<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับยาใกล้บ้านรุกคืบ  สปสช.ให้ “ร้านยาจัดการด้านยาเอง” ลดภาระ รพ. นำร่องที่รพ.พระจอมเกล่า   เพชรบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.63 - นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการ สปสช. ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมบริหารจัดการคลังยาโดยร้านยา โดยโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้โครงการลดความแออัดของหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยร้านยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) หรือ &amp;ldquo;โครงการรับยาใกล้บ้าน&amp;rdquo; ในวันที่ 10มิ.ย.2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า โครงการลดความแออัดของหน่วยบริการฯ โดยร้านยา ขย.1 เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สภาเภสัชกรรม สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) และสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล และ สปสช. เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ป่วยไม่ต้องรอคอยรับยาที่โรงพยาบาล โดยนำใบสั่งยาไปเบิกจ่ายยาที่ร้านยาแทน โดยมีการเชื่อมต่อระบบและข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล ร้านยา และ สปสช. นำไปสู่การลดความแออัดในโรงพยาบาล และลดภาระด้านยาให้กับโรงพยาบาลในอนาคต ซึ่ง สปสช.สนับสนุนค่าบริหารจัดการเพิ่มเติมให้กับโรงพยาบาล จำนวน 33,000 บาท/ร้านยา และร้านยา 70 บาท/ใบสั่งยา กำหนดให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 4 กลุ่มที่สมัครใจโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด และจิตเวช นอกจากนี้ยังมีโรคเรื้อรังอื่นที่ผู้ป่วยมีภาวะคงที่ โดยให้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ จากที่ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นมา ได้รับการตอบรับด้วยดี ขณะนี้มีโรงพยาบาลเข้าร่วมจำนวน 130 แห่ง ร้านยา (ขย.1) จำนวน 1,033 แห่ง ผู้ป่วยร่วมโครงการ 14,391 คน และจำนวนการรับยาที่ร้านยา 19,581 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้รูปแบบการกระจายยาไปที่ร้านยา ส่วนใหญ่ร้อยละ 80.77 เป็นรูปแบบที่ 1 หน่วยบริการจัดยาผู้ป่วยเป็นรายบุคคลและส่งให้ร้านยา และมีบางส่วนที่ดำเนินการในรูปแบบที่ 2 คือหน่วยบริการสำรองยาไว้ที่ร้านยา และให้ร้านยาจัดยา อย่างไรก็ตามทั้ง 2 รูปแบบ โรงพยาบาลยังต้องบริหารจัดการยา ยังไม่สามารถลดภาระงาน ดังนั้น สปสช. ได้ผลักดันให้เกิดการนำร่องโครงการฯ กระจายยาไปร้านยาในรูปแบบที่ 3 คือ ให้ร้านยา จัดการด้านยา ผ่านหน่วยงานกลาง ที่ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหา (องค์การเภสัชกรรม/ร้านยาขายส่งระดับเขต) มุ่งลดภาระโรงพยาบาลในการจัดส่งยาไปร้านยา โดยมีการเชื่อมส่งต่อข้อมูลระบบ ระหว่างโรงพยาบาล ร้านยา หน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหา และในปี 2563 นี้ สปสช.ตั้งเป้านำร่องโรงพยาบาล 6 แห่ง เพื่อดูผลการดำเนินงาน และนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า รพ.พระจอมเกล้าเป็นหนึ่งในหน่วยบริการที่มีศักยภาพในการนำร่องโครงการในรูปแบบที่ 3 ได้ โดยมีร้านยา (ขย.1) ในพื้นที่ 14 แห่ง ร่วมเป็นเครือข่ายหน่วยบริการด้านยา สามารถกระจายผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยาสูงเป็นอันดับ 2 ของหน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการในระบบทั้งหมด นอกจากทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดี ไม่ต้องรอรับยาห้องยาที่ใช้เวลานานแล้ว ผู้ป่วยยังได้รับคำแนะนำและข้อมูลการใช้ยาเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ชุมพล เดชะอำไพ ผอ.