<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นซื้อแอสตร้า1.8หมื่นล้านบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไฟเซอร์&amp;quot; 2 ล้านโดสจากสหรัฐถึงไทยแล้ว พร้อมลงนามสั่งซื้อแอสตร้าเซนเนก้าอีก 60 ล้านโดส วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้เป็นเข็มบูสเตอร์ในปี 2565 &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; มั่นใจสิ้นปีเข็มหนึ่งฉีดประชากรได้ 85% ส่วน 2 เข็มครอบคลุม 74% &amp;quot;วัคซีน&amp;quot; จุฬาฯ เดินหน้าทดลองในคนระยะที่ 2 หมอเกียรติเล็งหารือ อย.กลางปีหน้าทดลองใช้เป็นบูสเตอร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 29 ก.ย. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะ ได้รับมอบวัคซีนไฟเซอร์ 2 ล้านโดสจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาถึงสนามบินด้วยสายการบิน DHL เที่ยวบิน L350 ในเวลา 04.35 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า วัคซีนไฟเซอร์ที่รัฐบาลไทยได้ลงนามสั่งซื้อ 2 ล้านโดส เข้ามาเป็นล็อตแรกตามกำหนด หลังจากเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. โดยในเดือน ก.ย.และ ต.ค.จะมีวัคซีนเข้ามารวม 8 ล้านโดส และจะทยอยเข้ามาทุกสัปดาห์จนครบ 30 ล้านโดส หลังจากตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพวัคซีนโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และองค์การอาหารและยา (อย.) แล้ว จะเร่งจัดส่งไปพื้นที่ตามแผนของกรมควบคุมโรคโดยเร็วภายในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ยังได้เจรจากับไฟเซอร์จัดหาวัคซีนสำหรับปี 2565 ทำให้ไทยจะมีวัคซีนทุกเทคโนโลยี รวมถึงวัคซีนโปรตีนซับยูนิต ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทดลองอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า ไฟเซอร์เป็นวัคซีนชนิดเดียวในไทยที่สามารถฉีดให้เด็กอายุ 12-18 ปีได้ ส่วนวัคซีนอื่นๆ อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสาร เพื่อให้ผ่านขั้นตอนที่ อย.กำหนด โดยแผนการฉีดวัคซีนเด็กนักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไปประมาณ 5 ล้านคน ได้เตรียมวัคซีนไว้ 10 ล้านโดส และประสานกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อจัดบริการฉีดในสถานศึกษาโดยบุคลากรการแพทย์ พร้อมเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์รองรับภาวะฉุกเฉินตามมาตรฐาน ส่วนวัคซีนที่เหลือจะจัดสรรเพื่อฉีดให้กับประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แนวทางการฉีดวัคซีนของไทยขณะนี้คือซิโนแวคเข็มที่ 1 ตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2 และในอนาคตจะเป็นแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 1 ตามด้วยไฟเซอร์เข็มที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่วนในปี 2565 จะเป็นการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ได้มีการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ไปบ้างแล้ว ยืนยันว่าจะจัดหาวัคซีนได้เพียงพอสำหรับฉีดให้กับประชาชน&amp;rdquo;นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายอนุทินได้เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาวัคซีนโควิด-19 แอสตร้าเซนเนก้า สำหรับปี 2565 ระหว่าง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยนายอนุทินระบุว่า สธ.ลงนามจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสำหรับปี 2564 จำนวน 60 ล้านโดส งบประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นเข็มบูสเตอร์ ทำให้ไทยจัดหากระจายและฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะสามารถฉีดเข็ม 1 ได้ 85% ของประชากร และเข็ม 2 ครอบคลุม 74% &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ปี 2565 รัฐบาลมีการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนต่างๆ เพื่อจัดหาวัคซีนฉีดเน้นเป็นเข็มกระตุ้น ซึ่งมีการจัดหาไว้อย่างเพียงพอ ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าสำหรับปี 2565 จำนวน 60 ล้านโดส จึงเป็นที่มาของการลงนามในวันนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการผลิตจากโรงงานภายในประเทศและทยอยจัดส่งในไตรมาสแรก 15 ล้านโดส ไตรมาสที่ 2 จำนวน 30 ล้านโดส และไตรมาสที่ 3 อีกจำนวน 15 ล้านโดส นอกจากนี้ไทยยังได้รับสิทธิพิเศษเป็นประเทศแรกๆ กรณีบริษัทพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์กลายพันธุ์ต่างๆ ได้สำเร็จ หรือสามารถใช้เป็นวัคซีนสำหรับกลุ่มเด็กได้ จะสามารถเปลี่ยนเป็นวัคซีนรุ่นล่าสุดได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงยอดผู้ได้รับวัคซีนของไทยเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่ามีการฉีด 726,805 โดส ทั้งนี้ ข้อมูลการฉีดวัคซีนจังหวัดที่ฉีดให้ประชากรโดยรวมเกิน 50% ไปแล้วมี 11 จังหวัด ได้แก่ กทม., ปทุมธานี, สมุทรสาคร, สมุทรปราการ, พระนครศรีอยุธยา, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, นครนายก, พังงา, ภูเก็ต และระนอง ส่วนจังหวัดที่ฉีดครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 70% จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ กทม., ปทุมธานี, ฉะเชิงเทรา, พังงา, ภูเก็ต และระนอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ศธ.