<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ออนทัวร์เริ่มต้นสตูลจบที่ตรัง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;ที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการลงพื้นที่จังหวัดสตูล พัทลุงและตรัง &amp;nbsp;ถึงภารกิจ &amp;ldquo;จุรินทร์ ออนทัวร์&amp;rdquo; ว่า สำหรับทริปนี้จะเริ่มต้นภารกิจที่จังหวัดสตูล โดยจะมีการเปิดการอบรมอี-คอมเมิร์ส การค้าออนไลน์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเนื่องจากภาคการเกษตร โอท็อป สตาร์ตอัพ และภาคประชาสังคมต่างมีความต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป จากนั้นจะเข้าพบผู้นำศาสนา แล้วจะได้เดินทางไปจังหวัดพัทลุง เพื่อร่วมประชุมกับ ส.ส. ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในวันที่ 21 ต.ค. จะได้ไปประชุมหาข้อสรุปเรื่องทีมเซลส์แมนจังหวัด และเตรียมการเรื่องการประชุม ครม. สัญจร รวมทั้งจะมีการมอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกรที่ใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ และติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกร ทั้งเรื่องยาง และปาล์มที่จังหวัดตรังต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120297</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ออนทัวร์, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fad8f7807b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุรินทร์’จัดหนักทุจริตถุงมือยางไล่ออก3อคส.เรียกค่าเสียหาย2พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาความผิดทางวินัยกรณีเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) จำนวน 3 ราย ที่ถูก อคส. แจ้งข้อกล่าวหาจัดซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่า เมื่อวานนี้ (6 ต.ค.) นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ อคส. ได้แจ้งว่ามีความชัดเจน จากคณะกรรมการทั้งสองชุดที่ตั้งขึ้นมา ว่าใครจะเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายและในราคาเท่าไหร่ ในวงเงิน 2,000 ล้าน รวมค่าดอกเบี้ย และอื่นๆ &amp;nbsp;ซึ่งคณะกรรมการชี้โทษทางวินัยได้ข้อสรุป ว่าให้ชี้มูลความผิดโดยไล่ออกจากราชการ ทั้ง 3 คน และหลังจากนี้ผู้อำนวยการ อคส. จะนำความเห็นเข้าสู่บอร์ดผู้บริหารจึงจะเป็นข้อยุติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตนได้สั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยคาดว่าหลังจากนี้คณะกรรมการชี้ความผิดทางละเมิดกฎหมายก็จะชี้มูลความผิดตามมาว่าใครจะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นมูลค่าเท่าใด โดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้นได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนใครจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือจะต้องถูกชี้มูลความผิดและชดเชยอย่างไรก็เป็นหน้าที่และขั้นตอนของ ป.ป.ช. ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รมว. พาณิชย์ ยังกล่าวถึง มาตรการควบคุมราคาสินค้าในช่วงเทศกาลกินเจ ว่า ตนได้สั่งการไปยังกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดเข้าไปตรวจสอบ ในทุกพื้นที่อย่าให้มีการช่วยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเทศกาลกินเจ และหากพบผู้ใดกระทำผิดกฏหมายค้ากำไรเกินควร ให้ดำเนินการโดยเด็ดขาดซึ่งโทษของการค้ากำไรเกินควรค่อนข้างสูง คือจำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อราคาสินค้านั้น กรมการค้าภายในได้กำชับไปยังผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งหมดแล้วเพื่อขอให้ตรึงราคาสินค้าไว้ ไม่ให้ขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ก็ได้มีมติเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันไว้แล้วระดับหนึ่ง และได้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวานนี้ จึงต้องรอดูว่าจะมีผลให้ราคาน้ำมันลดลงมาได้ลักษณะไหนอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118949</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงมือยาง, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อคส., องค์การคลังสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d35938fd96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุรินทร์’ยันไม่ต้องตั้งวอร์รูมช่วย‘เฉลิมชัย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.2564 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์กรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ไม่ได้ตั้งวอร์รูม