<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อาคม’จี้ยืดเวลาพักหนี้ยาวประคองเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ &amp;ldquo;THAILAND ECONOMIC MONITOR&amp;nbsp;เส้นทางสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ที่จัดโดยธนาคารโลก&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;nbsp;ว่า ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจากภาคการส่งออก ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่าน แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของไทยยังสามารถดำเนินการได้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลได้เริ่มโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และโครงการสมุยพลัส ซึ่งเป็นโมเดลในการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด ถือเป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลมองว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวยังเป็นรายได้หลักของประเทศ ดังนั้นการเร่งดำเนินการด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กับการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อในประเทศ ก็เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากจนเกินไป&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลได้วาง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะถัดไป ได้แก่&amp;nbsp;1.&amp;nbsp;มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาในระยะสั้นยังมีความจำเป็น ทั้งมาตรการด้านการเงิน ผ่านโครงการพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ ยังเป็นโครงการที่ต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว แม้ว่าปัจจุบันสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการพักหนี้ให้เป็นเวลา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน แต่เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ได้เร็วอย่างที่คิด รายได้ของผู้ประกอบการอาจจะไม่มีเข้ามาทันทีเพื่อชำระหนี้ได้ ดังนั้นต้องมาติดตามดูว่าการช่วยเหลือด้านการเงินจะสามารถยืดเวลาออกไปได้อีกหรือไม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งในและนอกระบบมีลมหายใจต่อชีวิตการทำธุรกิจในระยะถัดไปได้ ส่วนมาตรการด้านการคลังก็ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น ถือเป็นมาตรการจำเป็นที่ต้องดำเนินการตั้งแต่ก่อนเศรษฐกิจฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp;(BCG Economy Model)&amp;nbsp;ภายใต้นโยบายสำคัญ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จำเป็น มุ่งลดการใช้พลังงาน หรือใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น,&amp;nbsp;การผลักดันดิจิทัลอีโคโนมี เป็นจุดที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในภาครัฐและเอกชน,&amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ด้วยการให้ความสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ สนับสนุนโครงการรถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;(EV)&amp;nbsp;และมุ่งเน้นธุรกิจเฮลแคร์ ซึ่งไทยมีจุดแข็งอย่างมาก โดยรัฐบาลต้องเข้ามาให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในระยะต่อไปภาระภาคการคลังจะมีมากขึ้น ดังนั้นการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจึงมีความจำเป็นว่าจะทำอย่างไรให้การจัดเก็บรายได้มีความยั่งยืน สามารถรองรับวิกฤติต่าง ๆ และไม่กระทบกระเทือนความน่าเชื่อถือของประเทศ และ&amp;nbsp;4.&amp;nbsp;การให้ความสำคัญกับระบบการคุ้มครองทางสังคม ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและประชาชน เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองทางสังคมอย่างทั่วถึง และไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐมากจนเกินความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;กล่าววว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นมาตรการด้านการคลังในช่วงนี้จึงเน้นช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างครอบคลุม และรวดเร็วที่สุด โดยจะมี&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มาตรการสำคัญที่ดำเนินการในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทั้งมาตรการคนละครึ่ง มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ มาตรการเติมเงินสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการเติมเงินให้กลุ่มเปราะบางที่ไม่มีสมาร์ทโฟน เพื่อกระตุ้นและช่วยเหลือด้านกำลังซื้อแก่ประชาชนอย่างครอบคลุม โดยรัฐบาลตั้งเป้า&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนผลักดัน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มาตรการนี้ ยังไม่เห็นเรื่องล็อกดาวน์ วัตถุประสงค์ของมาตรการจึงเน้นให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม เป้าหมายถึง&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านคน แต่ปัจจุบันมีเข้าโครงการมาแล้ว&amp;nbsp;44&amp;nbsp;ล้านคน แต่พอมีการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;หนัก ๆ เข้ามาอีก ก็กระทบตัวเล็กเม็ดเงินที่เดิมคาดว่าจากทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;โครงการจะมีเม็ดเงินเข้าระบบ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แสนกว่าล้านบาท ก็อาจจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เพราะมีมาตรการล็อกดาวน์ ส่วนที่ถามว่าเมื่อมีล็อกดาวน์แล้วทำไมรัฐบาลไม่ชะลอโครงการไปก่อน อยากชี้แจงว่า มาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นแค่ในบางพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ล็อกดาวน์ ดังนั้นมาตรการก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่รัฐบาลไม่ได้เร่ง ดูจากมาตรการที่ยาวไปจนถึงสิ้นปีนี้ และเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลับมาได้แล้ว กระทรวงการคลังก็จะเน้นเรื่องการฟื้นฟูอีกครั้ง&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา กล่าวยืนยันว่านโยบายการคลังยังมีช่องว่างให้สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อยู่ โดยเม็ดเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.