ได้วางแผนการดำเนินการฉีดวัคซีนให้นักเรียน นักศึกษาในสังกัดทั้งของรัฐและเอกชนที่มีอายุ 12-18 ปี โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ย.มีผู้สมัครใจฉีดวัคซีนจำนวน 3.61 ล้านคน จากทั้งสิ้น 5,048,081 คนคิดเป็น 71.67% &amp;nbsp;
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ความประสงค์ขอรับวัคซีนนักเรียน/นักศึกษา ปี 2564 พบว่า จังหวัดภูเก็ต 100.00%, สุราษฎร์ธานี 89.34%, อุตรดิตถ์ 86.86%, ลำพูน 86.76% และประจวบคีรีขันธ์ 86.76% โดยการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนและนักศึกษา จะเริ่มฉีดวันแรก 4 ต.ค.นี้
วันเดียวกัน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงถึงความคืบหน้าการวิจัยวัคซีน Chulacov19 ว่า ได้เริ่มเข้าสู่การทดลองในคนระยะที่ 2 แล้ว ส่วนคำถามที่ว่าสามารถป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้หรือไม่ จากการตรวจสอบเลือดในหนู และลิงที่ฉีดวัคซีน พบว่าสามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ดีมาก รวมถึงสามารถป้องกันทุกสายพันธุ์ได้
&amp;ldquo;ผลข้างเคียงตั้งแต่เฟส 1 ทั้ง 2 เฟส และในเฟสที่ 2 จากอาสาสมัครประมาณ 200 คน ยังไม่เจอผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายหนักในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังฉีด เพราะข้อมูลล่าสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว CDC สหรัฐรายงานล่าสุดพบว่าวัคซีนชนิด mRNA ผู้ที่มีอาการแพ้ อาทิ ลมพิษขึ้น หายใจไม่ออก ความดันตกอยู่ประมาณ 5 ใน 1 ล้านคน และอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ส่วนใหญ่จะเจอได้ในคนหนุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี ประมาณ 10-30 ใน 1 ล้านคน&amp;rdquo; ศ.นพ.เกียรติระบุ&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า ขณะนี้คนไทยได้รับวัคซีนไปจำนวนมาก และคาดว่ากว่า 70% ในปี 2565 จะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม แล้ววัคซีนที่ไทยพัฒนาขึ้นจะมีการนำไปใช้อย่างไร ศ.นพ.เกียรติกล่าวว่า นับว่าเป็นความท้าทายของไทย ซึ่งตามหลังต่างประเทศประมาณเกือบปี และจากที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าคนไทยจะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ภายในสิ้นปีกว่า 70% และเมืองใหญ่ๆ กว่า 80% จึงได้หารือ อย.ว่าหากมีการทดลองความปลอดภัยถึงในระยะที่ 2 อยากขอเริ่มทำระยะ 1 ของเข็มบูสเตอร์เลย เพื่อหาขนาดโดสที่เหมาะสมคู่ขนานไปด้วย&amp;nbsp;
ด้าน ภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า เริ่มทดสอบในมนุษย์จำนวน 4 คนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. พบว่ามีความปลอดภัย และในวันที่ 30 ก.ย.จะฉีดอีก 2 คนที่เหลือในกลุ่มโดสแรก นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนาวัคซีนโควิดรุ่นที่ 2 โดยปรับเปลี่ยนสูตรให้สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น ขณะนี้ได้ทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง และเตรียมผลิตเพื่อทดสอบในมนุษย์ในเฟสที่ 1 คาดว่าผลการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 18-65 ปี จะเป็นผลที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะเอาวัคซีนรุ่นที่ 2 มาทดสอบต่อไปหรือไม่ คาดว่าไตรมาสที่ 3 ในปีหน้าน่าจะเป็นอีกวัคซีนหนึ่งที่น่าจะนำไปใช้กับประชาชนได้ ส่วนโรงงานผลิตของทางใบยาเราสามารถผลิตได้ถึง 1.5 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งจะเป็นโรงงานผลิต first plant-produced protein แห่งแรกในเอเชีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118279</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไฟเซอร์&quot; 2 ล้านโดสจากสหรัฐถึงไทยแล้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088f0858077c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โต้วุ่น!สหรัฐให้ไฟเซอร์1ล.โดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สธ.เต้น! รุมโต้ &amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; ปมไทยปัดรับบริจาคไฟเซอร์อีก 1ล้านโดส &amp;quot;อนุทิน-หมอโอภาส&amp;quot; แจงข้อมูลคลาดเคลื่อน ยันยังไม่ได้รับเอกสารแจ้งจากสหรัฐ ไทยสร้างไทยเปิดคลิป &amp;quot;ส.