เพราะมั่นใจว่าท่านสามารถชี้แจงได้ และตอบได้ทุกคำถาม ไม่ได้มีปัญหาอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกล่าวหาในรายละเอียดที่ฝ่ายค้านยื่นนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ และต้องถามฝ่ายค้าน บางครั้งถ้าเราติดตามตัวญัตติกับคำอภิปรายก็อาจไม่ตรงกันเป๊ะก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ทราบว่าประเด็นเนื้อหาสาระสำคัญจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร แต่ว่าถ้าจะตั้งข้อหาว่าบริหารเกษตรล้มเหลวนั้น คิดว่ามันไม่น่าใช่ เพราะที่ผ่านมาต้องถือว่ากระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงหนึ่งที่สามารถบริหารงานเป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร และพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศได้ดีที่สุดกระทรวงหนึ่ง และมั่นใจว่ารัฐมนตรีสามารถตอบได้ทุกคำถาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่สามารถตอบได้หรอกครับ ต้องถามฝ่ายค้าน แต่เราทำงานด้วยกันมา อยู่ด้วยกันมาเราก็มั่นใจว่าท่านรัฐมนตรีเฉลิมชัย ท่านชี้แจงอธิบายได้ แล้วก็ไม่มีข้อสงสัยในส่วนของพรรค เราก็มั่นใจในตัวเลขาธิการพรรค พวกเรามั่นใจครับ มั่นใจในตัวเลขาธิการพรรคในการปฏิบัติหน้าที่&amp;rdquo;นายจุรินทร์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องราคาพืชผลการเกษตร และการแก้ไขปัญหาทางการเกษตร ว่าในเรื่องของตลาดในประเทศ ในเรื่องของการส่งออก ทุกอย่างก็สามารถคลี่คลายไปได้ แม้ว่าต้องมาเผชิญวิกฤติปัญหาหน้างาน ในเรื่องสถานการณ์โควิดอยู่ในบางช่วง บางเวลาก็ตาม แต่ทั้งหมดก็ไปได้ดี คลี่คลายได้ เช่นล่าสุดมังคุดจากภาคใต้ซึ่งมาออกในช่วงล็อกดาวน์พอดี ทำให้ติดปัญหาทั้งตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ เพราะสำหรับต่างประเทศนั้นการที่จะเคลื่อนย้ายมังคุดข้ามแดนลาว เวียดนาม เพื่อไปยังจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญ ก็ติดขัดในบางช่วงบางเวลา แต่ทูตเกษตรก็ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีเกษตร รวมทั้งทูตพาณิชย์ก็สามารถแก้ไขปัญหาคลี่คลายไปได้ ตลาดในประเทศ ล้งไม่สามารถเคลื่อนย้ายจากภาคตะวันออกไปรับซื้อที่ชุมพร นครศรีธรรมราช และภาคใต้ได้ ก็มีการประชุมร่วมกันกับผู้ว่าราชการจังหวัด และประชุมร่วมกันกับฝ่ายต่างๆ รวมทั้งล้งทั่วประเทศ จนในที่สุดตอนนี้สถานการณ์ก็คลี่คลาย เพราะล้งก็สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคตะวันออกไปรับซื้อที่ชุมพร นครศรีธรรมราช และภาคใต้ได้ รวมทั้งโมเดิร์นเทรดต่างๆ ก็ช่วยกันกระจาย กระทรวงเกษตรก็มีโครงการเกษตรแฮปปี้ ในการช่วยกระจายมังคุด ตอนนี้สถานการณ์ก็คลี่คลายดีขึ้น ราคาก็ขยับดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้แต่ทุเรียนตามที่ปรากฎเป็นข่าวว่าจีนปฏิเสธการรับซื้อ เรื่องนี้กระทรวงเกษตร โดยทูตเกษตร กับทูตพาณิชย์ ได้มีการประสานงานเจรจากับทางจีน สุดท้ายได้รับข้อมูลว่าที่พบเชื้อโควิดนั้น พบที่บรรจุภัณฑ์ในตลาดแห่งหนึ่งของจีน ไม่ได้พบที่ด่าน เพราะฉะนั้นยังวินิจฉัยไม่ได้ว่าทุเรียนไทยนั้นติดโควิด และขณะนี้จีนไม่ได้ปฏิเสธการรับซื้อ การส่งออกยังสามารถเดินหน้าไปได้ โดยเฉพาะที่เอกชนเป็นห่วงว่า จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นที่ตั้งด่านไทยข้ามไปลาว ผู้ว่าราชการจังหวัดมีการตรวจเข้มซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งทุเรียนส่งออกไปยังเวียดนาม เพื่อไปประเทศจีนนั้น ตนได้รับรายงานว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้มีมาตรการใดในลักษณะที่จะเป็นการสกัดการส่งทุเรียนข้ามแดนจากนครพนมไปฝั่งตรงข้ามแต่อย่างใด และที่มีข่าวว่าล้งที่ชุมพรปฏิเสธการรับซื้อทุเรียนนั้น ก็ปรากฏแต่เพียงว่าล้งที่รับซื้อเพื่อการส่งออกหยุดรับซื้อเพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคมเท่านั้น และจากการเจรจาแล้วก็จะเปิดรับซื้อในวันพรุ่งนี้ แต่ส่วนการรับซื้อเพื่อตลาดในประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องราคาข้าว รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ก็มีช่วงระยะเวลาที่ราคาสูง และราคาต่ำ ปีที่แล้วราคาแตะหมื่น แต่ปีนี้ราคาหย่อนลงมาพอสมควรทีเดียว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะตลาดส่งออกของเรานั้นมีปัญหาในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เพราะค่าเงินบาทแข็งในช่วงก่อนหน้านั้น ขณะเดียวกันราคาของเราไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ประกอบกับติดปัญหาเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ และค่าระวางเรือที่สูงมาก