<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สินิตย์เปิดงานออนไลน์ มหกรรมไอพีแฟร์2021</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สินิตย์ เลิศไกร&amp;rdquo; รมช. พาณิชย์ เปิดตัว &amp;ldquo;มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2021)&amp;rdquo; บนแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบ 15-19 ก.ย.นี้ ชวนเจาะลึกตลาดไอเดียทรัพย์สินทางปัญญา สร้างโอกาส สร้างธุรกิจ แบบจัดเต็มตลอด 5 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน IP Fair 2021 &amp;ldquo;มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา 2564&amp;rdquo; ผ่านระบบออนไลน์ด้วยเทคโนโลยี Virtual Event เต็มรูปแบบ สร้างประสบการณ์เข้าชมงานเสมือนจริง พร้อมนำไอเดียนวัตกรรมใหม่กว่า 200 ราย จัดแสดงและเปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ เพื่อผู้สนใจนำไปต่อยอดผลิตสินค้า รวมทั้งจัดสัมมนาโดยมีวิทยากรชั้นนำทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสินิตย์กล่าวภายหลังพิธีเปิดงาน IP Fair 2021 ว่า การนำทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมาต่อยอดให้เกิดรายได้กับประเทศ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ต้องการเร่งส่งเสริม เนื่องจากการสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งได้ในระยะยาว และพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดงาน IP Fair 2021 ขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กันยายน 2564 ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ตลาดไอเดีย สร้างโอกาส สร้างธุรกิจ&amp;rdquo; ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ w ww.thailandipfair.com โดยนำเทคโนโลยี Virtual Event เต็มรูปแบบมาใช้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประสบการณ์ใหม่ที่รู้สึกเหมือนได้เข้าไปชมงานจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายในงานยังได้รับความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบถ้วน และนำทรัพย์สินทางปัญญากว่า 200 รายการ มาร่วมจัดแสดงและจับคู่ธุรกิจ และยังมีผลงานจากสถาบันการศึกษามาร่วมจัดแสดง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำอุปกรณ์กันกระแทกสำหรับภาชนะบรรจุของเหลว, Bamboo Serum and Micellar, ไก่ยอปราศจากไขมันสัตว์พร้อมรับประทาน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำผลงานไส้กรอกปลาทู และถังหมักขยะ มาจัดแสดง เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงานนี้นอกจากจะนำทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมใหม่มาจัดแสดงแล้ว ยังมีไฮไลต์สำคัญในการจัดเวทีให้ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญากว่า 10 สัมมนา ได้แก่ 1.ถอดรหัสความสําเร็จ K-Series - Series Y บน Streaming Platforms &amp;nbsp;2.IP-Driven Growth for SMEs : ทรัพย์สินทางปัญญานำธุรกิจ พิชิตตลาด SMEs 3.ก้าวต่อไปของสิทธิบัตรไทย ยกระดับเทียบชั้นสากล ด้วยระบบบริหารจัดการคุณภาพสิทธิบัตร (PQMS) : Part I &amp;nbsp;4.พื้นฐาน IP เรื่องสำคัญที่ธุรกิจต้องรู้ 5.นวัตกรรมสำหรับเกษตรกรไทยยุคใหม่...ก้าวต่อไปสู่ Smart Farming&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ก้าวต่อไปของสิทธิบัตรไทย ยกระดับเทียบชั้นสากลด้วยระบบบริหารจัดการคุณภาพสิทธิบัตร (PQMS) : Part II 7.IP &amp;amp; NFT คู่แท้สร้างรายได้ 8.ร้านอาหาร อยู่รอดด้วย IP ใช่หรือไม่? 9.IP โอกาสสร้างรายได้ และ 10.&amp;quot;ไอเดีย&amp;quot; จุดเริ่มธุรกิจที่ทรงคุณค่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;IP Fair 2021 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายที่จะทำให้ทุกท่านสามารถนำไอเดียมาสร้างเป็นรายได้ อาทิ บริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา โซนจับคู่ธุรกิจ ตลาดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กว่า 22 รายการ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมั่นใจว่าการจัดงาน IP Fair 2021 จะทำให้ผู้เข้าร่วมชมงานทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปได้รับประโยชน์ ความรู้ และไอเดียใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายสินิตย์กล่าวเพิ่มเติมว่า งาน IP Fair 2021 จะนำมาสู่โอกาสทางธุรกิจผ่านตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆ ในงาน จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ของคนไทยบนพื้นฐานความต้องการของภาคธุรกิจ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม นำมาสู่การนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ให้มากยิ่งขึ้น และจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในประเทศต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์จึงขอเชิญชวนทุกท่านที่มีไอเดียหรือกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและธุรกิจ สามารถเยี่ยมชมงาน IP Fair 2021 ได้ตั้งแต่วันที่ 15-19 กันยายน 2564 ทางเว็บไซต์ w ww.thailandipfair.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร.1368.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117056</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสินิตย์ เลิศไกร, มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา, รมช. พาณิชย์, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_6144a4879c8d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 09:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 09:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โซเชียลมีเดียหนุน &#039;พาณิชย์&#039;เผยสถิติตั้งธุรกิจโฆษณาใหม่ครึ่งปีแรกพุ่ง 557 ราย ขยายตัว 26.59%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ส.