<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตัว &#039;สนพ.&#039;คาดการณ์ราคาน้ำมันขาขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค. 2564 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบว่ามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังกลุ่มโอเปกและชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) มีมติขยายเวลาการปรับลดการผลิตที่ระดับ 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน ไปจนถึงเดือน เม.ย. 64 อีกทั้งซาอุดีอาระเบียยังอาสาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล/วัน ต่อไปอีก 1 เดือน ไปสิ้นสุดเดือนเม.ย. 64 ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าโอเปกพลัสจะปรับเพิ่มกำลังการผลิตในเดือน เม.ย. 64 ที่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน รวมทั้งข่าวกลุ่มกบฏฮูตีของเยเมนยิงโดรนและขีปนาวุธเพื่อหวังโจมตีแห่งอุตสาหกรรมน้ำมันของซาอุดีฯ โดยยิงถังเก็บน้ำมันที่ท่าเรือรัสทานูรา ซึ่งหนึ่งในเมืองท่าน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก และโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทซาอุดี อารามโค นอกจากนี้อุปสงค์น้ำมันยังได้แรงสนับสนุนจากความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบจาก COVID-19 มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นายวัฒนพงษ์ฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรวมสถานการณ์ราคาน้ำมัน สรุปได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรวมสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก (1-7 มีนาคม 64) ราคาน้ำมันดิบดูไบ &amp;nbsp;เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $63.28 ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.16 ต่อบาร์เรล &amp;nbsp;และราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัส เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $62.32 ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.05 ต่อบาร์เรล ประเทศจีนรายงานตัวเลขอัตราการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม เดือนก.พ.64 ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ในญี่ปุ่น อยู่ที่ 63.1 ล้านบาร์เรล กลุ่มประเทศโอเปกพลัส คงกำลังการผลิตไปจนถึงเดือน เม.ย. 64 จากความไม่แน่นอนของอุปสงค์ที่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และซาอุดีอาระเบียยังอาสาจะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล/วัน ต่อไปอีก 1 เดือน ในเดือน เม.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคากลางน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาคเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคาน้ำมันเบนซิน: ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95, 92 และ 91 (Non-Oxy) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $71.64, $70.14 และ $71.58 ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.43, $0.23 และ $0.32 ต่อบาร์เรล จากความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในภูมิภาคในระดับต่ำ การรายงานปริมาณสำรอง Light Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ (ณ 3 มี.ค. 64) เพิ่มขึ้น 0.42 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 15.91 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์
ราคาน้ำมันดีเซล: ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (10 PPM) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $69.95 ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว $1.28 ต่อบาร์เรล จากอุปทานน้ำมันดีเซลในภูมิภาคมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งออกของประเทศอินเดีย จีน และ ภูมิภาคตะวันออกกลาง โดย Platts คาดจีนส่งออกในเดือน มี.ค. 64 ปริมาณ 17.25 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 11 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค่าเงินบาทของไทย อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.33 บาท/เหรียญสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับเฉลี่ย 30.5206 บาท/เหรียญสหรัฐฯ (ต้นทุนน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 0.07 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซลลดลง 0.10 บาท/ลิตร) ค่าการตลาดของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล และน้ำมันดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.23 บาท/ลิตร (รวมค่าขนส่งน้ำมันทางท่อจากศรีราชา - กรุงเทพฯ 0.71 บาท/ลิตร) และค่าการกลั่น เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.51 บาท/ลิตร &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 มี.ค. 64 กองทุนฯ มีสินทรัพย์รวม 57,887 ล้านบาท หนี้สินกองทุนฯ 33,806 ล้านบาท ฐานะกองทุนฯ สุทธิ 24,081 ล้านบาท (บัญชีน้ำมัน &amp;nbsp;34,929 &amp;nbsp;ล้านบาท บัญชี LPG &amp;nbsp;-10,848 &amp;nbsp;ล้านบาท)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95482</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราคาน้ำมันดิบ, วัฒนพงษ์ คุโรวาท, สนพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60470253023d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนพ.เผยแนวโน้มราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ. 