<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นครเมลเบิร์นเตรียมยุติการล็อกดาวน์ยาวนานที่สุดในโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นครเมลเบิร์นของออสเตรเลียซึ่งใช้มาตรการล็อกดาวน์มายาวนานที่สุดในโลกรวมแล้วเกือบ 9 เดือน เตรียมจะยกเลิกคำสั่งบังคับประชาชนอยู่กับบ้านในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เมื่ออัตราการฉีดวัคซีนครบโดสสูงถึงระดับที่น่าพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย่านเบิร์กสตรีทมอลล์ของนครเมลเบิร์นไร้รถราสัญจรระหว่างการล็อกดาวน์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2564 แดเนียล แอนดรูว์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียประกาศจะยุติการล็อกดาวน์หลังเที่ยงคืนวันพฤหัสบดีหน้า (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2564 อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย ซึ่งมีเมลเบิร์นเป็นเมืองหลวง ว่าเมืองที่มีประชากร 5 ล้านคนแห่งนี้จะยกเลิกข้อบังคับบางอย่างตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในรัฐวิกตอเรียจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า อัตราการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสของรัฐนี้จะเพิ่มเป็นร้อยละ 70 ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งเปิดทางให้ทางการสามารถผ่อนคลายข้อจำกัดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมลเบิร์นล็อกดาวน์มาแล้ว 6 รอบนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงกำหนดยกเลิกการล็อกดาวน์ในวันศุกร์จะเป็นการล็อกดาวน์รวมทั้งสิ้น 262 วัน สื่อของออสเตรเลียกล่าวกันว่า เป็นการล็อกดาวน์เมืองที่ยาวนานที่สุดในโลก นานกว่าการล็อกดาวน์กรุงบัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินาที่ล็อกดาวน์นาน 234 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสถานบริการและธุรกิจบางอย่างกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังการยกเลิกล็อกดาวน์แล้ว แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดด้านความจุในการรองรับผู้คน โดยคาดว่ารัฐบาลวิกตอเรียจะผ่อนคลายข้อบังคับเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการเปิดร้านค้าปลีกจำนวนมากอีกครั้ง เมื่อประชากรในรัฐนี้ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วถึงร้อยละ 80 โดยประเมินว่าจะเป็นภายในวันที่ 5 พฤศจิกายนอย่างช้าที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันอาทิตย์ รัฐวิกตอเรียรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหมี 1,838 คน เสียชีวิตเพิ่ม 7 คน ส่วนรัฐนิวเซาท์เวลส์เพื่อนบ้านติดกันซึ่งยุติการล็อกดาวน์ยาวนาน 100 วันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 301 คน เสียชีวิตอีก 10 คน รัฐนิวเซาท์เวลส์ซึ่งมีนครซิดนีย์เป็นเมืองหลวง มีประชากรฉีดวัคซีนครบโดสแล้วถึง 80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์กล่าวว่า ออสเตรเลีย ซึ่งเคยใช้ยุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์ในการควบคุมโรคระบาดอย่างได้ผล กำลังเดินหน้าเข้าสู่การใช้ชีวิตอยู่กับไวรัสผ่านการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวาง ยุทธศาสตร์ใหม่จะทำให้ไม่ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกหากประชากรร้อยละ 80 ฉีดวัคซีนครบแล้ว นับถึงสุดสัปดาห์นี้มีชาวออสเตรเลียที่อยู่ในข่าย ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วประมาณ 68%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119998</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐวิกตอเรีย, ออสเตรเลีย, เมลเบิร์นยกเลิกล็อกดาวน์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616bf802d0091.