<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ททท.นำร่องโครงการ &#039;ฮักไทย&#039;ที่จ.ภูเก็ตคาดหมุนเวียนหลักแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2564 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการสนับสนุนและขับเคลื่อนโครงการ&amp;ldquo;ฮักไทย (HUG THAIS)&amp;rdquo;รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อสนับสนุนการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศ กระตุ้นการใช้จ่ายทั้งของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านแนวคิด &amp;ldquo;ฮักกิน ฮักเที่ยว ฮักใช้&amp;rdquo; โดยจะเริ่มจากโครงการต้นแบบ&amp;ldquo;ฮักไทย ฮักภูเก็ต&amp;rdquo; (HUG THAIS HUG PHUKET) ในเดือนกรกฎาคมนี้ คาดสร้างรายได้หลักแสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ กล่าวว่าเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ทยอยปิดกิจการลง มีผู้ตกงานและรายได้ลดลงกว่า 80-90% กระทรวงฯ จึงได้กำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน อาทิ มาตรการเยียวยา แนวทางจัดสรรวัคซีนให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตามนโยบายการเปิดประเทศ (Phuket Sandbox) ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้รับวัคซีนครบแล้วสามารถเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน แต่ต้องพำนักในที่พักหรือโรงแรมที่ได้รับรองเครื่องหมายSHA+ (SHA Plus) หรือสัญลักษณ์มาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัยด้านสุขอนามัย โดย ททท. และ สธ. เพื่อยืนยันมาตรการด้านความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ HUG THAIS เป็นความร่วมมือระหว่าง ททท. และ หอการค้าไทยฯ ผนึกกำลังกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ฮักกิน ฮักเที่ยว ฮักใช้&amp;rdquo; ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการยกระดับสินค้าและบริการ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการที่จังหวัดภูเก็ตเป็นที่แรกในชื่อ HUG THAIS HUG PHUKET เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการ Phuket Sandbox ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ให้สามารถต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ จึงร่วมมือกับ หอการค้าไทยฯ ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ฮักไทย (HUG THAIS) &amp;rdquo; รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน ส่งเสริมการช่วยเหลือกันของคนไทย กระตุ้นการใช้จ่ายจากการกิน-เที่ยว-ใช้ ผลิตภัณฑ์ของไทย วัตถุดิบไทย ผู้ประกอบการไทย มีการจ้างงานคนไทย ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ฮักกิน ฮักเที่ยว ฮักใช้&amp;rdquo; ประกอบด้วย Eat Moreฮักกิน ชูอัตลักษณ์ของอาหารถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระตุ้นการท่องเที่ยวรูปแบบ Gastronomy Tourism Travel More ฮักเที่ยว กระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ ด้วยรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ แตกต่างอย่างน่าประทับใจ และ Shop More ฮักใช้ สนับสนุนอุดหนุนสินค้าท้องถิ่น ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าของคนไทยในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ที่มีตราสัญลักษณ์ HUG THAIS รวมถึงมอบโปรโมชันพิเศษ โดย ททท. จะสนับสนุนด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ วางแผนจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับแบรนด์ Amazing Thailand เพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงให้คำแนะนำการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวแก่ผู้ประกอบการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด&amp;rdquo; นายยุทธศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยฯ ในฐานะสถาบันหลักทางการค้าและบริการของประเทศ ดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประกอบอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ Connect the Dots และโอกาสนี้ ได้ร่วมกับ ททท. ดำเนินโครงการ&amp;ldquo;ฮักไทย (HUG THAIS)&amp;rdquo; รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน ปลุกกระแสและพลังแห่งการช่วยเหลือ อุดหนุนสินค้าของคนไทยด้วยกัน สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยจะประสานงานกับสมาชิกผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า สายการบิน บริษัทขนส่ง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งสนับสนุนสถานที่จัดแสดง จัดจำหน่ายสินค้า และจัดกิจกรรมทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างบรรยากาศเชิงบวกสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการในรูปแบบที่หลากหลายทั้งช่องทางออฟไลน์ ออนไลน์ และออมนิชาแนล รวมถึงช่องทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์ของภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการดังกล่าวจะเริ่มนำร่องที่ จ.ภูเก็ต ในเดือนก.ค.64 นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเปิดประเทศ โดยมุ่งเน้นกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมแคมเปญ Phuket&amp;rsquo;s Reopening มอบส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท จากภาคค้าปลีกในภูเก็ต และมอบคูปองเงินสด 100 บาท สำหรับเป็นส่วนลดซื้อสินค้าและบริการของร้านค้ารายย่อย จ.