<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ายหรือขยายเมืองหลวง?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กำเนิดวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. ลัคนาสถิตราศีเมษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มฤตยูจร (0) กำลังเดินอยู่ในราศีเมษ ระหว่าง 6 มีนาคม 2559-8 กรกฎาคม 2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;มฤตยูจร (0) จะย้ายไปเดินอยู่ราศีพฤษภ ระหว่าง 8กรกฎาคม 2565-18 กรกฎาคม 2572&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ครั้นเมื่อถึงเดือนกรกฎาคม 2565 แล้ว หากยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร เราจะถามตัวเองว่าเมืองรัตนโกสินทร์มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร&amp;rdquo; คือข้อความที่ผู้เขียนเพียรบอกให้คนไทยทุกคนรับมือมฤตยู (0) ผู้อาเพศ ที่เข้ามาเดินในราศีเมษทับลัคนาเมือง เป็นรอบที่สาม นับตั้งแต่วางเสาหลักเมืองเมื่อ 237 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่ประมาณมีนาคม 2559 จนถึงขณะนี้ที่มฤตยูจรเดินในราศีเมษได้เพียงเลยครึ่งทาง (ระหว่างมีนาคม 2559-กรกฎาคม 2565) เรื่องโดดเด่นที่เกิดและกระทบชะตาเมือง ขนาดแผ่นดินสะเทือน คือการเปลี่ยนรัชกาลและสถานะของบุคคลสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่นับรวมสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายส่งผลให้เมือง-วิถีชีวิตคนในเมืองก็พลอยเปลี่ยนตามไปด้วย เช่น การเกิดของโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ เพื่อต่อยอดและเปลี่ยนพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ที่น้าเปลว สีเงิน เปรียบเทียบเหมือนเมืองจะเป็น เงาะถอดรูป ส่วนผู้เขียนก็เคยออกหนังสือชื่อ ลอกคราบใหม่ประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2558 เตือนก่อนหน้านี้ให้คนไทยรับมือการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการรถไฟความเร็วสูง-รถไฟรางคู่-รถไฟฟ้าหลายสายที่ทยอยสร้างและกำลังสร้างทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด-การเกิดของอีอีซี-รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อสามสนามบิน-การซื้อ-ขายของออนไลน์-ตลาดสำคัญในอดีตคนเดินน้อย ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่แม้มฤตยูจรจะเดินในราศีเมษมาได้จะครึ่งทางแล้ว (มฤตยูจรใช้เวลาเวลา 7 ปีในแต่ละราศี) สิ่งที่ต้องจับตาคือ การปฏิวัติหรือ เปลี่ยนแปลงใหญ่ในเมืองจะยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสถานการณ์การก่อตัวอันจะ กระทบกับเมืองรัตนโกสินทร์แรงมากพอๆ กับการเปลี่ยนรัชกาล คือเรื่อง การจะย้าย หรือขยายเมืองหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันที่จริงความพยายามที่จะย้ายเมืองหลวงมีมาก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว โดยครั้งล่าสุดนี้เกิดจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี ไปเปิดสัมมนาของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี แล้วได้ให้นโยบายเพื่อให้เริ่มวางแผนว่า กรุงเทพฯ ควรจะเป็นอย่างไรในอนาคต พร้อมทั้งเสนอให้คิดกันว่า จะย้ายเมืองหลวงออกไป หรือ ขยายเมืองหลวงออกไปยังรอบนอก เพื่อ แก้ไขปัญหาความแออัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสรุปจากที่นายกรัฐมนตรีให้นโยบายครั้งนี้คือให้ทางเลือกศึกษาสองทางคือ ย้ายเมืองหลวง หรือ ขยายเมืองหลวงออกไปรอบนอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผู้เขียนซึ่งขอออกตัวก่อนว่าเป็นเพียงโหรสมัครเล่น ขอเสนอข้อมูลในแง่โหราศาสตร์ดวงเมืองรัตนโกสินทร์เท่าที่ผู้เขียนศึกษามาเพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นแรก การศึกษาเพื่อเตรียมการย้ายหรือขยายเมืองหลวง น่าจะสอดคล้องกับชะตาจรของเมืองที่ส่งสัญญาณจากการมาทับลัคนาเมืองของมฤตยูจร (0) ซึ่งเป็นเจ้าของภัยอาเพศ การปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในเมือง ตามอาการที่ผู้เขียนเคยบอกก่อนหน้านี้เสมอว่าระยะที่มฤตยูจรอยู่ที่ราศีเมษ ระหว่างมีนาคม 2559-กรกฎาคม 2565 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.หากเป็นคนถ้ารู้สึกอึดอัดควรจะกล้าชิงคิดหรือลงมือเปลี่ยนแปลง อย่าได้ชะล่าใจปล่อยเลยตามเลย เพราะแสดงว่าอากาศของมฤตยูนำมาแล้ว คือสะสมพลังของการเปลี่ยนแปลง รอวันระเบิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งกรณีความคิดจะย้ายหรือขยายเมืองนี้เป็นเรื่องที่เริ่มยอมรับกันทั่วไปถึงความแออัดของกรุงเทพฯ ที่สะสมพลังมานานแล้วชนิดที่น้อยคนจะคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งก่อนหน้านี้ประเทศเพื่อนบ้านก็ย้ายเมืองหลวงเช่นเมียนมา หรือที่เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้คืออินโดนีเซียดูจะเป็นที่ยอมรับกันให้ประเทศไทยทำบ้าง คล้ายๆ แรงกดดันไร้สภาพอยู่กลายๆ ให้ต้องลงมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.