บางกรณีสูงกว่าราคาข้าว จึงทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้ราคาหย่อนลงมา แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่จะเข้ามาช่วยประกันให้กับชาวนาว่า ถ้าข้าวเปลือกเจ้าราคาต่ำกว่า 1 หมื่น ก็จะมีเงินส่วนต่าง โดยเอา 1 หมื่นลบด้วยราคาตลาด หากราคาตลาดเหลือ 7,000 บาท ในส่วน 3,000 บาทนี้ก็จะเป็นเงินส่วนต่างที่จะโอนให้กับเกษตรกรโดยตรงไม่หายหกตกหล่น ก็จะทำให้เกษตรกรได้รับ 7,000 + 3,000 และได้ 1 หมื่นตามรายได้ที่ประกัน ซึ่งถือเป็นตัวช่วยให้ชาวนายังยืนอยู่ได้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์ครึ่งปีหลังในปี 64 จะมีสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยจะดีขึ้น เพราะเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้เราสามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113702</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c86e5bfbb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี จีน ตกลงซื้อข้าวจีทูจีจากไทยอีก 2 หมื่นตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ซื้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมการค้าต่างประเทศ สามารถเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้กับรัฐบาลจีนได้เพิ่มอีก 20,000 ตัน เป็นชนิดข้าวขาว 5% ภายใต้สัญญาการซื้อข้าวจีทูจีของ 2 ประเทศรวม 1 ล้านตัน ซึ่งไทยจะส่งมอบให้เร็วๆ นี้ โดยหลังจากนี้แล้ว ไทยจะพยายามเจรจาขายจีนให้ครบสัญญาโดยเร็ว ส่วนการขายข้าวจีทูจีให้กับบังกลาเทศ ล่าสุด บังกลาเทศได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) จะซื้อข้าวจากไทย 1 ล้านตัน น่าจะมีการเจรจาซื้อขายกันได้เร็วๆ นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ข้าวขาว 5% ปริมาณ 20,000 ตัน ที่ไทยขายให้กับจีนล่าสุด อยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายจีทูจี 1 ล้านตัน ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน ควบคู่กับความร่วมมือในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่ผ่านมา โดยจีนนำเข้าจากไทยครั้งละ 100,000 ตัน และนำเข้าแล้ว 7 ครั้ง รวม 700,000 ตัน ยังเหลืออีก 300,000 ตัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2562 ไทยพยายามเจรจาให้จีนนำเข้าให้ครบสัญญา แต่จีนระบุว่าข้าวไทยราคาแพง และปริมาณข้าวในประเทศมีมาก จึงชะลอการนำเข้า แต่หลังจากที่ไทยใช้ความพยายามต่อเนื่อง และรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน คืบหน้ามากแล้ว จีนจึงยอมนำเข้า 20,000 ตัน ราคาเอฟโอบี ตันละ 520 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน ที่ตันละกว่า 400 เหรียญสหรัฐ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 10.4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยทะยอยส่งมอบภายในเดือนมิ.ย.-ก.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปกติไทยและจีนจะเจรจาซื้อขายกันครั้งละ 100,000 ตัน แต่ครั้งนี้ ไทยมีความยืดหยุ่นมาก เปิดกว้างให้จีนนำเข้าข้าวจากไทยได้ทุกชนิด ไม่จำกัดเพียงข้าวขาว และปริมาณก็ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 ตัน จีนจึงได้ยอมนำเข้าที่ 20,000 ตัน ในราคาสูงกว่าราคาตลาด และหลังจากนี้ กรมฯ จะหารือกับคอฟโก (หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลการนำเข้าข้าวของจีน) เพื่อซื้อขายข้าวที่เหลืออีก 280,000 ตันให้เสร็จภายในปีนี้&amp;rdquo;นายกีรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กรมฯ จะเดินหน้าเจรจาขายข้าวจีทูจี ภายใต้เอ็มโอยูที่ไทยลงนามกับบังกลาเทศและอินโดนีเซีย โดยมีกรอบเอ็มโอยูซื้อข้าวจากไทยปีละ 1 ล้านตัน เพื่อให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้เป็นไปได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 6 ล้านตัน รวมถึงจะดำเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ข้าว ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาพันธ์ข้าวนุ่มให้มีหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่นิยมบริโภคข้าวนุ่ม ในราคาไม่สูงมาก รวมถึงเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ และลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้ข้าวไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งในเรื่องของคุณภาพ และราคา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-23 มิ.