&amp;nbsp;กู้เงินฉุกเฉิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ได้ทยอยเบิกจ่ายใกล้ครบแล้ว และยังมีเม็ดเงินใหม่จาก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนล้านบาทที่เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ในระยะถัดไปอีก ส่วนความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงต้องดูตามความเหมาะสมและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจด้วย โดยกรณีเลวร้ายหากคลังต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมในสถานการณ์วิกฤติ ก็สามารถขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มจาก&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ของจีดีพีได้ และในระยะถัดไปก็ต้องกลับมาดูเรื่องการสร้างวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการทั้งหมดต้องควบคู่ไปกับการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะการถมเงินไปเรื่อย ๆ ต้องไปคู่กันทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายนโยบายการคลังในระยะปานกลางนั้น จะต้องเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง ผ่านการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ ส่งเสริมรายได้รัฐให้ยั่งยืน การควบคุมการจัดสรรงบประมาณ การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการใช้จ่ายในระดับพื้นที่ ตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการบริหารหนี้สาธารณะ ที่จะต้องทำให้มีภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริหารความเสี่ยงภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะนี้ยังไงประเทศไทยก็ต้องใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว ยังเห็นการขาดดุลงบประมาณอยู่ แต่ในระยะยาวถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ รัฐบาลสามารถเพิ่มศักยภาพด้านการคลัง รายได้ รายจ่าย ก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่รัฐบาลจะทยอยปรับลดขนาดการขาดดุล และมุ่งสู่การจัดทำงบสมดุลในที่สุด แต่คงเป็นแผนในระยะยาวพอสมควร&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเสถียรภาพระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า เศรษฐกิจประเทศไทยช่วงนี้เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด กำลังจะฟื้นตัวก็มาเจอการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ และยังมีข่าวร้ายเรื่องการจัดหาวัคซีน แต่ก็ยังมีความโชคดีที่ภาคการเงินมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง ทำให้ตอนนี้ภาคการเงินถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ กรณีที่หลายประเทศมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้น ในส่วนของไทยคงต้องบอกว่าอีกระยะ เพราะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าต่างประเทศมาก ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจึงจำเป็นต้องอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วง&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ปีนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัวเค&amp;nbsp;(K)&amp;nbsp;คืออุตสาหกรรมหนึ่งจะฟื้นตัวได้เร็ว แต่อีกกลุ่มหนึ่งจะฟื้นตัวได้ช้า ดังนั้นหน้าที่รัฐบาลคือการพยุงให้อุตสาหกรรมขาล่างฟื้นตัวได้ดีขึ้น รวมทั้งประเมินว่าเศรษฐกิจไทยหลังปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;จะฟื้นตัวปีละประมาณ&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;จากปีนี้ที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัว&amp;nbsp;1.8%&amp;nbsp;และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;3.9%&amp;nbsp;โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าสู่แนวโน้มเดิม&amp;nbsp;(เทรนด์)&amp;nbsp;จนกว่าจะถึงปี&amp;nbsp;2570&amp;nbsp;ดังนั้นยอมรับว่า โควิด-19&amp;nbsp;ส่งผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าในขณะนี้&amp;nbsp;ถือเป็นข้อดีหนึ่งของเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19&amp;nbsp;ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ หรือใกล้ระดับ&amp;nbsp;0&amp;nbsp;จึงทำให้แรงกดดันของบาทแข็งค่าไม่มี เพราะหากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยคงรับไม่ไหว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109946</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, พักชำระหนี้, ยืดหนี้, รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_60810322de358.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