หากไม่เปลี่ยนแปลงจะเป็นฝ่ายถูกบีบให้เปลี่ยน เพราะอย่างน้อยการชิงศึกษาเพื่อเตรียมการเรื่องนี้ไว้ให้พร้อมก็ยังมีความเคลื่อนไหวว่าจะเปลี่ยน ก็ถูกโฉลกกับอาการของมฤตยูจรที่ทับลัคนาเมืองขณะนี้ แม้การจะลงมือทำต้องใช้เวลานานก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอยกตัวอย่างการปฏิวัติใหญ่ของคนที่ลัคนาสถิตราศีเมษหลายคนเทียบเคียงกับเมืองที่กำลังหาทางปฏิวัติเมืองหลวง คือคนที่รู้เท่าทันมฤตยูที่ผู้เขียนเคยบอกอาการไว้ว่า เมื่อรู้สึกอึดอัด พวกเขาจะต้องเปลี่ยนตัวเอง เช่น บางคนเริ่มลดน้ำหนักอย่างจริงจัง บางคนที่ทำแต่งานไม่สนใจสุขภาพก็หันมาสนใจตัวเองมากขึ้น บางคนที่แบกภาระกงสีมานานเกิดความคิดแวบมาในสมองคล้ายๆ ฟ้าแลบเข้ามาว่าหยุด-ขายกิจการแล้วเองเงินมาแบ่งกันระหว่างญาติๆ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาการของมฤตยู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.แต่ หากเมืองไม่ปฏิวัติ-เปลี่ยนแปลงใหญ่ ผู้เขียนเกรงว่าอีกหนึ่งอาการของมฤตยูจะรออยู่คือ ฝืนได้แต่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด หรือพูดง่ายๆ คือ ตกสมัย ตกยุค ซึ่งอาการนี้ก็คงจะพอจะคาดหมายกันได้ว่า ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในเมืองรัตนโกสินทร์ ที่ขณะนี้แม้จะเปลี่ยนแปลงแล้วหลายด้านผ่านโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่น่าจะพอ เพราะเป็นเพียงการต่อยอดให้เมือง ไม่ใช่ระดับปฏิวัติ คาดว่าปัญหาต่างๆ เดิมๆ น่าจะรออยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวโดยสรุปย้ำอีกครั้งว่า การเตรียมการ-ศึกษาตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าจะย้ายหรือขยายเมืองหลวงออกไปนั้น น่าจะถูกโฉลก สอดคล้องกับการที่มฤตยูจรมาทับลัคนาเมืองรอบนี้ เพราะจริงอยู่การศึกษา วางแผนอาจจะใช้เวลานาน แต่หากไม่ทำอะไรหรือเตรียมการไว้ ผู้เขียนเกรงว่าจะไม่ทันการณ์ คล้ายๆ เมืองจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เจ็บปวด หรือตกสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการจะย้ายหรือขยายเมืองออกไปนั้น ในทางโหราศาสตร์ดวงเมือง ควรจะเลือกทางใดจะได้นำเสนอต่อในตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะหากเลือกทางผิด มีโอกาสที่โครงการนี้จะไปไม่ถึงดวงดาว คือ ไม่สำเร็จ หรือ มีปัญหาอุปสรรค เช่นในอดีตที่ทำไม่สำเร็จสักครั้งด้วยดวงเมืองรัตนโกสินทร์นี้อาถรรพ์นัก ถูกออกแบบ-ถือกำเนิดมาโดยเซียนโหรชั้นยอด เพื่อให้เป็นเมืองหลวงของประเทศ และ รอดทุกสถานการณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิวัติใหญ่ในระดับ &amp;ldquo;ครั้นเมื่อถึงเดือนกรกฎาคม 2565 แล้ว หากเรายืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร เราจะถามตัวเองว่าเมืองรัตนโกสินทร์มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร&amp;rdquo; ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ยังมีต่อ)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49385</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัตนโกสินทร์, แม่หมอสมัครเล่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a3767aa9a071.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นั่งตุ๊กตุ๊กเที่ยวชุมชนเกาะรัตนโกสินทร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นั่งตุ๊กตุ๊กทัวร์เกาะรัตนโกสินทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เกาะรัตนโกสินทร์&amp;rdquo; เป็นศูนย์รวมของประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ขณะเดียวกันก็เป็นย่านที่มีความชิค มีคาเฟ่ ร้านค้าเกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกมุม ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเป็นเวลานาน แต่การท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงบางแห่งเท่านั้น ชุมชนหลายแห่งที่อยู่รอบๆ เกิดขึ้นและเติบโตมาพร้อมกับการสถาปนากรุงเทพฯ มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย แล้วแต่รากที่มาของคนที่อยู่อาศัยในชุมชน ซึ่งกลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน และไม่รู้จะเดินทางไปอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันก่อน สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือว่า NIA ได้โชว์ความสำเร็จในการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่าง Trawell PASS (ทราเวล พาส) แพลตฟอร์มนำเที่ยววิถีชุมชน ที่ช่วยแนะนำย่านชุมชน ร้านค้าสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวได้ด้วยตนเอง และยังได้นำเสนอ MuV รถตุ๊กตุ๊กคนเมืองพลังงานไฟฟ้าควบคู่กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทราเวล พาส ที่พูดถึงนี้เป็น &amp;quot;แช้ตบอท&amp;quot; ก็คือซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนาขึ้น เชื่อมต่อกับเฟซบุ๊ก สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีคนช่วยเหลือ เช่น เราส่งข้อความไปจองร้านอาหาร