ว.แทมมี&amp;quot; พูดจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 กันยายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานว่า ยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยวันที่ 22 ก.ย. มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 646,519 โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ทั้งสิ้น 46,669,535 โดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2564 ว่าที่ประชุมได้รับทราบการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า เพื่อเตรียมพร้อมการเปิดเรียนในสถานศึกษา รวมถึงผู้ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 4.5 ล้านคน เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตปกติในโรงเรียนอย่างเร็วที่สุดภายในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งรับทราบแผนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ในเดือน ต.ค.-ธ.ค.2564 โดยประเทศไทยสามารถจัดหาวัคซีนได้ตามแผน 125 ล้านโดส จะมีผู้ได้รับวัคซีน 62 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 90 โดยมีเป้าหมายฉีดเข็ม 1 ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในเดือน พ.ย. และอย่างน้อยร้อยละ 80 ภายในเดือน ธ.ค. ส่วนเข็มที่ 2 ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 70 ภายในเดือน ธ.ค. ส่วนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเชื้อตายครบ 2 เข็ม และผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด จะได้รับเข็มกระตุ้น 1 เข็ม โดยจัดสรรเดือนละ 1-2 ล้านโดส ตั้งแต่ ต.ค.-ธ.ค. 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยว่า ได้เข้าพบนางแทมมี ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา พรรคเดโมแครต จากรัฐอิลลินอยส์ ณ สำนักงานวุฒิสมาชิกแทมมี ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยทั้งสองได้หารือกันถึงความร่วมมือระหว่างไทยและอเมริกาในการต่อสู้กับการระบาดโควิด-19 ซึ่ง ส.ว.แทมมีมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้รัฐบาลสหรัฐบริจาควัคซีนไฟเซอร์จำนวน 2.5 ล้านโดสให้ประเทศไทย และจะช่วยผลักดันรัฐบาลสหรัฐบริจาควัคซีนให้ประเทศไทยเพิ่มเติม จากที่ได้แสดงเจตจำนงบริจาคไปแล้ว 2.5 ล้านโดส และส่งมอบมาแล้ว 1.5 ล้านโดส
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ส.ว.แทมมีระบุว่า สหรัฐพร้อมที่จะส่งมอบวัคซีนที่เหลืออีก 1 ล้านโดส จากที่ส่งมอบแล้ว 1.5 ล้านโดส แต่ขณะนี้รัฐบาลไทยยังไม่ส่งเอกสารตอบรับมา จึงทำให้ยังไม่สามารถส่งมอบอีก 1 ล้านโดสที่เหลือให้ชาวไทยได้ ถ้าประเทศไทยรีบดำเนินการเข้าโครงการโคแวกซ์ จะทำให้ไทยมีโอกาสในการได้รับจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติมเพื่อมาเร่งฉีดให้คนไทยได้มากขึ้น ซึ่งสหรัฐพร้อมจะสนับสนุนวัคซีนให้ประเทศที่เข้าโครงการโคแวกซ์ นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ยังเสนอว่า ท้องถิ่นของประเทศไทยหลายแห่งมีความพร้อมและประสงค์จะซื้อวัคซีน mRNA ที่ FDA สหรัฐรับรองอย่างเต็มรูปแบบแล้ว จึงขอให้ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ด้วย ซึ่งทาง ส.ว.แทมมีได้ตอบรับที่จะประสานงานให้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทยจะเปิดทางให้หรือไม่ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นทางด้านผู้เกี่ยวข้องในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตอบโต้กรณีดังกล่าว โดยนายอนุทินชี้แจงว่า การดำเนินการในเรื่องต่างๆ ระหว่างประเทศ จะมีขั้นตอนพิธีการที่เป็นสากล ผ่านกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ซึ่งการสนับสนุนวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสให้กับไทย เมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้มีเอกสารทางการทูตถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทยเป็นการล่วงหน้า เพื่อแสดงความประสงค์ของรัฐบาลสหรัฐที่จะมอบวัคซีนมาช่วยเหลือการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย และรัฐบาลได้มอบหมายให้ สธ. โดยกรมควบคุมโรค จัดทำแผนการฉีดให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้กระจายวัคซีนไปทุกจังหวัดให้ดำเนินการฉีดตามแผนเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับวัคซีนไฟเซอร์ที่มีข่าวจะบริจาคเพิ่มอีก 1 ล้านโดสนั้น จากการประสานข้อมูลกับกระทรวงการต่างประเทศ ทราบว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับเอกสารทางการทูตจากรัฐบาลสหรัฐ แจ้งเรื่องการสนับสนุนวัคซีนให้กับไทยเพิ่มเติม ดังนั้นข่าวดังกล่าวจึงไม่เป็นความจริง&amp;rdquo; นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงขั้นตอนในทำนองเดียวกัน พร้อมระบุว่า หลังจากที่ไทยได้รับวัคซีนล็อต 1.5 ล้านโดสแล้ว ยังไม่มีการแจ้งมาจากทางสหรัฐว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนเพิ่มเติม ดังนั้นการจะมาบอกว่าเรารับทราบเรื่องแล้ว แต่ไม่ตอบสนองไปจนถึงขั้นปฏิเสธนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องทราบข้อมูลหากมีการประสานขอบริจาค ก็ยังไม่เคยได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเข้ามาแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์เข้าใจคลาดเคลื่อน ในสงครามโรคระบาด เราต้องเชื่อหมอ โดยอธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งเรื่องสำคัญขนาดนี้มีหลักปฏิบัติอยู่แล้ว และคนเคยเป็น รมว.