<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรทุกข์หนัก! บี้รัฐบาลพยุงราคา-ลดต้นทุนผลิต เลิกเอื้อกลุ่มทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค. 62 - นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันปาล์มปัจจุบัน โรงงานรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 บาท แต่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3.38 บาท เห็นได้ชัดว่าเกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุนในไทย เกษตรกรไม่สามารถตั้งราคาผลผลิตเองได้ แต่พ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนด อยากให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าราคาเกษตร ไม่ใช่เปลี่ยนกลไกตลาดเพื่อกลุ่มทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต การหาเทคโนโลยี วิธีการต่างๆ มาช่วยเกษตรกร ตัวอย่างที่ผ่านมาความไม่แน่นอนจากนโยบายการใช้สารเคมีเกษตร เช่น พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หากลดปริมาณนำเข้าโดยไม่มองความเป็นจริง ทำให้ราคาสารเคมี 3 ตัวแพงขึ้นทันที&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ควรดูแลเกษตรกร ต้องมองเห็นความจำเป็นสำหรับเกษตรกรไม่เชื่อข้อมูลที่บิดเบือน ทั้งๆที่ไม่มีผลต่อสุขภาพในเกษตรกรกลุ่มปาล์ม เพราะใช้มานานกว่า 40 ปี ควรเน้นการให้ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะยังไม่มีสารทดแทน รวมทั้ง สารเคมี กลูโฟซิเนต ที่แนะนำให้ใช้แทนนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลกระทบในระยะยาว และราคาแพงกว่า 5 เท่า นับเป็นการทำร้ายเกษตรกรและผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม
&amp;nbsp;
ด้าน นายอนุวัฒน์ อิ่มสมบูรณ์ เลขานุการสหกรณ์การเกษตรจังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; และเป็นผู้ปลูกทุเรียนส่งออก กล่าวว่า นโยบายเกษตรของรัฐบาลชุดใหม่ อยากให้เน้นเรื่องมาตรการส่งออก ภาษี และแรงงาน เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องราคาสินค้าเกษตรในส่วนของผู้ผลิตทุเรียนได้ดีแล้ว แต่ความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบายการใช้สารเคมีเกษตรกร กลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิต ที่ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เนื่องจากกระแสข่าวการใช้สารเคมีเกษตร ทำให้เกิดการกักตุนราคาสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายทนงศักดิ์ ไทยจงรักษ์ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาของกลุ่ม คือ การกีดกันทางภาษี และการค้าในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัญหาศัตรูพืชและภัยแล้งธรรมชาติ ดังนั้น การจัดการเรื่องมาตรการส่งออกสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการวางแผนระบบชลประทานเพื่อภาคการเกษตร จะช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกในพื้นที่ระบบชลประทานเข้าถึงได้ เพราะที่ดินมีราคาสูง จึงต้องเพาะปลูกในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งศัตรูพืชที่มีอยู่ตลอดช่วงการเพาะปลูก ทำให้จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ เกษตรกรข้าวโพดหวานส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตร GAP แล้ว ผลผลิตจึงอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ต้องกังวล ดังนั้น นโยบายที่ออกมาจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช จึงเป็นต้นเหตุและมีปัญหาต่อต้นทุนการผลิต เกษตรกรเห็นด้วยกับภาครัฐที่ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการใช้อย่างถูกต้อง แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต้องให้เวลาจัดการแบบค่อยค่อยไป ทำให้เกษตรกรยอมรับที่จะปรับตัว จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41937</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปาล์มน้ำมัน, พาณิชย์, มนัส พุทธรัตน์, รัฐบาล, ราคาตกต่ำ, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190725/image_big_5d396d927a9f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเทศไทย 4.0 สับปะรดดิ่งเหว70 สตางค์ !