<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2019 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ฮาอย่างแรง&#039;เรืองไกร&#039;ยื่นสอบ&#039;บิ๊กตู่&#039;เล่นโซเชียลฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค. 62 -&amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบการเปิดเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;&amp;nbsp;อินสตาแกรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทวิตเตอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ของ พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าข่ายเป็นเจ้าของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา&amp;nbsp;&amp;nbsp;98(3) อันทำให้ขาดคุณสมบัติของความเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ไม่ใช่เป็นการถือครอง ไม่ใช่เป็นเจ้าของตามความหมายที่กฎหมายเขาเขียน ไม่เช่นนั้นก็เป็นกันทุกคน และที่เล่นเฟซบุ๊กทั้งประเทศได้ขออนุญาตกันหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะเป็นการเล่น ไม่ใช่เป็นเจ้าของประกอบกิจการ ส่วนที่เขาร้องก็ให้ร้องไป ผู้มีหน้าที่คงได้วินิจฉัยออกมา ตนเป็นรัฐบาลจะออกความเห็นเชิงวิชาการ อาจมีน้ำหนักน้อย ให้คนมีหน้าที่เกี่ยงข้องวินิจฉัย แต่ส่วนตัวมองเป็นเรื่องตลก ขำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สี่อข่าวถามว่า ส่วนตัวมองว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่เข้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26627</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีถือหุ้น, วิษณุ เครืองาม, เรืองไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181124/image_big_5bf95ef7aba5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2019 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2019 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นสัมปทานทำพิษ 3 รมต.-1 ผู้ช่วยรมต. รอดยาก!?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากตีความตามลายลักษณ์อักษรของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ใน หมวด&amp;nbsp;&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เรื่อง การขัดกันแห่งผลประโยชน์ บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา &amp;nbsp;184&amp;nbsp;วงเล็บ (2)บัญญัติห้ามไม่ให้ ส.ส.และสว. &amp;nbsp;ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ &amp;nbsp;หน่วยราชการ&amp;nbsp; หน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp; หรือรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ&amp;nbsp; หน่วยราชการ&amp;nbsp; หน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp; หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะ เป็นการผูกขาดตัดตอน&amp;nbsp; หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็น คู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว&amp;nbsp; ทั้งนี้&amp;nbsp; ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรณีดังกล่าว เมื่อไปดูรธน.อีกมาตราที่เชื่อมโยงกันคือมาตรา &amp;nbsp;186 บัญญัติชัดเจนว่า ให้นําความในมาตรา&amp;nbsp;&amp;nbsp;184ข้างต้น &amp;nbsp;มาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม ซึ่งแม้มีข้อยกเว้นไว้หลายเรื่องในมาตราดังกล่าว แต่ไม่มีการเขียนล้อเอาไว้ เพื่อไม่ให้รมต.ถือครองหุ้นสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากรัฐมนตรีมีหุ้นสัมปทานไว้ในครอบครอง ก็จะไปเข้าข่ายต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามรธน.มาตรา&amp;nbsp;170&amp;nbsp;ที่บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ในวงเล็บ &amp;nbsp;(5) กระทําการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา186หรือมาตรา187ที่ก็คือไปถือครองหุ้นสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญคือ รัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp;60&amp;nbsp; ที่เป็นรธน.ฉบับปัจจุบัน รวมถึง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;2553&amp;nbsp;ซึ่งตุลาการศาลรธน.ปัจจุบันหลายคน ก็อยู่ร่วมตอนเขียนคำวินิจฉัย ได้ตีความกรณีรัฐมนตรี-ส.ส.-สว.ถือหุ้นสัมปทานไว้ชัดเจน ที่สรุปได้ว่า &amp;nbsp;ทั้งรธน.และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ห้ามรัฐมนตรี-ส.ส.-สว. มีหุ้นสัมปทาน แต่ห้ามไว้ว่า หากเข้ารับตำแหน่งเช่น เป็นรัฐมนตรี ต้องไม่ถือครองหุ้นไว้ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือห้ามทุกกรณี พูดง่ายๆ หากมีไว้ ก็ต้องขายหมด จะเอาไปฝากไว้กับภรรยาที่เป็นคู่สมรส &amp;nbsp;ก็ไม่ได้ อันเป็นการเขียนรธน.