รพ. พระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า โรงพยาบาลฯ ได้เริ่มดำเนินการโครงการรับยาใกล้บ้านในเดือนธันวาคม 2562 ดำเนินการในรูปแบบที่ 1 ก่อนเริ่มโครงการ โรงพยาบาลได้จัดระบบส่งต่อข้อมูลและการจัดส่งยาไปที่ร้านยา บริการผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จิตเวช หอบหืด และโรคเรื้อรังที่ไม่มีความซับซ้อนในการดูแล ร้อยละ 30 ในช่วงเริ่มต้นมีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการไม่มาก แต่จากประชาสัมพันธ์ทำให้มีผู้ป่วยร่วมโครงการเพิ่มขึ้น จากเดือนธันวาคม 2562 มีผู้ป่วยรับยา 25 ครั้ง และขยับเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม 2563 เป็นจำนวน 64 ครั้ง 78 ครั้ง และ 140 ครั้ง (ตามลำดับ) และในเดือนเมษายนสูงถึง 598 ครั้ง เป็นผลจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยผลดำเนินการในช่วง 7 เดือน (18 ธ.ค. 62 &amp;ndash; 5 มิ.ย. 63) โรงพยาบาลพระจอมเกล้ามีเครือข่ายร้านยา (ขย.1) ที่ผ่านเกณฑ์และเข้าร่วมโครงการฯ 14 แห่ง มีผู้ป่วยรับยาที่ร้านยา 1,132 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;รพ. พระจอมเกล้า จ. เพชรบุรี เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด &amp;nbsp;แต่ละวันมีผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวนมาก จึงมีนโยบายลดความแออัดในโรงพยาบาล และโครงการผู้ป่วยรับยาใกล้บ้านเป็นกลไกหนึ่ง ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินการโครงการจนเกิดประสิทธิผล ซึ่งการร่วมนำร่องโครงการรับยาใกล้บ้าน รูปแบบที่ 3 โรงพยาบาลพระจอมเกล้ามีความยินดีและมีความพร้อมในความร่วมมือ เพราะจะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาการระบบบริการดูแลผู้ป่วย ไม่แต่เฉพาะในส่วนของโรงพยาบาล แต่ในอนาคตยังขยายสู่โรงพยาบาลอื่นๆ ได้&amp;rdquo; ผอ.รพ.พระจอมเกล้า กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68430</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, รพ.พระจอมเกล้า เพชรบุรี, รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee20546b9cd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;อนุทิน&quot;ชวนรพ.และร้านขายยา เข้าร่วมโครงการรับยาที่ร้านใกล้บ้านอีก ย้ำต้องลดแออัดรพ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6 พ.ย.62-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่ สธ. มีนโยบายลดความแออัดในโรงพยาบาล ด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนรับยาตามร้านยาที่ร่วมโครงการโดยความสมัครใจ หรือ &amp;ldquo;รับยาใกล้บ้าน ร้านยาใกล้ใจ&amp;rdquo; เพื่อเป็นทางเลือกในการรับยาหลังพบแพทย์ให้กับผู้ป่วย โดยไม่ต้องรอคิวรับยาที่โรงพยาบาล ซึ่งร้านยาที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นร้านยาแผนปัจจุบัน ข.ย.1 ที่มีเภสัชกรประจำร้าน และจะมีป้ายสัญลักษณ์ &amp;ldquo;ร้านยาชุมชนอบอุ่น&amp;rdquo; ที่หน้าร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ได้มีแต่ร้านยาในศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านยาที่มีคุณภาพทั่วประเทศที่มีเภสัชกรประจำที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน และกระจายเงินสู่ภาคส่วนต่างๆ &amp;nbsp;โครงการนี้ได้ดำเนินการมาได้ 1 เดือน อาจมีปัญหาบ้าง ซึ่งต้องมีการประเมินผลแก้ไขปรับปรุง และดูความคุ้มค่า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายส่วนผมเชื่อว่าโครงการนี้จะประสบผลสำเร็จ&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีโรงพยาบาลในต่างจังหวัดและกทม.ที่ขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการแล้ว 35 แห่ง และร้านยากว่า 300 แห่ง จะดำเนินการให้ครบ 50 โรงพยาบาล 500 ร้านยา ในปีงบประมาณ 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49696</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยอนุทิน ชาญวีรกูล, รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc2ac96c28a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2019 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2019 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.เผย 4ขั้นตอนก่อนรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน ไม่ต้องมารพ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