สาธารณสุขย่อมทราบดีว่าจะต้องมีการส่ง diplomatic note แจ้งผ่านกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน แต่ครั้งนี้ยังไม่มีเอกสารดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คุณหญิงสุดารัตน์ไปทำพรรคการเมืองใหม่แล้ว ชื่อพรรคไทยสร้างไทย อย่าสื่อสารข่าวที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปกระทบกับตัวท่านจนถึงพรรคของท่าน &amp;nbsp;อย่าให้เขาเอาเรื่องนี้ไปบอกว่าพรรคท่านสร้างเรื่องเท็จมาโจมตีรัฐบาลเลยครับ ชื่อพรรคไทยสร้างไทย ไพเราะเพราะพริ้งอยู่แล้ว อย่าให้กลายเป็นไทยสร้างเท็จเลย ไหนๆ ท่าน ก็ทำสิ่งใหม่ สร้างพรรคใหม่ ก็ขอให้ทำงานการเมืองด้วยวิธีใหม่ๆ ให้มันสร้างสรรค์ อย่าวนลูป ย้อนอดีต ใช้วิธีน้ำเน่ามาทำลายอีกฝ่ายจะดีกว่า&amp;rdquo; นายศุภชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ฝ่ายประชาสัมพันธ์พรรคไทยสร้างไทยได้โพสต์คลิปบทสนทนาระหว่างคุณหญิงสุดารัตน์และ ส.ว.แทมมี เพื่อยืนยันในข้อมูลตามที่ได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ โดย ส.ว.แทมมีกล่าวในระหว่างการหารือตอนหนึ่งว่า &amp;quot;มีวัคซีน 1 ล้านโดสที่รอส่งมอบให้ไทย แต่ยังส่งไม่ได้ เพราะรัฐบาลไทยยังดำเนินการเรื่องเอกสารไม่แล้วเสร็จ ซึ่งได้บอกทูตไปประมาณ 1 เดือนแล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง และผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ กล่าวเรื่องการเตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ว่า สำหรับประชาชนที่จะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 จะเป็นกลุ่มที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ในช่วง มี.ค.-พ.ค.ก่อน ส่วนคนที่ได้ในช่วงเดือน มิ.ย.ถึง ก.ค. จะทยอยรับวัคซีนต่อไป จากการประเมินของกรมควบคุมโรค มีอยู่ประมาณ 550,000 คน ทั้งนี้ ในส่วนคนที่ฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ มีประมาณ 150,000 คน วันที่ 24 ก.ย.นี้จะเริ่มฉีด 15,000 คน เป็นวันแรก โดยจะส่งนัดหมายเป็นเอสเอ็มเอส ยังไม่มีการรับวอล์กอิน คาดว่าการฉีดเข็มที่ 3 น่าจะเสร็จสิ้นได้ในวันที่ 13 ต.ค.นี้ โดยภายในสัปดาห์หน้าจะทยอยฉีดวันละ 10,000 โดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117683</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน ชาญวีรกูล, ปมไทยปัดรับบริจาคไฟเซอร์อีก 1ล้านโดส, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110e14b86128.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.จับมือหัวเว่ยด้านวิชาการศึกษา5จีเพื่อบริการสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.64 - ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วย &amp;ldquo;การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare&amp;rdquo; ระหว่าง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายเฉียน เหลียว รองประธานกรรมการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีนายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า สธ.ให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพระบบบริการสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีการพัฒนาอย่างมาก สามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบคิว ระบบงานบริการของโรงพยาบาล ระบบส่งต่อ และการเชื่อมโยงข้อมูลบริการสุขภาพที่เป็น Big Data &amp;nbsp;เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จ ได้แก่ อุปกรณ์เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญ และการใช้เทคโนโลยี 5G ระดับโลกจากหัวเว่ย ส่งผลให้บริการสุขภาพผ่านเครือข่ายดิจิทัลมีความเร็วสูง เกิดความครอบคลุมทั้งพื้นที่เขตเมืองและชนบท ลดช่องว่างให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม ทันเวลา และทันต่อเหตุการณ์ ถือเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่ยังต้องเข้มเรื่องรักษาระยะห่าง ดังนั้นความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อศึกษาและและวิเคราะห์การใช้ประโยชน์จากระบบ 5G &amp;nbsp;นำมาประยุกต์ใช้ในกิจการทางการแพทย์ และการให้บริการประชาชน โดยต้องขอบคุณความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีจากหัวเว่ย ที่ได้ให้การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์และทีมที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงมาทำงานร่วมกับกระทรวงฯ และกรมการแพทย์ที่สนับสนุนองค์ความรู้ทางการแพทย์ เป็นการให้บริการทางการแพทย์ทุกที่ทุกเวลา&amp;rdquo;นายอนุทินกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า การศึกษาและพัฒนาระบบ 5G Healthcare ประกอบด้วย ระบบการแพทย์ทางไกล 5G และรถพยาบาล 5G ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1.