ภูเก็ต ในครั้งถัดไป คาดว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยหลักแสนล้านบาท ภายใน 6 เดือน ทั้งช่วยเพิ่มโอกาสสร้างงานและจ้างแรงงาน ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์พลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น &amp;ldquo;จุดหมายปลายทางแห่งความสุข&amp;rdquo; เพื่อคืนรอยยิ้มกลับสู่คนไทยอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107175</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ฮักไทย ฮักภูเก็ต, โครงการ“ฮักไทย (HUG THAIS)”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210619/image_big_60cd843fbcd54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมการท่องเที่ยว สร้างความพร้อมผู้ประกอบการ ดันแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย  เตรียมพร้อมเปิดประเทศหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดสัมมนา New Normal ในรูปแบบ Virtual Seminar Online ผ่านระบบ ZOOM ในหัวข้อ &amp;ldquo;การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว&amp;rdquo; โดยได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหัวข้อ &amp;ldquo;แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยววิถีใหม่&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;หลักเกณฑ์เพื่อสร้างความปลอดภัย สำหรับพื้นที่ท่องเที่ยว&amp;rdquo; จากวิทยากรชำนาญการ เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย เตรียมพร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว รวมผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชน และผู้ที่สนใจกว่า1,000 คน มุ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว ควบคู่การเตรียมขับเคลื่อนการสร้างอาชีพ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว พลิกฟื้นสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับกลุ่มผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและโรงแรมมาอย่างยาวนาน อีกทั้งเม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยวที่เคยสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละหลักล้านล้านบาทก็ลดลง แต่ด้วยแผนการกระจายวัคซีนของรัฐบาลที่เร่งดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องจึงคาดการณ์ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในประเทศจะปรับตัวไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นสมควรว่า การสร้างความพร้อมให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ให้สามารถปรับตัว และบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) จึงมีส่วนสำคัญจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยวไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ผลักดันมาตรการการท่องเที่ยว ให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว หรือ Safety Zone ซึ่งนับว่าเป็นโครงการที่ดีที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การจัดสัมมนายกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย ในครั้งนี้ จะเป็นการต่อยอดไปสู่ผู้ประกอบการอื่น ๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจ และมีความพร้อมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี อีกทั้ง ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ทำให้สถานประกอบการจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของสุขอนามัย ความปลอดภัยมากขึ้น โดยยังต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม การให้บริการ และการบริหารจัดการในพื้นที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อสามารถตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) ซึ่งจะส่งผลดีกับการสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการ ในการเปิดประเทศในระยะเวลาอันใกล้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า&amp;nbsp; กรมการท่องเที่ยวในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนางานด้านการท่องเที่ยว ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการ และชุมชน ด้านการท่องเที่ยว และพื้นที่ท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย โดยเน้นในด้านความความสะดวก สะอาด ปลอดภัย เป็นธรรม และรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว หรือ Safety Zone ขึ้น ซึ่ง Safety Zone หรือพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย นี้ หมายถึง พื้นที่ที่เปิดใช้เพื่อการท่องเที่ยว และมีการบริหารจัดการที่ดี ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่เพียงแต่ถูกสุขอนามัยยังมีความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความเป็นธรรม และการให้บริการที่ดี ซึ่งที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้มีการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว ร่วมกับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยต้นแบบ 5 ประเภท 5 พื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่ท่องเที่ยวเขตเมือง (ย่านเมืองเก่า จังหวัดน่าน) 2.พื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน (บ้านไร่กองขิง จังหวัดเชียงใหม่) 3.พื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี) 4.พื้นที่ท่องเที่ยวย่านการค้า (เยาวราช กรุงเทพฯ) 5.พื้นที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (เอเชียทีค กรุงเทพฯ) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ การสัมมนายกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ที่จัดขึ้น จึงเป็นกิจกรรมต่อยอดเพื่อขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมสำหรับการรับนักท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมสัมนนาในรูปแบบ Virtual Seminar Online ผ่านระบบ ZOOM กว่า 1,000 คน ซึ่งมีการจัดสัมมนาในหัวข้อสำคัญ ได้แก่&amp;nbsp; การเสวนาพิเศษ &amp;ldquo;การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว&amp;rdquo; จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
