<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 21:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนร. สั่งการบ้านเร่งแก้ไขปัญหาขาดทุนของ อสมท และ ขสมก. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 ประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่ง คนร. ได้พิจารณาในเรื่องต่างๆ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เห็นชอบหลักเกณฑ์การเสนอกรอบนโยบายการพัฒนาและทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจในกำกับ (กรอบนโยบายฯ) เพื่อให้กระทรวงเจ้าสังกัดใช้ในการจัดทำกรอบนโยบายฯ สำหรับประกอบการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2566 - 2570 โดยกรอบนโยบายฯ จะกำหนดนโยบาย ทิศทาง และบทบาทของรัฐวิสาหกิจ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รวมทั้ง ให้มีการกำหนดให้กระทรวงเจ้าสังกัด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สคร. ร่วมกำหนดภารกิจและบทบาทหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจให้ตอบโจทย์ในการพลิกโฉมประเทศภายใต้ BCG Model การพัฒนาด้านนวัตกรรม และการดำเนินกิจการภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาองค์กรของรัฐวิสาหกิจทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บมจ. เอ็นที) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (อสมท) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)&amp;nbsp;และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยได้มีนโยบายที่สำคัญดังนี้ 1) กรณี ขสมก. ขอให้กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการตามแผนในส่วนที่ดำเนินการได้ทันทีก่อน เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนและลดปัญหาขาดทุนของ ขสมก. 2) กรณี บมจ. เอ็นที ขอให้จัดทำแผนแนวทางการรับมอบและการบริหารดาวเทียมและลูกค้าในรายละเอียดที่ชัดเจน เพื่อรักษาผลประโยชน์ภาครัฐและการให้บริการที่ต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) กรณี อสมท ซึ่งได้จัดทำแผนการดำเนินงานระยะสั้นที่ชัดเจนแล้วและผลประกอบการสำหรับรอบครึ่งปี 2564 กลับมามีกำไร คนร. ขอให้ อสมท จัดทำแผนเชิงรุกที่มุ่งเน้นการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ และใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มี และ 4) กรณี ธพว. ให้ขยายวงเงินสินเชื่อต่อรายจากไม่เกิน 15 ล้านบาทเป็นไม่เกิน 50 ล้านบาท เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับในการจัดตั้งบริษัทในเครือ 2 แห่ง ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.1 การจัดตั้งบริษัทในเครือของบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เพื่อดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจของ EGATi และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมทั้งสร้างรายได้เข้าประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 โครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา = บ้านพร้อมอาชีพ&amp;rdquo; และให้การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ดำเนินโครงการตามแนวทางการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รักษาผลประโยชน์ของรัฐ และไม่ขัดข้องหาก กคช. ประสงค์จะจัดตั้งบริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) ในรูปแบบบริษัทเอกชน โดยให้กำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทในเครือให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง และไม่เป็นภาระกับ กคช. หรือภาครัฐในระยะยาวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คนร. ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการทางวินัยกรณีพนักงานรัฐวิสาหกิจพ้นสถานะพนักงานไปแล้ว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐและป้องปรามพนักงานอื่นมิให้กระทำความผิด โดยให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการดำเนินการลงโทษทางวินัยโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม รวมถึงพิจารณาปรับปรุงระเบียบข้อบังคับภายในของรัฐวิสาหกิจเพื่อรองรับกรณีดังกล่าวด้วย โดยเทียบเคียงกับกรณีของข้าราชการพลเรือนซึ่งยังสามารถลงโทษผู้กระทำผิดทางวินัยได้แม้จะออกจากราชการแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116601</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุมคนร., รัฐวิสาหกิจ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), แก้ไขปัญหาการขาดทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f59ff57f52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ฝากรัฐวิสาหกิจช่วยจัดทำแผนจ้างงานปชช. ทิศทางลงทุนต้องพลิกโฉมประเทศไทยทุกมิติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - เวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 3/2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีระบุการพัฒนาและทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จะต้องเป็นการพลิกโฉมประเทศไทย โดยพุ่งเป้าความต้องการในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข เพื่อเพิ่ม GDP ประเทศ รัฐวิสาหกิจที่มีขีดความสามารถ เน้นการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งมีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อเป็นรายได้เข้าสู่ประเทศ ซึ่งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนและธุรกิจจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า นายกฯยังกล่าวถึงเรื่องการจ้างงานว่าขอให้รัฐวิสาหกิจได้มีส่วนช่วยเหลือประชาชนโดยพิจารณาหาแนวทางจัดทำแผนงานการจ้างงานในด้านต่างๆ เช่น งานด้านสิ่งแวดล้อมโยธา การรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สิน เป็นต้น ที่อาจเป็นการจ้างงานในรูปแบบพิเศษ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่มีปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ช่วยเหลือประชาชนคนที่ตกงานได้มีรายได้ประจำวันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับมติที่ประชุม คนร. ที่สำคัญมีดังนี้ ได้แก่ เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การเสนอกรอบนโยบายการพัฒนาและทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ (หลักเกณฑ์กรอบนโยบายฯ) และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ จัดส่งร่างหลักเกณฑ์กรอบนโยบายฯ ให้กระทรวงเจ้าสังกัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งบริษัท เคหะสุขประชาจำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ โดยให้การเคหะแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตามความเห็นของฝ่ายเลขานุการฯ และเห็นชอบให้ พม. