<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 20:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 20:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ&#039;ทรูโด&#039;พาพรรคชนะเลือกตั้งฉิวเฉียด ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตามเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พรรคเสรีนิยมของนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ชนะการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นก่อนกำหนดเมื่อวันจันทร์ โดยต้องขับเคี่ยวอย่างดุเดือดกับพรรคอนุรักษนิยมที่ได้ผู้นำคนใหม่ แต่ผลคะแนนเบื้องต้นในวันอังคารชี้ว่าพรรคของเขายังได้ที่นั่ง ส.ส.ไม่ถึงครึ่งสภาและต้องตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะ ณ ที่ทำการพรรคเสรีนิยม เมื่อคืนวันที่ 20 กันยายน 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ทรูโดประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดเมื่อเดือนที่แล้ว โดยคาดหวังว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ราบรื่นและดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จะช่วยให้พรรคเสรีนิยมของเขาจะชนะเสียงข้างมากในสภาเพื่อนำพาแคนาดาผ่านพ้นโรคระบาดและขับเคลื่อนวาระของเขาโดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารว่า ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นชี้ว่าพรรครัฐบาลของเขายังคงมีชัยเหนือพรรคอนุรักษนิยมภายใต้การนำของเอริน โอทูล วัย 48 ปีที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเมื่อปีก่อน แต่จากผลคะแนนเบื้องต้น มีความเป็นได้ว่าพรรคเสรีนิยมได้ที่นั่ง ส.ส.รวมแล้วเพียง 158 ที่นั่ง ยังไม่ถึงจำนวนเสียงข้างมาก 170 ที่นั่งที่ต้องการ ส่วนพรรคอนุรักษนิยมน่าจะได้ 119 ที่นั่ง ซึ่งจะทำให้ภาพรวมของสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ไม่แตกต่างจากชุดปัจจุบันมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรูโดกล่าวบนเวทีพร้อมกับภริยาและลูกๆ ในการประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งว่า ชาวแคนาดากำลังส่งพวกเรากลับมาทำงานอีกครั้ง เพื่อแคนาดาจะได้ผ่านการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ไปสู่วันที่สดใสที่รออยู่ข้างหน้า และเราพร้อมที่จะทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านโอทูล กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่บอกว่าชาวแคนาดาไม่ได้ให้ทรูโดได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างที่เขาต้องการ ชาวแคนาดาส่งเขากลับมาพร้อมกับเสียงข้างน้อยในรัฐสภา โดยที่ต้องสูญเสียค่าจัดการเลือกตั้งไป 600 ล้านดอลลาร์แคนาดา และทำให้เกิดความแตกแยกลึกยิ่งขึ้นในประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117443</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯจัสติน ทรูโด, พรรคเสรีนิยม, รัฐบาลเสียงข้างน้อย, เลือกตั้งแคนาดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149dcc67f357.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 19:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลเลือกตั้งแคนาดา &#039;ทรูโด&#039; ชนะไม่ขาด ส่อตั้ง รบ.เสียงข้างน้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผลการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดาที่มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ พรรคลิเบอรัลของนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 แต่ไม่พอจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอนดรูว์ เชียร์ ผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟ พร้อมภรรยาและลูก ลงจากเวทีภายหลังไม่สามารถโค่นพรรคลิเบอรัลของนายกฯ จัสติน ทรูโด ลงได้ แม้พรรคจะได้ที่นั่งมากขึ้น / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานผลการเลือกตั้งทั่วไปของแคนาดาที่มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม ว่าเมื่อเวลา 02.00 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น หลังปิดการเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6 โซนเวลาทั่วประเทศ อันดับ 1 คือ พรรคลิเบอรัล ที่หัวหน้าพรรคคือ นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด วัย 47 ปี ได้ 156 ที่นั่ง จากเขตเลือกตั้ง 338 เขต อันดับ 2 คือ พรรคคอนเซอร์เวทีฟ ที่หัวหน้าพรรคคือ แอนดรูว์ เชียร์ วัย 40 ปี คู่แข่งสำคัญของทรูโด พรรคของเขาได้ 122 ที่นั่ง มากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในปี 2558 ที่ได้ 95 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีรายงานว่า พรรคที่ตามมาอันดับ 3 คือ พรรคบล็อก เคเบกัวส์ ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมผลประโยชน์ของรัฐควิเบก และส่งผู้สมัครลงเฉพาะในเขตเลือกตั้งของรัฐควิเบก ได้ 32&amp;nbsp; ที่นั่ง มากกว่าการเลือกครั้งก่อนที่พรรคได้เพียง 10 ที่นั่ง อันดับ 4 คือ พรรคเอ็นดีพี ที่หัวหน้าพรรคคือ จักมีต ซิงห์ ได้ 24 ที่นั่ง และอันดับ 5 ได้แก่ พรรคกรีน ได้ 3 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกตั้งครั้งนี้ชาวแคนาดามีสิทธิ์เลือกตั้งราว 