ย.2564 ไทยส่งออกข้าวแล้ว 2.2 ล้านตัน ลดลง 21.03% มีมูลค่า 1,382 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 28.14% เพราะราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งสำคัญมาก ทั้งเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน รวมถึงจีน อีกทั้งยังมีปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107868</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีนสั่งซือเพิ่ม, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ซื้อข้าวจีทูจี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, เจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e969668248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุรินทร์’ รองนายกฯ เดินสายทัวร์อุดรธานี-ขอนแก่นเยี่ยม ‘บ้านมั่นคง’ ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัยคนจน 1.3 ล้านหลังภายในปี 2579</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านมั่นคงที่จังหวัดขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ภาคอีสาน / ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะได้เดินทางมาที่จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น&amp;nbsp; เพื่อเยี่ยมเยียนกลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; และติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; โดยตั้งเป้าภายในปี 2579 จะแก้ปัญหาให้คนจนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง 1.3 ล้านหลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โดยในวันที่ 17 มิถุนายน&amp;nbsp; นายจุรินทร์ได้เดินทางมาที่อำเภอกุมภวาปี&amp;nbsp; จ.อุดรธานี&amp;nbsp; เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงที่ชุมชนบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน &amp;nbsp;ตำบลพันดอน &amp;nbsp;อ.กุมภวาปี &amp;nbsp;ซึ่งมีการจัดงาน &amp;ldquo;บ้านมั่นคงพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจชุมชน&amp;rdquo; และเป็นประธานในพิธีมอบบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูนที่สร้างเสร็จแล้วจำนวน 37 &amp;nbsp;จากทั้งหมด 107 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี &amp;nbsp;นายปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ&amp;nbsp; และพี่น้องประชาชนให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;รองนายกรัฐมนตรี (ขวา) ทักทายประชาชน จ.อุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยคนจน 1.3 ล้านหลังภายในปี 2579&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นายจุรินทร์&amp;nbsp; กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงเป็นงานที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายชวน&amp;nbsp; หลีกภัย&amp;nbsp; ในปี&amp;nbsp; 2543 ซึ่งในขณะนั้นตนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบโครงการ โดยมีเป้าหมายให้คนจนหรือคนที่ไม่มีบ้านอยู่อาศัยหรือมีแต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง &amp;nbsp; ได้มีโอกาสมีบ้านอยู่&amp;nbsp; มีที่ดินเป็นของตนเอง&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงจึงก่อกำเนิดขึ้นภายใต้หลักการที่มีองค์กรขึ้นมาบริหารจัดการเป็นการเฉพาะ &amp;nbsp; โดยรัฐบาลช่วยหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนที่ไร้บ้านไร้ที่ดินรวมตัวกันเป็นสหกรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; และใช้เงินของสหกรณ์เช่าซื้อหรือซื้อที่ดิน เพื่อสร้างบ้านราคาพิเศษให้สมาชิก&amp;nbsp; โดยสมาชิกผ่อนชำระเพื่อจะได้มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 &amp;nbsp; จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; สร้างบ้านเสร็จแล้วประมาณ  200,000 หลัง&amp;nbsp; แต่ขณะนี้ได้มีการกำหนดเป้าหมายใหม่ &amp;nbsp; เพื่อเร่งรัดดำเนินการภายใน 15 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยภายในปี 2579&amp;nbsp; จะต้องสร้างบ้านให้ได้&amp;nbsp; 1,300,000 หลัง เพื่อให้คนจนได้มีที่ดินทำกินและมีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; ซึ่งเป็นโครงการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณผ่านทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;ldquo;จังหวัดอุดรธานีได้ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงทั้งหมด 18 โครงการ  สร้างบ้านเสร็จแล้ว  1,700 หลัง วันนี้มาทำหน้าที่มอบบ้านมั่นคงที่สร้างเสร็จแล้ว 37 หลัง และมอบเงินสร้างบ้านเพิ่มอีก 70 หลัง  ช่วยให้พี่น้องมีบ้านรวม 107 หลัง และมอบเงินช่วยซ่อมแซมบ้านพอเพียงอีก 104 หลัง&amp;nbsp; เป็นเงิน 2 ล้านบาท &amp;nbsp; มอบเงินสวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยสมาชิก 7,500 คนอีก 2 ล้านบาท มอบงบพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเรื่องผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาด 5 แสนบาท และมอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดอีก 300 ครัวเรือน&amp;rdquo; นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;รองนายกฯ มอบเงินสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดอุดรธานี 12 กองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา&amp;nbsp; รัฐบาลมีแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ&amp;nbsp; ประมาณ 3 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการ&amp;nbsp; โดยมีวิสัยทัศน์ว่า &amp;ldquo;คนไทยทุกคนจะมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;แยกเป็น&amp;nbsp; 1.การเคหะแห่งชาติดำเนินการในรูปแบบการเช่าหรือเช่าซื้อประมาณ 2 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; 2.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว-คลองเปรมประชากร&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านเรือนที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพทรุดโทรม)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวม 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;บ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูนแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย 5 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โครงการบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน &amp;nbsp;เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้าน 5 ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลพันดอน&amp;nbsp; อำเภอกุมภวาปีที่มีปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและมีฐานะยากจน&amp;nbsp; โดยชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มกันตั้งแต่ปี 2557 จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินงาน&amp;nbsp; ช่วยกันสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; พบว่า มีผู้เดือดร้อนจำนวน 732 &amp;nbsp;ราย จาก 5 ชุมชน&amp;nbsp; แบ่งเป็น&amp;nbsp; กลุ่มบุกรุกที่ดินเอกชน 29 ครัวเรือน&amp;nbsp; กลุ่มเช่าที่ดินราชพัสดุสร้างบ้าน &amp;nbsp;15 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มบ้านเช่า 16 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกลุ่มครอบครัวขยาย &amp;nbsp;รวม 107 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ต่อมาในปี 2559&amp;nbsp; ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; ใช้ชื่อว่า &amp;lsquo;สหกรณ์เคหสถานทรัพย์เพิ่มพูน จำกัด&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อเตรียมจัดทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; มีชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยเข้าเป็นสมาชิกจำนวน 106 ครัวเรือน&amp;nbsp; และต่อมาได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำโครงการบ้านมั่นคง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;บ้านมั่นคงชุมชนทรัพย์เพิ่มพูน &amp;nbsp;ตำบลพันดอน &amp;nbsp;อ.กุมภวาปี&amp;nbsp; ส่วนที่กำลังก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โดยสหกรณ์ฯ ขอใช้สินเชื่อจาก พอช. เพื่อซื้อที่ดิน&amp;nbsp; เนื้อที่&amp;nbsp; 4 ไร่ 2 งานเศษ&amp;nbsp; และปลูกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; รวม 107 หลัง&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุน 1.สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; รวม 24 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; 2.อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พัฒนาด้านสาธารณูปโภค &amp;nbsp;และงบบริหารจัดการชุมชน &amp;nbsp;รวม&amp;nbsp; 8.5&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ส่วนแบบบ้านมี 2 แบบ&amp;nbsp; คือ 1.