2564 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบว่ามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่จะได้รับการอนุมัติภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการอาสาลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาร์เรล/วัน นอกเหนือจากข้อตกลงของกลุ่มโอเปกและโอเปกพลัส ในเดือนกุมภาพันธ์ - &amp;nbsp;มีนาคม 2564 รวมไปถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงในลิเบีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่สงบภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังคงมีปัจจัยจากแรงกดดันของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก ทำให้หลายประเทศยังคงมาตรการล็อคดาวน์และขยายเวลาเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเต็มขั้น รวมทั้งยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรวมสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันดิบดูไบและเวสต์เท็กซัส เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 57.30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ 55.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว 2.15 เหรียญต่อบาร์เรลและ 2.86 เหรียญต่อบาร์เรลตามลำดับ โดยที่กลุ่มโอเปกสามารถปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบได้ตามข้อตกลงในเดือนมกราคม 2564 อยู่ที่ระดับ 103% &amp;nbsp;นอกจากนี้ซาอุดีอาระเบียยังเริ่มปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา และจะปรับลดต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง (ณ วันที่ 29 มกราคม) ปรับลดลง 1.0 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านบาร์เรล ส่วนที่จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา (ณ วันที่ 29 มกราคม) ปรับลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล โดยนักวิเคราะห์คาดว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ จะยังคงลดต่อเนื่องอีก 2.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคากลางน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาคเอเชีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคาน้ำมันเบนซิน: ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95, 92 และ 91 (Non-Oxy) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $63.58, $62.25 และ $63.67 ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว $2.66, $2.47 และ $2.50 ต่อบาร์เรล ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ความต้องการใช้น้ำมันของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างไรก็ตามราคายังถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ญี่ปุ่นและเวียดนามมีการประกาศล็อกดาวน์เพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; Petroleum Association of Japan (PAJ) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลเชิงพาณิชย์ในญี่ปุ่น สัปดาห์สิ้นสุด 30 ม.ค. 64 ลดลง 0.55 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 10.18 ล้านบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; Platts คาดการณ์ว่าโรงกลั่นน้ำมันในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นจะมีแผนปรับลดปริมาณการผลิตเพื่อลดผลกระทบจากการส่งออกของจีน ซึ่งคาดว่าปริมาณส่งออกน้ำมันดีเซล ในเดือน ก.พ. 64 จะเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรล&amp;nbsp;อยู่ที่ 15.0 ล้านบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคาน้ำมันดีเซล: ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (10 PPM) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $63.47 ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว $3.03 ต่อบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.5 ณ สัปดาห์สิ้นสุด 3 ก.พ. 64 แตะระดับ14.15 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับต่ำในรอบ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; อุปทานในภูมิภาคที่ปรับตัวลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น รวมถึงการส่งออกไปยังทางด้านตะวันตกที่เพิ่มมากขึ้น โดยที่ปริมาณน้ำมันดีเซลส่งออกจากประเทศจีนคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในเดือน ก.พ.
ค่าเงินบาทของไทย อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.01 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 30.1793 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ต้นทุนน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 0.51 บาท/ลิตร ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 0.58 บาท/ลิตร ทำให้ค่าการตลาดของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.38 บาท/ลิตร (รวมค่าขนส่งน้ำมันทางท่อจากศรีราชา - กรุงเทพฯ 0.71 บาท/ลิตร) และค่าการกลั่น เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.62 บาท/ลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 ก.พ. 64 กองทุนน้ำมันมีสินทรัพย์รวม 59,269 ล้านบาท หนี้สินกองทุน 33,749 ล้านบาท ทั้งนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันสุทธิ 25,520 ล้านบาท แยกเป็นบัญชีน้ำมัน &amp;nbsp;35,589 &amp;nbsp;ล้านบาท และบัญชี LPG &amp;nbsp; &amp;nbsp;-10,069 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92699</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราคาน้ำมันดิบ, วัฒนพงษ์ คุโรวาท, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200107/image_big_5e14307c49b36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคาน้ำมันดิบทรงตัวจากการลดการผลิตในอ่าวเม็กซิโก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.2563 นายวัฒนพงษ์&amp;nbsp; คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้เผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (ช่วงวันที่ 24 &amp;ndash; 30 สิงหาคม 2563) ราคาน้ำมันดิบยังคงมีแนวโน้มทรงตัว โดยมีปัจจัยบวกจากอุปทานน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับลดลง หลังอิรักตกลงที่จะร่วมมือปรับลดกำลังการผลิตลง ในเดือนส.