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100270</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 23:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 23:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนยัวะ รัฐบาลออสเตรเลียยกเลิกข้อตกลงบีอาร์ไอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลกลางของออสเตรเลียประกาศเพิกถอนความตกลง 2 ฉบับของรัฐวิกตอเรียที่จะเข้าร่วมความริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (บีอาร์ไอ) ของจีน อ้างไม่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย ทำเอาจีนโกรธ ตอบโต้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีเหตุผลและยั่วยุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียไม่ค่อยราบรื่นนัก โดยรัฐบาลสองฝ่ายขัดแย้งกันด้วยเรื่องการค้าและการแข่งอิทธิพลในภูมิภาคแปซิฟิก ออสเตรเลียยังทำให้จีนไม่พอใจก่อนหน้านี้ ที่เรียกร้องให้นานาชาติสอบสวนอย่างอิสระกรณีต้นกำเนิดไวรัสโควิดที่เมืองอู่ฮั่นด้วย การตัดสินใจล่าสุดของออสเตรเลียเมื่อวันพุธยิ่งทำให้ความสัมพันธ์เลวร้ายลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาริส เพย์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลีย ประกาศว่า รัฐบาลกลางตัดสินใจใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับใหม่ที่ออกเมื่อปีที่แล้ว ล้มล้างการตัดสินใจของรัฐวิกตอเรียที่ลงนามความตกลงบีอาร์ไอกับจีน 2 ฉบับ ได้แก่บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อปี 2561 และความตกลงกรอบการทำงาน ปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายใหม่ที่กล่าวถึงถูกมองว่าพุ่งเป้าที่จีนด้วยการอนุญาตให้รัฐบาลกลางยกเลิกความตกลงใดๆ ที่รัฐต่างๆ ทำไว้กับต่างชาติที่ถูกมองว่าคุกคามผลประโยชน์ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อตกลง 2 ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อันทะเยอทะยานระยะ 10 ปีของรัฐวิกตอเรีย ที่ต้องการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายการลงทุนมหาศาลของจีน ที่นักวิจารณ์กล่าวกันว่าเป็นการปกปิดการสร้างอิทธิพลทางค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของจีน แต่ข้อตกลงนี้เป็นเพียงกรอบการทำงานสำหรับความร่วมมือในอนาคตและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพย์นกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเอกสาร 2 ใน 4 ฉบับที่รัฐบาลจะเพิกถอนภายใต้กฎหมายนี้ ซึ่งรวมถึงบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมศึกษาธิการรัฐวิกตอเรียกับอิหร่านเมื่อปี 2547 และข้อตกลงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ที่กรมนี้ลงนามกับซีเรียเมื่อปี 2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลจีน โดยสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมา กล่าวถึงการตัดสินใจของรัฐบาลออสเตรเลียว่า &amp;quot;ไม่มีเหตุผลและยั่วยุ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความร่วมมือบีอาร์ไอระหว่างจีนกับรัฐวิกตอเรียเอื้อต่อการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองฝ่าย&amp;quot; แถลงการณ์กล่าว &amp;quot;นี่คืออีกหนึ่งการเคลื่อนไหวที่ไร้เหตุผลและยั่วยุที่ฝ่ายออสเตรเลียกระทำต่อจีน&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100270</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง, จีน, บีอาร์ไอ, มาริส เพย์น, ยกเลิกข้อตกลงบีอาร์ไอ, รัฐวิกตอเรีย, ออสเตรเลีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_608052f72489e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 20:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 20:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐวิกตอเรียประกาศ&#039;ภัยพิบัติโควิด&#039; เมลเบิร์นเคอร์ฟิว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คุมไวรัสไม่ได้ รัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียประกาศภาวะภัยพิบัติโควิด-19 เมื่อวันอาทิตย์ พร้อมบังคับใช้เคอร์ฟิวยามวิกาลในนครเมลเบิร์น ห้ามเดินทางไกลจากบ้านเกิน 5 กม. รื้อฟื้นการเรียนทางไกล ขณะทั่วโลกติดเชื้อใกล้ 18 ล้าน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ผ่านหลัก 5 แสนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนคอลลินส์ในเมืองเมลเบิร์นร้างรถสัญจรหลังเวลา 20.00 น.