บ้านแถวชั้นเดียว &amp;nbsp;ขนาด 10 และ 16.5 ตารางวา &amp;nbsp;ราคาก่อสร้างหลังละ &amp;nbsp;181,312 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ่อนชำระเดือนละ 2,055 บาท&amp;nbsp; จำนวน 30 หลัง &amp;nbsp;และ 2. บ้านแถวสองชั้น &amp;nbsp;ขนาด 11 ตารางวา &amp;nbsp;ราคาก่อสร้างหลังละ 277,137 บาท &amp;nbsp;ผ่อนชำระเดือนละ 2,155 บาท&amp;nbsp; จำนวน 76 &amp;nbsp;หลัง &amp;nbsp;(ผ่อน 15 ปี) &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านในเดือนธันวาคม 2562 &amp;nbsp;ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 37 หลัง&amp;nbsp; อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 70 หลัง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามแผนงานจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;รองนายกฯ ยกเสาเอกบ้านมั่นคงแก่นนคร&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นอกจากภารกิจที่จังหวัดอุดรธานีแล้ว&amp;nbsp; ในวันนี้ (18 มิถุนายน) นายจุรินทร์&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรี และคณะได้เดินทางมาที่จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; เพื่อร่วมพิธียกเสาเอกสร้างบ้านมั่นคงสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร&amp;nbsp; จำกัด &amp;nbsp;อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างบ้านมั่นคงเฟสสุดท้าย&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 46 หลัง&amp;nbsp; โดยก่อนหน้านี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้วจำนวน&amp;nbsp; 287 หลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้ผู้มีรายได้น้อยมีบ้านและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; รวม 333 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;รองนายกฯ ยกเสาเอกบ้านมั่นคงสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร จ.ขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นายปฏิภาณ จุมผา &amp;nbsp;รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช. เป็นองค์กรในการกำกับดูแลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;สร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนคนจนในเมือง ครอบคลุมทั้งมิติด้านกายภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม&amp;nbsp; และความเข้มแข็งของชุมชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;พอช.มียุทธศาสตร์การดำเนินงาน&amp;nbsp; โดยส่งเสริมให้ชุมชนและเครือข่ายเป็น &amp;lsquo;เจ้าของโครงการ&amp;rsquo; &amp;nbsp;ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น &amp;nbsp;ตั้งแต่กระบวนการรวมกลุ่ม &amp;nbsp;การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ &amp;nbsp;การหาที่ดินรองรับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การออกแบบบ้านและผังชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงการบริหารจัดการโครงการ &amp;nbsp;และการบริหารการเงินด้วยระบบกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานท้องถิ่นทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;รอง ผอ.พอช.กล่าวถึงกระบวนการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;รอง ผอ.พอช. กล่าวว่า &amp;nbsp;พอช.จะสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค &amp;nbsp;และสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ซึ่งรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงมีความหลากหลายตามสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิมการรื้อย้ายสร้างชุมชนใหม่ &amp;nbsp;การแบ่งปันที่ดินสร้างชุมชนใหม่ ฯลฯ &amp;nbsp;โดยขณะนี้ พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว 19 จังหวัด &amp;nbsp;84 เมือง &amp;nbsp;537 ชุมชน &amp;nbsp;รวม 28,912&amp;nbsp; ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;เฉพาะจังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านมั่นคง รวม 75 โครงการ 163&amp;nbsp; ชุมชน &amp;nbsp;จำนวน 7,057&amp;nbsp; ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้ครัวเรือนยากจน &amp;nbsp;กลุ่มคนเปราะบางที่มีปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2560 &amp;nbsp;ถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 831ครัวเรือน &amp;nbsp;ใน 81 ตำบล &amp;nbsp;รวมทั้งเกิดการประสานความร่วมมือกับภาคีพัฒนามากกว่า &amp;nbsp;10 &amp;nbsp;องค์กร&amp;rdquo; &amp;nbsp;รอง ผอ. พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;บ้านมั่นคงสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร&amp;nbsp; จำกัด &amp;nbsp;อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; สร้างเสร็จแล้ว 287 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106802</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงพาณิชย์, กลุ่มเกษตรกร, การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีรายได้น้อย, ขอนแก่น, ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยคนจน, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายปฏิภาณ  จุมผา, นายสยาม ศิริมงคล, บ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน, บ้านมั่นคงพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจชุมชน, ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สหกรณ์เคหสถานทรัพย์เพิ่มพูน จำกัด, อุดรธานี, โครงการ ‘บ้านมั่นคง’, โครงการบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc46ed2e51e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุรินทร์’ย้ำ‘ปชป.’