27.4 ล้านคน โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 66% ผู้สมัครหญิงชนะเลือกตั้งเป็นประวัติการณ์ถึง 97 คน รวมถึงโจดี วิลสัน เรย์โบลด์ อดีตอัยการสูงสุด ที่เป็นชนพื้นเมืองคนแรกของประเทศ ลงเลือกตั้งในนามผู้สมัครอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการเลือกตั้งที่ออกมาทำให้ทรูโดต้องจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพันธมิตรที่เป็นพรรคเล็กอย่างน้อย 1 พรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรูโดกล่าวกับผู้สนับสนุนในนครมอนทรีออลเมื่อวันอังคารว่า ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่าชาวแคนาดาปฏิเสธการแบ่งแยกและความคิดด้านลบ ปฏิเสธนโยบายตัดงบประมาณและรัดเข็มขัด และลงคะแนนเพื่อสนับสนุนแผนการที่ก้าวหน้าและการลงมือปฏิบัติที่เข้มแข็งในการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48639</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัสติน ทรูโด, พรรคคอนเซอร์เวทีฟ, พรรคลิเบอรัล, รัฐบาลเสียงข้างน้อย, เลือกตั้งแคนาดา, แคนาดา, แอนดรูว์ เชียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daefcf188798.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2019 19:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2019 19:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี62หนักยิ่งกว่าพฤษภาทมิฬ&#039;ดร.อาทิตย์&#039;เตือนคสช.สืบทอดอำนาจปชช.ไม่ยอมรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2มิ.ย.62- ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat เปรียบเทียบการตั้งนายกรัฐมนตรีปี 2535 และ ปี 2562 มีใจความ ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนถามให้เปรียบเทียบการเสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กับ ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อปี 2535 ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเสียงข้างมากในสภา เสียงข้างมากชัดเจนได้เสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากการเสนอหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากนั้นชัดเจน 195:165 ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ รสช ซึ่งประชาชนได้ออกมาคัดค้านประท้วงไม่เห็นด้วยและได้มีการปราบปรามปะทะกันจนประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ออกมาชุมนุมโดยสงบสันติและปราศจากอาวุธได้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ได้ว่า หากแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคเสียงข้างมากที่สภาเสนอ ประชาชนก็ย่อมต้องออกมาประท้วงอีก และรัฐบาลซึ่งมีทหารสนับสนุน ก็จะต้องปราบปรามกวาดล้างตามแนวทางของทหารอีกเช่นเดิม จะเกิดการนองเลือดและประชาชนล้มตายอีกเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าประธานสภาซึ่งสังกัดพรรคเสียงข้างมากอยู่แล้ว และได้รับทั้งคำรัองขอ คำสั่ง คำขู่และอามิสสินจ้างทั้งตำแหน่งและเงินทอง ให้เสนอชื่อตามที่พรรคเสียงข้างมากเสนอ แต่ไม่อาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามที่พรรคเสียงข้างมากเสนอได้ จำเป็นต้องหาคนกลางเพื่อเข้ามายุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินต่อไป
สถานการณ์ในปี 2562 มีทั้งเหมือนและแตกต่างจากปี 2535&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่เหมือนนั้น ในลักษณะที่มีการสืบทอดอำนาจของ คสช มีอยู่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากการบริหารประเทศของ คสช ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเป็นผลดี ได้สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ปฏิรูปประเทศ และบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้ากัน ประชาชนก็อาจจะยินดีและเรียกร้องให้สืบทอดอำนาจต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การมิได้เป็นเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเขียนรัฐธรรมนูญและกติกาการเลือกตั้งใหม่ก็แสดงชัดเจนว่าตั้งใจจะสืบทอดอำนาจตั้งแต่ต้น และไม่เป็นธรรมประชาชนจึงไม่ยอมรับอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนที่แตกต่างจากปี 2535 ประการสำคัญ คือพรรคต่างๆที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันกระจัดกระจายและมีเสียงสนับสนุนจากประชาชนน้อยมาก ไม่เป็นปึกแผ่นเอกภาพ แม้จะรวมตัวได้มากที่สุด ก็ยังเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยที่ไม่สามารถสร้างความมั่นคงในการบริหารประเทศนำรัฐนาวาไปสู่ความเป็นปึกแผ่น มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงใคร่ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ปี 2562 นี้หนักหน่วงยิ่งกว่าปี 2535 มากนัก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37467</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช.สืบทอดอำนาจ, ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์, ปี62หนักกว่าปี35, พฤษภาทมิฬ, รัฐบาลเป็ดง่อย, รัฐบาลเสียงข้างน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181210/image_big_5c0e4162a18ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จ้อน&#039;โผล่อบรม&#039;เสรี&#039;ความคิดพิลึกพิศดาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.62 - นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท) โพสต์เรื่อง &amp;ldquo;พิลึกพิศดาร?&amp;rdquo; ลงในเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อ่านข่าวสว.ท่านหนึ่งบอกว่า เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างน้อยก็มีเสถียรภาพได้โดยอ้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น บอกได้คำเดียวว่า เป็นเหตุผลข้ออ้างพิลึกพิศดารของท่านสว.และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา(500ส.ส.+250ส.ว)คือ376เสียงและต้องการให้นายกรัฐมนตรีมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฏร เพื่อความมีเสถียรภาพของรัฐบาล มิใช่ให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลเพราะนอกจากรัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพแล้วจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศและเศรษฐกิจโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่มีเสถียรภาพเพราะหากไม่สามารถผ่านกฎหมายทางเงินสำคัญๆรวมทั้งพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ต้องลาออกหรือยุบสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือหลักถ่วงดุลและตรวจสอบของระบบรัฐสภาที่วางอยู่บนฐานเสียงข้างมากข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ หรือจะหวังน้ำบ่อหน้าไปหางูเห่ามาเสริมก็ผิดวิถีทางการปฏิรูปการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั่วไป การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจเกิดขึ้นได้ในภายหลังเมื่อบริหารประเทศไประยะหนึ่งแล้วมีพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เลือกที่จะลาออกหรือยุบสภา แต่ไม่ใช่คิดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งแต่วันแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจะสานต่อการปฏิรูปประเทศหลังเลือกตั้งก็ควรเริ่มต้นด้วยเหตุผลและหลักการที่ดีไม่ใช่หรือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37310</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐบาลเสียงข้างน้อย, อลงกรณ์ พลบุตร, เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ, เสรี สุวรรณภานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf0f3db912dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธีระชัย&#039;เตือนทูลเกล้าฯนายกฯรัฐบาลเสียงข้างน้อยขัดรธน.ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.62- &amp;nbsp;ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล &amp;nbsp;อดีตรมว.คลัง &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala ระบุว่า บทความโดย ศ.ดร.ธีระภัทร์ เสรีรังสรรค์ ลงวันที่ 30 พ.ค. 2562 ตรงกับที่ผมวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นจะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก(ของสภาผู้แทนราษฎร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากประธานรัฐสภานำชื่อบุคคลที่มีคะแนนเสียงสนับสนุนไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร และไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ย่อมเป็นการขัดรัฐธรรมนูญฯ และขัดเจตนารมณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยังอาจเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมที่กระทบหรือระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท เพราะเป็นการทราบดีอยู่แล้วว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากการนำของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นรัฐบาลที่ปราศจากความชอบธรรมเป็นเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และรัฐบาลดังกล่าวย่อมไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงน่าสงสัยว่า รัฐนาวาที่ พปชร. ตั้งความฝันเอาไว้สูงส่งนั้น ถึงวันนี้ อาจจะแล่นออกจากท่าเรือไม่ได้ด้วยซ้ำ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37307</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัดรัฐธรรมนูญ, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, ประธานรัฐสภา, ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท, รัฐบาลเสียงข้างน้อย, อดีตรมว.คลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf0ed8d8cf45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ยุตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย&#039;ไพบูลย์&#039;ลั่นหากโดนซักฟอกจนพ้นสภาพก็โหวตเลือก&#039;บิ๊กตู่&#039;กลับมาใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31พค 62- นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป&amp;nbsp; กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังไม่ถึงทางตัน เพราะสามารถดำเนินการตั้งรัฐบาลตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ โดยหากรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภา 400 เสียง แต่มีเสียงในสภาผู้แทนฯไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็สามารถบริหารประเทศไปได้ระยะยาว เพราะสามารถแก้ไขปัญหาการพิจารณากฏหมายงบประมาณแผ่นดินด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ให้พิจารณาโดยที่ประชุมรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และหากฝ่ายค้านเสียงข้างมากในสภาผู้แทนเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีผลให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2 พ้นออกไป ก็เสนอให้รัฐสภาเสียงข้างมากเลือกกลับมาเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 3 อีกวาระหนึ่งได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 และฝ่ายค้านจะเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอีกไม่ได้ไปตลอดปี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้เสียง ส.ส. สนับสนุน เกิน 251 เสียง ยังมีปัญหายุ่งยากในการแบ่งกระทรวงให้พรรคการเมืองต่างๆมากขนาดนี้ เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลขั้วที่ 3 จะต้องให้ได้เสียง ส.ส. สนับสนุน เกิน 376 เสียง ยิ่งมีปัญหายุ่งยากเป็นทวีคูณในการแบ่งกระทรวงให้พรรคการเมืองต่างๆพอใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีเสียงข้างมากในรัฐสภาสนับสนุน แม้จะมีเสียง สส สนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่แบ่งกระทรวงต่างๆให้พรรคการเมืองได้ลงตัวง่ายที่สุด จึงเป็นแนวทางที่ควรจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้ง&amp;quot;นายไพบูลย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37280</URL_LINK>
                <HASHTAG>376 เสียง, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาลเสียงข้างน้อย, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180526/image_big_5b08a220ab34c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สว.เสรี&#039;ชี้ช่องตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเชื่ออยู่ได้หากไม่โกงไม่ต้องพึ่งสส.ออกพรก.แทนพรบ.ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31พ.ค.62-นายสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โฟสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ รัฐบาลที่มี ส.ส.เสียงข้างน้อยสนับสนุน จะอยู่ได้หรือไม่ ? มีเนื้อหาดังนี้
มันคงเป็นความเคยชินที่เข้าใจและเชื่อกันมาโดยตลอดว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพได้ จะต้องมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะจะต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
และรัฐบาลเองก็จะต้องมี ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ คอยปกป้องคุ้มครองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชัน ทำผิดกฎหมาย หรือ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
จึงจำเป็นต้องมีเสียงของ ส.ส.จำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งสนับสนุนในฝ่ายรัฐบาล เพื่อเป็นการคุ้มครองรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัย ทั้งๆที่มีการทุจริต คอร์รัปชันอย่างเห็นๆ แต่ด้วยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรปกป้อง จึงลงมติไว้วางใจทั้งๆที่ขัดสายตาประชาชน อันทำให้รัฐบาลที่โกงกินอยู่ต่อไปได้ หรือเรียกแบบเพราะพริ้งว่า ทำให้รัฐบาล &amp;ldquo;มีเสถียรภาพ&amp;rdquo;
จึงเป็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ในปัจจุบัน ได้บัญญัติให้การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นั้นใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา (คือ ส.ส.และส.ว.รวมกัน) คือต้องให้ได้เสียงไม่น้อยกว่า 376 เสียง ซึ่งในเสียงของ ส.ส. อาจไม่ถึงจำนวน 250 เสียงก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เท่ากับเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร
การที่รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งนั้น ก็มิได้หมายความว่าจะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ
ซึ่งหากรัฐบาลไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่โกงกิน ทำงานอย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้เสียง ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่งมาคอยปกป้องคุ้มครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากใช้เสียง ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรในการโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ก็จะใช้เสียงเพียง 126 เสียงขึ้นไปเมื่อรวมเสียงของ ส.ว. จำนวน 250 เสียง รวมแล้วไม่น้อยกว่า 376 เสียง ก็สามารถโหวดเลือกนายกรัฐมนตรีได้
เท่ากับว่า การจัดตั้งรัฐบาลนี้ มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุน ก็ยังสามารถตั้งรัฐบาลได้ อันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่หากรัฐบาลมีเสียงในสภาจำนวนน้อยก็ยังสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ส่วนเมื่อตั้งรัฐบาลได้แล้ว รัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับตัวรัฐบาลเองที่จะต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชัน หรือไม่ไปทำอะไรที่ผิด ๆ ต่อกฎหมาย และยังต้องขยันทำงานให้หนักขึ้นก็จะไม่มีใครมาเล่นงานรัฐบาลได้