1ต.ค.62-&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่ สปสช.ได้รับมอบนโยบายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านยา ขย.1 เพื่อให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน ในการประชุมบอร์ด สปสช.เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ได้ประสานดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สภาเภสัชกรรม และสมาคมเภสัชกรรมชุมชนแห่งประเทศไทยในการเตรียมความพร้อม ทั้งในส่วนของโรงพยาบาล ร้านยา และระบบต่างๆ เพื่อรองรับ โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นวันแรกของการดำเนิน &amp;ldquo;โครงการลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านยา ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&amp;rdquo; พร้อมกันทั่วประเทศ มีโรงพยาบาล จำนวน 35 แห่ง และร้านยา จำนวน 300 แห่ง ที่เริ่มต้นระบบผู้ป่วยรับยาร้านยาและพร้อมให้บริการในวันนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับบรรยากาศวันแรกของการเริ่มต้นโครงการฯ เพื่อให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยานั้น ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาแต่ละเขตพื้นที่ได้รายงานความพร้อมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมีการเปิดตัวโครงการในพื้นที่ โดย สปสช.ได้ร่วมกับ สธ. &amp;nbsp;มอบให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และสปสช. ทั้ง 13 เขต &amp;nbsp;ลงพื้นที่ตรวจดูความพร้อมทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและร้านยาที่เข้าร่วมโครงการฯ &amp;nbsp;รวมถึงระบบต่างๆ หากพบปัญหาและอุปสรรคจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ระบบสามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นและสร้างความั่นใจให้กับผู้ป่วย พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกันประชาสัมพันธ์โครงการฯ เพื่อให้ผู้ป่วยรับทราบและเข้าร่วมโครงการ นอกจากช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความสะดวกในการรับยาให้กับผู้ป่วย ไม่ต้องรอคอยคิวรับยาที่โรงพยาบาล และเพิ่มคุณภาพบริการ ทำให้ผู้ป่วยได้รับคำปรึกษาด้านยา ใช้ยาอย่างเหมาะสม โดยได้มีผู้ป่วยและประชาชนส่วนหนึ่งให้ความสนใจและสอบถาม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ผู้ป่วย บัตรทอง &amp;nbsp;4 กลุ่มโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จิตเวชเรื้อรัง และโรคเรื้อรังอื่นที่ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตามขั้นตอนดังนี้ 1.พบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อประเมินการรับยาที่ร้านยา 2.ลงทะเบียนรับยาที่ร้านยาโดยกรอกแบบฟอร์มแสดงความยินยอมและเลือกร้านยาที่เข้าร่วมโครงการกับโรงพยาบาล 3. รับใบนัดหรือใบสั่งยาจากโรงพยาบาล และ 4.รับยาได้ที่ร้านยาตามที่เลือกไว้ โดยแสดงบัตรประชาชนและใบนัดหรือใบสั่งยา ในกรณีที่มอบอำนาจให้รับยาแทนจะต้องแจ้งที่โรงพยาบาลไว้ก่อน และการรับยาต้องแสดงบัตรประชาชนตัวจริงของผู้ป่วย บัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ และใบนัดหรือใบสั่งยาของผู้ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลและร้านยาที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ สปสช. https://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-contentdetail.aspx?CatID=MTI4OA== หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ และสายด่วน สปสช.1330&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47057</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., 4ขั้นตอนก่อนรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านไม่ต้องมารพ., นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา, รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191001/image_big_5d9329d568443.