ค. และ ก.ย. 63 ตามข้อตกลงร่วมของกลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งได้ปรับลดการผลิตลงมากถึง 97% ในเดือนกรกฏาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยต้านที่ต้องจับตาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ อินเดีย และหลายประเทศในอเมริกาใต้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันของโลก สัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบและเวสต์เท็กซัส เฉลี่ยอยู่ที่ $44.40 และ $43.01 ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.45 และ $0.32 ต่อบาร์เรล ผลกระทบจากเฮอร์ริเคนลอร่า พัดเข้าอ่าวเม็กซิโก และรัฐหลุยเซียนา โดย EIA มีรายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ (ณ วันที่ 21 ส.ค. 63) ปรับลดลงกว่า 4.7 ล้านบาร์เรล และการลดกำลังการผลิตของอิรักจากข้อตกลงกลุ่มโอเปกพลัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคากลางน้ำมันสำเร็จรูปตลาดภูมิภาคเอเซีย น้ำมันเบนซิน : ออกเทน 95, 92 และ 91 (Non-Oxy) เฉลี่ยอยู่ที่ $49.13, $48.00 และ $48.88 ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.28, $0.35 และ $0.29 ต่อบาร์เรล มีแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น และคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันเบนซินสหรัฐฯ ปรับลดลงเนื่องจากผลกระทบของเฮอริเคน น้ำมันดีเซล : ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (10 PPM) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $49.27 ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.11 ต่อบาร์เรล จากความต้องการใช้ที่น้อยทั้งในตะวันออกกลางและเอเชีย อุปทานที่ล้นตลาด และปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับ ราคาน้ำมันไบโอดีเซลอ้างอิงเฉลี่ย (31 สิงหาคม- 6 กันยายน 2563) อยู่ที่ 23.56 บาทต่อลิตร ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.50 บาทต่อลิตร และราคาเอทานอลอ้างอิง สิงหาคม อยู่ที่ 23.16 บาทต่อลิตร โดยไม่เปลี่ยนแปลง สถานการณ์ราคาน้ำมันในช่วงนี้ยังคงทรงตัว ปรับลงหรือขึ้นเพียงเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับการปรับราคาของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามการแข่งขันอย่างเสรี นายวัฒพงษ์ กล่าวปิดท้าย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76348</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราคาน้ำมันดิบ, ราคาพลังงาน, สนพ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5e9fab0ef3d5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนพ.ชี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวจากปัญหาการระบาดของโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 2563 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้เผยถึงการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มยังทรงตัว จากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 กดดันความต้องการใช้น้ำมัน ขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองอีกครั้ง อาทิ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดไม่ให้กระจายในวงกว้าง ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดยังคงติดตามการลดปริมาณการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลบวกต่อราคาน้ำมัน ล่าสุดปริมาณการผลิตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในขณะที่ความต้องการใช้ยังเปราะบาง โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานปริมาณการผลิตของกลุ่ม OPEC ที่เข้าร่วมในข้อตกลงลดปริมาณการผลิตกับกลุ่ม OPEC+ โดยยกเว้นประเทศอิหร่าน ลิเบีย และเวเนซุเอลา เดือน ก.ค. 63 อยู่ที่ 20.9 ล้านบาร์เรล/วัน โดยมีอัตราความร่วมมือ (Compliance rate) อยู่ที่ 94% ลดลงจากเดือนก่อนซึ่งอยู่ที่ 111% โดยเฉพาะประเทศคองโก ไนจีเรีย และอิรัก ที่ไม่สามารถลดปริมาณการผลิตได้ตามข้อตกลง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงมากกว่า 4% ในเดือน ก.ค. 63 นับเป็นการลดลงรายเดือนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 53 ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนกลับมาลงทุนทำกำไรในสัญญาน้ำมันดิบมากขึ้น นายวัฒพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;o สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก: ราคาน้ำมันดิบดูไบและเวสต์เท็กซัส เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $43.15 และ $40.82 ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.48 และ $0.94 ต่อบาร์เรล โดยตลาดยังคงกังวลต่อความต้องการใช้น้ำมันที่ไม่กระเตื้องขึ้น หลังทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด-ต อยู่ที่ 16.6 ล้านคน เสียชีวิต 0.7ล้านคน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐฯ เดือน ก.ค. 63 ลดลงสู่ระดับ 92.6 จาก 98.3 ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา และการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ ติดลบร้อยละ 32.9 จากปีก่อน โดยเป็นการติดลบที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2490 สำหรับกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรเตรียมปรับลดการผลิตน้ำมันดิบเป็น 7.7 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ส.ค. 63 (จากเดิมที่ปรับลดการผลิตอยู่ที่ระดับ 9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงเดือน พ.ค. - ก.ค. 63) ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น รัสเซียมีแผนผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตน้ำมัน Alexander Zhagrin ทางตะวันตกของ Siberia ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแห่งใหม่ โดยคาดว่าจะผลิตอยู่ที่ 130,000 บาร์เรล/วัน ในปี 67 ทั้งนี้ คาดการณ์แหล่งผลิตนี้มีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ 4,800 ล้านบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ราคากลางน้ำมันสำเร็จรูปตลาดภูมิภาคเอเซีย
