<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 21:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯปลุกประชาชนไทยสู้ไปด้วยกัน ลั่นจะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะโรคร้ายโควิดให้ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 64 - เมื่อเวลา 21.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ถึงแผนบริหารจัดการการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-16 มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในวันนี้ มีอัตราการติดเชื้อทั่วโลกประมาณ 8 แสนคน และยังมีแนวโน้มที่จะอยู่ในอัตราที่สูงอยู่ &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลกก็ได้เตือนว่าจะเกิดวิกฤติ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกอีกรอบ &amp;nbsp;ส่งผลให้จะเกิดการช่วงชิงทรัพยากรเพื่อใช้ในการรักษาทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยและประชาชนชาวไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย จำนวน 20 คัน รถตรวจวิเคราะห์หาเชื้อเร่งด่วนพิเศษ จำนวน 5 คัน และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ จำนวนมาก รวมทั้ง ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในนามของประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือขอขอบใจ และขอเป็นกำลังใจ รวมทั้งขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร ให้กับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ประเทศไทยมียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,070 ราย อันเป็นผลมาจากคลัสเตอร์ล่าสุดช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ยังคงส่งผลสืบเนื่องต่อมาอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ &amp;nbsp;โดยอัตราการแพร่ระบาดครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดมีความรุนแรงและเป็นวงกว้าง กว่าระลอกที่ผ่านๆ มา &amp;nbsp;ซึ่งถ้าหากเราสามารถร่วมมือ ร่วมใจกันอีกครั้ง &amp;ldquo;การ์ดไม่ตก&amp;rdquo; ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่ ศบค.แนะนำ ก็จะช่วยลดภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของเรา &amp;nbsp;และสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมอีกครั้ง ในเร็ววัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลและ ศบค. มีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อยู่ตลอดเวลา โดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ &amp;nbsp;หากมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับมาตรการให้เข้มงวดขึ้น จะมีการเร่งพิจารณา และประกาศล่วงหน้าให้ได้รับทราบโดยทันที &amp;nbsp;ในขณะเดียวกัน เพื่อความไม่ประมาท ผมได้สั่งการให้มีความเตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขของประเทศด้านต่างๆ เพื่อสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เร่งรัดกระบวนการจัดหาและฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง รวมทั้งพิจารณาการฟื้นฟูเยียวยาในอนาคตด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งดำเนินการฉีดวัคซีนที่ได้รับมอบแล้ว จำนวน 2.1 ล้านโดส &amp;nbsp; ที่สามารถฉีดได้ 1.05 ล้านคน &amp;nbsp;โดยนับถึงวันนี้ ได้มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 8.4 แสนคน &amp;nbsp; กว่าครึ่งหนึ่ง เป็นการฉีดให้กับบุคลาการทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงตลอดเวลา ซึ่งบุคลากรทั้งหมดจะได้รับวัคซีนครบถ้วน ภายในสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลและ ศบค. ก็มิได้นิ่งนอนใจ โดยได้เร่งจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม &amp;nbsp;โดยตั้งเป้าหมายว่าจะต้องจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ให้ครบ 100 ล้านโดส &amp;nbsp;เพื่อฉีดให้กับประชาชน 50 ล้านคน ภายในสิ้นปี 64 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาเราจัดหาแล้ว 64 ล้านโดส ประกอบด้วย AstraZeneca 61 ล้านโดส (เริ่มส่งมอบเดือน มิ.