<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 11:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มประชาสังคมฯยื่นหนังสือให้’ชวน’เช็กบิล’สุริยะ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2564 - นางอารมย์ คำจริง และนางวันเพ็ญ พรมรังสรรค์ ตัวแทนกลุ่มประชาสังคมปฏิรูปทรัพยากรและทองคำ เข้ายื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภารับยื่นหนังสือ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้ขอให้ดำเนินการส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมไปยังคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาการออกประทานบัตรเหมืองแร่และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ เพื่อพิจารณาไม่อนุญาต และเพิกถอนอาชญาบัตรพิเศษที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งสอบสวนดำเนินคดีกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ และบริษัทอัครารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ฐานร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ พ.ศ. 2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กลุ่มประชาสังคมฯ ระบุอีกว่าได้เดินทางมายื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 64 แล้วและขอยื่นเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้ประธานสภาส่งเรื่องไปยังคณะ กมธ. เพื่อให้คณะ กมธ. ไม่อนุญาตให้ทำเหมืองแร่ และดำเนินการเพิกถอนอาชญาบัตรพิเศษที่ได้มีการดำเนินการอนุญาตโดยมิชอบให้กับบริษัทอัครารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 63 โดยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีข้อสั่งการให้ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำและระงับการอนุญาตอาชญาบัตร ประทานบัตรไว้จนกว่าคณะกรรมการจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น นอกจากนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 59 ได้เห็นชอบให้ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย รวมถึงระงับการต่อใบอนุญาตอาชญาบัตร ประทานบัตร และระงับนโยบายเหมืองแร่ทองคำไว้ซึ่งยังคงมีผลผูกพันมาจนถึงขณะนี้ แต่กลับพบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมพยายามที่จะเดินหน้าอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษให้กับบริษัทอัคราฯ &amp;nbsp;จึงขอส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายแทนคุณกล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนประธานสภาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116022</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มประชาสังคมปฏิรูปทรัพยากรและทองคำ, นางวันเพ็ญ พรมรังสรรค์, นางอารมย์ คำจริง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, สุริยะ จึ่งรุงเรืองกิจ, เหมืองทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_613840914122a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 22:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ห่วงถังสารเคมีตกค้าง  ควบคุมอุณหภูมิ24ชม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สุริยะ&amp;rsquo; เผยชุมชนรอบโรงงานหมิงตี้กลับเข้าพื้นที่ได้แล้ว ย้ำอากาศ-น้ำโดยรอบอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อันตรายต่อสุขภาพ ห่วงถังเก็บสารเคมีตกค้างให้เฝ้าระวังต่อ ผู้เชี่ยวชาญ-กู้ภัยลำเลียงใส่ DEHA ยับยั้งปฏิกิริยาคายความร้อนก่อระเบิดซ้ำ สอบปากคำ ปชช.ที่ได้รับผลกระทบแล้ว 500 ราย เสียหายเบื้องต้น 250 ล้านบาท
วันที่ 8 ก.ค. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 30 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งแรงระเบิดทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง และได้มีการอพยพประชาชนไปในที่ปลอดภัยในรัศมี 5 กิโลเมตร โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและตรวจสอบคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ และสารเคมีที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;ล่าสุดจากการลงพื้นที่ของ กรอ.พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนโดยรอบ แต่เพื่อเป็นการป้องกันความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงบริเวณโดยรอบโรงงาน เพราะยังมีสารเคมีตกค้างในโรงงาน อาจเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดระเบิดได้ ขณะนี้ได้ฉีดน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ไม่ให้เกิดปฏิกิริยาเคมี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากการตรวจสอบมลพิษช่วง3 วันที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบในระยะ 0-8 กม. จำนวน 14 จุด มีค่าสารสไตรีนที่เกิดเผาไหม้ในอุบัติเหตุอยู่ในช่วง 0.42-0.83 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ไม่เกินมาตรฐานบรรยากาศตามที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำหนดที่ 20 ppm ขณะที่คุณภาพน้ำตรวจสอบพบสารสไตรีนในน้ำจากการดับเพลิงที่อยู่ในบริเวณโรงงาน แต่ไม่พบสารสไตรีนปนเปื้อนในคลองปากน้ำและคลองประเวศบุรีรมย์หน้าวัดสังฆราช จากข้อมูลด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ ประชาชนโดยรอบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สถานการณ์สารมลพิษไม่อยู่ในระดับก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ควรงดใช้น้ำคลองเพื่อการอุปโภคบริโภคช่วงนี้เป็นการชั่วคราว อก.จะเร่งดำเนินการรื้อถอนปรับปรุงสภาพพื้นที่ ตลอดจนนำกากของเสียที่เกิดจากอุบัติภัยออกไปกำจัดตามหลักวิชาการและความปลอดภัย&amp;quot; นายสุริยะกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.