<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยียวยาทุกคนเท่ากันเลยดีกว่าไหม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีแผนในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่เชื้อโควิด-19 โดยแจกเงินจำนวนเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลาสามเดือนให้กับผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม คือผู้ที่มีอาชีพอิสระ เช่น คนขับแท็กซี่ พนักงานเสริฟ พนักงานโรงแรม พนักงานนวด/เสริมสวย ช่างตัดผม ฯลฯ ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยานี้เป็นจำนวนกว่า 27 ล้านคนแล้ว กระทรวงการคลังได้คัดกรองผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและจ่ายเงินเดือนแรกออกไปแล้วให้กับผู้ลงทะเบียนจำนวนประมาณ 4 ล้านคน

แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านการคัดกรอง โดยกระทรวงการคลังแจ้งว่าไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เช่น เป็นนักศึกษา เป็นเกษตรกร หรือมีอาชีพที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นี้ สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลเหล่านี้ เพราะปรากฏว่าบางคนอายุเกือบ 50 ปีขี่วินมอเตอร์ไซค์ แต่ถูกระบุว่าเป็นนักศึกษา บางคนไม่เคยทำไร่ทำนาเลย แต่ถูกปฏิเสธเพราะระบบ artificial intelligence (AI) ของกระทรวงการคลังจัดให้เป็นเกษตรกร แม้ว่าภาครัฐจะยอมให้มีการอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ์ได้ แต่ก็เชื่อว่าความวุ่นวายต่างๆ คงไม่หมดไปง่ายๆ คงจะมีความผิดพลาดในระบบคัดกรองและการประท้วงต่อไป และการแจกจ่ายเงินออกมาให้ผู้คนได้ใช้จ่ายเพื่อบรรเทาปัญหาการว่างงานและการขาดรายได้ก็คงจะล่าช้าออกไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 9 ล้านคน จ่ายคนละ 15,000 บาทในสามเดือน จึงเป็นงบประมาณรวม 135,000 ล้านบาท แต่ผมเชื่อว่าเมื่อคัดกรองไปจนครบคนแล้ว อาจพบว่าจะต้องจ่ายชดเชยให้มากเกิน 9 ล้านคนแน่ๆ ซึ่งในที่สุดก็อาจจะทำให้ภาครัฐต้องจ่ายเงินรวมกันมากถึง 300,000 ล้านบาทก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนคือการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานจากกองทุนประกันสังคมให้กับผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนฯ ที่ต้องออกจากงานอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 คาดว่าผู้ได้รับเงินชดเชยส่วนนี้น่าจะมีจำนวนระหว่าง 1 - 2 ล้านคน และหากอัตราการชดเชยนี้เท่ากับเงินที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม คือ 15,000 บาทในช่วงสามเดือนข้างหน้า เงินทั้งหมดที่จะจ่ายออกจากกองทุนประกันสังคมในส่วนนี้ก็น่าจะตกประมาณ 15,000 - 30,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลยังมีแผนที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วย โดยในขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ แต่ข่าวเบื้องต้นระบุว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ที่ลงทะเบียนเป็นเกษตรกรครัวเรือนละ 30,000 บาท ในปัจจุบันมีเกษตรกรลงทะเบียนจำนวนประมาณ 7.5 ล้านครัวเรือน ถ้ารัฐบาลจ่ายเกษตรกรทุกครัวเรือนก็จะใช้งบประมาณรวม 300,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรวมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งสามกลุ่มข้างต้น คือ กลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ (ที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม) กลุ่มผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม และกลุ่มเกษตรกร ก็จะปรากฏว่า รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้นระหว่าง 465,000 ล้านบาท ถึง 550,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากงบประมาณของรัฐและบางส่วนจ่ายออกจากกองทุนประกันสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยากจะเสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาชดเชยแยกเป็นกลุ่มๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ข้างต้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนคนไทยทุกคนในจำนวนเท่าๆ กัน โดยกำหนดจ่ายให้กับประชาชนที่มีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป จะมียกเว้นก็เฉพาะบุคคลที่ได้รับเงินเดือน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินช่วยเหลือเลี้ยงดู และสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งก็ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมไปถึงนักโทษในคุก เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจ่ายเงินเท่ากันเป็นรายหัวเป็นวิธีการเยียวยาที่สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ยุ่งยากมากนัก เพราะภาครัฐสามารถคัดกรองโดยตรวจสอบเฉพาะอายุและการเป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจได้โดยง่าย อย่างน้อยก็ง่ายกว่าเกณฑ์การคัดกรองที่ AI ของกระทรวงการคลังกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นการแจกจ่ายเงินที่ทำได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทั่วถึงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางคนอาจจะค้านว่า วิธีการจ่ายเท่ากันรายหัวนี้มีความไม่เท่าเทียมกัน เพราะผู้ที่ได้รับการชดเชยมีรายได้ไม่เท่ากัน และมีบางกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 การชดเชยจึงไม่ควรใช้เงินจ่ายเท่ากันทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมต้องยอมรับในจุดอ่อนของวิธีการนี้ แต่เราก็ได้เห็นความยุ่งยากและความไร้ประสิทธิภาพของความพยายามที่จะคัดแยกเอาเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบที่มีรายได้น้อยแล้ว ผมต้องชี้ให้เห็นด้วยว่าวิกฤติโควิด-19 นี้มีผลกระทบต่อทุกคนในประเทศ (มนุษย์ทั่วโลกด้วยซ้ำไป) ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม มากบ้างน้อยบ้าง หากเรากำหนดให้ผู้ที่ต้องการรับเงินเยียวยานี้ต้องมาลงทะเบียนกับภาครัฐ ผมก็ยังหวังว่าผู้มีรายได้ค่อนข้างดีส่วนใหญ่ก็คงมีจิตสำนึกที่จะเลือกไม่มาลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินส่วนนี้จากภาครัฐ อันจะทำให้ความเป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วควรจ่ายหัวละเท่าไหร่? ต้องใช้เงินมากไหม? ผมเสนอให้พิจารณาโดยเทียบกับสองประเทศในโลกที่ใช้วิธีจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 เท่ากันทุกคน คือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา รัฐบาลญี่ปุ่นแจกเงินเยียวยาประชาชนญี่ปุ่นทุกคนหัวละ 100,000 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 30,000 บาท รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus check) ให้กับประชาชนอเมริกันหัวละ 1,200 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 40,000 บาท โดยให้เฉพาะกับคนที่มีรายได้ก่อนหักภาษีไม่เกิน 100,000 เหรียญต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปรียบเทียบกันระหว่างประเทศน่าจะเป็นการใช้ตัวเลขรายได้ต่อหัวเป็นเกณฑ์ การคำนวณรายได้ต่อหัวเมื่อปรับด้วยค่าครองชีพ (หรือที่เรียกว่า purchasing-power-parity per capita income) สำหรับปี 2560 แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีรายได้ต่อหัวประมาณ 60,000 เหรียญต่อปี ญี่ปุ่นมีรายได้ต่อหัวประมาณ 42,000 เหรียญต่อปี และไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณ 18,000 เหรียญต่อปี เมื่อปรับตามความแตกต่างของรายได้ต่อหัวแล้ว ปรากฏว่าเงินเยียวยาในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะเทียบเท่ากับเงินเยียวยาในไทยที่มีมูลค่าประมาณ 12,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้การเยียวยาในไทยไม่น้อยหน้ามาตรการเดียวกันกับที่ใช้ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รัฐบาลไทยจึงควรจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 แก่คนไทยทุกคนในอัตราหัวละ 12,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนคนที่รัฐบาลไทยจะต้องจ่ายเท่ากันเป็นรายหัวนี้น่าจะเป็นประมาณ 45 ล้านคน คือจำนวนผู้มีสัญชาติไทยทั้งหมดประมาณ 65 ล้านคน หักด้วยจำนวนคนไทยอายุต่ำกว่า 20 ปีประมาณ 15 ล้านคน และหักออกไปอีกด้วยจำนวนผู้เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสากิจ และผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงทะเบียนขอรับเงิน (อาจจะเป็นเพราะไม่เดือดร้อนมากนัก) รวมกันประมาณ 5 ล้านคน เบ็ดเสร็จแล้วมาตรการจ่ายชดเชยเท่ากันรายหัวจะต้องใช้เงินทั้งสิ้นประมาณ 540,000 ล้านบาท (12,000 คูณด้วย 45 ล้าน) ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าเงินที่จะใช้ในมาตรการเยียวยาคนสามกลุ่มตามที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ขณะนี้ แต่จำนวนเงินที่มากกว่าก็ไม่น่าจะเกิน 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ว่าจะใช้เงินมากกว่าอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าการจ่ายเงินเยียวยาเท่ากันรายหัวน่าจะทำได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั่วถึงกว่า และมีผลบรรเทาความเดือดร้อนได้มากกว่าด้วย หากจะเปลี่ยนมาใช้มาตรการนี้ก็ยังพอทำได้ในขณะนี้ เพราะเม็ดเงินที่ได้จ่ายออกไปแล้วภายใต้มาตรการปัจจุบันก็สามารถปรับมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเท่ากันรายหัวได้ และจำนวนเงินรายหัวที่ลดลง (จาก 15,000 บาท) ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พอยอมรับได้เพราะถือว่าเป็นการกระจายรายได้ออกไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง รัฐบาลควรจะใช้โอกาสในการแจกเงินให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในคราวนี้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและขอความร่วมมือจากผู้ได้รับประโยชน์นี้ เพื่อนำเอาใช้เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการ/ควบคุม/สืบสวนโรคการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น อาทิเช่น การกำหนดหรือขอความร่วมมือให้ผู้ได้รับเงินเยียวยาทุกคนใช้แอพพลิเคชั่นบางอย่าง (เช่น แอพฯ ที่ชื่อ &amp;ldquo;หมอชนะ&amp;rdquo;) บนมือถือ เพื่อทำให้ contact tracing เป็นไปได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็วมากขึ้น

พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64600</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรายพล คุ้มทรัพย์, รับเงินเยียวยา5พัน, เราไม่ทิ้งกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7db9b97f26e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 06:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 06:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชช.ต้องการความชัดเจนมาตรการเยียวยา5พัน&#039;ดร.กิตติธัช&#039;แนะผู้นำที่ดีควรพูดอย่างไรไม่ให้สับสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 เม.ย.63 - ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้านปรัชญาการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องเงินเยียวยา5พันบาทจะได้1เดือนก่อนและต้องรอพ.ร.ก.เงินกู้ ว่า &amp;nbsp;
เข้าใจว่าหวังดี อยากจะแจกแจงให้ประชาชนเข้าใจละเอียดๆ ว่างบประมาณแต่ละก้อนใช้อย่างไร และมาจากไหน แต่อย่างที่บอกครับ รายละเอียดเชิงเทคนิค ไม่จำเป็นไม่ต้องมาบรรยายให้ประชาชนเกิดความสับสน
ประชาชนต้องการทราบความชัดเจนของมาตรการเยียวยา ว่ามีอะไรบ้าง คนแต่ละกลุ่มจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร รัฐบาลจะทำอย่างไรให้ประชาชนแต่ละคนเข้าถึงความช่วยเหลือนั้นได้อย่างทั่วถึง
นี่คือทั้งหมดที่ประชาชนต้องการทราบครับ
-----------------------
ผู้นำที่ดีควรพูดให้ความเชื่อมั่นในภาพรวมเท่านั้นพอ ที่เหลือให้ผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบ 2 ด้านคือ #ด้านเศรษฐกิจ และ #ด้านสาธารณสุข มาอธิบายรายละเอียดจะดีกว่า
ด้านสาธารณสุข มีคุณหมอทวีศิลป์ มาทำหน้าที่อธิบายสถานการณ์รายวันได้ดีแล้ว แต่ส่วนมาตรการเศรษฐกิจ-สังคม และความช่วยเหลือต่างๆ รัฐบาลยังขาดคนที่สื่อสารได้ในระดับเดียวกับคุณหมอทวีศิลป์อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63391</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19, ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รับเงินเยียวยา5พัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2c58a474ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์ข้อมูลโควิดแจ้งข่าวด่วน!อย่าแห่ไป&#039;คลัง&#039;ใครต้องการอุทธรณ์เงินเยียวยา5พันให้เข้าเว็บฯ&#039;เราไม่ทิ้งกัน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เม.ย.63- &amp;nbsp;เพจ ศูนย์ข้อมูล COVID-19 แจ้งข้อความ ด่วน !!! ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อแขนงต่างๆ ว่าพรุ่งนี้ 14 เมษายน 2563 กระทรวงการคลังจะเปิดจุดรับร้องทุกข์ สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา เพื่อรับเงินเยียวยา 5,000 บาท ณ โรงอาหารกระทรวงการคลังนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียนให้ทราบว่า การอุทธรณ์ ผลการพิจารณาเพื่อรับเงินเยียวยา 5,000 บาท จะเริ่มเปิดให้ดำเนินการเฉพาะทางออนไลน์ ทางเว็บไซต์ &amp;quot;เราไม่ทิ้งกัน&amp;quot; เท่านั้น
ในช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าจะเป็นประมาณวันที่ 19 เมษายน 2563
เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการป้องกันการระบาดโควิด19 ของกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นประชาชนที่ต้องการอุทธรณ์ จึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมาที่กระทรวงการคลัง ทั้งนี้ระบบเว็บไซด์ &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; จะมีการเพิ่มปุ่มเพื่อ &amp;ldquo;อุทธรณ์&amp;rdquo; ในสัปดาห์หน้า ขอแนะนำให้ทำการอุทธรณ์ด้วยตนเองผ่านระบบ online จะถูกต้องและรวดเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างนี้หากประสงค์จะร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการเยียวยา 5,000 บาทขอให้ติดต่อ call center ของธนาคารกรุงไทย 021111144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือ call center ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 022739020 (เฉพาะวันและเวลาราชการ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของศูนย์ covid แห่งชาติที่ไม่ให้คนมารวมตัวอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกันจำนวนมาก ถึงแม้จะมีการป้องกันโดยการสวมแมสก์ก็ตาม เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ covid-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขออภัย มา ณ ที่นี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63080</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณ โรงอาหารกระทรวงการคลัง, รับเงินเยียวยา5พัน, ศูนย์ข้อมูล COVID-19, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200414/image_big_5e9522ffed170.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