โหวตหนุนงบประมาณปี65แน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)กล่าวถึงท่าทีการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ของพรรค ว่าที่ประชุม ส.ส.พรรคให้ความเห็นชอบกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2565 ในวาระ 1 และมีมติตั้งคณะกรรมาธิการในวาระที่2 &amp;nbsp;ทั้งนี้ในส่วนการอภิปรายการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความเห็น แต่ในเรื่องของการโหวตมีมติพรรคออกมาแล้ว จะต้องเป็นไปตามมติพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาถามผ่านสื่อโซเชียล ว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลพอแล้วหรือยัง นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นประเด็นที่ทราบกันดีว่าใครเป็นผู้ขัดแย้งกับใคร ซึ่งเป็นความเห็นของคู่ขัดแย้งที่คนหนึ่งเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม และถูกยึดอำนาจ &amp;nbsp;และอีกคนคือผู้ยึดอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยเฉพาะเป็นฝ่ายค้านด้วยจะต้องแสดงความเห็นในทิศทางที่อาจจะไม่สอดคล้องกับรัฐบาล &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ร่วมรัฐบาลอีกนานหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ความจริงตนได้ตอบไปหลายครั้งแล้ว และไม่อยากตอบรายวัน เพราะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ตอนนี้เหมือนพรรคร่วมรัฐบาลโดดเดี่ยวพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ เราเป็นแค่หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเกินอำนาจหน้าที่ที่จะบริหารจัดการพรรคร่วม ซึ่งพรรคที่เป็นแกนนำจะต้องบริหารจัดการในการสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ซึ่งเป็นกลไกของระบบรัฐสภา ทั้งนี้ย้ำว่าเสถียรภาพรัฐบาลเป็นอย่างไรนั้นต้องถามว่าพรรคแกนนำ และยืนว่าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเรามีหน้าที่อะไรต้องทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าล่าสุดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เหมือนนายกรัฐมนตรีจะไม่พอใจหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ที่ปล่อยให้ลูกพรรคออกมาอภิปรายถล่มงบประมาณปี 65 นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องถามนายกฯ ว่าพอใจหรือไม่ ตอบแทนไม่ได้ เมื่อถามย้ำว่า ส่วนที่กำชับให้ดูแลลูกพรรคนั้น นายจุรินท์ กล่าวว่า &amp;ldquo;นายกฯ ไม่ได้กำชับผม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105006</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ปชป., ปี 2565, พรรคประชาธิปัตย์, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b6f6f0565ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังไงแน่!จุรินทร์โยนนายกฯหรือโฆษกตอบเรื่องมติกู้เงิน7แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.2564 - ที่ลานกีฬาชุมชนห้วยขวาง เฉลิมพระเกียรติ 72พรรษา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)เงินกู้ฯ วงเงิน 7 แสนล้านบาท ว่า วงเงินดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก 3 หมื่นล้านบาท สำหรับแก้ปัญหาโควิด-19 ทั้งการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม และการจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ ส่วนที่สอง 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมชดเชยเยียวยาเพิ่มเติม และส่วนที่สาม 2.7 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วน ครม.เห็นชอบต่อร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวแล้วหรือไม่ นั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103411</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน, คณะรัฐมนตรี, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a498c51a57d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