ส่วนมีคนห่วงว่าในการออกกฎหมายต่างๆ หาก ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็เกรงว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้และจะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันที่ได้เสนอให้ สนช.ผ่านกฎหมายออกมาใช้ 400-500 ฉบับ ก็เป็นการมากมายเพียงพอแก่การนำมาบริหารประเทศได้
แต่หากฝ่าย ส.ส.ไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็สามารถออกเป็นพระราชกำหนดออกมาใช้ได้ การที่ ส.ส.ไม่สนับสนุนหรือไม่ร่วมมือในการไม่ออกกฎหมายนั้น ก็ไม่ถึงขนาดทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไม่ว่าอย่างใด หากกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 143 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 105 วัน นับแต่วันที่ร่าง พรบ.ดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พรบ.ดังกล่าวข้างต้นไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับร่าง พรบ.นั้น และให้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาภายใน 20 วัน ซึ่งหากวุฒิสภาเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามมาตรา 81 ต่อไป
ซึ่งว่าไปแล้ว ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับการงบประมาณทั้งสามฉบับข้างต้น ก็มิได้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เช่นกัน
และไม่ว่าด้วยเหตุใด หาก พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ตาม รธน.มาตรา 141 ก็ได้บัญญัติให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณก่อนนั้นไปพลางก่อน ตาม รธน.มาตรา 141 ดังกล่าว
ในการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณข้างต้น รัฐธรรมนูญ มีเจตนาให้ ส.ส. และ ส.ว. ช่วยกันพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่้รัฐบาลจะได้นำไปใช้ โดยต้องร่วมกันพิจารณาและดำเนินการออกกฎหมายดังกล่าวให้แล้วเสร็จ มิได้ให้มีมติไม่เห็นชอบในการไม่ออกกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณดังกล่าว กรณี จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาหรือเป็นอุปสรรคที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในเรื่องของการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น หากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะทำให้รัฐบาลถูกตรวจสอบที่เข้มข้น รัฐบาลหรือรัฐมนตรีจะต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง รวมทั้ง ต้องปฏิบัติงานทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินหรือบริหารประเทศอย่างเต็มที่ อันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนโดยรวม ซึ่งดีกว่าที่มีเสียง ส.ส. ข้างมากที่คอยปกป้องรัฐมนตรีที่กระทำการทุจริต หรือกระทำความผิดเหมือนที่ผ่านๆมา
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรี ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ไม่แสวงประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง แต่หาก ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนมากกว่ากลั่นแกล้งมีมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น ก็จะต้องมีกระบวนการให้ได้นายกรัฐมนตรีใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งหมายความว่า นายกรัฐมนตรีคนเดิมที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจโดยถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ได้ทำอะไรผิดดังกล่าว เมื่อนายกคนนั้น คงเป็นบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในบัญชีของพรรคการเมือง นายกคนเดิมที่ถูกกลั่นแกล้วนั้นก็มีสิทธิได้รับการพิจารณาจากสมาชิกรัฐสภาให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก และสมาชิกวุฒิสภาก็มีสิทธิในการลงคะแนนโหวตเลือกให้นายกรัฐมนตรีคนเดิมที่ไม่ได้ทำอะไรผิดดังกล่าวกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกได้
หากพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่ร่วมมือในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ และประเทศชาติยังคงมีปัญหาที่แก้ไม่ตกจริง ๆ นายกรัฐมนตรีก็คงต้องใช้วิธีการสุดท้าย คือการยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งกันใหม่ คนที่เคยได้เลือกตั้งกันเข้ามาแล้ว ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกหรือไม่ ก็ต้องไปวัดฝีมือกันเอง
แต่การยุบสภาผู้แทนราษฎรขอให้เป็นวิธีการสุดท้ายจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปแล้ว ประเทศย่อมมีทางออก แต่เมื่อจำเป็นจะต้องตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ต้องทำ ซึ่งผมเชื่อว่า ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน 2560 สามารถทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37271</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดตั้งรัฐบาล, พรบ.งบประมาณ, รัฐบาลเสียงข้างน้อย, เสรี สุวรรณภานนท์, โหวตเลือกนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a5833e0e7b68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