วันอาทิตย์ ภายหลังเคอร์ฟิวมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครเมลเบิร์นของรัฐวิกตอเรีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ เริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์นาน 6 สัปดาห์เพื่อให้ประชาชนอยู่กับบ้านมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม แต่ยังไม่สามารถควมคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นสถิติใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2563 แดเนียล แอนดรูวส์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย จึงตัดสินใจประกาศภาวะภัยพิบัติทั่วรัฐ และบังคับใช้เคอร์ฟิวที่เมืองเมลเบิร์น ระหว่างเวลา 20.00 - 05.00 น. เป็นเวลา 6 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ค่ำวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการเคอร์ฟิวนี้จะห้ามประชากรเกือบ 5 ล้านคนของเมลเบิร์นออกจากบ้าน ยกเว้นต้องออกไปทำงานหรือต้องทำหน้าที่ดูแลหรือรับการดูแลทางการแพทย์ และยังจำกัดเวลาที่ประชาชนได้ออกกำลังกายนอกบ้านไว้วันละ 1 ชั่วโมง, ห้ามเดินทางไกลจากบ้านเกินรัศมี 5 กิโลเมตร และแต่ละครัวเรือนสามารถออกไปซื้อสิ่งของจำเป็นได้วันละ 1 คน นอกจากนี้ยังห้ามจัดงานแต่งงานด้วย ส่วนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องเปลี่ยนไปเรียนทางไกลตั้งแต่วันพุธ ซูเปอร์มาร์เก็ตยังเปิดทำการได้ ส่วนร้านอาหารซึ่งห้ามกินที่ร้าน ยังค้าขายต่อได้เฉพาะบริการนำกลับและส่งถึงบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอนดรูวส์กล่าวว่า เนื่องจากการแพร่เชื้อในชุมชนอยู่ในระดับสูงจนไม่อาจยอมรับได้ เขาจึงประกาศภาวะภัยพิบัติ และจะยกระดับการควบคุมขึ้นสู่ระยะ 4 ไปถึงวันที่ 13 กันยายน ซึ่งจะมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดและจริงจังขึ้น ไม่มีการผ่อนผันหรือแค่ตักเตือนอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเสริมด้วยว่า รัฐบาลจะประกาศข้อบังคับเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ทำงานในวันจันทร์ บ่งบอกเป็นนัยว่าธุรกิจที่ไม่จำเป็นอาจถูกสั่งปิดชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันอาทิตย์ รัฐวิกตอเรียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อีก 671 คน และเสียชีวิตเพิ่มอีก 7 คน ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั่วออสเตรเลียมีเกือบ 18,000 รายแล้ว เสียชีวิต 208 ราย โดยรัฐอื่นๆ นอกเหนือจากวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ซึ่งนครซิดนีย์เป็นศูนย์รวมการแพร่เชื้ออีกแห่ง ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่หรือมีเพียงไม่กี่ราย หลังจากรัฐบาลกลางผ่อนคลายมาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกถึงวันอาทิตย์มีไม่ต่ำกว่า 17.8 ล้านราย และเสียชีวิตมากกว่า 685,000 ราย สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุด 4,620,502 ราย และ 154,449 ราย ตามลำดับ บราซิลมีผู้ติดเชื้อเป็นอันดับสองของโลก 2,707,877 ราย เสียชีวิต 93,563 ราย อินเดียมีผู้ติดเชื้อมากอันดับสามที่ 1,750,723 ราย ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตมากอันดับสามเปลี่ยนเป็นเม็กซิโก ที่ 47,472 ราย แทนที่สหราชอาณาจักร 46,278 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ กระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้รายงานว่า ผู้ติดเชื้อยืนยันในประเทศมี 503,290 ราย แล้ว มากเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ใน 3 อยู่ที่จังหวัดเกาเต็งที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน ส่วนผู้เสียชีวิตมีเพียง 8,153 ราย ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตของประเทศต่ำแค่ 1.6%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาวะภัยพิบัติโควิด, รัฐวิกตอเรีย, ออสเตรเลีย, เมลเบิร์นเคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26c4e3bcced.