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รพ.สมุทรปราการ เริ่ม “ผู้ป่วยรับยาร้านยา” 1 ตุลาคม นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ก.ย.62-นางสาวเรวดี รัศมิทัต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายเพื่อมุ่งลดความแออัดในโรงพยาบาล โดยใช้กลไกร้านยาแผนปัจจุบันเข้ามาช่วยลดเวลาการรอคอยยาในโรงพยาบาล ทั้งช่วยเพิ่มความสะดวกในการรับยาให้กับผู้ป่วย โดยในวันนี้ (26 ก.ย.) ได้รับมอบหมายให้ตรวจเยี่ยมความพร้อมการดำเนินโครงการของโรงพยาบาลสมุทรปราการ และร้านขายยา Pure สาขาบิ้กซีสมุทรปราการและบิ้กซี สาขาสุขสวัสดิ์ เครือข่ายร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลสมุทรปราการเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ แต่ละวันมีผู้ป่วยนอกรับบริการจำนวนมากประมาณ 2,500 ราย/วัน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยต้องรอรับบริการเป็นเวลานาน ที่ผ่านมาจึงได้พัฒนาสู่การเป็น สมาร์ท ฮอสปิทัล (Smart Hospital) และโครงการที่ให้ผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค คือ เบาหวาน ความดัน หอบหืด และจิตเวช รวมถึงโรคเรื้อรังที่ไม่ซับซ้อนรับยาใกล้บ้าน จะเป็นส่วนที่สนับสนุนเพื่อลดการลดคอยและความแออัดในโรงพยาบาลได้ ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเรวดี กล่าวต่อว่า จากการตรวจเยี่ยมความพร้อมการดำเนินโครงการของ รพ.สมุทรปราการในวันนี้ ได้มีการจัดเตรียมระบบ มีการเชื่อมต่อกับร้านยาที่ร่วมเป็นเครือข่ายและได้มีการทำประชาสัมพันธ์ทั้งที่โรงพยาบาลและร้านยาเพื่อให้ประชาชนที่มารับบริการทราบ โดยภายหลังจากดำเนินโครงการฯ ในระยะแรกแล้ว จะมีการประเมินผลการดำเนินโครงการเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46697</URL_LINK>
                <HASHTAG>รพ.สมุทรปราการ, รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน, เรวดี รัศมิทัต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8c946c079a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2019 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2019 17:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ป่วยบัตรทอง รับยาที่ร้านใกล้บ้าน 1ต.ค.นี้  ล่าสุดมี 35 รพ. ,141 ร้านยา เข้าร่วม  ในกทม.มีรพ.เลิดสิน - รพ.ราชวิถี เริ่มทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ก.ย.62-ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ - เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด สปสช.ได้เห็นชอบตามข้อเสนอดำเนินงานเพื่อรองรับนโยบาย รมว.สาธารณสุข ให้ &amp;ldquo;ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล&amp;rdquo; ตามที่คณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์นำเสนอ เพื่อพัฒนาระบบบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หากมีความพร้อมทุกด้านให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินงานนโยบายนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ป่วยไม่ต้องรอยานานและได้รับคำแนะนาการใช้ยาอย่างมีคุณภาพ โดยเริ่มนำร่องในปีงบประมาณ 2563 ในโรงพยาบาลไม่เกิน 50 แห่ง ร้านยาไม่เกิน 500 แห่ง และจะทยอยเพิ่มเติมในปีถัดไป เบื้องต้นกำหนดขอบเขตการจ่ายยาให้ผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด จิตเวช หรือโรคเรื้อรังที่ไม่มีความซับซ้อนในการดูแล โดยให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ป่วยที่จะรับยาที่ร้านยา และยาที่ผู้ป่วยได้รับจากร้านยาต้องเป็นยาเดียวกับที่ได้รับจาก รพ. ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติม คาดว่าจะมีประมาณร้อยละ 30 ของผู้รับบริการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการดำเนินงานระหว่างเครือข่าย รพ.และร้านยา กำหนด 3 ทางเลือก โดย รพ.ยังเป็นผู้รับผิดชอบยาและได้รับการชดเชยค่ายาเหมือนเดิม คือ 1 รพ.