โดยระบบจะจัดการให้ทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเข้ามายุ่ง ตัวนี้เชื่อมกับเฟซบุ๊กแมสเซนเจอร์ที่นักท่องเที่ยวใช้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวมักมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะโหลดเพียงเพื่อใช้ทริปที่มาเพียงครั้งเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลในแพลตฟอร์มดังกล่าวนักพัฒนาได้ร่วมมือกับคนท้องถิ่นเพื่อแนะนำการท่องเที่ยววันเดียว โดยจะบอกเล่าถึงกิจกรรม สินค้าชุมชนที่น่าสนใจ และการเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวท้องถิ่นได้สะดวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วัดพระแก้ว ยามใกล้ค่ำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย Trawell pass เริ่มต้นแนะนำกรุงเทพฯ และโฟกัสในเขตพระนคร หรือย่านเกาะรัตนโกสินทร์ก่อน ในปัจจุบันทำงานร่วมกับ 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนป้อมมหากาฬ, ชุมชนบ้านบาตร, ชุมชนวังกรม และชุมชนนางเลิ้ง ส่วน MuV รถตุ๊กตุ๊กคนเมืองพลังงานไฟฟ้า เป็นนวัตกรรรมรถตุ๊กตุ๊กระบบไฟฟ้า ที่ &amp;ldquo;กฤษดา กฤตยากีรณ&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการบริษัท เออร์เบิน โมบิลิตี้ เทค จำกัด คิดค้นขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมัน มีทั้งหมด 15 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอาล่ะ! หลังจากฟังความเป็นมาของ 2 นวัตกรรม ทั้งแพลตฟอร์มนำเที่ยวชุมชน แล้วก็รถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้าเพื่อสังคมแล้ว ก็ได้ลงพื้นที่สำรวจชุมชนย่านรัตนโกสินทร์ โดยนั่งเจ้าตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้านี่ล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วังกรมพระสมมติอมรพันธ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานที่แรกที่ลงพื้นที่คือ &amp;ldquo;ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์&amp;rdquo; อยู่ในซอยสำราญราษฎร์ ใกล้กับร้านข้าวต้มเป็ดนายอ้วน หรือเข้าทางฝั่งถนนบำรุงเมืองมาตามทางเดินติดกับร้านรัตนตรัย เป็นหนึ่งในชุมชนที่นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยรู้จัก ภายในชุมชนเป็นชุมชนเล็กๆ เงียบสงบ ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ว่าเป็นที่ตั้งของวังกรมพระสมมติอมรพันธ์ เป็นตำหนักหม่อมเจ้ามงคลประวัติ สวัสดิกุล ซึ่งเป็นทายาทของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสในเจ้าจอมมารดาหุ่นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันคงเหลือให้เราได้เห็นเพียงตำหนักสีขาวก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น เพียงหลังเดียวเท่านั้น แต่แม้จะเหลือเพียงตัวตำหนัก แต่รอบๆ ตำหนักยังมีบ้านเรือนชุมชนเก่าแก่อยู่อาศัย และชุมชนแห่งนี้ยังคงถูกเรียกว่า ชุมชนวังกรมพระสมมติอมรพันธ์ คุณน้าคุณป้าชาวชุมชนส่วนใหญ่ยังคงทำอาชีพเย็บผ้าเหลืองส่งให้ร้านสังฆภัณฑ์บนถนนบำรุงเมือง ซึ่งเป็นอาชีพสืบทอดมาหลายชั่วคน ยังปรากฏให้เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สำรวจสินค้าของเก่า ย่านคลองถม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ลัดเลาะตามตรอกซอกซอยสำรวจชุมชนสักพักก็กลับไปขึ้นรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้านี้ ซึ่งมีการออกแบบโครงสร้างที่แตกต่างจากตุ๊กตุ๊กทั่วไป ตั้งแต่พื้นที่ต่ำกว่าเพื่อให้ลงสะดวก เวลาก้าวขึ้น-ลง หลังคาที่ยกสูงเพื่อให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ง่ายๆ ไม่ต้องก้มดูเหมือนตุ๊กตุ๊กแบบเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รถพามาจอดที่ย่านคลองถม ย่านที่คึกคักไปด้วยผู้คน หากมองเผินๆ ย่านนี้คงไม่ได้ต่างจากตลาดขายของทั่วไปนัก แต่หากสำรวจดีๆ จะพบว่าที่นี่คือแหล่งรวมสินค้าของเก่า ตั้งแต่อุปกรณ์ไฟฟ้า ของใช้ ซีดี ตุ๊กตาเก่าๆ ที่ปัจจุบันน่าจะหาซื้อไม่ได้แล้ว คนที่โหยหาความทรงจำวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว สามารถหาของเหล่านี้ได้ แถมราคายังไม่แพงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างที่บอกว่ามองด้วยภาพอาจเห็นคลองถมเป็นเพียงตลาดขายสินค้าแห่งหนึ่ง แต่ย่านนี้มีเรื่องราวมากกว่านั้น เพราะเป็นต้นกำเนิดของตลาดกลางคืน คนกรุงเทพฯ เรียกว่า ตลาดมืดคลองถม หรือว่าตลาดไฟฉาย ถือเป็นตลาดนัดขายของเก่า ของมือสองที่มีสีสันที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยก่อนบรรยากาศการค้าขายของตลาดมืดคลองถมไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เพราะยังไม่มีแสงไฟนีออนตามท้องถนน ส่วนพ่อค้าแม่ค้ามีแค่หนังสือพิมพ์ปูรองวางของขาย ปักเทียนเล่มหนึ่งในแก้ว ส่งแสงวับๆ แวมๆ คนซื้อก็ต้องพกไฟฉายมาส่องดูสินค้าของที่สนใจเอาเอง แต่ปัจจุบันคลองถมมีไฟนีออนสว่างไสว ทำให้อะไรๆ ก็ดูเปลี่ยนไปบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และน่าเสียดายมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการสั่งให้จัดระเบียบคลองถม