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 21:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออสเตรเลียปิดแดนนิวเซาท์เวลส์-วิกตอเรียสกัดไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐนิวเซาท์เวลส์และรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียจะเริ่มปิดพรมแดนระหว่างกันเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาตั้งแต่คืนวันอังคารนี้ ขณะที่อินเดียมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้านพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสกลับมาเปิดแล้วหลังปิดไปเกือบ 4 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มัคคุเทศก์ชูรูปโมนาลิซาประท้วงสภาพการจ้างงาน ที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์และรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียแถลงร่วมกันว่าเป็นครั้งแรกที่ตั้งแต่การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะต้องปิดพรมแดนระหว่าง 2 รัฐ โดยเริ่มตั้งแต่คืนวันอังคารนี้ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐวิกตอเรียมีประชากรมากกว่า 6.6 ล้านคน เมื่อวันจันทร์มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 127 ราย พบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ส่วนใหญ่ที่นครเมลเบิร์น โดยมีผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนในอพาร์ตเมนต์หลายแห่งที่มีผู้อาศัยอย่างหนาแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดาเนียล แอนดรูว์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า การปิดพรมแดนระหว่างรัฐวิกตอเรียและรัฐนิวเซาท์เวลส์ เป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็นที่จะต้องทำ เมื่อต้องเผชิญกับการท้าทายในการควบคุมไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจรัฐวิกตอเรียแถลงว่า จะใช้โดรนและเครื่องมือสอดส่องทางอากาศอย่างอื่น เพื่อลาดตระเวนบริเวณชายแดนของรัฐที่มีพื้นที่ยาวไกลมาก ผู้ฝ่าฝืนจะต้องเสียค่าปรับเป็นเงินจำนวนมากและมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแผนที่จะกลับมาเปิดพรมแดนระหว่างรัฐวิกตอเรียกับรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ยังต้องเลื่อนไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นมากในชุมชนต่างๆ ของนครเมลเบิร์น เมื่อวันเสาร์พบผู้ป่วยโรคนี้รายใหม่ 16 รายในการเคหะชุมชน 9 แห่ง ที่มีผู้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้ต้องมีคำสั่งล็อกดาวน์ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาคารการเคหะทั้ง 9 แห่ง จำนวน 3,000 คน ตามมาตรการควบคุมไวรัสโคโรนาอย่างเข้มงวด ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมในเคหะชุมชนทั้ง 9 แห่งอยู่ที่ 53 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงสาธารณสุขอินเดียแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมทั่วประเทศมากกว่า 697,400 ราย ทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก แซงหน้ารัสเซียที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม 681,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในอินเดียที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้หลายเมืองในอินเดียกลับมาใช้มาตรการควบคุมไวรัสที่เข้มงวดอีกครั้ง รวมถึงนครกัลกัตตา โดยในวันจันทร์ประกาศระงับเที่ยวบินจากเมืองหลักทั่วประเทศบินเข้ากัลกัตตา และช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาจัดตั้งโซนควบคุมไวรัสหลายสิบแห่ง ส่วนที่เมืองตริวันดรัม เมืองเอกของรัฐเกรละทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย มีคำสั่งปิดขนส่งสาธารณะทั้งหมดและปิดร้านค้าต่างๆ อนุญาตเฉพาะร้านขายยาที่ให้เปิดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในกรุงปารีส กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อเวลา 09.00 น. วันจันทร์ตามเวลาในฝรั่งเศส หลังปิดไปเกือบ 4 เดือนตามมาตรการควบคุมไวรัสโคโรนา โดยผู้เข้าชมต้องซื้อตั๋วทางออนไลน์และต้องสวมหน้ากากระหว่างเข้าชม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฌอง ลุค มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เผยว่า ในวันแรกมีผู้จองตั๋วเข้าชมราว 7,000 คน จากที่ตามปกติพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีผู้เข้าชมราว 30,000 คนต่อวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70687</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิวเซาท์เวลส์, ปิดพรมแดน, รัฐวิกตอเรีย, ออสเตรเลีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f03327d53988.