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุม รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจ ณ สิ้นปี 2563 และรับทราบการจัดกลุ่มบริษัทในเครือโดยพิจารณาจากการดำเนินการของบริษัทในเครือมีความสอดคล้องกับภารกิจหรือจำเป็นต่อภารกิจเฉพาะตามวัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจ และจัดกลุ่มบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจใหม่เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มบริษัทในเครือที่มีการดำเนินการสอดคล้องกับภารกิจตามวัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจ และแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามผลประกอบการด้านการเงินคือ กลุ่มที่มีผลประกอบการมีกำไร และผลประกอบการขาดทุน กลุ่มที่ 2 กลุ่มบริษัทในเครือที่มีการดำเนินการไม่สอดคล้องกับภารกิจตามวัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่ 3 กลุ่มบริษัทในเครือที่จัดตั้งขึ้นตามความจำเป็นต่อการดำเนินภารกิจเฉพาะตามวัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116562</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐวิสาหกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f136263cf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116491</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประยุทธ์สั่งเร่งใช้งบ! คลังแฉหนี้พุ่ง9ล้านล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ลั่นเดินหน้าไทยเข้มแข็ง สั่งทุกหน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจเร่งถลุงงบประมาณ ชี้ยามนี้ภาครัฐเป็นกำลังหลักกระตุ้นเศรษฐกิจ &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; เปิดตัวเลขหนี้ใกล้แตะ 9 ล้านล้านบาท จ่อเต็มเพดาน 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ในระหว่างลงพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ถึงการโครงการไทยเข้มแข็ง ว่าโครงการดังกล่าวเป็นระดับนโยบาย ถ้านโยบายยังมีอยู่ก็ดำเนินต่อ โดยต้องรู้ว่ามีข้อติดขัดตรงไหน และจะเดินหน้าต่ออย่างไร ส่วนงบประมาณดำเนินงานมีอยู่แล้ว
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เดือน ก.ย. เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2564 พล.อ.ประยุทธ์จึงมีข้อสั่งการทั้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และในที่ประชุมคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ทุกหน่วยรับงบประมาณเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด เพราะช่วงที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 งบประมาณภาครัฐจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ และขณะนี้เป็นช่วงท้ายปีงบประมาณ นายกฯ จึงให้ทุกหน่วยงานเร่งการเบิกจ่าย ทั้งส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง งบจากพระราชกำหนดเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติและทำสัญญาผูกพันไปแล้ว เพื่อให้งบประมาณเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุด
น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า งบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณ สิ้นเดือน ส.ค.2564 มีการอนุมัติแล้ว 269 โครงการ วงเงินรวม 996,008 ล้านบาท หรือ 99.60% คงเหลือ 3,991.06 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 841,307 ล้านบาท หรือ 84.47% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ แบ่งเป็นการเบิกจ่ายใน 1.แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 63,898 ล้านบาท จำนวน 51 โครงการ 38,069 ล้านบาท หรือ&amp;nbsp; 59.58% 2.แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชดเชยให้กับภาคประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ&amp;nbsp; 708,197 ล้านบาท จำนวน 20 โครงการ 684,411 ล้านบาท&amp;nbsp; หรือ 96.64% และ 3.แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 227,905 ล้านบาท จำนวน 225 โครงการ 118,827 ล้านบาท หรือ 53.07%
&amp;ldquo;ครม.เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2564 ยังได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำกับติดตามหน่วยงานรับผิดชอบโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม.ให้ใช้จ่ายจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หากไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายในเวลาที่กำหนดให้เร่งจัดทำรายงาน ปัญหาและอุปสรรคเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ทราบต่อไป&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว
ขณะที่เว็บไซต์สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เผยแพร่รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค.2564 พบว่ามียอดหนี้ 8,909,063.78ล้านบาท หรือคิดเป็น 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% โดยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 8.3 หมื่นล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือน มิ.ย.2564 อยู่ที่ 8,825,097.81 ล้านบาท หรือ 55.20% ของจีดีพี