</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวลำปางไม่ทิ้งกัน ซับน้ำตาเกษตรกรปลูกสับปะรดแห่ระดมเงินบริจาคซื้อแจกจ่ายให้ประชาชนที่มาโรงพยาบาลกินฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25มิ.ย.61- หลังจากเกิดวิกฤติสับปะรดของเกษตรกรชาวลำปางราคาตกต่ำ เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ขณะนี้มีสับปะรดของเกษตรกรที่พร้อมเก็บค้างอยู่ในสวนและที่ต้องตัดนำมาวางจำหน่ายหน้าสวนและข้างทางจำนวนมาก และราคาที่หน้าสวนเหลือเพียงกิโลกรัมละ 0.70-0.75 บาท เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ที่ด้านหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์ โรงพยาบาลลำปาง เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดได้ทะยอยบรรทุกสับปะรดมาขายให้กับกลุ่มตัวแทนภาคประชาชน ซึ่งนำโดยนายอธิฐาน วงศ์ใหญ่ รอง ผอ.รพ.ลำปาง ที่ได้รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 2 บาท จำนวน 10-20 &amp;nbsp;ตันต่อวัน เพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาใช้บริการภายในโรงพยาบาลลำปาง และผู้ที่ผ่านไปมา โดยในบริเวณดังกล่าวได้มีการตั้งกล่องรับบริจาคเงิน เพื่อให้ประชาชนที่มารับสับปะรดได้ร่วมบริจาคเงินตามกำลังจิตศรัทธา เพื่อนำเงินเหล่านั้นไปสมทบกับผู้ที่บริจาคมาก่อนหน้านั้นแล้ว นำไปต่อยอดรับซื้อผลผลิตของพี่น้องชาวสวนสับปะรดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภาคประชาชนที่ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อถวายบุญกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในโอกาส 250 ปี ทรงกอบกู้เอกราช ได้นำเงินเหล่านั้น มาสมทบร่วมกันบริจาคมาหมุนเวียนช่วยซื้อสับปะรดชาวสวนเพื่อแจกในรอบต่อๆไปจนกว่าเงินจะหมด &amp;nbsp;โดยประชาชนที่มารับแจกเลือกสับปะรดได้ด้วยตนเอง และขอความร่วมมือแต่ละรายไม่เกินคนละ2ลูก เพื่อจะได้กระจายให้กับคนอื่นๆด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จังหวัดลำปาง มีจำนวนเกษตรกรที่ได้ทำการเพาะปลูกสับปะรด 1,963 ราย มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งหมด 24,983 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิต จำนวน 17,325 ไร่ โดยคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในห้วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม รวมจำนวนมากกว่า 60,000 ตัน เฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ ที่จะมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดมากที่สุดประมาณ 28,000 ตันเศษ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12065</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเกษตรกร, ประเทศไทย4.0, ราคาตกต่ำ, ลำปาง, สับปะรด, โรงพยาบาลลำปาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180625/image_big_5b3094e51cc2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 08:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ร้องขอ &quot;ชายสี่บะหมี่เกี้ยว”ช่วยแก้ปัญหากระเทียมถูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;แก้ปัญหาราคากระเทียมตกต่ำ ดึง &amp;ldquo;ชายสี่บะหมี่เกี้ยว&amp;rdquo; ซื้อผลผลิตจากเกษตรกร พร้อมประสานห้าง ตลาด ช่วยระบายอีกทาง ด้านชายสี่ฯ เผยแต่ละวันมีคนบริโภคบะหมี่ประมาณ 5 แสนชาม ใช้กระเทียมปีละ 