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โดนไฟป่าล้อม ออสซี่หลายพันคนหนีตายลงชายหาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ไฟป่าครั้งร้ายแรงของออสเตรเลียที่เผาไหม้มานานหลายเดือนลามเข้าใกล้แหล่งท่องเที่ยวริมทะเลทางตะวัน,ออกเฉียงใต้เมื่อวันอังคาร คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวหลายพันคนติดในวงล้อมหมดทางหนี ต้องอพยพไปปักหลักบนชายหาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้องฟ้ายามบ่ายของวันสิ้นปี 2562 ของออสเตรเลียเปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะไฟป่าใกล้เมืองนาวรา รัฐนิวเซาท์เวลส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไฟป่ารุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม โดยวิกฤตการณ์ล่าสุดมีปัจจัยเสริมจากคลื่นความร้อนและลมแรง โดยมีคนสังเวยชีวิตเพิ่มเป็น 12 รายแล้วเมื่้อวันอังคาร ไฟป่าได้เผาทำลายพื้นที่แล้ว 18.5 ล้านไร่ หรือขนาดใหญ่กว่าประเทศเบลเยียม และคุกคามเมืองใหญ่หลายเมือง เช่น นครซิดนีย์และกรุงเมลเบิร์น ซึ่งมีประชากรหลายล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ประชาชนราว 100,000 คนอพยพออกจากชุมชน 5 แห่งชานกรุงเมลเบิร์น ขณะที่ไฟป่ากลืนชีวิตอาสาสมัครดับไฟเพิ่มอีก 1 รายระหว่างพยายามดับไฟในเขตชนบทแห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงตั้งแต่คืนวันจันทร์ มีทรัพย์สินโดนไฟเผาแล้วหลายสิบแห่ง คนเสียชีวิต 3 คน สูญหายอีก 5 รายในรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรีย ที่ไฟลามถึงหลายเมืองที่มีคนอาศัยหนาแน่น เช่น เบตแมนส์เบย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยดับเพลิงเขตชนบทนิวเซาท์เวลส์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า บางพื้นที่นั้นไฟโหมรุนแรงมาก กลุ่มควันหนาทึบและสภาพอากาศแห้งแล้งจากไฟป่าก่อให้เกิดพายุสายฟ้าที่รุนแรงจนไม่สามารถบินลาดตระเวนหรือดับไฟป่าทางอากาศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองแมลลาคูตา เมืองชายฝั่งในรัฐวิกตอเรีย กลุ่มควันปกคลุมท้องฟ้าจนมืดหม่นเหมือนกลางคืน เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า ไฟป่าหลายจุดที่ลุกไหม้อยู่ใกล้เคียงกำลังก่อพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและอันตรายจากถ่านคุที่มาตามลม มีคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนช่วงฤดูร้อนติดอยู่ในเมืองนี้ราว 4,000 คน เนื่องจากไม่สามารถอพยพหนีทางบกได้ทัน และอีกจำนวนมากหนีไปหลบภัยบนชายหาดหลายแห่งตลอดแนวชายฝั่งยาว 200 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านบางรายที่มีเรือได้นำเรือออกทะเล บางคนเผยทางโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาขึ้นเรือหนี บางคนบอกว่าสวมเสื้อชูชีพเตรียมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องหนีลงทะเล ซึ่งเป็นทางรอดสุดท้าย โดยมีรายงานว่าทางการรัฐวิกตอเรียได้เตรียมแผนอพยพทางทะเลหรือทางอากาศแล้ว หากถึงคราวจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่รัฐวิกตอเรียเตือนล่วงหน้าหลายวันที่ผ่านมาให้นักท่องเที่ยวนับแสนคนออกจากพื้นที่นี้ก่อนจะสายเกินไป แต่ยังมีนักท่องเที่ยวเหลืออยู่หลายพันคน ซึ่งตอนนี้หนีไม่ทันแล้ว คำแถลงเมื่อวันอังคารกล่าวว่า เมืองแมลลาคูตาและเมืองติดกันอีก 1 เมืองยังคงถูกตัดขาด แต่ไฟป่าที่เป็นอันตรายถึงชีวิตผ่านพ้นไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายวันมานี้ อุณหภูมิในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียพุ่งแตะ 47 องศาเซลเซียส ส่วนเขตอื่นๆ ทุกแห่งก็มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศา ไม่เว้นแม้แต่เกาะแทสเมเนีย วิกฤติไฟป่าครั้งนี้ทำให้ปัญหาโลกร้อนถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายว่าเป็นสาเหตุของฤดูไฟป่าที่รุนแรงขึ้นและยาวนานขึ้นของออสเตรเลีย และทำให้ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลรีบดำเนินการรับมือกับภาวะโลกร้อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53594</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐนิวเซาท์เวลส์, รัฐวิกตอเรีย, หนีลงชายหาด, ออสเตรเลีย, แมลลาคูตา, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b18694c409.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