งานบริการทางการแพทย์ โดยหัวเว่ยสนับสนุนการออกแบบโซลูชั่นด้านสาธารณสุขสำหรับสถาบันทางการแพทย์ ส่งเสริมการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตทางการแพทย์ สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการแพทย์ทางไกล ส่วนกรมการแพทย์สนับสนุน แพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ &amp;nbsp;ให้บริการการแพทย์เคลื่อนที่ และการแพทย์ทางไกล กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้โดยไม่ละเมิดนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ทำให้ลดภาระการเดินทาง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบการดูแลรักษาได้ง่ายขึ้น 2.งาน 5G เทคโนโลยี บูรณาการใช้เทคโนโลยี 5G เข้ากับบริการทางการแพทย์ ทำให้สามารถขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพแบบดิจิทัลในระยะยาวทั่วประเทศไทย ตัวอย่างเช่น พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ 5G เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรทางแพทย์ต่อการติดเชื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.งานบริการด้านคลาวด์ สำหรับการประยุกต์ใช้ AI มาช่วยบุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น พัฒนาเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคโดยใช้ AI เพื่อการรักษาและวินิจฉัยโควิด 19 ช่วยให้วินิจฉัยโควิด 19 ได้อย่างรวดเร็วภายใน 25 วินาทีต่อเคส ด้วยความปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. งานส่งเสริมองค์ความรู้ในองค์กร โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทักษะใหม่หรือทักษะที่สูงขึ้น ให้กับบุคลากรทั้งสองฝ่าย ผ่านการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง และ 5.งานความร่วมมือกับภาครัฐบาล ร่วมกัน เพื่อค้นคว้า วิจัย และร่วมผลักดันระบบ 5G และบริการคลาวด์ในประเทศไทยให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เพื่อเป็นการรองรับการแพทย์และสาธารณสุขวิถีใหม่ (New Normal Medical Services and Public Health) ซึ่งเป็นระบบบริการทางการแพทย์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (personal-based medical services)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117509</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเฉียน เหลียว, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, อธิบดีกรมการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614ac1268675e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อนุทิน’ย้อนฝ่ายค้านแสบใบเสร็จซิโนแวคสงสัยทำมาเอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมแฉใบเสร็จที่สั่งซื้อวัคซีนซิโนแวค ว่าคงทำมาเองมั้ง ข้อมูลเก่าๆ ทุกอย่างเปิดเผยได้หมด พร้อมให้เปิด เพราะเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งในกฎหมายมีเรื่องคู่สัญญาอยู่ ต้องให้คู่สัญญายอมรับให้เปิดเองด้วย ถ้าอยากดูก็ต้องทำตามขั้นตอน และมีกฎหมาย เราพร้อมให้เปิด การจะขอคู่สัญญาอาจจะต้องมีปิดในบางส่วน เพราะจะกระทบธุรกิจของคู่สัญญาในต่างประเทศ เพราะสัญญาทุกชนิดจะต้องมีการรักษาความลับ พร้อมให้เปิดเผย เพราะทุกอย่างโปร่งใสหมด ไม่มีใครหลบอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115253</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, วัคซีนซิโนแวค, ใบเสร็จ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f03201b5ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิรโทษกรรมบุคคลสู้ไวรัส ช่ออัดบิ๊กตู่ใช้หมอบังหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อนุทิน&amp;rdquo; ยอมรับกฎหมายนิรโทษกรรมโควิด-19 แบบเหมาเข่งอยู่ในขั้นตอนรับฟังความเห็น ชี้ทำเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องปัญหาไวรัสมรณะทำงานเต็มที่ &amp;ldquo;สธ.&amp;rdquo; แจงไม่คุ้มกะลาหัวทุกกรณี ต้องอยู่ในกรอบสุจริต ไม่ประมาทเลินเล่อ &amp;ldquo;ส.ว.