<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดหรือเพิ่มปัญหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่เกิดปัญหาการผลิตน้ำมันปาล์มออกมาล้นตลาด ราคาน้ำมันตกต่ำจนถึงขีดสุด จนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาวิ่งเต้นกัน ว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเบาบางลงได้บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือกระทรวงพลังงานที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากน้ำมันปาล์มบางส่วนที่ถูกผลิตออกมาก็นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดำเนินการในธุรกิจพลังงานได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกระทรวงได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ หรือซีพีโอ เพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซล หรือ B100 ส่วนผสมน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน โดยให้กักตุนไว้ในคลังของผู้ประกอบการแต่ละที่ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถจะดูดซับซีพีโอออกไปได้มากนัก เนื่องจากคลังเก็บ B100 ของแต่ละบริษัทก็มีกำลังจำกัด ครั้นจะให้สร้างคลังเก็บใหม่ก็คงไม่คุ้มค่ามากนัก หากในอนาคตสามารถควบคุมการผลิตปาล์มได้แล้ว ผลผลิตก็จะเพียงพอโดยไม่ต้องดูดซับส่วนที่เหลือ คลังที่สร้างขึ้นมาใหม่ก็จะร้างทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากที่จะให้ผู้ค้าช่วยซื้อซีพีโอไปแล้ว ยังมีมาตรการให้เพิ่มสัดส่วนการผสม B100 ลงในไบโอดีเซล จากเดิมผสมที่ 5% หรือที่เรียกกันว่าน้ำมัน B5 และจากปัญหาดังกล่าวจึงมีมติให้เพิ่มส่วนผสมเป็น 7% หรือที่เราเคยได้ยินกันในชื่อ B7 ซึ่งกระทรวงพลังงานยืนยันว่าสามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก หรือรถเครื่องยนต์ดีเซลที่เล็กลงมาอย่างรถกระบะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ด้วยการล้นทะลักของซีพีโอที่ถูกผลิตออกมาเกินความจำเป็น มาตรการที่ผ่านมาดังกล่าวก็ยังไม่ช่วยให้สามารถดูดซับปาล์มน้ำมันส่วนเกินได้ 100% จึงเกิดการศึกษากันต่อมาเรื่อยๆ ของกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกรมธุรกิจพลังงาน หรือ ธพ. ออกมากล่าวว่าได้มีการศึกษาการผสม B100 ลงในน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 10% หรือที่เรียกว่า B10 โดยคาดว่าผลศึกษาจะแล้วเสร็จภายในปี 2561 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เบื้องต้นก็มีการทดสอบน้ำมัน B10 กับรถไฟเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งที่นำร่องทดสอบโครงการกับรถไฟในเส้นทางสายบ้านแหลม-แม่กลอง โดยยืนยันว่าสามารถใช้งานได้ปกติ และนอกจากนี้จากการศึกษายังระบุได้ว่าสามารถใช้งานกับรถยนต์ทั่วไปได้ปกติ แต่ทั้งนี้ก็ยังติดข้อกังวลของกลุ่มค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ ซึ่งยังไม่มั่นใจให้รถยนต์ปรับเปลี่ยนมาใช้ B10 โดยเรื่องนี้จะมีการหารือและชี้แจงต่อไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและการยอมรับ เช่น ค่ายรถยนต์ยุโรปและญี่ปุ่น รวมถึงให้สามารถออกเป็นประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ และกำหนดใช้อย่างเป็นทางการได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานก็ได้มีการศึกษาการผสม B100 เพิ่มเติมเป็น 20% หรือที่เรียกว่า B20 ด้วยเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนมากกว่า และสามารถดูดซับซีพีโอได้เต็มที่ และจากการศึกษาและทดสอบนั้น ยืนยันได้แล้วว่า B20 สามารถใช้ได้กับรถเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ เช่นรถบรรทุก หรือรถโดยสารสาธารณะ แต่ไม่สามาถใช้ได้กับรถกระบะ หรือเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเปิดตัวของ B20 ก็อาจจะทำให้เกิดการสับสนของผู้ใช้น้ำมันดีเซลกันพอสมควร และเกิดความวุ่นวายให้กับผู้ประกอบการรถบรรทุกด้วย เนื่องจากต้องมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้สามารถรองรับ B20 ได้ โดยอาจจะเป็นเรื่องเทคนิคที่บางค่ายรถก็ยังไม่รองรับการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ แต่ทางกระทรวงพลังงานเองก็ออกมายืนยันเสียงแข็งว่า B20 ไม่ทำให้เครื่องยนต์มีปัญหาอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในที่สุด B20 ก็ออกมาเป็นตัวเป็นตน โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการแถลงข่าวร่วมกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ที่เข้าร่วมโครงการนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปจำหน่าย โดยรายชื่อระบุที่ 5 บริษัทที่พร้อมจะเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก บมจ.บางจาก, บมจ.ไออาร์พีซี บริษัท ซัสโก้ และบริษัท ซัสโก้ดีลเลอร์ โดยทางกระทรวงพลังงานได้เสนอราคาให้กับผู้บริโภค B20 ว่าจะถูกกว่าราคาขายน้ำมันดีเซลเกรดธรรดา หรือ B7 อยู่ 3 บาท เป็นผลมาจากการสนับสนุนด้วยเงินกองทุนน้ำมัน และการลดภาษีสรรพสามิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ใช่ว่าจะจบแค่นี้ เพราะเมื่อหลายวันก่อนบริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกจดหมายส่งถึงตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บรรทุกฮีโน่ ระบุว่ารถยนต์บรรทุกฮีโน่ทุกรุ่น สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B7 ได้เท่านั้น ไม่สามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้ จึงเกิดเป็นความวุ่นวายขึ้นมาว่า ตกลงแล้วมาตรการที่จะออกมาช่วยเหลือปาล์มน้ำมันครั้งนี้ จะถูกใจคนส่วนใหญ่มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ว่ายิ่งไปเพิ่มความเดือดร้อนให้กับกลุ่มผู้บริโภคเข้าไปใหญ่ ก็ขึ้นอยู่กับการตอบโต้และทำให้เชื่อใจของฝ่ายรัฐบาลแล้วแหละ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12674</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ซีพีโอ, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, น้ำมันไบโอดีเซล, บริษัท ปตท., ราคาน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกยังได้อานิสงส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาทีนี้ถ้าไม่พูดถึงตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ก็คงจะเชยนิดๆ เพราะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาประกาศจีดีพีไทยไตรมาสแรก ปี 61 อยู่ที่ 4.8% เร่งขึ้นจาก 4% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายของรัฐบาล การลงทุนรวม และการขยายตัวในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการที่ตัวเลขจีดีพีออกมาสวยงาม ทำให้คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้จะขยายตัว 4.2-4.7% จากปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกและระดับราคาสินค้าในตลาดโลก ซึ่งจะสนับสนุนให้การส่งออกและการผลิตสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ดี และสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลและการลงทุนภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์สูง และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน การปรับตัวดีขึ้นและการกระจายตัวมากขึ้นของฐานรายได้ประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ มูลค่าการส่งออกสินค้าคาดขยายตัว 8.9% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ในครั้งนี้ การส่งออกดูเหมือนจะถูกลดบทบาทลง เปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อนของรัฐบาลแทน แต่ยังคงเป็นฟันเฟืองที่สำคัญเหมือนเช่นที่ผ่านมา เพราะยังคงมีแนวโน้มที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยเข้ามากระทบหลายอย่างก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบีได้ประเมินการส่งออกของไทยปีนี้จะโตถึง 8.6% โดยการส่งออกไทยใน 4 เดือนแรกของปีนี้ทะยานขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนอีก 11.5% ด้วยมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 20,444 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จากปัจจัยบวกทั้งด้านราคาสินค้าตามผลของราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และด้านปริมาณตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิต ส่งผลให้เกือบทุกกลุ่มสินค้า และเกือบทุกตลาดสำคัญเติบโตได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับมูลค่าการส่งออกไทยในช่วง 8 เดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงด้วยผลของฐานสูง ซึ่งการขยายตัวเป็นผลมาจากทั้งราคาและปริมาณที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาความสัมพันธ์ของราคาน้ำมันในตลาดโลกกับราคาสินค้าส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ผลของราคาน้ำมันดิบที่เปลี่ยนแปลงทุก 1% จะทำให้ราคาสินค้าส่งออกเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันประมาณ 0.11%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งทางศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงที่เหลือจะเฉลี่ยอยู่ที่ 71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ประมาณ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น ผลทางด้านราคาที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มูลค่าส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร ยางพารา เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป และเหล็ก ที่มีสัดส่วนถึง 1 ส่วน 4 ของมูลค่าส่งออกรวมจะปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่แม้ว่าผลกระทบต่อการค้าไทยในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด แต่ในระยะปานกลางถึงยาวยังคงต้องเฝ้าระวังติดตาม และเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง โดยคาดว่าสิ้นปีนี้อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ระดับ 31.0 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปัจจุบัน 3.5% จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากรายได้การส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว และด้วยแรงหนุนจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังแนะว่าผู้ส่งออกควรมองหาเครื่องมือที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่า และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ต้นทุนที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษาอัตรากำไรและพยุงขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทยดูสวยงามมาก มากจนน่าใจหาย ยิ่งตัวแปรที่เข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างการเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากรัฐบาล ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจติดเครื่องยนต์เดินต่อไปอย่างแข็งแกร่ง แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ควรจะดูแลความเป็นอยู่ให้ทั่วถึง เพราะจีดีพีที่โตตอนนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับปากท้องนิดหน่อย และกระจุกตัวมากเกินไป หากกระจายไปหลายๆ กลุ่ม คงจะดีกว่านี้แน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปฏิญญา สิงห์พิสาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9752</URL_LINK>
                <HASHTAG>FDI, กระจกไร้เงา, จีดีพี, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, ยางพารา, ราคาน้ำ, ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ, สศช., เงินบาทแข็งค่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