อุตสาหกรรมกล่าวต่อว่า ส่วนของการเยียวยาประชาชน กระทรวงได้สั่งให้โรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 39 (1) เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายที่ประชาชนจะต้องได้รับอย่างเร่งด่วน โดยได้สั่งการให้ตั้งจุดรับเรื่องร้องทุกข์ 3 แห่ง คือ 1.หน้าโรงงานหมิงตี้ 2.สถานีตำรวจบางแก้ว และ 3.สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถไปติดได้ตามจุดที่เปิดบริการดังกล่าว ทั้งนี้ อก.จะร่วมเป็นหน่วยงานกลางประสานเพื่อเยียวยาประชาชน เพื่อประโยชน์ในการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงได้กำหนดมาตรการป้องกันโรงงานที่มีความเสี่ยง โดยระยะสั้นให้ กรอ.จัดทำหนังสือแจ้งให้โรงงานปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด โดยให้ประสานกับสำนักอุตสาหกรรมจังหวัดตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเร่งด่วน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ในทุกช่องทาง&amp;nbsp;และระยะยาวกำชับให้ กรอ.และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจัดลำดับโรงงานที่มีความเสี่ยงและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดี กรอ. กล่าวว่า กรอ.ตรวจสอบแล้วมีสารสไตรีนโมโนเมอร์ตกค้างอยู่ภายในถังเก็บประมาณ 1,000 ตัน และมีอุณหภูมิเกินกว่า 70 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ปลอดภัยในการเข้าใกล้ถัง เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนออกมาจำนวนมาก เป็นเหตุให้เกิดการระเบิดหรือเพลิงไหม้ได้อีก จึงประสานผู้เชี่ยวชาญให้ขจัดสิ่งกีดขวางรอบๆ ถังเก็บ และให้เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำไปที่ถังเก็บสารสไตรีน พร้อมทั้งใส่สารเคมีรอบๆ ถังเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยต้องการลดอุณหภูมิลงให้ได้ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องอีก 24 ชั่วโมง จนแน่ใจว่าสามารถควบคุมอุณหภูมิได้คงที่ หลังจากนั้นจะพยายามสอดท่อลงไปทางด้านบนเพื่อใส่สาร DEHA ลงไปเพื่อยับยั้งปฏิกิริยา ทั้งนี้ หลังจากปรับสภาพได้ตามข้อกำหนดแล้วจะส่งสารสไตรีนไปกำจัด ณ โรงงานบำบัดกำจัดของเสียอันตรายที่ได้รับอนุญาตจาก กรอ.ต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเหตุเพลิงไหม้โรงงานว่า ขณะนี้ทางศูนย์รับแจ้งความเสียหาย ณ สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว จ.สมุทรปราการ สอบปากคำผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วกว่า 500 ราย รวมมูลค่าความเสียหายที่ได้รับแจ้งจากผู้ได้รับผลกระทบเบื้องต้นประมาณ 250 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค.) โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ รถยนต์สายตรวจ รถจักรยานยนต์สายตรวจ พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนภารกิจการป้องกันเหตุร้าย และไม่ให้กลุ่มเหล่ามิจฉาชีพฉวยโอกาสก่อเหตุซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้และบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งศูนย์พักพิงและบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สนับสนุนภารกิจการเคลื่อนย้ายประชาชนส่งกลับบ้าน ชุมชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109094</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โรงงานหมิงตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a9c695b3fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงอุตฯเร่งเครื่องให้บริการดิจิทัล4.0ลดเอกสารเหลือแบบฟอร์มเดียวผ่านระบบออนไลน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งขยายการบริการให้ครอบคลุมส่วนงานด้านข้อมูลการประกอบกิจการโรงงาน โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พัฒนาจัดทำและเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม iSingleform ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางการบริการแจ้งข้อมูลของผู้ประกอบการให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ภายในกระทรวงให้เหลือเพียงแบบฟอร์มเดียวผ่านระบบออนไลน์ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายในการเร่งยกระดับการบริการของกระทรวงเข้าสู่ระบบออนไลน์ให้ครอบคลุมในทุกมิติเพื่อขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลดิจิทัล
ขณะเดียวกันปัจจุบันกระทรวงฯ ได้เปิดให้บริการผ่านระบบออนไลน์ในหลายบริการ อาทิ บริการด้านใบอนุญาต บริการยื่นขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และบริการใบแจ้ง การชำระค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งจะเป็นการลดภาระผู้ประกอบการในการเดินทางมาติดต่อหน่วยงานราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน &amp;nbsp;ภาครัฐจำเป็นจะต้องพัฒนาปัจจัยแวดล้อมให้พร้อม อาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและคมนาคม การปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย รวมทั้งการบริการของภาครัฐที่ต้องยกระดับให้สอดคล้องกับการทำงานในยุคชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งมีความคุ้นชินในการทำธุรกรรมออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่ราชการเพื่อขอรับบริการ สามารถแจ้งข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา โดยได้ตั้งเป้าหมายให้ผู้ประกอบการโรงงานแจ้งข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม iSingleForm อย่างทั่วถึงและครอบคลุมผู้ประกอบการในทุกขนาดและทุกพื้นที่มากขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างกรอบตัวอย่าง ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานร่วมกัน ช่วยลดการสำรวจข้อมูลที่ซ้ำซ้อนภายในกระทรวงอุตสาหกรรมและสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย &amp;nbsp;ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ได้เร่งพัฒนาระบบ iSingleForm และเปิดใช้งานให้ผู้ประกอบการได้แจ้งข้อมูลตามแบบฟอร์มเดียวซึ่งได้รวบรวมข้อคำถามจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกระทรวงฯ ไว้ในแบบฟอร์มเดียวเพื่อลดภาระการแจ้งข้อมูล ไม่ให้เกิดความความซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่แจ้งข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะได้รับแจ้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารที่ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันกับทาง สศอ. ซึ่งในปัจจุบันมี 2 ธนาคาร คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ได้รับแจ้งสิทธิการเข้ารับคำปรึกษาเพื่อการพัฒนาสถานประกอบการ และการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพสถานประกอบการโรงงาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88732</URL_LINK>
                <HASHTAG>iSingleform, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f478c1689a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯ จี้ สมอ. ออกมาตรฐานใหม่เน้นดูแลสิ่งแวดล้อม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริมมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี)ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ตามนโยบายรัฐบาลด้าน BCG (ไบโอ เซอร์คูลาร์ กรีน) ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ และนำมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุในการทำลายสิ่งแวดล้อมรัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG โมเดล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบูรณาการการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมในสามมิติพร้อมกัน ได้แก่ Bio Circular และ Green เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กระทรวงอุตสาหกรรมขานรับนโยบายดังกล่าว ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการ โดยเฉพาะ สมอ. ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติที่กำกับดูแลและส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำมาตรฐานไปใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศได้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานตามนโยบายรัฐบาลด้าน BCGอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ในการจัดการทรัพยากรภายในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม BCG เพื่อที่จะเสนอคณะรัฐมาตรี (ครม.) เพื่อผลักดันมาตรการนี้ต่อไป รวมทั้งยังได้มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) เข้าไปเข้มงวดกับนิคมฯ และภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้มีการดำเนินงานตามมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ(สมอ.) กล่าวว่า ได้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานตามนโยบายรัฐบาลด้าน BCG โดยกำหนดมาตรฐานพลาสติกชีวภาพ &amp;nbsp;มาตรฐานการนำวัสดุเหลือใช้มาหมุนเวียนใช้ใหม่ และมาตรฐานเซอร์คูลาร์ อีโคโนมี ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ และลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2563 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้ในการจัดการทรัพยากรในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน และการนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่ รวมถึงการออกแบบการดำเนินงานของธุรกิจ และการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้ปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นมีจำนวนลดน้อยลง จนกระทั่งนำไปสู่การไม่มีของเสีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84073</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ส่งเสริมมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน, เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f478c1689a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดนิคมเกษตร-ชีวภาพแห่งแรกของเอเชียลงทุน2หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์นเป็นไบโอ เซอร์คูลาร์ กรีน คอมเพล็กซ์ (Bio-Circular Green Complex) แห่งแรกของเอเชีย ภายในประกอบด้วยโรงงาน เกษตรแปรรูปปาล์มน้ำมัน ยางพารา และพลังงานทดแทน พร้อมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น โรงงานผลิตเยื่อกระดาษจากทะลายปาล์ม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศตั้งให้เป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมลำดับที่ 26 ของประเทศ เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2563 ถือเป็นความสำเร็จที่ภาคเอกชนและภาครัฐร่วมกันผลักดันเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลหลายด้าน คือ 1. การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 2. การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอส-เคิร์ฟ) สาขาเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 3. การเชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม และ 4. เป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี) เต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยเป็นผู้นำด้านผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งโครงการ เขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์นจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพและเป็นตัวอย่างที่ดีของการต่อยอดอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเป็นโครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมเอส-เคิร์ฟ สาขาเกษตรชีวภาพขนาดใหญ่ลำดับแรกของประเทศ ซึ่งมีการลงทุนใหม่กว่า 20,000 