ย. 6 ล้านโดส &amp;nbsp;และเดือนต่อๆ ไปอีก เดือนละ 10 ล้านโดส) Sinovac 2.5 ล้านโดส (ส่งมอบแล้ว 2 ล้านโดส &amp;nbsp;พรุ่งนี้ มาอีก 500,000 โดส)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า รัฐบาลจีนได้แจ้งความประสงค์บริจาควัคซีนให้ไทยอีก 500,000 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนที่จะต้องจัดหาเพิ่มเติมอีก 36 ล้านโดส นั้น รัฐบาลก็ประสบความสำเร็จในการเจรจาจัดหาวัคซีนสปุตนิค วี 5-10 ล้านโดส และไฟเซอร์ อีก 5-10 ล้านโดส มาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนแล้ว และเพื่อเป็นการเติมเต็มภาครัฐ และเกิดการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ผมได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วย คณะแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน &amp;nbsp;โดยมีนายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน &amp;nbsp;ซึ่งได้รับรายงานว่าสภาหอการค้าไทย จะช่วยรัฐบาลจัดหาให้กับพนักงานลูกจ้างเองด้วย ประมาณ 10-15 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในอาทิตย์หน้า ผมก็จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดหาและแจกจ่ายวัคซีน ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถมีวัคซีนเพื่อฉีดให้กับประชาชนให้ครบ 50 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลและ ศบค. มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;องค์การเภสัชกรรมได้มีการสำรอง และกระจายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน มากกว่าสามแสนเม็ด &amp;nbsp;โดยมีการกระจายไปสำรองในพื้นที่ต่างๆ แล้ว &amp;nbsp;และกำลังนำเข้าเพิ่มอีก 2 ล้านเม็ด &amp;nbsp;ในด้านการจัดเตรียมเตียงให้กับผู้ป่วย เรามีเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยโควิดและผู้เสี่ยงติดเชื้อ รวมกว่า 28,000 เตียง ทั้งที่อยู่ในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลสนาม และ Hospitel &amp;nbsp;ซึ่งในขณะนี้มีผู้ป่วยหลักพันต่อเนื่องกันหลายวัน ทำให้จำนวนเตียงลดลงอย่างมาก แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อจัดหาเตียงให้กับผู้ป่วยทุกคนให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้อีกประมาณ 3.8 แสนล้านบาท โดยมาจาก พรก. 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2.4 แสนล้านบาท &amp;nbsp;งบกลางปีงบประมาณ 2564 อีก 9.9 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;และค่าใช้จ่ายบรรเทาโควิด-19 อีก 4 หมื่นล้านบาท โดยฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เตรียมโครงการที่จะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภค รวมไปถึงโครงการที่จะก่อให้เกิดการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะใช้ในการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเจริญเติบโตให้ได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ให้ความช่วยเหลือในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละ อดทน แม้ว่าตนเองจะเสี่ยงอันตรายและเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเททำหน้าที่เพื่อส่วนรวม ผมขอยกย่องทุกท่านจากใจจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงต้องช่วยกันปกป้องทีมแพทย์ของประเทศไทย ด้วยการระมัดระวังตัว ลดความเสี่ยงให้มากที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ การเว้นระยะห่าง ล้างมือ และใส่แมสก์ให้มากที่สุดเมื่อต้องพบเจอผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอให้คำมั่นสัญญาว่า ผมและรัฐบาลจะทำทุกทางเพื่อให้เราผ่านวิกฤตในระลอกนี้ไปให้ได้ พวกเราทุกคนจะสู้ไปด้วยกันอีกครั้ง และผมเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของเราทุกคนประเทศไทยจะต้องเอาชนะโรคร้ายในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน ขอบคุณครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100483</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, รัฐบาลไทย, วัคซีนโควิด19, โควิด19, โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082d3c2875dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถึงบางอ้อ! นายกฯ แจงชัด ปมข้าวสาร 700 กระสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.64 -&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีกองข้าวสาร 700 กระสอบ ที่ตั้งอยู่ที่ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ที่ยังมีข้อเคลือบแคลงและถูกโยงในลักษณะว่าไทยสนับสนุนกองทัพเมียนมา ว่า ต้องเข้าใจว่าเรื่องการค้าขายเป็นปกติ ซึ่งเราไม่ต้องการให้เขาเข้ามาซื้อในประเทศไทย ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการช่วยเหลือทางทหาร ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่เป็นการสั่งซื้อพ่อค้าของไทยไปฝั่งเมียนมา เพราะมีประชาชนเมียนมาที่อยู่ตามสันเขาหรือตามชุมชนต่างๆ 100 กว่าจุด ซึ่งเป็นมาหลายปีที่ผ่านมา จึงต้องสร้างความเข้าใจด้วย