ที่ก็ชัดเจนอยู่แล้วคือเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะรมต.อยู่ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการออกมติครม.หรือออกฎหมาย ทำโครงการที่อาจทำให้บริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐแม้จะเป็นบริษัทกึ่งๆ รัฐวิสาหกิจอย่างบริษัทลูกของ ปตท.ก็ตาม ได้ประโยชน์ ได้โครงการ จนทำให้หุ้นขึ้น แล้วรัฐมนตรี-คู่สมรส คนในครอบครัวก็ได้ประโยชน์จากหุ้นที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กรณีของส.ส.-สว. คำวินิจฉัยของศาลรธน.ที่เป็นบรรทัดฐาน มีดีกรีความเข้มข้นน้อยลงมาหน่อย คือ ให้ส.ส.-สว.หากมีหุ้นมาก่อนจะมาเป็นส.ส.-สว. ยังให้ถือไว้ได้ แต่ห้ามซื้อเพิ่ม ห้ามครอบครองเพิ่ม หลังเข้ารับตำแหน่งส.ส.-สว. แต่ของรมต. นั้น&amp;nbsp;ห้ามถือไว้เลยแม้แต่หุ้นเดียว ต้องขายทิ้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากดูตามหน้าเสื่อ การสู้คดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญของ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.รมต. คือ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ,&amp;nbsp;นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม และอีกหนึ่งอดีตรมต. ที่ปัจจุบันเป็น &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ยุติธรรม คือ &amp;nbsp;ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ จึงลุ้นหนักไม่ใช่น้อย มีโอกาสสูงที่อาจถูกศาลรธน.ชี้ว่ามีคุณสมบัติขัดรธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะบางคน เช่น ไพรินทร์ ชูโชติถาวรก็เข้ามาเป็นรัฐมนตรี หลัง รธน.ประกาศใช้ &amp;nbsp;6&amp;nbsp;เม.ย.&amp;nbsp;60 จนไปแสดงบัญชีทรัพย์สินกับป.ป.ช.และถูก เรืองไกร เรืองกิจวัฒนะ นำไปร้องต่อกกต. นอกเสียจาก ฝ่ายทนายความของ ทั้งสี่คน ต้องไปสู้คดีในประเด็นต่างๆ เช่น หุ้นที่ถืออยู่ &amp;nbsp;ไม่เคยรับสัมปทานจากรัฐ แต่ดูแล้ว ก็คงยาก เพราะบริษัทเหล่านี้ ตรวจสอบได้ง่ายว่ามีสัญญาสัมปทานจากรัฐ จริงหรือไม่ ซึ่งแค่เพียงหนึ่งสัญญา ก็ถือว่าเข้าข่ายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหากว่า ทั้งสี่คน ไม่รอดในศาลรธน.จะเป็นอย่างไร ก็พบว่ารธน.ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;60&amp;nbsp;เขียนต่างจากรธน.ปี50&amp;nbsp; คือต่อให้ลาออกจากตำแหน่งรมต.ก่อน ศาลรธน. ตัดสินก็ไม่มีผล และสุดท้าย หากไม่รอด ก็ไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นรมต.ภายในสองปีนับแต่ศาลรธน.ชี้ขาด แต่ไม่ห้าม หากจะมีตำแหน่งในพรรคการเมืองเช่น รองหัวหน้าพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ หาก สุวิทย์ เมษินทรีย์ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่ลงส.ส.ไม่ได้ เพราะขาดคุณสมบัติ หากหลังเลือกตั้ง พลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล ก็อดเป็นรมต. อยู่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางข้อสงสัยกันว่า แล้วหน่วยงานอย่าง สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่เป็นด่านแรกในการตรวจสอบ คุณสมบัติ ให้คำแนะนำบุคคลที่จะมาเป็นรมต. ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ ต้องทำอย่างไรไมให้ขัดรธน. ไม่ได้ตรวจสอบ ให้คำแนะนำ&amp;nbsp; เรื่องพวกนี้ ได้อย่างไร ????&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26401</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, รัฐมนตรีถือหุ้น, ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190112/image_big_5c39cba3ea1e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อชาติชม&#039;กกต.&#039;ฟัน4รมต.ถือหุ้นแต่หวั่นศาลรธน.ฟอกขาว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 62 - น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่าการถือหุ้นของ 4 รัฐมนตรี เข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง โดยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ว่า ตนรู้สึกขอบคุณที่ กกต. ปฎิบัติหน้าที่แบบตรงไปตรงมา แต่นี่เป็นเพียงกระบวนการขั้นต้นในการวินิจฉัย หวังว่าจะไม่เป็นกระบวนการฟอกขาวในกระบวนการยุติธรรมขั้นต่อไป สังคมไทยรู้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งมาจากคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 ผลงานการวินิจฉัยในรอบทศวรรษทุกคนทราบดีว่าเป็นเช่นไร สร้างความด่างพร้อยให้กระบวนการยุติธรรมไทยหรือไม่ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่เช่นไร สร้างความแตกแยกในสังคมมากขึ้นหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าต้องการทราบผลความเชื่อมั่นในกรณีนี้ ให้อ่านความคิดเห็นต่อข่าวกรณีนี้จะพบว่า