จัดยารายบุคคลส่งให้ร้านยา ไม่ช่วยลดภาระงานของ รพ. 2 รพ.จัดสำรองยาไว้ที่ร้านยา เป็นเหมือนคลังยาของ รพ. ช่วยลดภาระงานที่ รพ. ได้ แต่มีภาระการดูแลคลังยาย่อยที่ร้านยา และ 3. ร้านยาดำเนินการจัดการด้านยาเอง แต่ต้องมีราคายามาตรฐานที่ รพ.จ่ายให้กับร้านยา ส่วนจะเป็นรูปแบบใดให้ขึ้นอยู่กับ รพ.ตกลงกับร้านยา โดยงบประมาณที่ใช้นำร่องนโยบายในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 153 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของร้านยา 70 บาทต่อครั้ง (อ้างอิงตามประกาศค่าบริการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2560) และค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการร่วมกับร้านยา เหมาจ่ายอัตรา 33,000 บาทต่อร้านยา 1 แห่งต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า นอกจากนี้ในวันนี้ บอร์ด สปสช.ยังได้อนุมัติหลักการให้ใช้เงินกองทุน &amp;ldquo;รายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายสะสม&amp;rdquo; ที่เป็นการคาดการณ์งบประมาณคงเหลือของเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562 จำนวนไม่เกิน 399 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานนำร่องตามนโยบายนี้ พร้อมเห็นชอบเสนอต่อ รมว.สาธารณสุขประกาศกำหนดค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์สาหรับร้านยา และค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการร่วมกับร้านยา เป็นค่าใช้จ่ายอื่นตามข้อ 3(1) แห่งคำสั่ง คสช.ที่ 37/2559 และข้อ 18(7) แห่งประกาศ กสธ.ที่ออกภายใต้คาสั่ง คสช.ที่ 37/2559 เพื่อให้มีกฎหมายรองรับการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากนโยบายนี้ผู้ป่วยยังคงพบแพทย์เหมือนเดิม มารับการตรวจตามนัดที่ รพ.เหมือนเดิม แต่ผู้ป่วยจะสามารถเลือกได้ว่าจะรับยาที่ห้องยาของ รพ. หรือจะรับยาที่ร้านยาตามใบสั่งแพทย์ หากผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาก็ไม่ต้องมารอคิวเพื่อรับยานานเป็นชั่วโมง แถมยังสามารถซักถามหรือขอคำแนะนำการใช้ยากับเภสัชกรที่ร้านยาได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดความแออัดผู้ป่วยใน รพ.ลงได้ นับเป็นการพัฒนาระบบบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ต้องมีการประเมินผลเพื่อดูประสิทธิผลนโยบายนี้&amp;rdquo; รมว.สาธารณสุข กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ภายหลังจากที่ รมว.สาธารณสุข ได้มอบนโยบายนี้ในการประชุมบอร์ด สปสช.เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา สปสช.ได้รับมอบนโยบาย โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรม ในการเตรียมระบบรองรับ อาทิ ระบบขึ้นทะเบียนร้านยาของ รพ.เข้าร่วมเป็นหน่วยร่วมให้บริการด้านเภสัชกรรม ระบบการจ่ายชดเชยบริการ จ่ายให้ร้านยาต่อครั้งบริการ และจ่ายให้ รพ.เป็นเหมาจ่ายตามจำนวนร้านยา ระบบข้อมูลยืนยันตัวตนผู้ป่วยและระบบเบิกจ่ายชดเชย ระบบเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยและร้านยา ระบบกำกับติดตามประเมินผลภาพรวมโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และระบบกำกับติดตามคุณภาพบริการร้านยาโดยสภาวิชาชีพ รวมทั้งการทบทวนระเบียบ ประกาศที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อม รพ.และร้านยาที่เข้าร่วมดำเนินการ โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มี รพ.เข้าร่วม 35 แห่ง ร้านยา 141 แห่ง ผลสรุปจากการประชุมต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางที่ดีเพื่อลดความแออัดใน รพ.ได้ โดยได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งมี รพ.หลายแห่งพร้อมเริ่มดำเนินการทันที อาทิ รพ.ระยอง, รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์, รพ.สวนปรุง, รพ.ชลบุรี เป็นต้น &amp;nbsp;รพ.เลิดสิน, รพ.นพรัตน์ และ รพ.