ดังนั้นเรื่องนี้คงไม่ต้องแถลงชี้แจงอีก เพราะตนก็พูดแล้ว กระทรวงกลาโหมและกองทัพก็พูด จึงขออย่าไปเปิดประเด็น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อะไรที่ไม่เป็นปัญหา ทำไมต้องไปทำให้เป็นปัญหาก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ผมยืนยันความชัดเจนว่าทหารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนย้ายข้าวอะไรต่างๆทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องของพ่อค้าคนไปส่ง แล้วเขาก็มารับไปเท่านั้นเอง และผมก็ได้พูดเรื่องมนุษยธรรมว่าเขาจะอยู่กันยังไงฝั่งโน้น เพราะสมัยก่อนอยู่กันสันเขาแล้วลงมาซื้อบ้านเรา ซึ่งเราก็ไม่อยากให้มีการข้ามแดนไปมาในลักษณะอย่างนี้ เป็นแบบนี้นานมาแล้ว เป็น 10 ปี&amp;quot;นายกรัฐมนตรีกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปถึง 2 เดือน มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเมียนมาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวเฉพาะเรื่องการบูรณาการและการใช้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายปกติ เช่น การให้ทหารหรือตำรวจมาดูแลเรื่องสถานที่ควบคุมโรคหรือไปตรวจตามถนนหนทาง ซึ่งหลายหน่วยงานไม่มีกฎหมายตัวนี้ ดังนั้นย้ำว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นการบูรณาการหน่วยงานต่างๆให้สามารถทำงานได้ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็ระบุว่าจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ก่อน เพราะหน่วยงานเดียวคงไม่ไหวในการดูแลในพื้นที่ต่างๆ ตั้งด่านตรวจจุดสกัด รวมถึงการควบคุมชายแดนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97008</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐบาลไทย, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059ad5f5c228.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตบหน้าฝ่ายปชต.ไร้เดียงสา บี้ไทยเลิกสัมพันธ์เมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.พ.64 - จากกรณี นายวันนะ หม่อง ลวิน &amp;nbsp;(Wunn Maung Lwin) รัฐมนตรีว่าการกรทะรวงต่างประเทศเมียนมา ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา และได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกลาโหม และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ห้องพักรับรองภายในท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง เพื่อชี้แจงสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมา &amp;nbsp;แต่กลับสร้างความไม่พอใจอย่างมาก ให้กับกลุ่มคนไทยจำนวนหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีความเห็นที่น่าสนใจ ของนายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษาพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่โพสต์ไว้บนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีรายละเอียดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครั้งคสช.ยึดอำนาจใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหรัฐและสหภาพยุโรปกดดันอย่างหนัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงขั้นจะคว่ำบาตรจะยึดทรัพย์จะห้ามเข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งนั้นพม่ายืนหยัดสนับสนุนไทย อินเดียต้อนรับผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยไปเยือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานสีจิ้นผิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และประธานาธิปดีปูตินออกแถลงการณ์ไล่เลี่ยกันแสดงความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจของไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อิหร่านประกาศสนับสนุนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ญี่ปุ่นแสดงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดสหรัฐและยุโรปก็ต้องหันมาฟื้นความสัมพันธ์กับรัฐบาลคสช.จนกระทั่งวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ในพม่าวันนี้เป็นเรื่องภายในของพม่า ซึ่งอาเซียนมีจุดยืนไม่แทรกแซงไม่ก้าวก่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในฐานะที่เป็นประเทศอาเซียนด้วยกัน ไทยจึงยังคงต้องติดต่อประสานงานกันและกันตามปกติ!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีแต่พวกไร้เดียงสาเท่านั้นแหละ ที่ไม่ต้องการให้ไทยติดต่อกับพม่า ไม่ต้อนรับพม่า!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลท่านทำหน้าที่เรื่องนี้ได้ดีแล้ว!!!