<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุมัติงบพันล้านสภาพัฒน์ตั้งสถาบันนโยบายสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.อนุมัติงบ 1 พันล้านบาท ให้สภาพัฒน์ตั้ง&amp;#39;สถาบันนโยบายสาธารณะ&amp;#39; ช่วยทำงานด้านวิจัยเชิงลึก โยนทำแผนก่อนคุยสำนักงบ พัฒนาประเทศไทยทำนโยบายดักรอปัญหา

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือ สศช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบงบประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานในปี 62-65 ในการก่อตั้งสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ที่เป็นสถาบันลูกของสภาพัฒน์อยู่ภายใต้มูลนิธิสุริยานุวัตร โดยจะทำหน้าที่ใน 2 ส่วน คือ มองไปข้างหน้า ในการคาดการณ์วางแผนการทำงานในอนาคต และการวิจัยเชิงลึกเพื่อกำหนดนโยบาย

ทั้งนี้ทางสภาพัฒน์ จะต้องเป็นผู้กำหนดแผนการดำเนินงานว่าจะต้องทำเรื่องอะไรก่อนและใช้งบประมาณเท่าไหร่ ก่อนที่จะไปหรือกับสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาให้ใช้เงินในปีงบประมาณ 2562 โดยคาดว่าในเดือต.ค. จะสามารถเริ่มทำงานได้ทันที โดยตั้งใจจะให้ทำงานตามโจทย์ของสภาพัฒน์ ส่วนงานเดิม ๆ ที่เคยจ้างที่อื่นทำอยู่ก็อาจจะยังดำเนินการต่อไป ซึ่งจะทำให้เมืองไทยทำงานแบบดักรอปัญหาไม่ใช่ให้ปัญหาเกิดก่อน

&amp;quot;การตั้งสถาบันดังกล่าวเพื่อให้เป็นคลังสมองให้กับประเทศในการดำเนินการนโยบายสาธารณะ เพื่อในอนาคตไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ประเทศไทยจะมีแผนการดำเนินงานรองรับไว้ และมีการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบด้วย ซึ่งต้องมีการวิจัยในเชิงลึก กำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ข้างหน้า และกำหนดนโยบายสธารณะในรูปแบบใหม่ ๆ เอาประชาชนเข้ามาช่วยคิด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาร่วมหารือถึงวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ก่อนที่จะเสนอเป็นนโยบายต่อไป&amp;quot;นายทศพร กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18457</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ทศพร ศิริสัมพันธ์, รัฐบาลตั้งสำนักงานเฉพาะกิจ, สภาพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7ac978e9918.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุมัติงบพันล้านสภาพัฒน์ตั้งสถาบันนโยบายสาธารณะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.อนุมัติงบ 1 พันล้านบาท ให้สภาพัฒน์ตั้ง&amp;#39;สถาบันนโยบายสาธารณะ&amp;#39; ช่วยทำงานด้านวิจัยเชิงลึก โยนทำแผนก่อนคุยสำนักงบ พัฒนาประเทศไทยทำนโยบายดักรอปัญหา

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือ สศช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบงบประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานในปี 62-65 ในการก่อตั้งสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ที่เป็นสถาบันลูกของสภาพัฒน์อยู่ภายใต้มูลนิธิสุริยานุวัตร โดยจะทำหน้าที่ใน 2 ส่วน คือ มองไปข้างหน้า ในการคาดการณ์วางแผนการทำงานในอนาคต และการวิจัยเชิงลึกเพื่อกำหนดนโยบาย

ทั้งนี้ทางสภาพัฒน์ จะต้องเป็นผู้กำหนดแผนการดำเนินงานว่าจะต้องทำเรื่องอะไรก่อนและใช้งบประมาณเท่าไหร่ ก่อนที่จะไปหรือกับสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาให้ใช้เงินในปีงบประมาณ 2562 โดยคาดว่าในเดือต.ค. จะสามารถเริ่มทำงานได้ทันที โดยตั้งใจจะให้ทำงานตามโจทย์ของสภาพัฒน์ ส่วนงานเดิม ๆ ที่เคยจ้างที่อื่นทำอยู่ก็อาจจะยังดำเนินการต่อไป ซึ่งจะทำให้เมืองไทยทำงานแบบดักรอปัญหาไม่ใช่ให้ปัญหาเกิดก่อน