สำหรับหนี้สาธารณะเดือน ก.ค.2564 ที่เพิ่มสูงขึ้นมาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ โดยหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7,836,723.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.2564 ที่ 7,760,488.76 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 7,071,423.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และเป็นการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.โควิด-19 จำนวน 817,726.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 732,726.05 ล้านบาท และเป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกด้วย ส่วนหนี้รัฐวิสาหกิจ อยู่ที่ 781,052.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.2564 ซึ่งอยู่ที่ 772,090.49 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน อยู่ที่ 399,141.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp; 398,843.56 ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน อยู่ที่ 381,911.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 373,246.93 ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) อยู่ที่ 284,141.61 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 285,356.96 ล้านบาท ขณะที่หนี้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย อยู่ที่ 7,146.04 ล้านบาท
วันเดียวกัน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวถึงการจัดสรรเงินจากกองทุน SDRs จำนวน 6.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 21.7 ล้านล้านบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ให้ประเทศสมาชิก ว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดการเงินโลก ซึ่งการจัดสรรเงินจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไอเอ็มเอฟสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งไทยที่ได้รับเงินจัดสรร 1.4 แสนล้านบาท หรือ 4.4 พันล้านดอลลาร์นั้น รัฐบาลควรหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อนำเงิน SDRs ที่ได้รับการจัดสรรมาใหม่จำนวนนี้มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการคลัง โดยมุ่งไปที่การเยียวยาผู้ว่างงานและลงทุนทางการศึกษา การจัดซื้อวัคซีนและการลงทุนทางด้านสาธารณสุข
รศ.ดร.อนุสรณ์ยังกล่าวอีกว่า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% เป็นระยะเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน มีความเสี่ยงจะเกิดวิกฤตหนี้สินทั้งภาครัฐและเอกชน และหากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุ 60% ในปีหน้า การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติมจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง การขยับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% หรือ 80% ต้องศึกษาวิจัยถึงผลดี-ผลเสียอย่างรอบคอบ และต้องมั่นใจว่าเงินกู้ที่เป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษีในอนาคตและปัจจุบันต้องไม่รั่วไหลหรือใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116491</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, รัฐวิสาหกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้พุ่ง, หน่วยงานราชการ, เพดาน 60%, ไทยเข้มแข็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210912/image_big_613dfa588cdad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังโชว์รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายกระจาย &#039;รถไฟเร็วสูงไทยจีน-สายสีส้ม&#039;แชมป์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2564 รัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง ที่ สคร.กำกับดูแลโดยตรง มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมเป็นไปตามแผน โดยสามารถเบิกจ่ายได้ 191,891ล้านบาท หรือคิดเป็น101% ของแผน โดยภาพรวมรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ดีและเป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การเบิกจ่ายสะสม ประกอบด้วยการเบิกจ่ายงบลงทุน 9 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีงบประมาณ (ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 &amp;ndash; เดือน มิ.ย.2564) จำนวน 34 แห่ง มีวงเงิน112,744ล้านบาท หรือคิดเป็น 98%ของแผนการเบิกจ่ายสะสม และการเบิกจ่ายงบลงทุน 6 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีปฏิทิน (เดือน ม.ค. &amp;ndash; เดือน มิ.ย. 2564 ) จำนวน 9 แห่ง มีวงเงิน 79,146ล้านบาท หรือคิดเป็น 106%ของแผนเบิกจ่ายสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อบางโครงการ/แผนงานเนื่องจากบุคลากรไม่สามารถเข้าพื้นที่ที่อยู่ในเขตควบคุมและเฝ้าระวังเพื่อก่อสร้างหรือตรวจรับงานได้ รวมทั้งขาดแคลนแรงงานในการก่อสร้าง ดังนั้น สคร. จึงได้ทำงานร่วมกับรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด และประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ในที่ประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อช่วยผลักดันโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ยังสามารถดำเนินการได้ และเตรียมความพร้อมการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามเป้าหมายและเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป&amp;rdquo; นางปานทิพย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2564รัฐวิสาหกิจหลายแห่งสามารถเบิกจ่ายได้เป็นไปตามแผนหรือสูงกว่าแผน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่สามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าแผน อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย &amp;ndash; จีน ระยะที่ 1 (ช่วงกรุงเทพมหานคร &amp;ndash; นครราชสีมา), โครงการรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ &amp;ndash; รังสิต และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ของ รฟท., โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ -มีนบุรี ของ รฟม. และแผนปรับปรุง และขยายระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าฉบับที่ 12 ของ กฟน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เบิกจ่ายล่าช้า เช่น โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 - 2560) และโครงการทางวิ่งเส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน),โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม &amp;ndash; ชุมพร, โครงการรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน ของ รฟท.