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94327</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐบาลไทย, รัฐประหารเมียนมา, วันนะ หม่อง ลวิน, อองซาน ซูจี, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_6038736631d52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.ต่างประเทศเมียนมา เข้าพบ &#039;บิ๊กตู่-ดอน&#039; คาดแจงสถานการณ์ภายในเมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายวันนะ หม่อง ลวิน &amp;nbsp;(Wunn Maung Lwin) รัฐมนตรีว่าการกรทะรวงต่างประเทศเมียนมา ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยในวันเดียวกันนี้และได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกลาโหม และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา ที่ห้องพักรับรองภายในท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คาดว่ารมว.ต่างประเทศเมียนมา ชี้แจงสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ประท้วงของชาวเมียนมา ทั้งในเมียนมาและอีกหลายประเทศ ซึ่งทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนวิตกกังวล โดยใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 1 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น เวลา 14.20 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 2/2564 และการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 1/2564 ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ให้การต้อนรับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94105</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐบาลไทย, รัฐประหารในเมียนมา, วันนะ หม่อง ลวิน, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_6036054c2e658.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เกศปรียา&#039; ชี้เปรี้ยง &#039;คุณประยุทธ์&#039; ทำคนจนเพิ่มเกือบ 2 ล้านคน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.63 - น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ ส.ว. ชอบอ้างว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญประชาชน เพราะผ่านประชามติ 7 สิงหาคม 2559 แต่ถ้าสืบค้นข้อมูลจะพบว่า หลังจากลงประชามติได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยสภานิติบัญญัติที่มาจากการรัฐประหาร ในช่วงเดือนมกราคม 2560 ซึ่งหลังการแก้ไขไม่มีการลงประชามติอีกครั้ง ดังนั้นจะอ้างว่าเป็น รัฐธรรมนูญประชาชนผ่านการลงประชามติจะใช่หรือ เพราะสภาที่แก้ไขรัฐธรรมนูญหลังลงประชามติก็แต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก็มาจากคณะรัฐประหาร ดังนั้น ควรเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า รัฐธรรมนูญรัฐประหาร คสช. มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งกระบวนการลงประชามติเมื่อปี 2559 สืบค้นข้อมูลดูจะพบว่าเป็นการลวงประชาชนให้ลงมติ เพราะในการลงประชามติครั้งนั้นรัฐบาลใช้การประชาสัมพันธ์ว่า ให้ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจะได้เลือกตั้ง แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ รู้อยู่แก่ใจมานานแล้วว่า ประชาชนเอือมระอาการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มาจากการรัฐประหารยึดอำนาจ ซึ่งมีผลงานเด่นในการสร้างคนจนเพิ่มขึ้นเกือบสองล้านคนจากการบริหารประเทศ 2-3 ปีแรก จะเห็นได้จากตัวชีวัดจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นจากการประเมินสถิติอย่างเป็นทางการของภาครัฐ ระหว่างปี 2558 ถึงปี 2561 อัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 2 สองครั้งในปี 2559 และปี 2561 โดยอัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.21% เป็น 9.85% ตามลำดับ และค่าสัมบูรณ์ของประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนเพิ่มสูงขึ้นจาก 4,850,000 คน เป็นมากกว่า 6,700,000 คน นี่คือผลงานการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บริหารประเทศทำให้คนจนเพิ่มขึ้นเกือบสองล้านคน ซึ่งประชาชนรับไม่ได้ ที่สำคัญภูมิภาคที่นักการเมืองส่วนหนึ่งสนับสนุนการยึดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์อย่างภาคใต้ได้มีข้อมูลรายงานว่า ในปี 2561 นับเป็นครั้งแรกที่ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีอัตราความยากจนสูงที่สุดในประเทศ นี่คืออีกหนึ่งผลงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ มอบให้ผู้สนับสนุนการเข้ามาสู่อำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ทนให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในอำนาจบริหารประเทศต่อไปไม่ไหว