ตลาดนัดมือสองเก่าแก่ที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มานานหลายสิบปีก็เปลี่ยนรูปแบบไป ไม่เหลือเสน่ห์เค้าเดิมให้เห็น การค้าขายย้ายจากแบกะดินมาเป็นการขายในอาคาร ทำให้วันที่ไปเยือนคลองถมออกจะดูเงียบเหงา แต่ทางผู้ดูแลบอกว่ากำลังวางแผนให้พ่อค้าแม่ขายปรับตัวกับการส่งสินค้าในลักษณะเดียวกับการค้าขายออนไลน์ และกำลังวางแผนจะนำสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำให้ที่แห่งนี้คึกคักกลับมา ในรูปแบบที่มีระเบียบมากขึ้น เพื่อไม่ให้เสน่ห์ดั้งเดิมของคลองถมหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ร้านอาหารโภชน์สภาคาร ร้านอาหารต้นตำรับชาววัง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทัวร์คลองถมเสร็จ ตุ๊กตุ๊กพาแล่นไปที่แยกสี่กั๊กเสาชิงช้า ถ.ตะนาว ซึ่งเป็นที่ตั้งของ &amp;ldquo;ร้านอาหารโภชน์สภาคาร&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ร้านกุ๊กสมเด็จ&amp;rdquo; เป็นร้านอาหารเล็กๆ แต่ความเป็นมาของร้านนี้ไม่เล็กเลย เพราะเป็นร้านอาหารตำรับของพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ จากรุ่นสู่รุ่น ที่ได้สืบทอดวิธีการทำอาหารตำรับชาววังยาวนานถึง 88 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อาหารเมนูแนะนำ&amp;nbsp;ร้านอาหารโภชน์สภาคาร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามประวัติบอกเล่ากันว่า รุ่นแรกนั้นที่เคยเป็นห้องเครื่องในวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์มาก่อน จึงได้เรียนรู้การทำอาหารแบบฉบับไทยแท้ที่มีความกลมกล่อมครบรสจากในรั้วในวัง ปัจจุบันร้านนี้ดำเนินกิจการมาถึงรุ่นที่ 4 แล้ว เมนูที่ต้องสั่งลิ้มรสให้ได้นั้นเลยคือ &amp;lsquo;หมี่กรอบโบราณ&amp;rsquo; เพราะสูตรเด็ดของที่นี่อยู่ที่เส้นหมี่ทอดกรอบคลุกเคล้ากับน้ำซอสรสเปรี้ยวหวาน มีกลิ่นหอมของผิวส้มซ่า อีกเมนูที่รสชาติหวานนิดๆ มีความมันกลมกล่อม คือ &amp;lsquo;พงศ์วารีทีละคำ&amp;rsquo; เป็นเมนูขึ้นชื่อของร้านเลยล่ะ เป็นปลากะพงทอด โรยด้วยใบคะน้าทอดกรอบแล้วหยอดด้วยสลัดครีมกับมะนาวเข้ากันสุดๆ และอีกเมนูที่หาทานยากก็คือ &amp;lsquo;แกงจืดลูกกรอก&amp;rsquo; เป็นแกงจืดธรรมดาๆ แต่ที่ไม่ธรรมดาเพราะลูกกรอกคือไข่ ใส่ลงไปในไส้หมูแล้วนำไปต้ม เมื่อสุกแล้วก็จะเหมือนไส้กรอกไข่ นอกจากเป็นอาหารโบราณที่หาทานได้ยากแล้ว รสชาติยังอร่อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ร้านดัง &amp;ldquo;ณัฐพรไอศกรีม&amp;rdquo; สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ไกลจากร้านอาหาร เดินเข้ามาตรงแพร่งภูธรจะเห็นอาคารสีครีมออกเหลืองๆ ตัดกับหน้าต่างสีเขียวทอดยาวตามถนน สองฝั่งข้างๆ กัน ตรงมุมของสามแยกมองเห็นร้านเก่าๆ อยู่ร้านหนึ่ง หากมองจากไกลๆ มองเห็นไม่ชัดนักว่าร้านอะไร เพราะหน้าร้านมีลูกค้ายืนเรียงรายอยู่ พอเข้ามาดูข้างในถึงรู้ว่าเป็นร้าน &amp;ldquo;ณัฐพรไอศกรีม&amp;rdquo; ชื่อดังตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดมา 70 กว่าปี ร้านนี้เป็นร้านไอศกรีมไทยโบราณที่ยังคงรสชาติดั้งเดิมไว้เป็นอย่างดี เน้นเนื้อรสชาติไทยๆ อย่างกะทิสด นมสด ช็อกโกแลต ชาไทย กาแฟ มะพร้าว พร้อมด้วยท็อปปิ้งแบบไทยๆ อย่างถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่งลิสง ลูกชิด ข้าวโพด ลูกเดือย มันเชื่อม และเมนูยอดฮิตคือรสมะม่วงมหาชนก ที่ใช้มะม่วงพันธุ์มหาชนกรสหวานแปรรูปเป็นไอศกรีมเนื้อเนียนละเอียด เมื่อทานกับข้าวเหนียวมูนจะช่วยเพิ่มความอร่อยเป็นสองเท่า ร้านนี้การันตีความอร่อยผ่านผนังของร้าน มีสื่อหลายสำนักมารีวิวนับไม่ถ้วน รวมทั้งสื่อต่างประเทศด้วย เจ๊เจ้าของร้านบอกว่ามีคนต่างชาติชอบแวะมาอุดหนุน แล้วชอบ บ้างก็มีคนซื้อไปขายต่อ เอกลักษณ์ของร้านอยู่ที่ความเก่าของร้าน และรสดั้งเดิมของไอศกรีมที่เน้นเนื้อและรสจริงๆ ไม่ใส่อะไรผสม เคยมีคนแนะนำให้ปรับปรุงร้านแต่ไม่เอาด้วย เพราะชอบแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชิมขนมหวาน ซ่าหริ่ม &amp;ldquo;ชูถิ่น&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หากยังทานของหวานไม่อิ่ม มีอีกหนึ่งร้านขนมที่มีสูตรโบราณเหมือนกัน รถตุ๊กตุ๊กพาไปร้านซ่าหริ่ม &amp;ldquo;ชูถิ่น&amp;rdquo; ร้านขายวัตถุดิบสำหรับทำขนมไทย และร้านขายขนมไทยเล็กๆ แต่ชื่อเสียงไม่เล็กเลยสักนิด ด้วยมีประวัติสืบย้อนหลังกลับไปได้กว่า 70 ปีเช่นกัน &amp;quot;ชูถิ่น&amp;quot; คือชื่อที่การันตีได้ถึงวัตถุดิบสำหรับขนมไทยชั้นเยี่ยม ผู้รักการทำขนม ไม่มีใครไม่รู้จักร้านชูถิ่นแห่ง ถ.