และแผนก่อสร้างอาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ (ระยะที่ 2) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112919</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐวิสาหกิจ, เบิกจ่ายงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60619ceceaa2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปังไม่ไหว!รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายไฟแล่บ7เดือนลงทุนกระฉูด1.3แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2564 รัฐวิสาหกิจ 43 แห่งที่ สคร. กำกับดูแลโดยตรง มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม อยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 101% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบลงทุน 7 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีงบประมาณ (ต.ค.63-เม.ย.64) จำนวน 34 แห่ง อยู่ที่ 9.51 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 100% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม และการเบิกจ่ายงบลงทุน 4 เดือนของรัฐวิสาหกิจระบบปีปฏิทิน (ม.ค.-เม.ย.64) จำนวน9 แห่ง อยู่ที่ 3.52 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 105% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ในเดือน เม.ย. 2564 รัฐวิสาหกิจทั้งหมดสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ดีและเป็นไปตามแผน ซึ่งปัจจุบันรัฐวิสาหกิจหลายแห่งอยู่ระหว่างการปรับแผนการเบิกจ่ายงบลงทุน เพื่อให้สะท้อนความสามารถการเบิกจ่ายที่แท้จริงและพิจารณานำโครงการ หรือแผนงานที่สามารถเบิกจ่ายได้มาทดแทนโครงการ หรือแผนงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับโครงการลงทุนที่เริ่มมีการเบิกจ่ายล่าช้า สคร. ได้เร่งหาสาเหตุและติดตามการแก้ไขปัญหากับรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามเป้าหมายและช่วยสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในเรื่องการลงทุนภาครัฐต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2564รัฐวิสาหกิจหลายแห่งสามารถเบิกจ่ายได้เป็นไปตามแผนหรือสูงกว่าแผน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าแผน อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ - มีนบุรี ของ รฟม. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย &amp;ndash; จีน ระยะที่ 1 (ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) และโครงการรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ &amp;ndash; รังสิต ของ รฟท. งานก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบประปาของการประปาส่วนภูมิภาค และโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 12 ของ กฟผ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี ยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เบิกจ่ายล่าช้า เช่น โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 - 2560) และโครงการทางวิ่งเส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม &amp;ndash; ชุมพร ของ รฟท. โครงการแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 12 ปี 2560 - 2564 ของการไฟฟ้านครหลวง และโครงการพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 1 ของ กฟภ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปานทิพย์ ศรีพิมล, รัฐวิสาหกิจ, เบิกจ่ายงบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60488bc5315cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99666</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2021 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2021 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบี้สคร.กำกับรัฐวิสาหกิจให้มีการทำงานรูปแบบใหม่สร้างรายได้ พร้อมสั่งเร่งรัดโครงการบ้านเคหะสุขประชา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เมษายน 2564ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 2/2564 ทางไกลผ่านระบบวิดิโอ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ &amp;nbsp;ร่วมทั้งพิจารณาโครงการ &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; บ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาภายหลังการประชุม นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นภาพรวมรัฐวิสาหกิจไทย 52 แห่ง ซึ่งมีทั้งกลุ่มรัฐวิสาหกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริการสาธารณะ ต้องสร้างแนวทางและวิธีการทำงานใหม่ &amp;nbsp;สามารถทำเงิน สร้างรายได้ให้กับประเทศ บริการประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มห่วงโซ่ทางธุรกิจ เพิ่มแนวทางการลงทุนร่วมภาคเอกชนในรูปแบบการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) &amp;nbsp;เพื่อลดภาระด้านงบประมาณภาครัฐ &amp;nbsp;ซึ่งต่อไปจะมีการนำผลประกอบการและการบริการประชาชนมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลการดำเนินงานของแต่ละรัฐวิสาหกิจด้วย &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรียังย้ำการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน การสร้างโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม การเติบโตที่เป็นมิตรต้อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ และต้องสอดคล้องกับการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ภายใต้ BCG Model โดยมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังกำชับให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ไปพิจารณาให้แนวทางบริหารจัดการบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 123 แห่ง โดยคำนึงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสอดคล้องกับภารกิจของรัฐวิสาหกิจแม่ รวมทั้งให้มีการพิจารณาดำเนินการ กรณีบริษัทในเครือที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินงานต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดภาระของภาครัฐในอนาคตเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ 2559 &amp;nbsp;รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ ริเริ่มกระบวนการพิจารณาจัดตั้งบริษัทในเครือต้องผ่านการพิจารณา คนร. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า ทั้งนี้ &amp;nbsp;ในที่ประชุมเร่งรัดการเคหะแห่งชาติดำเนินโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงการ &amp;nbsp;&amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา = บ้านพร้อมอาชีพ&amp;rdquo; จำนวน 100,000 หน่วย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ &amp;nbsp;ในระยะเวลา 5 ปี โดยให้มีการพิจารณานำการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนมาใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเสนอแนวทางการดำเนินการในที่ประชุม &amp;nbsp;คนร. เพื่อพิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงความสำคัญของรัฐวิสาหกิจว่าเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ พร้อมฝากให้บุคคลที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยสุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99666</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำกับดูแล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐวิสาหกิจ, สคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_6079448fc522b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสป.คว้าแชมป์”สาขาเกษตร” ผลประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2563 ชี้ชัด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสป.ปลื้มขึ้นแชมป์สาขาเกษตร ด้วยคะแนน 3.7125 คะแนน ผอ.มณเฑียร ลั่น! จะพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงาน เพื่อให้ อสป.บรรลุเป้าหมายเป็นรัฐวิสาหกิจแนวหน้าของประเทศในเร็วๆนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้คะแนนผลประเมิน ผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2563 ที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ออกมาแล้ว ณ วันที่ 24 ก.พ.2564 ซึ่งองค์การสะพานปลา(อสป.) ถือเป็นม้ามืด ที่กระโดดขึ้นมาเป็นแชมป์รัฐวิสาหกิจที่ได้คะแนนอันดับ 1 ในสาขาเกษตร โดยได้คะแนนสูงถึง 3.7125 คะแนน นอกจากนี้ หากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ในปีงบประมาณเดียวกัน (ไม่รวมรัฐวิสาหกิจ ที่ผลการดำเนินงานนับเป็นปีปฎิทิน) คะแนนรวมของ อสป.ก็ถือว่าพุ่งแรง โดยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 14 จากที่เคยอยู่อันดับที่ 43 ของคะแนนผลประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม หากคะแนนผลประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ที่รวมทุกแห่ง คือ 52 แห่ง ทั้งในปีงบประมาณและปีปฎิทินออกมาครบ อันดับของ อสป.และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่ประกาศผลออกมาแล้วในขณะนี้ อาจมีการขยับขึ้น-ลงบ้าง ซึ่งก็คงต้องจับตาดูกันอีกครั้งว่าใครจะอยู่อันดับที่เท่าไร รวมถึง อสป.ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดร.มณเฑียร อินทร์น้อย ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) เปิดเผยว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจเป็นอย่างมากที่ อสป.ติดอันดับเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้คะแนนอันดับ 1 ในสาขาเกษตร โดยได้ถึง 3.7125 คะแนน ทั้งนี้ คะแนนที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่ อสป.จะพัฒนาต่อในแผนงานต่างๆ ที่วางไว้ รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเป็นรัฐวิสาหกิจแนวหน้าของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อสป.ยังมีเป้าหมายนำระบบคุณภาพมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ พร้อมยกระดับการบริหารจัดการเข้าสู่มาตรฐานระดับสากล พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้กับระบบงานต่าง ๆ ขององค์กร ยกระดับการให้บริการให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างความพึงพอใจกับผู้รับบริการ และพัฒนาระบบบริการของหน่วยงาน จากการพัฒนาและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.มณเฑียร กล่าวว่า หลักการทำงานของผม&amp;nbsp; คือ ต้องมีหลักธรรมาภิบาลเป็นหลัก ด้วยคุณธรรม ด้วยสติปัญญา และความมุ่งมั่นอย่างสูงสุด พนักงานทุกคนต้องใส่ใจการทำงาน และต้องมีความภักดีกับองค์กรให้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหา ทั้งปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96571</URL_LINK>
                <HASHTAG>มณเฑียร อินทร์น้อย, รัฐวิสาหกิจ, สคร., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, องค์การสะพานปลา(อสป.), อสป.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_60543244a498a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