ค. 2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ในช่วง 6 เดือนปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) ธุรกิจโฆษณามีจำนวนการจดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น 557 ราย เพิ่มขึ้น 26.59% มีทุนจดทะเบียน 893.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.39% ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีของธุรกิจโฆษณาในประเทศไทย โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านดิจิทัล เพราะผลจากการแพร่ระบาดของโควิด9-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการทำงานที่บ้านและเรียนออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การใช้งานระบบออนไลน์ การใช้โซเชียลมีเดีย และการรับชมทีวีผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การโฆษณาผ่านช่องทางเหล่านี้ จึงโตตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนธุรกิจโฆษณาดิจิทัลให้มีอัตราการเติบโต คือ ภาคธุรกิจสามารถเลือกช่องทางการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้น มีแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว และการมีเทคโนโลยีที่สามารถรองรับให้ผู้บริโภคเปิดรับสื่อได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีการเติบโตของการลงเงินโฆษณาถึง 20% โดยสื่อดิจิทัลที่มีเม็ดเงินลงทุน ได้แก่ Facebook ร้อยละ 32 , YouTube ร้อยละ 23 และ TikTok มีแนวโน้มการเติบโตสูงอยู่ที่ร้อยละ 21 โดยการลงทุนในแต่ละสื่อมีมูลค่าเม็ดเงินสูงถึงพันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการโฆษณาทางโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน มีความเหมาะสมกับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างสะดวกรวดเร็วและใช้เงินลงทุนที่ไม่สูงมากนัก แต่ต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นลำดับแรก การเลือกช่องทางการสื่อสาร การเลือกช่วงเวลา และความถี่ที่เหมาะสม รวมทั้งการคิดนอกกรอบในการสร้างสรรค์สื่อโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายเข้าใจในคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของลูกค้าได้อย่างแท้จริง จะทำให้ธุรกิจโฆษณาสามารถอยู่รอดในตลาดและสามารถแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีธุรกิจโฆษณาที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวนทั้งสิ้น 10,293 ราย คิดเป็น 1.28% ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินกิจการอยู่ และมูลค่าทุนรวม 52,668.81 ล้านบาท คิดเป็น 0.27% ของมูลค่าทุนธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 8,868 ราย คิดเป็น 86.15% มูลค่าทุนรวม 43,541.39 ล้านบาท คิดเป็น 82.67% โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวน 6,365 ราย คิดเป็น 61.84% รองลงมา คือ ภาคกลาง 1,990 ราย คิดเป็น 19.33% ภาคเหนือ 598 ราย คิดเป็น 5.81% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 435 ราย คิดเป็น 4.23% ภาคใต้ 426 ราย คิดเป็น 4.14% ภาคตะวันออก 368 ราย คิดเป็น 3.58% และภาคตะวันตก 111 ราย คิดเป็น 1.08% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโฆษณาในไทย มีมูลค่าการลงทุนจำนวน 3,804.31 ล้านบาท คิดเป็น 7.23% ของการลงทุนในธุรกิจโฆษณา โดยสัญชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อเมริกัน 1,689.05 ล้านบาท คิดเป็น 3.21% จีน 408.70 ล้านบาท คิดเป็น 0.78% และเยอรมัน 345.70 ล้านบาท คิดเป็น 0.66%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือของผู้ใช้งานอายุระหว่าง 16-64 ปี ในประเทศไทย พบว่า มีการใช้งานเฉลี่ย 5.07 ชั่วโมงต่อวัน มากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก และหากนับรวมการใช้อินเทอร์เน็ตทั้งระบบ คนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 41% ของการใช้เวลาภายใน 1 วัน ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญและหันมาประกอบธุรกิจ ทำการตลาดบนโลกออนไลน์มากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล ปี 2563 ของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ที่ภาคธุรกิจมีการใช้งบประมาณซื้อสื่อโฆษณาดิจิทัลมูลค่าสูงถึง 21,058 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2562 (19,555 ล้านบาท) และข้อมูลของบริษัท นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด รายงานว่า ช่วงครึ่งปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางรวมแล้วจำนวน 53,640 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112271</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโฆษณา, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610b488b755f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบแล้ว!จุรินทร์ชี้คำสั่งนายกฯยุติให้ปชป.ดูแลใต้เหมือนเดิม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.2564 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 85/2564 เรื่อง มอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัดว่า เรื่องนี้น่าจะยุติได้แล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่าคำสั่งนี้แบ่งเป็น 2 ฉบับ คือ ฉบับที่หนึ่งคำสั่งเดิมที่ไม่มีปัญหา และคำสั่งฉบับที่สอง คือฉบับที่กำลังเป็นปัญหา เมื่อวันที่ 27 เม.