&amp;quot;การตั้งสถาบันดังกล่าวเพื่อให้เป็นคลังสมองให้กับประเทศในการดำเนินการนโยบายสาธารณะ เพื่อในอนาคตไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ประเทศไทยจะมีแผนการดำเนินงานรองรับไว้ และมีการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบด้วย ซึ่งต้องมีการวิจัยในเชิงลึก กำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ข้างหน้า และกำหนดนโยบายสธารณะในรูปแบบใหม่ ๆ เอาประชาชนเข้ามาช่วยคิด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาร่วมหารือถึงวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ก่อนที่จะเสนอเป็นนโยบายต่อไป&amp;quot;นายทศพร กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18456</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ทศพร ศิริสัมพันธ์, รัฐบาลตั้งสำนักงานเฉพาะกิจ, สภาพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7ac978e9918.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2018 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2018 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รบ.จ่อตั้งสำนักงาน &#039;ป.ย.ป.&#039; ขับเคลื่อนปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ สร้างปรองดอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 61 - ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนานักบริหารภาครัฐเพื่อบูรณาการการพัฒนาประเทศไทยตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น : จากแผนปฏิรูปสู่ภาคปฏิบัติแบบบูรณาการ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกฎหมายลูก&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ฉบับเสร็จสิ้น และมีผลบังคับใช้ แต่วันนี้กฎหมายยังไม่เสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอได้ ในวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ตุลาคม และใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือน ก็จะเสร็จราวเดือนธันวาคม จากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯ ใช้เวลาอีก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือน ก็จะเสร็จประมาณเดือนมีนาคม ดังนั้นหากการเลือกตั้งใหญ่ มีขึ้นในวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;กุมภาพันธ์&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;การเลือกตั้งท้องถิ่นก็น่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ทุกคนที่มาสัมมนาครั้งนี้ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องเข้าใจคำ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;คำ คือการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างความสามัคคีปรองดอง เพราะอดีตตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี&amp;nbsp;2475&amp;nbsp;รัฐธรรมนูญทุกฉบับเขียนเหมือนกันคือ รัฐบาลมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน และที่ผ่านมาทุกรัฐบาลบริหารงานใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แบบ คือ กำหนดนโยบาย ทำตามนโยบายที่กำหนด และบังคับการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดหน้าที่รัฐบาลเพิ่มอีก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เรื่อง คือ การปฏิรูปประเทศ ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างความปรองดอง ซึ่งส่วนราชการทุกส่วนต้องนำไปปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่กำหนดยุทธศาสตร์ชาติในรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ด้าน คือ ความมั่นคง&amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp;การพัฒนาคน การแก้ปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำและขจัดความไม่เป็นธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;คุณภาพชีวิตและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการภาครัฐ ส่วนการสร้างความปรองดอง ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก และไม่ใช่การจับคนมาถอดเสื้อสีเหลือง สีแดง แต่คือการสร้างความรับรู้และเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวว่า หลักสูตร ป.ย.ป. ย่อมาจาก การปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง มี&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หลักสูตร คือ ป.ย.ป.1&amp;nbsp;ระดับปลัดกระทรวงและอธิบดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ป.ย.ป.2&amp;nbsp;คือ ระดับรองอธิบดีและผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วน ป.ย.ป.3&amp;nbsp;คือ ระดับผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งกำลังจะเปิด เพื่อให้สิ่งที่รัฐบาลวางไว้เหล่านี้ถูกขับเคลื่อนและเดินหน้าไปได้ ตามที่นายกรัฐมนตรีดำริไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยเฉพาะแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกาศใช้แล้วและต้องทำ เพราะหากไม่ทำถือเป็นความผิด ที่สำคัญหน่วยงานราชการทุกหน่วย หากคิดจะทำอะไรแล้วไม่อยู่ในแผนปฏิรูป ก็จะไม่ได้รับงบประมาณ ในการดำเนินการ เช่นเดียวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่หากไม่ทำตามหรือดำเนินการนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ ก็จะมีความผิด และไม่ได้รับงบประมาณเช่นกัน พร้อมยืนยันไม่ใช่การวางแผนเพื่อให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ไป&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปี แต่วางไว้เป็นแนวทาง ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามาก็ให้เดินหน้าไปตามนี้ แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงเวลาและความเหมาะสมทุกแผน ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปประเทศ แผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนสร้างความสามัคคีปรองดอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลเตรียมตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจคือ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ติดตามการทำงานของหน่วยงานราชการที่ขับเคลื่อนแนวทาง ป.ย.ป. และรับผิดชอบการอบรม ป.ย.ป.ทั้งหมด เช่น หลักสูตรการคัดเลือกคนเข้าอบรม เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำหนดว่า การอบรม ป.ย.ป. ไม่เน้นการจดบันทึก แต่ใช้วิธีแลกเปลี่ยนความเห็น ห้ามไปดูงานต่างประเทศและไม่มีค่าเล่าเรียน&amp;nbsp;ซึ่งสำนักงานนี้จะตั้งในไม่ช้า โดยหัวหน้าสำนักงานจะเป็นซี&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวง มีข้าราชการในหน่วยงานไม่เกิน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คน มีอายุการทำงานประมาณ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี ทำหน้าที่ประสานงานกับ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;หน่วยงานหลัก คือ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงหน่วยงานขับเคลื่อนงานของป.ย.ป. จะมาอยู่ภายในหน่วยงานนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18029</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสร้างความสามัคคีปรองดอง, นายวิษณุ เครืองาม, ปฏิรูปประเทศ, ยุทธศาสตร์ชาติ, รัฐบาลตั้งสำนักงานเฉพาะกิจ, สำนักงานป.ย.ป.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba333e68d426.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