จากการรายงานปริมาณสำรอง International Enterprise Singapore (IES) น้ำมัน Light Distillates เชิงพาณิชย์ที่สิงคโปร์ (สิ้นสุด ณ วันที่ 29 ก.ค. 63) เพิ่มขึ้น 0.29 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 16.53 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ส่วนรายงานปริมาณสำรองเบนซินเชิงพาณิชย์ของ Insights Global ที่ Amsterdam-Rotterdam-Antwerp (ARA) ในยุโรป (สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ค. 63) เพิ่มขึ้น 0.56 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 11.76 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ มีปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการส่งออกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจากประเทศอินเดีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95, 92 และ 91 (Non-Oxy) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $45.42, $44.23 และ $45.44 ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว $1.19, $0.74 และ $0.76 ต่อบาร์เรล&amp;nbsp;
ส่วนปัจจัย ปริมาณส่งออกน้ำมันดีเซลจากจีนปรับเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความต้องการใช้ที่ยังไม่ฟื้นตัวในภูมิภาค รายงานการส่งออกดีเซล Petroleum Association of Japan (PAJ) ของญี่ปุ่น (สิ้นสุดวันที่ 25 ก.ค. 63) เพิ่มขึ้น 419,700 บาร์เรล อยู่ที่ 749,400 บาร์เรล การรายงาน Platts ปริมาณสำรอง Middle Distillates เชิงพาณิชย์ที่ Fujairah Oil Industry Zone (FOIZ) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (สิ้นสุดวันที่ 27 ก.ค. 63) เพิ่มขึ้น 0.45 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 4.39 ล้านบาร์เรล ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (10 PPM) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ $49.96 ต่อบาร์เรล ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว $0.73 ต่อบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ค่าเงินบาทของไทย: แข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.30 บาท/เหรียญสหรัฐฯ อยู่ระดับเฉลี่ย 31.5632 บาท/เหรียญสหรัฐฯ (ต้นทุนน้ำมันเบนซินลดลง 0.32 บาท/ลิตร ต้นทุนน้ำมันดีเซลลดลง 0.24 บาท/ลิตร) ทำให้ค่าการตลาดของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล และดีเซล เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.58 บาท/ลิตร (รวมค่าขนส่งน้ำมันทางท่อจากศรีราชา - กรุงเทพฯ 0.15 บาท/ลิตร) และค่าการกลั่น เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.45 บาท/ลิตร
&amp;bull; ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ณ วันที่ 2 ส.ค. 63 กองทุนฯ มีสินทรัพย์รวม 56,694 ล้านบาท หนี้สินกองทุนฯ 23,738 ล้านบาท ฐานะกองทุนฯ สุทธิ 32,956 &amp;nbsp;ล้านบาท (บัญชีน้ำมัน &amp;nbsp;39,876 &amp;nbsp;ล้านบาท บัญชี LPG &amp;nbsp;-6,920 &amp;nbsp;ล้านบาท)
*นํ้ามันชนิดเบา (Light Distillate) &amp;nbsp;ได้แก่ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG), น้ำมันเบนซิน, แนฟทา, แพลตฟอร์มเมต
**นํ้ามันชนิดกลาง (Middle Distillate) &amp;nbsp;ได้แก่ น้ำมันอากาศยาน, น้ำมันก๊าด, น้ำมันดีเซล
สามารถติดตามราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงประจำวันได้ที่ www.eppo.go.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73792</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราคาน้ำมันดิบ, วัฒนพงษ์ คุโรวาท, สนพ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200506/image_big_5eb226f59cdbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคาน้ำมันดิ่งฉุด บางจาก ขาดทุนไตรมาสแรก 4.6 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค. 2563 นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานกลุ่มบริษัท บางจากฯ ไตรมาสแรกของปี 2563 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 43,070 ล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน มี EBITDA ติดลบ 2,546 ล้านบาท ลดลง 205% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 230% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี Inventory Loss 3,434 ล้านบาท รวมขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) 1,689 ล้านบาท และเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก ทำให้มีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำนวน 1,366 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาสนี้มีขาดทุนสุทธิรวม 4,316 ล้านบาท โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 4,661 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุน
ต่อหุ้น 3.49 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นเหตุให้อุปสงค์น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกลดลง มีผลต่อราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตร ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องลดการผลิตน้ำมันได้ กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายไตรมาส ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 50.41 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 11.63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงเกือบร้อยละ 20 จากไตรมาสก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสายการบินที่ต้องหยุดให้บริการ รวมถึงการประกาศภาวะฉุกเฉินและมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ส่งผลให้ผลประกอบการของทั้งอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปรับตัวลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65787</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.บางจาก, ผลประกอบการไตรมาส 1, ราคาน้ำมันดิบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebb534fe3fd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานเข้มจับตาสถานการณ์น้ำมัน การันตียังมีใช้49วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานว่าจากกรณีที่โดรนสอดแนมของสหรัฐถูกโจมตีในน่านน้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุชของอิหร่านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นับเป็นเหตุการณ์เผชิญหน้าครั้งล่าสุด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น 5% นั้น &amp;nbsp;กระทรวงพลังงานได้สรุปความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันคงเหลือพอใช้ภายในประเทศได้ 49 วัน รายละเอียดดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ไมันสำรองในประเทศไทย ณ วันที่ 21 มิ.ย. 2562 มีดังนี้ 1.น้ำมันดิบ(สำรอง)รวมปริมาณคงคงเหลือ 3,222 ล้านลิตร ความต้องการใช้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 122.95 ล้านลิตร จะสามารถใช้ได้อีก 26 วัน 2. ปริมาณน้ำมันดิบ(ระหว่างขนส่ง) คงเหลือหลือ 1,087 ล้านลิตร ความต้องการใช้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 122.95 ล้านลิตร จะสามารถามารถใช้ได้อีก 9 วัน และ 3.น้ำมันสำเร็จรูป(เบนซิน/ดีเซล/อากาศยาน) รวมปริมาณคงเหลือ 1,647 ล้านลิตร ความต้องการใช้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 118.95 ล้านลิตร จะสามารถามารถใช้ได้อีก 14 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นปริมาณสำรองเพียงพอไม่ให้เกิดการขาดแคลนในระยะสั้นหากเกิดเหตุวิกฤต &amp;nbsp;โดยในขณะเดียวกันขอให้ผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้ช่วยกันประหยัดเพื่อรองรับเหตุการณ์ &amp;nbsp; หากสถานการณ์ลุกลามส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกและราคาในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39173</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, จับตาสถานการณ์น้ำมัน, ตะวันออกกลาง, ราคาน้ำมันดิบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b306f937b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรฯคาดราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งดันเงินเฟ้อปีหน้าเพิ่ม 0.7% - 1.1% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปภาพจาก PTG&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่ง...ดันเงินเฟ้อปีหน้าเพิ่มอีก 0.7% - 1.1% ขึ้นกับนโยบายภาครัฐในการดูแลราคาพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยผลการศึกษาเรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ต่อภาวะเศรษฐกิจไทย โดยการประเมินคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกมีโอกาสแตะ 90-100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากอุปทานในตลาดโลกที่ตึงตัว ท่ามกลางความต้องการใช้น้ำมันที่มากขึ้นในช่วงฤดูหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ยังจำกัด แม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี อาจจะสูงกว่าที่ประเมินไว้บ้าง แต่มาตรการตรึงราคาพลังงานของภาครัฐจะช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกลง ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงมุมมองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2561 ไว้ที่ 1.1% และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 4.6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาดำเนินนโยบายรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานของภาครัฐขึ้นกับการประเมินทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงว่าจะยืดเยื้อนานเพียงใด โดยเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างภาระผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น กับฐานะเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เงินเฟ้อทั่วไปในปี 2562 จะเพิ่มขึ้นในช่วง 0.7-1.1% ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐในการตรึงราคาพลังงาน และเมื่อรวมผลกระทบจากดุลการค้าที่ลดลง จะส่งผลกระทบต่อ GDP ที่ 0.2-0.4%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19332</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับตานโยบายพลังงาน, ราคาน้ำมันดิบ, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, เงินเฟ้อปีหน้าเพิ่มอีก 0.7% - 1.1%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbac791510b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