ตะนาวแห่งนี้ เพียงเปิดประตูเข้ามาในร้านก็ได้พบกับสารพัดแป้งชนิดต่างๆ สำหรับทำขนมไทย ที่วางเรียงรายละลานตาอยู่บนชั้นให้เลือกหยิบได้ตามความต้องการ เป็นแป้งที่ทางร้านทำเองด้วยการโม่แบบโบราณ อบกลิ่นหอมของดอกไม้ธรรมชาติด้วยหน่อยๆ ทำกันทุกวันที่หลังร้าน ด้วยฝีมือของคนในครอบครัวกับลูกจ้างอีกไม่กี่คน เช่นเดียวกับขนมขึ้นชื่อของร้านอย่าง &amp;lsquo;ซ่าหริ่ม&amp;rsquo; ที่ในแต่ละวันมีคนเดินทางมาถึงร้าน เพียงเพื่อรับประทานขนมหวานไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เสาชิงช้า หนึ่งในแลนมาร์คย่านเกาะรัตนโกสินทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากสถานที่ที่กล่าวมาแล้ว ย่านรัตนโกสินทร์ยังมีอะไรให้แวะเที่ยวชมอีกเพียบ อย่างวัดพระแก้ว เสาชิงช้า วัดวาอารามต่างๆ คงไม่ต้องอธิบายเยอะ เพราะเป็นสถานที่ยอดนิยมมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การนั่งตุ๊กตุ๊กเที่ยวถือเป็นการซึมซับความเป็นไทยอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์คู่ไทยมามากกว่า 60 ปีแล้ว เพราะจากรีวิวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็จะแนะนำกันว่าจะต้องมานั่งตุ๊กตุ๊กให้ได้ นอกจากตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า muvmi แล้ว ตอนนี้ยังมีให้บริการ Tuk Tuk Hop ให้บริการรอบเกาะรัตนโกสินทร์ โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า และสถานที่ต่างๆ กว่า 60 จุด ด้วยตุ๊กตุ๊ก 60 คัน ทั้งแบบธรรมดาและแบบไฟฟ้า นักท่องเที่ยวสามารถเรียกไปรับจุดไหนก็ได้ และมีราคาที่ชัดเจน หรืออาจจะเหมาตลอดทั้งวันเที่ยวชมรอบเกาะ หากสนใจนั่งตุ๊กตุ๊กชมเมือง สามารถใช้บริการได้ที่ แอปพลิเคชั่น muvmi และ Tuk Tuk Hop แล้วก็สามารถติดตามแพลตฟอร์มเที่ยวได้ที่ http://trawellthailand.com และเฟซบุ๊ก Trawell Thailand.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39054</URL_LINK>
                <HASHTAG>Trawell pass, คลองถม, ททท., ทราเวล พาส, รัตนโกสินทร์, วังกรมพระสมมติอมรพันธ์, เสาชิงช้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b813e3b5ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 18:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  รถรางเสน่ห์แห่งรัตนโกสินทร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนเสียดายรถรางที่เคยวิ่งใน กทม.และตามหัวเมือง เช่น ลพบุรี ที่เลิกให้บริการมาแล้วร่วมกึ่งศตวรรษ อันเนื่องจากถูกมองว่าเป็นส่วนเกินของระบบการจราจร จากจำนวนรถยนต์ที่ได้เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ปัจจุบันจะมีการสร้างรถไฟฟ้านับสิบสายเพื่อตอบสนองการเดินทางของชาวกรุง แต่ในแง่ของบริการขนส่งมวลชนเพื่อการท่องเที่ยว ประเทศไทยได้ทำลายโอกาสของตนเอง โดยเฉพาะการยกเลิกการใช้รถรางที่เคยวิ่งรับผู้โดยสารบริเวณโดยรอบเกาะรัตนโกสินทร์ในอดีต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำเนิดของรถราง ภายหลังจากการสร้างถนนเจริญกรุงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๔ และเปิดให้คนใช้สัญจรไปมาตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๐๗ ปรากฏว่าถนนสายนี้มีคนสัญจรไปมากันมากเพราะเป็นถนนสายยาวที่มี และถนนสายนี้เชื่อมระหว่างท่าเรือถนนตกกับในเมือง หรือในเขตที่เจริญแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคมนาคมในสมัยนั้น ถ้าเป็นทางน้ำก็ใช้เรือพาย เรือแจว ถ้าเป็นเจ้านาย ขุนนาง ก็ใช้เรือเก๋ง เรือประทุน ถ้าเป็นทางบกก็ใช้เดินมากที่สุด หรืออย่างดีก็ขี่ม้า ถ้ามีเงินหน่อยก็ใช้รถม้า มีรถเจ๊กวิ่งรับจ้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนเจริญกรุงจะมีผู้คนใช้สัญจรไปมามาก พื้นถนนสร้างครั้งแรกไม่มีการลงราง ใช้เพียงอิฐเรียงตะแคงเท่านั้น ในไม่ช้าก็ชำรุดทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ไม่สะดวกแก่รถม้า รถเจ๊ก และแม้แต่คนเดินเท้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ฝรั่งชาติเดนมาร์กคนหนึ่ง มีความคิดที่จะมองเห็นผลประโยชน์ที่จะใช้ถนนเจริญกรุง อันเป็นหลุมเป็นบ่อและเต็มไปด้วยโคลนเลนในหน้าฝนนั้น นำเงินจากกระเป๋าคนไทยมาเข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างสบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝรั่งคนนี้คือ นายจอห์น ลอฟตัล นายจอห์นขออนุญาตรัฐบาลทำสัมปทานการรถรางขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้นายจอห์นดำเนินการได้ ด้วยพระองค์มีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเช่นอารยประเทศทั้งหลาย อีกทั้งยังมีพระราชดำริว่าการมีรถรางมากๆ เป็นความสะดวกของอาณาประชาราษฎร์ และประการสำคัญคือ รถของนายจอห์นไม่เป็นอันตรายแก่ถนนหลวงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจอห์น ลอฟตัล เริ่มวางรางสำหรับให้รถวิ่งตั้งแต่บางคอแหลม ถนนตก มาตามสายถนนเจริญกรุง จนถึงพระบรมมหาราชวัง ขณะนั้นมีประชาชนสนใจมาดูการสร้างรางเพราะไม่เคยเห็น บางคนก็ไม่รู้ว่านายจอห์นจะทำอะไร จึงเกิดการวิจารณ์กันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางคนก็ว่าฉวยโอกาสทำการโฆษณาคุณภาพรถว่าวิเศษนัก ดีกว่าเดิน ดีกว่ารถม้า นั่งแล้วไม่สะเทือน บ้างก็ว่าโม้มากไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่วางรางเสร็จ นายจอห์นก็ทำพิธีเปิดรางเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๑ &amp;nbsp;โดยใช้ม้าลากไปตามราง เมื่อเดินรถวันแรกนั้นนายจอห์นไม่เก็บสตางค์ให้นั่งฟรี