ย.นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบว่าให้ยึดถือคำสั่งแรกไปก่อน และขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งทำอะไร โดยนายกฯมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปดูแลปรับปรุง จากนั้นให้เสนอมายังนายกฯเพื่อตัดสินใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้หารือกับนายวิษณุ ซึ่งผลหารือให้ยึดคำสั่งฉบับที่ไม่มีปัญหาไปก่อน แล้วนายวิษณุจะดำเนินการทำข้อเสนอไปยังนายกฯเพื่อพิจารณาและลงนามต่อไป โดยถือหลักให้ทุกอย่างเหมือนคำสั่งฉบับที่หนึ่ง ยกเว้นส่วนที่รัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุง รวมทั้งถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่รัฐมนตรีแต่ละคนจะแลกเปลี่ยนภารกิจกันเป็นการส่วนตัว ฉะนั้น ผมจึงคิดว่าทุกอย่างน่าจะยุติได้แล้ว&amp;rdquo; นายจุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101005</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, ปชป., ภาคใต้, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088d17fd70e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สินิตย์’เข้ากระทรวงพาณิชย์วันแรก  ‘จุรินทร์’ต้อนรับมั่นใจทำงานเป็นทีม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 29 มี.ค.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่ง โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆ ให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายสินิตย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มี.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฏิบัติหน้าที่ให้ดี เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป และจะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยได้มอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนก่อนหน้านี้ทุกประการ โดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดมา นายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงาน และ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์ให้กับนายสินิตย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97656</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร, เข้าทำงานวันแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60617d3a22aeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พาณิชย์’ เผยสถิติการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจปี 63 ตกวูบ 36.21%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค. 2564 นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา มีผู้จดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวนทั้งสิ้น 100,461 คำขอ มูลค่ารวม 1,487,186 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 จำนวน 36,380 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 36.21 มีมูลค่าลดลง 221,055 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 (ปี 2562 ผู้จดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 136,841 คำขอ มูลค่า 1,708,241 ล้านบาท) โดยจำนวนคำขอและมูลค่ารวมที่ลดลงของปี 2563 เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้ให้หลักประกัน (ลูกหนี้) และผู้รับหลักประกัน (สถาบันการเงิน/เจ้าหนี้) ต่างมีความระมัดระวังในการขอและปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และรอดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความสำเร็จของการฉีดวัคซีน สภาพเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินก่อนตัดสินใจลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 2564 หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุเลาเบาบางลง การนำทรัพย์สินประเภทต่างๆ มาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและกลับสู่ภาวะปกติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเภททรัพย์สินที่มีคำขอจดทะเบียนและมูลค่าลดลงสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทรัพย์สินทางปัญญา มีมูลค่าลดลง คิดเป็นร้อยละ 100 เนื่องจากไม่มีการยื่นขอจดทะเบียน (ปี 2562 จดทะเบียน มูลค่า 10 ล้านบาท) 2.ทรัพย์สินประเภทที่ดิน มีมูลค่าลดลง 270 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.63 (ปี 2562 จดทะเบียน มูลค่า 271 ล้านบาท ปี 2563 มูลค่า 1 ล้านบาท) และ 3.ไม้ยืนต้น มีมูลค่าลดลง 125 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 97 (ปี 2562 จดทะเบียน มูลค่า 129 ล้านบาท ปี 2563 มูลค่า 4 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ทรัพย์สินประเภทเครื่องจักร รถยนต์ เรือ สัตว์พาหนะ และสังหาริมทรัพย์อื่น มีผู้นำมาจดทะเบียนหลักประกัน มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 135,193 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 49 (ปี 2562 จดทะเบียน มูลค่า 278,572 ล้านบาท ปี 2563 มูลค่า 413,765 ล้านบาท) รวมถึงสิทธิเรียกร้อง ประเภท สิทธิการเช่า มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 22,714 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 42 (ปี 2562 จดทะเบียน มูลค่า 54,440 ล้านบาท ปี 2563 มูลค่า 77,154 ล้านบาท) และลูกหนี้การค้า สัญญาจ้าง สัญญาซื้อขาย มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 87,891 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29 (ปี 2562 จดทะเบียน มูลค่า 303,356 ล้านบาท ปี 2563 มูลค่า 391,246 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสำเร็จของกฎหมายที่ต้องการให้เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะมีการนำทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ จากเดิมที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถนำทรัพย์สินอื่น นอกจากอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์มีทะเบียนบางประเภทมาใช้เป็นหลักประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 2 เม.