การท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนการสัมมนาจากวิทยากรชำนาญการ ในหัวข้อ &amp;ldquo;แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยววิถีใหม่ โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการแนวทางบริหารความเสี่ยง และ หัวข้อ &amp;ldquo;หลักเกณฑ์เพื่อสร้างความปลอดภัย สำหรับพื้นที่ท่องเที่ยว โดย ผู้แทนกรมการท่องเที่ยว และ ผู้แทนพื้นที่ท่องเที่ยวต้นแบบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งเชื่อว่า จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวเมื่อมีการเปิดเมืองอย่างมีศักยภาพในอนาคต &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106042</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c31ca0e7a0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิพัฒน์เสนอแบ่งจ่ายคนละครึ่ง2เดือนอุ้มท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.2564 - &amp;nbsp;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากลาวถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างไรบ้างว่า กระทรวงได้ประชุมหารือกับสมาคมต่าง ๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สมาคมการจัดประชุม ได้ข้อสรุปว่าจะมีการผ่อนผันดอกเบี้ยเงินต้น การเข้าถึงซอฟท์โลน และการช่วยเหลือแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในภาคส่วนโรงแรม หลังจากนี้จะไปหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือแรงงานประมาณ &amp;nbsp;4 แสนคน อาจจะทำในลักษณะการแบ่งจ่ายคนละครึ่ง รัฐบาลจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้ประกอบการจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องไม่ปลดพนักงานออก โดยจะเยียวยาเป็นเวลา 2 เดือนคือเดือน ก.พ.และมี.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ติดตามการช่วยเหลือสายการบินที่เคยเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องซอฟท์โลนหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงก็สอบถามไปยังกระทรวงการคลัง รวมถึงยังมีการหารือในครม.หลายครั้ง คาดว่าจะเยียวยาได้ทันก่อนที่จะเริ่มมีการเดินทาง ขอย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยและใครทิ้งไว้ข้างหลังเหมือนที่นายกฯ พูดไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89824</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยว, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d481696da81b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงตั้งกองทุนท่องเที่ยวเลียนแบบภาษีซาโยนาระ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.2564 - &amp;nbsp;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติครั้งที่ 1/2564 ถึงมาตรการการช่วยเหลือการท่องเที่ยวในช่วงสถานการณ์โควิด -19 ว่า ในการประชุมวันนี้เป็นเรื่องนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และเรื่องกองทุนการท่องเที่ยวเพื่อรองรับกรณีที่นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยว่าจะมีการดูแลอย่างไรหากประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยในประเทศไทย ซึ่งคล้ายกับภาษีซาโยนาระของประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่า เมื่อเข้ามาในประเทศไทยและประสบอุบัติเหตุบริษัทประกันที่นักท่องเที่ยวทำไว้จะต้องดูแลตามขั้นตอนจนกระทั่งกลับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ค่าใช้จ่ายการทำประกันฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวต้องเป็นผู้จ่าย โดยประเมินว่านักท่องเที่ยว 1 คนจะต้องจ่าย 10 ดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและกรณีเสียชีวิต ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยงและกีฬาจะเก็บเงินส่วนนี้เข้ากองทุน และที่ผ่านมาเราก็อยากมีกองทุนของตัวเองเพื่อใช้เยียวยาผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ให้นโยบายมาแล้วโดยจะนำเข้าที่ประชุมครั้งนี้ด้วย และหากที่ประชุมเห็นชอบจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) &amp;nbsp;ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89823</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาโยนาระ, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8e389f31d91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46785</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 23:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิพัฒน์ เร่งปั้นวิชาชีพมัคคุเทศก์ลุยเพิ่มที่พักในชุมชน 1,500 แห่งทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ก.ย.62-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะยกระดับการทำงานให้ตอบสนองด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและด้านกีฬา ทั้งระบบเพื่อรองรับการเป็นกระทรวงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ โดยการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจบริการการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการและสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้ายกระดับวิชาชีพมัคคุเทศก์ให้ได้รับการยอมรับในสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้บริหารดูแลกันเองผ่านการจัดตั้งสภาวิชาชีพด้านมัคคุเทศก์ พร้อมกันนี้ ผลักดันและเพิ่มจำนวนที่พักในชุมชนผ่านโครงการ Home Lodge และ Homestay ให้ครบ 1,500 แห่งทั่วประเทศ ภายใน 2 ปีนี้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ Homestay มีเพียง 196 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านกีฬา จะผลักดันให้มีการจัดกิจกรรมระดับโลกทั้งเรื่องกีฬาและเชิงศิลปะในประเทศไทย เช่น Moto GP และ Tomorrowland และส่งเสริมการออกกำลังกายของประชาชนผ่านเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอ และอาสาสมัครผู้นำออกกำลังกายที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อนักกีฬาไทยสู่กีฬาโลก ส่งเสริมให้มีโรงเรียนกีฬาเฉพาะด้าน เช่น ฟุตบอล และวอลเล่ย์บอล และจะขยายผลการขับเคลื่อนเมืองกีฬาให้เป็นเมืองกีฬาอย่างแท้จริง ทำรายได้อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ท้องถิ่น ในรูปแบบของบุรีรัมย์โมเดล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีการดำเนินการและขับเคลื่อนโครงสร้างธุรกิจบริการการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งแต่ ต้นน้ำ : องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) กรมพลศึกษา กลางน้ำ : กรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ปลายน้ำ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย ผ่านการบูรณาการโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อย่างชัดเจน&amp;rdquo; นายพิพัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46785</URL_LINK>