ความคิดเห็นในโลกออนไลน์ส่วนใหญ่จะหัวเราะเยาะ บ้างก็บอกว่าละค๊อนละครเริ่มต้นแล้ว ผงซักฟอกมาแล้ว ถ้าเรายังปล่อยให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยเป็นอย่างนี้ต่อไป ประเทศไทยคงจะไม่มีที่ยืนในเวทีโลกในที่สุด ไทยจะเป็นประเทศที่ยืนหนึ่งทางด้านความเหลื่อมล้ำทุกด้าน ด้านเศรษฐกิจเราก็ยืนหนึ่งไปเรียบร้อยแล้วจากการจัดเมื่อปลายปีที่แล้ว กระบวนการยุติธรรมเราอยู่อันดับที่ 71 จาก 113 ประเทศ จากรายงานดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม &amp;nbsp;WJP Rule of Law Index 2017 - 2018 &amp;nbsp;อันดับลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน 7 อันดับ ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของเราก็อยู่ในขาลง&amp;rdquo; น.ส.เกศปรียา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวต่อว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสนใจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เป็นที่เชื่อมั่นให้ยึดโยงกับประชาชน อย่างที่ตนเคยนำเสนอว่า เราควรจะมีการสุ่มเลือกคณะบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องมาช่วยวินิจฉัยความขัดแย้งเป็นรายครั้ง หรือที่เรียกว่าคณะลูกขุน โดยในการตัดสินผู้พิพากษาต้องนำคำวินิจฉัยของคณะลูกขุนพิจารณาด้วย ส่วนการสรรหาผู้พิพากษาควรจะมีวิธีการให้ยึดโยงกับประชาชน การแก้ไขสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ เพียงแต่แก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งการลดความแตกแยกในประเทศ และความเชื่อมั่นในสังคมโลก ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รู้สึกเสียดายเวลา 5 ปีที่ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจจากประชาชน แล้วบอกว่าจะมาปฏิรูปประเทศ แต่ทุกคนเห็นแล้วว่าผลที่ได้รับคือความเหลี่ยมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอันดับหนึ่งของโลกเมื่อปลายปี 2561 ส่วนความยุติธรรมของประเทศต่ำกว่าเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซียที่อยู่ในอันดับ 53 และสิงคโปร์ที่อยู่ในอันดับที่ 13 แสดงให้เห็นว่าอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จที่กดขี่สิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง&amp;rdquo; โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26365</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., รัฐมนตรีถือหุ้น, ศาลรัฐธรรมนูญ, เกศปรียา แก้วแสนเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190112/image_big_5c3955358f1ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รากงอก!&#039;สุวิทย์&#039;เมินปมถือหุ้น ลั่นไม่ลาออกพ้นรมต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.62 - นายสุวิทย์&amp;nbsp;เมษินทรีย์&amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&amp;nbsp;กล่าวถึง&amp;nbsp;กรณี&amp;nbsp;มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)วินิจฉัยการถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐ&amp;nbsp;เข้าจ่ายการกระทำอันขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ตนไม่กังวลกับเรื่องดังกล่าว&amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;วินิจฉัยอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น&amp;nbsp;เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อการทำงานในฐานะรัฐมนตรี&amp;nbsp;และงานการเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับพรรคพลังประชารัฐ&amp;nbsp;แต่อย่างใด&amp;nbsp;ขณะที่ภารกิจในฐานะรัฐมนตรีนั้นใกล้เสร็จหมดแล้ว&amp;nbsp;เมื่อถึงเวลา&amp;nbsp;จะลาออกมาทำงานการเมืองเต็มตัว&amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง&amp;nbsp;รมว.&amp;nbsp;เร็วขึ้หรือช้าลงแต่อย่างใดเพราะเราดูภารกิจเป็นหลัก&amp;nbsp;เช่นการจัดตั้งกระทรวงใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า&amp;nbsp;กรณีนี้จะทำให้ถูกโจมตีหรือไม่&amp;nbsp;นายสุวิทย์&amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;เป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม&amp;nbsp;แต่เรามีความบริสุทธิ์ใจ&amp;nbsp;มีหลักฐานเตรียมพร้อมเพื่ออธิบายตนขอยืนยันว่า&amp;nbsp;เมื่อถึงเวลา&amp;nbsp;จะแสดงสปิริตอยู่แล้ว&amp;nbsp;โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอ&amp;nbsp;พระราชกฤษฎีกา&amp;nbsp;เลือกตั้ง&amp;nbsp;และหารือร่วมกับ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;รัฐมนตรี&amp;nbsp;แต่ใกล้เวลาแล้วที่เราจะตัดสินใจเรื่องนี้ไม่มีผลต่อการตัดสินใจแต่อย่างใด&amp;nbsp;เพราะเรามีแผนที่จะลาออกกันอยู่แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26297</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีถือหุ้น, สุวิทย์ เมษินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c383463e0cce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ช่องรมต.