ขณะเดียวกันต้องไม่ไปปิดกั้นเทคโนโลยี พร้อมทั้งต้องส่งเสริมเอกชนที่มีความพร้อมให้เขาสามารถเติบโต เป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เรื่องของสกุลเงินดิจิทัล ก็จะมีบทบาทมากขึ้น ในอนาคตมความเป็นไปได้ที่แต่ละประเทศจะมีการออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง หรือการแปลงสินทรัพย์กายภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่า จะส่งผลทำให้ประเทศมีความมั่งคั่งมากขึ้น และเมื่อประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ยิ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ อย่างเอสโตเนียก็ ปรับตัวเป็นประเทศดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ มีการทำติดต่องานของภาครัฐ ในรูปแบบออนไลน์ดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น มีความรวดเร็ว และเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ ซึ่งเอสโตเนียก็เป็นต้นแบบให้รัฐบาลอีกหลายประเทศดำเนินการตาม&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคริสโตส คาบอริส Chief Economist andHead of Operation IMD เปิดเผยว่า ปัจจุบันขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ประจำปี &amp;nbsp;2561 ของไทย อยู่ที่อันดับที่ 39 ของโลก ดีขึ้นจากปีก่อนหน้าสองอันดับ โดยไทยมีจุดแข็งทางด้านเทคโนโลยี ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่สูง มีการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนที่สูง หรือบริการภาคการเงินและธนาคารที่ขแงแกร่ง แต่สิ่งที่ต้อวงปรับตัวอย่างมาก ก็คือ การเพิ่มทักษะความรู้ทางด้านดิจิทัล ให้กับคนในประเทศ รวมถึงระบบการศึกษาที่ยังไม่มีคุณภาพ ส่วนด้านการเตรียมความพร้อม ระบบรัฐบาลดิจิทัล ที่จะต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13242</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMD, ขีดความสามารถในการแข่งขัน, รัฐบาลดิจิทัล, อาร์ตูโร บริส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b46233123142.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 08:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์มั่นใจไทยติด TOP20 ของโลกในเรื่องของการเริ่มต้นทำธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์มีความมั่นใจว่า &amp;nbsp;ไทยจะติด 1 ใน 20 ของการวัดผลเรื่องการวัดผลการเริ่มต้นทำธุรกิจของไทย หลังสามารถลดขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทเหลือภายใน 2 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทางกรมฯได้เข้าชี้แจงถึงขั้นตอนการขออนุญาตในการเริ่มต้นธุรกิจของประเทศไทย ต่อธนาคารโลกเพื่อให้ผลของการจัดอันดับความยากง่ายในการเริ่มต้นของธุรกิจในประเทศไทยดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในปีนี้ธนาคารโลกจะมีการทบทวนในช่วงเดือนตุลาคม โดยประเทศไทยมั่นใจว่าอันดับในการเริ่มต้นธุรกิจของไทย จะติด 1 ใน 20 ของประเทศที่มีการประเมินอย่างแน่นอน จากปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 36 เนื่องจากขั้นตอนในการเริ่มต้นธุรกิจของไทยลดลงเหลือเพียง 3 ขั้นตอน ในเวลา 2 วัน จากเดิมมี 5 ขั้นตอน ใช้เวลา 4.5 วัน รวมทั้งระบบการจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Registration พร้อมสมบูรณ์ ซึ่งภาครัฐ ใช้มาตรการลดอัตราภาษี จูงใจให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพราะสถิติผู้ใช้บริการ มีผลต่อการพิจารณาความยาก-ง่ายต่อการทำธุรกิจด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9553</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, ความยากง่ายในการทำธุรกิจ, จัดตั้งบริษัทใหม่, รัฐบาลดิจิทัล, เริ่มต้นธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