ราชวิถี เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44841</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, บัตรทอง, รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190902/image_big_5d6cec838ae28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน&quot;ไม่ต้องมารพ. เริ่ม 1ต.ค.นำร่องก่อน500ร้านขายยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;27 ส.ค.62- ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มอบหมายให้นพ. สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. &amp;nbsp;เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การลดความแออัดในโรงพยาบาล &amp;nbsp;โดยร้านยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ตามนโยบาย รมว.สธ. &amp;nbsp;โดยมีผู้บริหาร สธ. &amp;nbsp;สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)สำนักตรวจราชการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้างานเภสัชกรรมโรงพยาบาล/สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ร้านยาแผนปัจจุบัน สภาเภสัชกรรรม สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) และคณะเภสัชศาสตร์ ร่วมประชุมกว่า 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นพ. สุขุมกล่าวว่า รองนายกฯและรมว.สธ. &amp;nbsp;ได้มอบนโยบายให้ลดความแออัดของโรงพยาบาล เพิ่มความสะดวกบริการประชาชน อาทิ การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ คลินิกหมอครอบครัว เปิดคลินิกเฉพาะทางนอกเวลาราชการ (SMC) อีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความแออัดคือ &amp;nbsp;ให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยารับยาที่ร้านยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ที่ได้มาตรฐาน GPP ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) &amp;nbsp;ในระยะแรกจะดำเนินการพัฒนาระบบบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ร้านขายยาร่วมเป็นเครือข่ายบริการจำนวน 500 แห่งทั่วประเทศ จ่ายยาให้กับผู้ป่วยโดยไม่ต้องรอรับยาที่โรงพยาบาล ช่วยให้ผู้ป่วยใช้เวลาอยู่ที่โรงพยาบาลน้อยลง ลดภาระการเดินทาง และความแออัดของโรงพยาบาล รวมถึงได้รับคำแนะนำการใช้ยาอย่างตามใบสั่งแพทย์โดยเภสัชกร โดยเริ่มในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปที่มีความพร้อมในเดือนตุลาคม 2562 ช่วงแรกจะเน้นในผู้ป่วย 4 โรค คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคทางจิตเวช และหอบหืด ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยา และลดการครอบครองยาเกินความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; สำหรับเงื่อนไขการรับยาต้องเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ป่วยที่จะรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน ซึ่งเป็นร้านยาคุณภาพ/ ร้านยาที่ผ่านมาตรฐาน GPP และมีเภสัชกรปฏิบัติงานตลอดไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง โดยจะได้รับยาชนิดเดียวกับที่ได้รับจากโรงพยาบาลเดิมที่รับยาอยู่ และผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าบริการใดๆ เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลและร้านขายยา ที่เป็นเครือข่ายสามารถดำเนินการได้ 3 รูปแบบ คือ โรงพยาบาลจัดยารายบุคคลส่งให้ร้านขายยา โรงพยาบาลจัดสำรองยาไว้ที่ร้านยา หรือร้านยาดำเนินการจัดการด้านยาเอง ซึ่งจะต้องมีการศึกษาร่วมกันต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ มีหมอครอบครัวประจำบ้าน การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชนเลือกสถานบริการที่เหมาะสมกับลักษณะการเจ็บป่วย รวมทั้งการเชื่อมโยงร้านขายยาใกล้บ้าน จะช่วยเพิ่มความสะดวก เป็นทางเลือกให้กับประชาชนมากขึ้น&amp;rdquo; นพ. สุขุมกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสข, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, รับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d64d66a122a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