&amp;rdquo;เตรียมหนุน แต่ &amp;ldquo;น้องช่อ&amp;rdquo; โผล่อัดบิ๊กตู่ใช้ &amp;ldquo;หมอ-พยาบาล&amp;rdquo; บังหน้าเอาตัวรอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์เตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.... เป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งให้คณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและบริหารวัคซีนโควิด-19 ว่าปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรงและแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วประเทศและทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้น ส่งผลต่อการให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศในการดูแลผู้ป่วยภายใต้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด ทั้งคน งบประมาณ ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงการบริหารจัดการ การจัดซื้อจัดหายา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ และวัคซีน ซึ่งสภาพความเป็นจริงมีข้อจำกัดและเงื่อนไขต่างๆ ส่งผลให้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ เนื่องจากปัจจัยในการผลิตวัคซีนและเงื่อนไขในขณะการเจรจาในขณะนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวต่อว่า กฎหมายดังกล่าวจึงมีเจตนารมณ์ให้ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการการจัดบริการทางแพทย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานโควิด-19 ทั้งหมดได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ในภาวะวิกฤติด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยไม่ต้องกังวลกับความรับผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยเจตนาดีของผู้ปฏิบัติงาน หากเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่ประมาทเลินเล่อร้ายแรง หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม บุคลากรดังกล่าวก็ไม่ต้องรับผิด รวมถึงหากผู้ที่ได้รับมอบหมายในการเจรจาหรือจัดหาวัคซีนมีเจตนาสุจริต การตัดสินใจดำเนินการเป็นไปตามหลักวิชาการที่สนับสนุนในขณะนั้น กฎหมายนี้จึงให้ความคุ้มครองบุคคลหรือคณะบุคคลเหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนเตรียมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ยังไม่ได้เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร่างกฎหมายนี้เป็นการให้ความมั่นใจกับผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ให้คลายความกังวล เช่น การวินิจฉัยโรคและรักษาพยาบาลก็ต้องทำความมั่นใจว่าเขาจะได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องของการฟ้องร้อง หากทำโดยเจตนาสุจริต ศาลก็ไม่ลงโทษ เราไม่ต้องการให้บรรดาแพทย์ พยาบาลวิตกกังวลหากถูกฟ้องร้อง แม้จะมั่นใจว่าชนะก็ยังวิตกกังวลระดับหนึ่ง จะได้ทุ่มเทในการรักษาพยาบาลคนไข้ให้มีความกังวลให้น้อยที่สุด สุดท้ายประชาชนคนไข้ก็ได้ประโยชน์&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ธ​เรศ​ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุน​บริการ​สุขภาพ แถลงเรื่องนี้ว่า โรคโควิด-19 เป็นโรคใหม่ที่เพิ่งกำเนิด​ขึ้นมา จึงจำเป็นที่ต้องมีภูมิ​คุ้มกัน​ให้บุคลากร​ทางการแพทย์ในการดูแลประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;
การมีภูมิต้านทานในการป้องกันการถูกฟ้องร้อง จะทำให้บุคลากร​มีขวัญกำลังใจในการทำงาน รวมทั้งมีข้อเสนอจากองค์กรวิชาชีพจากสภาวิชาชีพต่างๆ และโรงพยาบาลเอกชน ในการเสนอกฎหมายลักษณะ​นี้ เบื้องต้น สธ.ตั้งคณะทำงานยกร่าง โดยมอบหมายให้กรม​สนับสนุน​บริการ​สุขภาพ​เป็นหน่วยงานหลัก และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ มาดูเพื่อจะมีกลไกคุ้มครองผู้ทำงานในช่วงระบาดดังกล่าวให้ทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวคุ้มครองไปถึงบุคลากร​ทางการสาธารณสุข​ ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบโรคศิลปะแขนงต่างๆ อาสาสมัครสาธารณสุข​ หรืออาสาสมัครต่างๆ ที่มาช่วยเรา บุคคลที่มีส่วนการช่วยจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา วัคซีน สำหรับสถานที่ที่มีการคุ้มครองประกอบด้วยสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน โรงพยาบาลสนาม รถฉุกเฉินที่ออกไปรับผู้ป่วย การดูแลผู้ป่วยในพื้นที่เฉพาะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การดูแลการคุ้มครองไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณี ต้องอยู่ในกรอบใหญ่ๆ คือต้องเป็นการกระทำโดยสุจริต และไม่ประมาทเลินเล่อ​อย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นการคุ้มครองที่ให้บุคลากรสาธารณสุขไปดูแล มีกรอบจำกัด ทั้งนี้ ถ้ามีประชาชนที่เสียหาย ก็ได้เขียนไว้ว่าไม่เป็นการตัดที่จะได้รับการเยียวยากฎหมายที่เกี่ยวข้อง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงบุคลากร​ที่ไม่ต้องรับผิดตามร่าง พ.