ล้านบาท เกิดจ้างแรงงานในพื้นที่กว่า 8,000 อัตราภายใน 3 ปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในพื้นที่โดยรอบเขตประกอบการอุตสาหกรรมกว่า 2.5 ล้านไร่&amp;rdquo; นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย โกกนุทาภรณ์ ประธานกลุ่มบริษัทไทยอีสเทิร์น กล่าวว่าบริษัท ไทยอีสเทิร์น อินดัสเตรียล แลนด์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น ภายใต้การออกแบบและพัฒนาระบบ การบริหารจัดการทรัพยากรภายในอย่างเกื้อกูลกัน สามารถเกิดการแลกเปลี่ยนด้านพลังงาน วัตถุดิบ วัสดุเหลือใช้ และกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างเหมาะสม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นำมาซึ่งอุตสาหกรรมที่ปราศจากของเสีย และปราศจากมลภาวะตลอดทั้งกระบวนการ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กระบวนการผลิต และลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผสานกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งโครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น ตั้งอยู่บนถนนสาย 344 ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี บนเส้นทางยุทธศาสตร์การเกษตรของภาคตะวันออก มีพื้นที่โครงการกว่า 725 ไร่ แบ่งโซนออกเป็น พื้นที่อุตสาหกรรมกว่า 510 ไร่ และพื้นที่พาณิชยกรรม พื้นที่สาธารณูปโภค พื้นที่สีเขียวกว่า 215 ไร่ สอดคล้องตามแนวทางการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการสามารถรองรับพืชเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน พืชพลังงาน อาหาร ผลไม้ พืชสมุนไพร และวัตถุดิบอื่นๆ ทางชีวภาพ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตรทั้งระบบในภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ตอนบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังเป็นศูนย์กลางของการสร้างบุคลากรเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรองรับการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพขั้นปลาย ในอนาคต และเป็นศูนย์กลางบูรณาการด้านเกษตรชีวการแพทย์ระดับ(ไบโอ เมดิเคิล ฮับ) หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ยา เครื่องสำอาง อาหารจากเกษตรชีวภาพ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงอยู่ระดับบนของห่วงโซ่การผลิตในอนาคต โดยมีหน่วยงานภาครัฐร่วมกันบูรณาการผลักดันขับเคลื่อน โครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรม ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และจังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83246</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, โครงการเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น, ไบโอ เซอร์คูลาร์ กรีน คอมเพล็กซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f478c1689a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะมีเสียว!ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา&#039;วัดถ้ำพระโพธิสัตว์&#039;ฟ้องออกใบอนุญาตทำเหมืองแร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.2563 - &amp;nbsp;ในวันพุธนี้ เวลา 10.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ส.3/2560ณ ห้องพิจารณาคดี 7 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ในคดีระหว่างวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ (ผู้ฟ้องคดี) กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 4 คน อนุมัติหรือออกใบอนุญาตประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ภายในรัศมี 2,000 เมตร อันอาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้น รวมถึงถ้ำพระโพธิสัตว์ซึ่งได้รับขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน อันเป็นการขัดต่อกฎหมายและระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2535
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79045</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำพิพากษา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, วัดถ้ำพระโพธิสัตว์, ศาลปกครองกลาง, สระบุรี, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e1c513b8ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;อ้างโพลขอรูดซิปปากเรื่องการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.2563 - &amp;nbsp;- &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้สัมภาษณ์ถึงกระแสความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีชื่อกลุ่มสามมิตรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยว่า ขอเรียนว่าขณะนี้สถานการณ์เรื่องโควิด-19 ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างมาก ดังนั้นเวลานี้คิดว่าไม่เหมาะสมที่จะมาพูดการเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีรายงานข่าวว่า นายอนุชา นาคาศัย จะนั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค นายสุริยะย้ำว่า ขณะนี้ ขอให้อยู่ในโหมดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า โดยเข้าใจว่าสื่อมวลชนต้องการนำเสนอเรื่องการเมือง เพื่อให้มีสีสัน แต่ขณะนี้โพลต่างๆก็ชี้แล้วว่าอยากให้ดูแลประชาชนก่อนที่จะพูดการเมือง ดังนั้นวันนี้ขออนุญาตไม่พูดเรื่องการเมือง เนื่องจาก ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อถามว่าเห็นรายงานข่าวตั้งพรรคใหม่ของกลุ่มสี่กุมารหรือยัง นายสุริยะยืนยันไม่ตอบคำถามการเมือง โดยได้แต่ยิ้ม และลงพื้นที่พบประชาชนต่อทันที
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66418</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200303/image_big_5e5dc6578c6ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