ผู้คนจึงพากันนั่งรถรางเป็นการใหญ่และได้รู้ว่านั่งรถรางแล้วไม่สะเทือนจริงๆ ดีกว่ารถเจ๊ก สบายกว่ารถม้าเป็นไหนๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีเรื่องเล่าว่ารถรางของนายจอห์นอะไรๆ ก็ดีแต่สงสารม้า นายจอห์นอ้วนขึ้นแต่ม้าผอมลงทุกวัน ม้าลากรถรางคันหนึ่งมีสองคู่ คือ ๔ ตัว เรียกว่า พวงหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีม้าอะไหล่ไว้สำหรับสับเปลี่ยนเป็นระยะๆ ไปตลอดถนนเจริญกรุง เมื่อม้าลากรถรางมาถึงระยะสับเปลี่ยน ก็เอาม้าพวงที่ลากมาออกให้กินน้ำกินหญ้าพักผ่อน แล้วเปลี่ยนไปเทียมม้าพวงที่รออยู่ลากรถต่อไป ทำอย่างนี้เป็นระยะๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นายจอห์นเดินรถอยู่ได้ไม่กี่ปีก็ต้องโอนกิจการไปให้บริษัทอังกฤษแห่งหนึ่งดำเนินการต่อไป บริษัทที่รับช่วงงานไปจากนายจอห์น คือบริษัท บางกอกแทรมเวย์ คอมปะนี ลิมิเต็ด บริษัทนี้ปรับปรุงกิจการรถรางให้สะดวกขึ้นอีกเล็กน้อยแต่ยังใช้ม้าลากอยู่เช่นเดิม ดำเนินการอยู่ได้ไม่นานก็ขาดทุนย่อยยับ เลยต้องโอนกิจการรถรางไปให้บริษัทของชาติ
เดนมาร์กอีกเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยชั่วระยะเวลาเพียง ๔ ปี กิจการรถรางต้องเปลี่ยนมือผู้ดำเนินการมาถึง ๓ ครั้ง&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล สำหรับบริษัทหลังได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงรถราง โดยเปลี่ยนจากการใช้ม้าลากมาใช้กำลังกระแสไฟฟ้าแทน โดยตกลงเช่ากระแสไฟฟ้าจากบริษัท อิเลคทริค ซิตี้ คอมปะนี ลิมิเต็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากวางสายไฟฟ้าและปรับปรุงระบบการเดินรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว รถรางโดยกำลังกระแสไฟฟ้าก็ได้ทำพิธีเปิดเดินขบวนเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๗ ถือได้ว่าการใช้กำลังไฟฟ้าในกิจการรถรางนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้กำลังไฟฟ้าในการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้แต่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่จัดระบบการเดินรถรางที่เจริญก้าวหน้าที่สุดของโลกประเทศหนึ่งในปัจจุบัน ก็เพิ่งเริ่มงานรถรางเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๖ เป็นเวลาภายหลังจากที่ประเทศไทยใช้กำลังไฟฟ้าเพื่อการรถรางถึง ๙ ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และถ้านับรวมถึงเวลาที่นายจอห์นเริ่มงานรถรางในเมืองไทยด้วยแล้ว&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์ อังกฤษเริ่มงานรถรางภายหลังประเทศไทยถึง ๑๕ ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถรางโดยกระแสไฟฟ้าของบริษัทชาติเดนมาร์กดำเนินการมาได้ ๖ ปี คือดำเนินงานมาถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๓ บริษัทรถรางก็โอนกิจการเข้าไปรวมเป็นบริษัทเดียวกับบริษัท อิเลคทริค ซิตี้ &amp;nbsp;คอมปะนี ลิมิเต็ด กิจการของบริษัทก็เจริญและเป็นปึกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากปรับปรุงรถรางสายเจริญกรุงแล้ว บริษัทยังได้เปิดรถรางสายสามเสนเพิ่มขึ้นอีกสายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๔๔ และในปีนั้นบริษัทยังได้รับโอนสัมปทานการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครซึ่งเดิมเป็นบริษัทของชาวอเมริกัน ชื่อบริษัทบางกอก อิเลคทริคโลม ซินดิเทค เข้ามารวมในกิจการของบริษัทอีกด้วย กิจการของบริษัทนี้เจริญก้าวหน้าต่อมา มีผลกำไรปีละไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๘ เป็นเวลา ๔ ปี ได้มีผู้ตั้งบริษัทรถรางขึ้นอีกบริษัทหนึ่ง คือ&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์ บริษัทรถรางไทย โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เดินรถรางในกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีฝังนอตรางอันสุดท้าย เพื่อเป็นการแสดงว่าการก่อสร้างรางสำเร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๔๘ และได้ประทับรถรางพิเศษซึ่งได้จัดเป็นรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยรถตามเสด็จอีกรวม ๑๖ คัน แต่ละคันตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถรางที่เปิดเดินสายใหม่คือ รถรางสายรอบเมือง หรือที่เรียกว่า &amp;quot;สายดุสิต&amp;quot; ตัวรถทาด้วยสีแดง จึงเรียกว่า &amp;quot;รถรางสายแดง&amp;quot; ส่วนรถของบริษัทเดิมทาสีเหลืองจึงเรียกว่า &amp;quot;รถรางสายเหลือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจการของบริษัทรถรางได้ดำเนินต่อมา จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๕๑ อันเป็นเวลาภายหลังจากบริษัทเริ่มดำเนินกิจการมาได้เพียง ๔ ปี ก็ได้โอนกิจการไปรวมกับบริษัทรถรางฝรั่ง ซึ่งเดินอยู่แต่เดิมคือสายเจริญกรุงและสายสามเสน เปลี่ยนนามใหม่เป็นบริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นอันว่ารถรางเหลืออยู่เพียงบริษัทเดียว สีแดงของรถรางสายดุสิตได้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเพื่อให้เป็นสีเดียวกัน จนถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๗๐ บริษัทจึงได้เปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งเป็นบริษัท ไฟฟ้าไทย คอปอเรชั่น จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในที่สุดบริษัทนี้ซึ่งดำเนินกิจการทั้งการรถรางและการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง ก็ได้โอนมาเป็นของรัฐบาลเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๓ จนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ ได้ยกเลิกการเดินรถอย่างถาวรเพราะถูกมองว่ากินพื้นที่ถนน และต้นทุนของรถเมล์นั้นถูกกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในต่างจังหวัดนั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการคมนาคมแก่ประชาชน รัฐบาลได้ดำริที่จะขอการรถรางออกไปยังต่างจังหวัดด้วย และได้เริ่มดำเนินการที่จังหวัดลพบุรีเป็นจังหวัดแรกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยเปิดเดินตั้งแต่ศาลพระกาฬตลอดไปจนถึงกองพันทหารที่ ๖&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาได้ขยายทางต่อจากศาลพระกาฬเข้ามาในเมืองลพบุรี จนถึงโบสถ์พราหมณ์ ส่วนในรูปลักษณะรถรางเมืองลพบุรีและการดำเนินกิจการนั้นก็คงเหมือนกับรถรางในกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่เริ่มมีรถรางในเมืองไทยใหม่ๆ นั้น เป็นที่นิยมของประชาชนทั่วไป เพราะยานพาหนะอื่นๆ ยังไม่มี ถึงมีแต่ก็ไม่มาก ผู้โดยสารน้อยการรถรางจึงมีแต่ทรงกับทรุด เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ ผู้คนในพระนครเริ่มมีมากขึ้น กิจการรถรางจึงค่อยดีขึ้น แต่ก็มีพาหนะอื่นๆ เช่น สามล้อ แท็กซี่ และรถประจำทางก็มีเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถเหล่านั้นจึงแย่งผู้โดยสารรถรางไปเสียมาก เพราะรวดเร็วและสะดวกสบายหลายประการ รถรางจะช้าเมื่อตอนรอหลีก ไม่เหมาะแก่การไปไหนมาไหนหากมีเวลาน้อยหรือรีบด่วน ดังนั้นเมื่อมีรถโดยสารอื่นๆ มาแข่งขัน ความสนใจของประชาชนที่มีต่อรถรางจึงดูเนือยๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยานพาหนะอื่นๆ ส่วนมากต้องอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันส่งมาจากต่างประเทศไม่ได้ก็เลยต้องหยุดวิ่ง รถที่ไม่ได้อาศัยน้ำมันก็ตื่นตัว คือ รถสามล้อ รถเจ๊ก รถม้า เพราะหาเงินได้คล่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่รถสามล้อในช่วงปลายสงครามขาดแคลน เพราะยางที่มีอยู่ก่อนก็ร่อยหรอ หาซื้อใหม่ไม่ได้ ที่อยู่นานก็คือรถเจ๊กและรถราง แม้รถรางจะช้าไปหน่อย แต่ก็ซื่อสัตย์ยืนหยัดบริการได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนปลายสงครามรถรางก็เริ่มแย่ลง เนื่องจากกระแสไฟฟ้าไม่พอหลายสายต้องหยุดเดิน บางสายก็ลดจำนวนให้น้อยลง นั่งรถรางสมัยไหนก็ไม่ยากลำบากเท่ากับรถรางสมัยสงคราม เพราะคนแน่น ต้องลงทางหน้าต่างก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางทีเวลารถวิ่งต้องห้อยโหนเกาะตัวถังรถเป็นพวง บางครั้งก็พลัดตกลงมาแขนหักคอหักตายไปบ่อยๆ ก็มี อาชีพล้วงกระเป๋าก็เจริญขึ้นไปตอนสงครามนี่เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่คือประวัติของรถรางในอดีตของเมืองไทยประเทศแรกในโลกที่นำกระแสไฟฟ้าเข้ามาเป็นแรงผลักดันในการวิ่ง จึงถือได้ว่ารถรางมีความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยในอดีตที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันรถรางหรือรถแทรมยังมีใช้ในหลายประเทศแถบยุโรป พัฒนาจนมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย และโครงการรถแทรมนี้หลายจังหวัดสนใจสร้างเป็นระบบขนส่งมวลชนของจังหวัด เช่น ขอนแก่น, ภูเก็ต, เชียงใหม่, นครราชสีมา, ลพบุรี และพิษณุโลก เป็นต้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;cr:วิกิพีเดีย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14421</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ถนนเจริญกรุง, รถราง, รัตนโกสินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180731/image_big_5b5fe6a8cf1be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐจัดยิ่งใหญ่11ริ้วขบวน พระบรมสารีริกธาตุ5ยุค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐบาลจัดยิ่งใหญ่ 11 ริ้วขบวน &amp;quot;บรมธาตุพุทธศิลป์แผ่นดิน พระทรงธรรม&amp;quot; เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 5 ยุค ตั้งแต่ทวารวดี-รัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐาน เคลื่อนจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ไปท้องสนามหลวงวันที่ 22 ก.ค.นี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ของกระทรวงวัฒนธรรมว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 28 กรกฎาคม 2561 และเนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา &amp;nbsp;วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา รัฐบาลได้มอบหมายให้ วธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาระหว่างวันที่ 22-28 ก.