60 ตัน จะปรับแผนเข้าไปซื้อตรงจากเกษตรกร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหากระเทียมราคาตกต่ำ ว่า ในส่วนของการหาตลาดรองรับผลผลิตกระเทียม กรมฯ ได้ประสานความร่วมมือไปยังบริษัท ชายสี่บะหมี่เกี้ยว จำกัด ให้เข้ามาช่วยรับซื้อกระเทียมจากเกษตรกร เพื่อนำไปทำกระเทียมเจียว และกระจายไปยังร้านบะหมี่ที่มีอยู่จำนวนกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งทางชายสี่ฯ ได้รับที่จะเข้ามาช่วยซื้อแล้ว และคาดว่าจะส่งผลดีให้ราคากระเทียมของเกษตรกรปรับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการระบายผลผลิตช่องทางอื่น กรมฯ ได้ทำการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ตลาดไท ให้เข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยที่เชียงใหม่ได้ทำสัญญารับซื้อ 440 ตัน ที่แม่ฮ่องสอนรับซื้อกระเทียมแห้ง 101 ตัน และกระเทียมสด 200 ตัน และยังได้กระสานนำกระเทียมไปจำหน่ายในช่องทางอื่นๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ตลาดต้องชม เป็นต้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมปี 2561 มีปริมาณ 7.65 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 10.6% ซึ่งผลผลิตมากกว่าปีที่แล้วที่มีปริมาณ 6.9 หมื่นตัน ทำให้ราคาปีนี้ไม่ค่อยดีนัก โดยราคากระเทียมสดเฉลี่ย 4 เดือนปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.) อยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 13.60 บาท กระเทียมแห้งเฉลี่ย 20-25 บาทต่อกก. และกระเทียมมัดจุกใหญ่เดือนพ.ค. อยู่ที่ 77.5 บาทต่อกก. เกษตรกรจึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพันธ์รบ กำลา ประธานกรรมการบริษัท ชายสี่บะหมี่เกี้ยว จำกัด กล่าวว่า ในแต่ละวันมีคนบริโภคบะหมี่ประมาณ 5 แสนชาม และใช้กระเทียมเจียวเป็นวัตถุดิบในการทำบะหมี่ประมาณ 60 ตันต่อปี และปีนี้จะขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 1,000 สาขา ทำให้มีความต้องการใช้กระเทียมเพิ่มอีก 5 ตัน ซึ่งพร้อมที่จะรับซื้อกระเทียมจากเกษตรกรมาทำเป็นกระเทียมเจียวทั้งหมด จากเดิมที่รับซื้อจากซัปพลายเออร์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือในการรับซื้อและกระจายกระเทียมจากแหล่งผลิตไปยังพื้นที่อื่น โดยจะใช้ระบบโลจิสติกส์ของชายสี่ฯ ที่มีอยู่ประมาณ 90 เส้นทาง ที่เดิมใช้ในการจัดส่งวัตถุดิบให้กับร้านบะหมี่ที่เป็นแฟรนไชส์ ก็จะนำมารับซื้อกระเทียมจากเกษตรกร และนำไปจำหน่ายในจุดอื่นๆ ที่ไม่มีกระเทียมให้ด้วย เพราะรถต้องวิ่งขนส่งอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ ทั้งการนำเข้าผ่านด่านศุลกากร และการลักลอบการนำเข้า โดยในการนำเข้าผ่านด่านศุลกากร หากมีการสำแดงราคาต่ำเกินจริง ก็จะให้สำแดงราคาให้ถูกต้องใกล้เคียงกับราคาตลาด เพื่อป้องกันกระเทียมราคาถูกเข้ามากระทบราคาในประเทศ และในส่วนของการลักลอบนำเข้า จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะตามจุดที่คาดว่าจะมีการลักลอบนำเข้า เช่น ตามแนวชายแดน ตามริมแม่น้ำโขง หากพบก็จะจับกุมดำเนินคดีทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา มีการจับกุมได้จำนวน 137 ราย น้ำหนักกระเทียม 417 ตัน มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท และตั้งแต่เดือนต.ค.2560-เม.ย.2561 จับกุมได้แล้ว 60 ราย ปริมาณ 124 ตัน มูลค่าประมาณ 4.36 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10372</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, กระเทียม, กุลิศ สมบัติศิริ, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, พันธ์รบ กำลา, ราคากระเทียมถูก, ราคาตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f501cd0a91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