                <HASHTAG>HOMESTAY, จัดตั้งสภาวิชาชีพด้านมัคคุเทศก์, พิพัฒน์ รัชกิจประการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, โครงการ Home Lodge</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8e389f31d91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘พิพัฒน์’ เน้นดึงกีฬาระดับโลกมาไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา &amp;nbsp;เดินหน้าสานต่องานทันที เข้ามามอบนโยบายแก่หน่วยงานกกท. พร้อมเปิดใจมีแผนดึงการแข่งขันระดับโลกมาจัดที่ประเทศไทยมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาสร้างรายได้ให้กับประเทศ พร้อมจะมุ่งเน้นพัฒนากีฬาในระดับเยาวชนสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ เพื่อส่งเสริมให้มีนักกีฬาอาชีพมากขึ้น เบื้องต้นในปลายปีนี้จะมีการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ &amp;nbsp;และภารกิจเร่งด่วนที่สุดก็คือการสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ในกระทรวงต่างๆเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้แก่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฏาคม ที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา มอบนโยบายแก่ผู้บริหารจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา โดยมี ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย, นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, พันโท รุจ แสงอุดม รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิประโยชน์, นายราเชลล์ ได้ผลธัญญา รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร, นายวิษณุ ไล่ชะพิษ รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายส่งเสริมกีฬา และผู้บริหารจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา ร่วมงาน ณ บริเวณชั้น 1 กระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในช่วงเช้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา พร้อมคณะผู้บริหาร ได้สักการะบูชาศาลพระภูมิ ประจำกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา ณ บริเวณชั้น 1 หลังจากนั้น ได้เป็นประธานในการประชุมมอบนโยบาย แก่ผู้บริหารจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวเเละกีฬา กล่าวว่า การท่องเที่ยวในประเทศไทยถือเป็นรายได้หลักของประเทศ ดังนั้น จึงมองถึงการพัฒนาว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศมีนักท่องเที่ยวมากขึ้นและนำรายได้มาสู่ประเทศ โดยปัจจัยต่างๆด้านการท่องเที่ยวในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยไม่มีความมั่นใจในด้านความปลอดภัย เพราะฉะนั้นภารกิจเร่งด่วนที่สุดก็คือการสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว และเศรษฐกิจโลกมีผลต่อนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับต้นๆของโลก โดยจะส่งเสริมการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ดี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในส่วนของการพัฒนาด้านกีฬา จะมุ่งเน้นพัฒนากีฬาในระดับเยาวชนสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ เพื่อส่งเสริมให้มีนักกีฬาอาชีพมากขึ้น เบื้องต้นในปลายปีนี้จะมีการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ซึ่งต้องรอดูว่าจะยกฐานะนักกีฬาให้เป็นเจ้าเหรียญทองได้อย่างไร และในส่วนของการส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว จะดึงการจัดรายการแข่งขันกีฬาระดับโลกเข้ามาสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นที่มีในปัจจุบันก็คือ การแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ Motor GP ซึ่งในอนาคตอยากให้มีการจัดการแข่งขันวิ่งระดับโลก รวมทั้งกีฬา E-Sport โดยการดึงรายการแข่งขันใหญ่ๆเข้ามา เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวและผู้ติดตามเข้ามาในประเทศมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41322</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นโยบายกระทรวงกีฬาฯ, พิพัฒน์ รัชกิจประการ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d30601f7c1c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดแล้ว!ค่าธรรมเนียมไกด์-ธุรกิจนำเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.2561 - &amp;nbsp;นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงนามในกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวและใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ พ.ศ.2561 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 135 ตอนที่ 43 ก แล้ว โดยเหตุผลในการประกาศใช้ระบุว่า เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวและใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ให้สอดคล้องกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอายุใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว และการกำหนดให้มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวสาขา ประกอบกับมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจนำเที่ยวและใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ พ.ศ.2555 ข้อ 2 ให้กำหนดค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ฉบับละ 2,000 บาท (2) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวสาขา ฉบับละ 1,000 บาท (3) ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ฉบับละ 200 บาท (4) ใบแทนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ฉบับละ 1,000 บาท (5) ใบแทนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวสาขา ฉบับละ 500 บาท (6) ใบแทนใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ฉบับละ 200 บาท (7) การต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ครั้งละ 2,000 บาท (8) การต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวสาขา ครั้งละ 1,000 บาท &amp;nbsp;และ (9) การต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ครั้งละ 200 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11907</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, ค่าธรรมเนียม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ราชกิจจานุเบกษา, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว, ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