เซ่นปมถือครองหุ้น โชว์สปิริตลาออกจากตำแหน่งได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นว่าการถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรี ประกอบด้วย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม อดีตรมช.ศึกษาธิการ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐ เข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง(2) มาตรา 170 วรรคหนึ่ง(5) และเห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ว่า ตนยังไม่รู้รายละเอียดและไม่ได้ตามเรื่องนี้มาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ 4 รมต.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เลยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า จะเป็นกรณีเดียวกับ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ซึ่งท้ายสุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งให้พักงาน นายดอนก็ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ สำหรับกรณีนี้เช่นเดียวกัน เมื่อกกต.ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ถ้าสั่งให้พักงานก็ต้องพัก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ในรัฐธรรมนูญระบุว่า แล้วแต่ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หลังจากเกิดเรื่องขึ้นทั้ง &amp;nbsp;4 คน สามารถลาออกจากการถือหุ้นได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แล้วแต่รมต.จะตัดสินใจ อย่างไรก็ตามกรณีนี้จะมีหลักอยู่ 3 อย่างคือ ศาลอาจจะพิจารณาให้ 4 รมต.หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ หรือรมต.หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่เอง หรือ 4 รมต.จะขอลาออกเลยก็ได้ โดยในส่วนของคดี 4 รมต.ก็ไปต่อสู้กันในศาล ซึ่งหากเทียบกับกรณีของนายดอน ก็จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้ 4 รมต.ก็ทราบอยู่แล้วว่า ตัวเองมีคดีตรงนี้ เพราะมีคนมาร้องและมีการเรียกไปสอบก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งทั้ง 4 รมต.ไม่เคยมาปรึกษาตนเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่า เรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะสามารถตามดำเนินคดีกับ 4 รมต.ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่จำเป็น แต่ทราบว่าเรื่องนี้มีการไปร้องที่ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งกรณีไปร้องที่ป.ป.ช.เป็นเรื่องคุณสมบัติ แต่กรณีไปร้องที่กกต. เป็นเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบ เมื่อถามว่า หากศาลพิจารณาให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26287</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร, รัฐมนตรีถือหุ้น, วิษณุ เครืองาม, สิ้นสภาพความเป็นรัฐมนตตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181124/image_big_5bf95ef7aba5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2019 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกต.ฟันกราวรูด 4 รมต.ถือหุ้นสัมปทานเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ม.ค.62&amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม กกต. ได้มีการประชุมลับพิจารณารายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ตรวจสอบรัฐมนตรี 4 ราย คือ , นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ,และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐ เข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง(2) มาตรา 170 วรรคหนึ่ง(5 )หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุมมีมติเห็นว่าการถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรี เข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง เห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 และขณะนี้อยู่ระหว่างให้สำนักงาน กกต. ดำเนินการยกร่างคำร้อง ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาและประธาน กกต.ลงนาม เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องดังกล่าวนายเรืองไกรได้ยื่นต่อ กกต.เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ เมื่อเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26270</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, รัฐมนตรีถือหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c37f8cdba17e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