แม้แต่เยาวชนยังออกมาขับไล่ ถ้ารัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เชื่อว่ากระแสหลักของประเทศในขณะนี้ไม่ต้องการรัฐบาลที่ไม่มีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้ ให้ไปย้อนดูการตอบคำถามประกวดมิสแกรนด์รอบ 5 คนสุดท้าย ซึ่งทั้ง 5 ผู้เข้ารอบตอบคำถามไปในแนวทางสนับสนุนเยาวชนผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล &amp;nbsp;ถ้ากระแสการปฏิเสธรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์และต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่กระแสสูง มิสแกรนด์ทั้ง 5 คงไม่ตอบคำถามออกมาในแนวเดียวกัน รวมทั้งมิสแกรนด์ระนองที่ประกาศขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บนเวทีคงไม่ได้รับการยอมรับด้วยเสียงปรบมือทั้งหอประชุม รวมทั้งไม่ได้รับเลือกจากกรรมการให้เป็นมิสแกรนด์ประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ด้วยความหวังดี ขอเตือนคุณประยุทธ์ตรงๆ ว่ายอมถอยออกจากอำนาจในเวลาที่มีโอกาสถอย ดีกว่าการดันทุรังจนถอยไม่ได้ และประเทศพังพินาศเพราะความหวงอำนาจของคุณประยุทธ์ เพราะคุณประยุทธ์ชอบอ้างว่ารักชาติมาก ก็ขอให้เสียสละออกจากอำนาจก่อนที่ต้องออกจากอำนาจพร้อมการพังทลายของประเทศ และหมดที่ยืนในประเทศ ซึ่งคุณประยุทธ์น่าจะรู้ตัวดีว่าไม่สามารถที่จะเป็นประชาชนโลกได้อย่างใครๆ ที่มีความสามารถรอบตัวที่คุณคิดแข่งขันกับเค้าแต่สู้ไม่ได้&amp;rdquo; น.ส.เกศปรียา กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78683</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พรรคเพื่อชาติ, รัฐบาลไทย, เกศปรียา, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd3937ccde01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2020 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2020 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯกล่าวถ้อยแถลงเวทีสหประชาชาติขอบคุณ &#039;องค์การอนามัยโลก&#039; ชื่นชมไทยรับมือโควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.63 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 25 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไป ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 75 ภายใต้หัวข้อหลัก &amp;ldquo;อนาคตที่เราอยากเห็น องค์การสหประชาชาติที่เราต้องการ: ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านพหุภาคี &amp;ndash; เผชิญหน้ากับโรคโควิด-19 ผ่านแผนงานความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ&amp;rdquo; ทางระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปีนี้ โลกต้องประสบกับวิกฤติด้านสาธารณสุขจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ดังนั้นทุกประเทศต้องเชื่อมั่นในเรื่องของความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมส่งกำลังใจไปยังทุกประเทศทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จในการรับมือกับโควิด-19 ทั้งนี้รัฐบาลไทยมุ่งมั่นและตั้งใจยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศ โดยจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19&amp;rdquo; ดำเนินมาตรการตามหลักของกฎอนามัยระหว่างประเทศ ค.ศ. 2005 และแนวทางขององค์การอนามัยโลก รัฐบาลสนับสนุนแผนพัฒนาวัคซีนโรคโควิด-19 โดยเห็นว่าวัคซีนและยาสำหรับรักษาโรคโควิด-19 ควรต้องเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลกที่ทุกประเทศได้รับสิทธิในการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสหประชาชาติจำเป็นต้องมีบทบาทนำในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการดูแลและเยียวยาทางเศรษฐกิจ โดยจัดตั้ง &amp;quot;ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ&amp;quot; เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน ไทยได้ดำเนินนโยบาย &amp;ldquo;หยุดโควิด แต่ไม่หยุดเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า &amp;ldquo;Bio-Circular-Green Economy&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;BCG&amp;rdquo; โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังขอบคุณองค์การอนามัยโลกที่ให้การยอมรับว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถรับมือกับเชื้อโควิด-19 ได้ดีที่สุดในโลก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเป็นประเทศต้นแบบก็คือ การมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยให้มีความเข้มแข็งผ่านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุม ซึ่งไทยพร้อมแบ่งปันประสบการณ์และความร่วมมือกับนานาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมเลขาธิการสหประชาชาติที่สนับสนุนให้รัฐสมาชิกตระหนักถึงความร่วมมือเพื่อให้ทุกประเทศสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทของความท้าทายใหม่ๆ ไทยยึดมั่นต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ และเคารพหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนสนับสนุนบทบาทของสหประชาชาติในทั้ง 3 เสาหลัก ได้แก่ สันติภาพและความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน โดยในด้านสันติภาพและความมั่นคง สหประชาชาติและประชาคมโลกประสบความสำเร็จในการพยายามระงับความขัดแย้งโดยสันติวิธี นอกจากไทยจะให้ความสำคัญกับการลดอาวุธ ไทยยังส่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และพลเรือนทั้งชายและหญิง เข้าร่วมภารกิจเพื่อสันติภาพในกรอบสหประชาชาติในภูมิภาคต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2501 และยังคงบทบาทนี้ไว้ท่ามกลางวิกฤติในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการพัฒนา การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การบรรลุเป้าหมายล่าช้า ดังนั้นเราจะต้องทำงานหนักและส่งเสริมความร่วมมือให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รวมทั้งมุ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ซึ่งไทยจะใช้เวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ แบ่งปันแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในด้านสิทธิมนุษยชน ข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศได้กำหนดหลักการและพันธกรณีเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และการให้ความสำคัญต่อกลุ่มเปราะบาง สำหรับไทยได้จัดทำแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นฉบับที่ 4 และนำมาปฏิบัติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรียืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการสนับสนุนวาระต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ทั้งในด้านสันติภาพ ความมั่นคง การพัฒนา การจัดการกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การยึดมั่นในสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพราะระบบพหุภาคีเป็นหนทางที่จะนำพาพวกเราให้หลุดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้ร่วมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่มีสันติสุข และเพื่อโลกที่น่าอยู่สำหรับพวกเราและชนรุ่นหลังต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78676</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์, รัฐบาลไทย, องค์กรอนามัยโลก, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200926/image_big_5f6e9f2553f2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2020 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯย้ำวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ใหญ่และซับซ้อนมาก ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมมือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค.63 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;Prayut Chan-o-cha ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อวันก่อน ผมเริ่มไปพบกับสมาคมภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อรับฟังสถานการณ์ ความเดือดร้อน และข้อเสนอแนะด้วยตัวของผมเองโดยตรง เพิ่มเติมจากที่หน่วยงานของภาครัฐที่ได้ทำงานกันอย่างเต็มที่อยู่ในขณะนี้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ว่าวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ ใหญ่และซับซ้อนมาก หน้าที่ของเราคือต้องต่อสู้ไปด้วยกันแบบเป็นหนึ่งเดียวทั้งประเทศ เราต้องร่วมมือกัน ทุกภาคส่วน ทุกกลุ่มธุรกิจ และทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอขอบคุณ คุณวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว คุณไพรัตน์ ห่านศรีสุข คุณสุรวัช อัครวรมาศ คุณพรทิพย์ หิรัญเกตุ คุณมิ่งขวัญ เมธเมาลี และดร.สุมาลี ว่องเจริญกุล สำหรับข้อมูลที่ดี และมีประโยชน์สำหรับผม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64854</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาลไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200502/image_big_5eacf158e93ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