ค.นี้ &amp;nbsp;โดยแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทยที่มีระยะเวลายาวนานถึง 1,400 ปี อีกทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ตลอดจนเทิดทูนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก ทรงปกครองประเทศด้วยหลักทศพิธราชธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.วธ.กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมหลักที่จัดขึ้นเป็นการจัดริ้วขบวน &amp;quot;บรมธาตุพุทธศิลป์แผ่นดิน พระทรงธรรม&amp;quot; ซึ่งมีการจำลองศาสนสถานที่สำคัญของประเทศ พร้อมอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระบรมสารีริกธาตุ และสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาใน 5 ยุคสมัยเรียงตามระยะเวลาแต่ละยุค ได้แก่ ทวารวดี, ล้านนา, สุโขทัย, อยุธยา และรัตนโกสินทร์มาประดิษฐานบนรถขบวน จำนวน 11 ริ้วขบวน โดยจะเคลื่อนขบวนตั้งแต่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ถนนราชดำเนิน ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวงในวันที่ 22 ก.ค.นี้ ประกอบด้วยขบวนที่ 1 ธรรมจักรยาตรา อัญเชิญธงธรรมจักร ธงฉัพพรรณรังสี และวงล้อธรรมจักร แสดงถึงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา ขบวนที่ 2 เทียนพรรษาเสริมศาสน์ ขบวนแห่เทียนพรรษาที่แกะสลักอย่างวิจิตรงดงามด้วยฝีมือช่างไทยชั้นเยี่ยม ขบวนที่ 3 บรมนาถทวารวดี รถขบวนจำลองโบราณสถานวัดคูบัว จ.ราชบุรี ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุค้นพบที่โบราณสถานคูบัว และพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะยุคทวารวดี รวมทั้งมีใบเสมาที่บอกเล่าเรื่องราวทางพุทธประวัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระกล่าวอีกว่า ขบวนที่ 4 เสริมศรีโคตรบูรณ์ รถขบวนจำลองพระธาตุพนม ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย ขบวนที่ 5 เจิดจำรูญศรีวิชัย รถขบวนจำลองเจดีย์พระบรมธาตุไชยา &amp;nbsp;จ.สุราษฎร์ธานี ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนาคปรกวัดเวียง ขบวนที่ 6 ไตรภพลพบุรี รถขบวนจำลองพระปรางค์สามยอด จ.ลพบุรี ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องปางนาคปรก ขบวนที่ 7 ธรรมวิถีล้านนา รถขบวนจำลองพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง ประดิษฐานพระพุทธสิหิงส์ จ.เชียงใหม่ และพระบรมสารีริกธาตุค้นพบที่ จ.ตาก ขบวนที่ 8 เชิดบูชาสุโขทัย รถขบวนจำลองเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และประดิษฐานพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก และพระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบใน จ.สุโขทัย ขบวนที่ 9 เกษมสมัยอยุธยา รถขบวนจำลองเจดีย์พระศรีสรรเพชญ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องวัดหน้าพระเมรุ และพระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบภายในวัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา บรรจุในผอบ 7 ชั้น ขบวนที่ 10 ธรรมารัตนโกสินทร์ รถขบวนจำลองพระศรีศากยะทศพลญาณ พระพุทธรูปปางลีลาจากพุทธมณฑล และพระศรีรัตนเจดีย์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และขบวนที่ 11 แผ่นดินศาสนูปถัมภก เป็นขบวนเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 66 พรรษา ทั้งนี้ ในริ้วขบวนต่างๆ จะประกอบการแสดงระบำโบราณคดีที่ฟื้นฟูขึ้นในแต่ละยุคด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับเป็นครั้งแรกที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งมีหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศไทยตามหลักวิชาการมารวมกัน และเป็นการผสมผสานพุทธศิลป์ให้ประชาชนได้เรียนรู้ความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ซึ่งสถาบันกษัตริย์และพุทธศาสนิกชนได้ทำนุบำรุงและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงขอเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ และพุทธศาสนิกชนแต่งกายด้วยชุดสีขาว พร้อมตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยตลอดสองข้างทางที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ไปตามถนนราชดำเนิน สิ้นสุดที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดย วธ.จะประสานงานกับกรุงเทพมหานครเพื่อจัดพื้นที่ให้ประชาชนกราบสักการะ สำหรับพระบรมสารีริกธาตุแต่ละยุคจะประดิษฐานให้ประชาชนได้บูชาและเวียนเทียน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงจนถึงวันที่ 28 ก.ค. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตด้วย&amp;quot; นายวีระกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวารวดี, พระบรมสารีริกธาตุ, พระเจ้าอยู่หัว, รัตนโกสินทร์, วีระ โรจน์พจนรัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b437afb30db1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