ย.2564 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะจัดสัมมนาเรื่อง &amp;ldquo;กลยุทธ์ในการพิจารณาทรัพย์หลักประกันและการบังคับหลักประกัน&amp;rdquo; แก่กลุ่มผู้รับหลักประกัน ผู้บังคับหลักประกัน โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านหลักประกันทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนมาให้ความรู้พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ การพิจารณาทรัพย์แต่ละประเภท การบังคับทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน ทรัพย์ประเภทไม้ยืนต้น วิธีการประเมินมูลค่าไม้ และประสบการณ์ในการบังคับทรัพย์ประเภทกิจการ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินและผู้รับหลักประกันอื่น ได้มีแนวทางในการพิจารณาทรัพย์ของผู้ยื่นขอสินเชื่อตามกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับผู้ขอสินเชื่อมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังมีกำหนดจัดสัมมนาอีกครั้งในช่วงเดือนพ.ค.2564 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร.0 2547 4944&amp;nbsp;e-Mail :&amp;nbsp;training.stro@gmail.com&amp;nbsp;หรือ สายด่วน 1570 และ&amp;nbsp;www.dbd.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ มีผลบังคับใช้วันที่ 4 ก.ค.2559 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 มี.ค.2564) เป็นเวลากว่า 4 ปี มีผู้มาขอจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 588,791 คำขอ จำนวนเงินสูงสุดที่ใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน รวมทั้งสิ้น 9,395,561 ล้านบาท โดยสิทธิเรียกร้องยังคงเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 76.84 (มูลค่า 7,219,626 ล้านบาท) รองลงมาสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ เครื่องบิน สัตว์พาหนะ คิดเป็นร้อยละ 23.125 (มูลค่า 2,172,312 ล้านบาท) ทรัพย์สินทางปัญญา คิดเป็นร้อยละ 0.02 (มูลค่า 1,985 ล้านบาท) กิจการ คิดเป็นร้อยละ 0.01 (มูลค่า 1,107 ล้านบาท) อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ ในการประกอบธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 0.004 (มูลค่า 397 ล้านบาท) และ ไม้ยืนต้น คิดเป็นร้อยละ 0.001 (มูลค่า 134 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96342</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล, สัญญาหลักประกันทางธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051910540e7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2020 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2020 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รมช.พาณิชย์&#039;เล็งเยียวยาร้านค้าในเทอร์มินัล21โคราช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ก.พ.2563 - &amp;nbsp;นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาที่โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเยี่ยมปลอบขวัญ​และให้กำลังใจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กราดยิงประชาชนที่ห้าง เทอร์มินอล 21 โดยนายวีร​ศักดิ์​ กล่าวว่าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปถึงครอบครัวของผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน จากเหตุการณ์​ในครั้งนี้ รวมถึงต้องขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาค ส่วนที่ได้ร่วมกันปฏิบัติงานช่วยเหลือพี่น้องชาวโคราชอย่างสุดความสามารถ​ และขอให้ผู้บาดเจ็บหายเป็นปกติปลอดภัยทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากเยี่ยมผู้ป่วยเสร็จแล้ว นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์​ครั้งนี้สะเทือนขวัญ​ต่อพี่น้องชาวโคราชเป็นอย่างมาก ซึ่งกังวลว่าเศรษฐกิจ​ในพื้นที่อาจจะได้รับผลกระทบหาก ประชาชนไม่กล้าออกมาจับจ่ายซื้อ สินค้าตามปกติ ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมพัฒนา​ธุรกิจ​การค้า​ไปพิจารณา​หามาตรการเยียวยาภาคธุรกิจและผู้​ประกอบการ​ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุสลดใจดังกล่าว ขณะเดียวกันก็อาจขอหารือกับผู้บริหาร ของห้างสรรพสินค้า​เทอร์มินอล 21 ด้วยว่าจะช่วยกันฟื้นฟูจิตใจของพนักงาน และผู้ประกอบการห้างร้านต่างๆที่เช่าพื้นที่ภายในห้างให้มีขวัญ​และกำลังใจดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหากกระทรวงพาณิชย์​สามารถช่วยเหลือ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์​ได้ก็พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56729</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราดยิง, นครราชสีมา, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล, โรงพยาบาลมหาราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200209/image_big_5e3fee0f5f55f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