ร.ก.​ดังกล่าว นพ.ธเรศกล่าวว่า ยกตัวอย่างการปฏิบัติ​งานใน รพ.​สนาม ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่เราจัดทำขึ้นเพื่อรับจำนวนคนไข้ที่มาก บางครั้งเครื่องมือหรือบุคลากร​จึงมีข้อจำกัดอยู่บ้าง นอกจากนี้แนวทางการรักษาโรคโควิด-19 ยังเป็นเรื่องใหม่ และมีแนวทางการเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งในช่วงหนึ่งการรักษาก็เป็นอีกแบบตามภาววิสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข กล่าวว่า สธ.ได้นำกฎหมายดังกล่าวไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกามาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ พ.ร.ก. ก็คงส่งมายังรัฐสภาให้พิจารณาได้ทันภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งถ้าถามถึงเหตุผลและความจำเป็น ก็ต้องถือว่ามีเหตุผลความจำเป็น แต่ต้องตอบสังคมให้ได้ใน 2-3 คำถาม คือปัจจุบันมีพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ ที่มีบทบัญญัติครอบคลุมในการให้ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานอยู่แล้ว ดังนั้นการออก พ.ร.ก.นี้รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่ากฎหมายความรับผิดชอบทางละเมิดฯ ที่ใช้อยู่ไม่ครอบคลุมหรือ รวมทั้งรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าการออก พ.ร.ก.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ &amp;nbsp;เพราะหากออกเป็น พ.ร.บ.ที่รอบคอบกว่าแต่อาจใช้เวลา หากเขาตอบตรงนี้ได้ ก็ถือว่าจำเป็นเร่งด่วนที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้
&amp;ldquo;เท่าที่ได้คุยกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานด่านหน้า เขาก็บอกตรงกันว่าสิ่งที่ทำวันนี้อาจส่งผลกระทบในวันข้างหน้า เกรงจะมีการฟ้องร้องหน้างาน หมอ พยาบาลเขากลัวในสิ่งที่ทำตอนนี้มาก หากมีกฎหมายออกมา จะทำให้เขาทำงานได้สบายใจ&amp;quot; นพ.เจตน์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เจตน์กล่าวว่า ส่วนที่ พ.ร.ก.จะมีเนื้อหาคุ้มครองผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดซื้อวัคซีน ประเด็นนี้ หาก พ.ร.ก.มาที่สภาก็มีฝ่ายค้านตรวจสอบอยู่ และคงมีการอภิปรายค่อนข้างมาก ต้องดูว่า พ.ร.ก.จะให้ครอบคลุมถึงระดับไหน เช่น คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ คณะกรรมการจัดหาวัคซีนที่ออกมาตามคำสั่ง ศบค.ที่ออกมาตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเรื่องวัคซีนก็อาจมีคนนำเรื่องการจัดหาวัคซีนไปฟ้องศาลได้ด้วย เขาก็เลยเขียน พ.ร.ก.ออกมาให้คุ้มครองถึงผู้เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งดูแล้วร่าง พ.ร.ก.คงให้การคุ้มครองทั้งข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง ฝ่ายค้าน ก็คงอภิปรายไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะเรื่องวัคซีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน แสดงว่ากำลังจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้จริง เพียงแต่เอาแพทย์ พยาบาล บุคลากรด่านหน้ามาบังหน้า ทั้งที่ในเอกสารดังกล่าวระบุชัดเจนว่า บุคคลที่จะได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกฟ้องร้อง นอกจากแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ยังรวมถึงคณะผู้จัดหาวัคซีนด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้ประชาชนทุกคนรู้อยู่เต็มอก รัฐบาลรู้อยู่แก่ใจ ว่าที่ประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดที่มีผู้ติดเชื้อหลักสองหมื่นคน ผู้เสียชีวิตหลัก 100-200 คนต่อวัน คนแย่งชิงวัคซีนกันเหมือนจับฉลากชิงโชค บุคลากรด่านหน้าต้องเรียกร้องครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพมาถึงแขน ทั้งหมดนี้เกิดจากการบริหารวัคซีนที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น การแทงม้าตัวเดียวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หยุดเอาบุคลากรการแพทย์มาบังหน้า หยุดเอาประชาชนเป็นตัวประกัน หยุดทำเรื่องไร้ยางอาย ประชาชนยังตายกันไม่หยุดหย่อน แต่รัฐบาลกลับคิดหาทางเอาตัวรอด พ้นผิดลอยนวล&amp;rdquo; น.ส.พรรณิการ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112753</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน ชาญวีรกูล, ยอมรับกฎหมายนิรโทษกรรมโควิด-19, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110fbe40d7ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อนุทิน’ยันไม่ได้ซดเกาเหลา‘กทม.’แค่ตีความไม่ตรงกัน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.2564 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายหลังที่มีการประชุมหารือเมื่อวันที่ 27ก.ค. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ว่า ไม่ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งอะไรระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร เพียงแต่เกิดการตีความที่ไม่ตรงกัน โดย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันว่ามีการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 ทั้งหมดไปที่กทม.ตามข้อมูลที่ได้ประสานมา จากนั้นทางพื้นที่จะต้องไปจัดสรรจำนวนที่ต้องส่งมอบตามหน่วยงาน และตามพื้นที่ต่างๆ และต้องจัดสรรไว้สำหรับคนที่ลงทะเบียนผ่านหมอพร้อม ไปจนถึงการฉีดในโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในพื้นที่ กทม. ด้วย &amp;nbsp;เรื่องมีอยู่เท่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การกระจายวัคซีนจะมีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เป็นผู้พิจารณาและรับทราบข้อมูลทั้งหมด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมเมื่อวานนี้ ไม่คิดว่าเป็นปัญหาระหว่างกัน พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วก็คุยเข้าใจกันดี เชื่อว่าทุกคนแบกความเครียดเหมือนกันหมด ก็ขอให้เดินหน้าทำงานกันต่อ ปัญหาเมื่อวานนี้เป็นเรื่องของการทำงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดต่างก็มีความต้องการวัคซีนให้ได้มากที่สุด ซึ่งทาง ศบค. ก็เป็นผู้จัดสรรแผนการกระจายวัคซีนออกไปโดยมีกรมควบคุมโรคเป็นผู้รับมาปฏิบัติ ส่งวัคซีนออกไปตามที่ ศบค.กำหนด&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ฉีดวัคซีนมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ทำไมยังเกิดปัญหาความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า การจัดสรรวัคซีนเป็นไปตามความจำเป็นของพื้นที่ สัดส่วนประชากร อย่างเช่นที่ สธ.กำหนดว่า เดือน มิ.ย.-ก.ค. ต้องฉีดให้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เพื่อลดอัตราการติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง จนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งนโยบายก็จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการสู้กับโรคต้องปรับตามสถานการณ์อยู่ตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงภาพความแออัดที่ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อเมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายอนุทินกล่าวว่า ช่วงเวลานั้นให้บริการกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นหลัก เพราะเราต้องเร่งฉีดกลุ่มดังกล่าวให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ จึงเปิดให้บริการแบบวอล์คอินเข้ามา โดยจะเปิดให้บริการถึง 31 ก.ค. ซึ่งประชาชนมารับบริการเป็นจำนวนมาก แต่ในเดือน ส.ค. จะเป็นการฉีดให้ประชาชนทั่วไป ผ่านการลงทะเบียนเพื่อจองวันรับวัคซีนตามปกติ ความแออัดก็จะลดน้อยลง แต่สำหรับผู้สูงอายุมากกว่า75 ปีก็ยังสามารถเข้ามารับวัคซีนได้เลย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากที่สุด ขอย้ำว่าศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อเป็นหน่วยสนับสนุน เพื่อเก็บตกผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนจากกลุ่มต่างๆ บุคลากรสาธารณสุขที่เข้าไปช่วยเหลือต่างทำงานกันอย่างเต็มที่ ตรงนี้ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111402</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, วัคซีน, สธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d3000482907.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาน่ะจ๊ะ&#039;หมอหนู&#039;ห่วงผู้ชุมนุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2563 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ จะพิจารณาขยายเวลาต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 45 วัน แต่ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการทำเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม ว่า ไม่มีคำว่าปราบปราม รัฐบาลไม่เคยคิดที่จะปราบปรามคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ เราพยายามรักษากฎหมาย เคารพกฎหมาย ด้วยกันทุกฝ่ายเพื่อผ่านไปให้ได้ รวมไปถึงรัฐธรรมนูญเราก็พร้อมที่จะแก้ไข แล้วเราฟังเสียงประชาชนตลอดเวลาอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา นายอนุทินกล่าวว่า มีความเป็นห่วงอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามขออย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยกันทุกๆคนในขณะที่มาชุมนุม และพยายามชุมนุมกันด้วยความสงบให้ได้มากที่สุด ก็เข้าใจแต่ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84216</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, ศบค., ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb4a029a9465.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
