<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/11/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/11/2019 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคายาในโรงพยาบาลเอกชนแพงเพราะมีต้นทุนสูงหรือเพราะมีกำไรเกินปกติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ค้างคาใจสังคมและผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนก็คือเรื่อง ราคาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลที่มีการเรียกเก็บในอัตราสูง จนภาครัฐเองในบางครั้งก็ต้องยื่นมือเข้ามาทำอะไรบ้างบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อกระแสสังคม ตัวอย่างล่าสุดก็คือ กรณีที่ทางอธิบดีกรมการค้าภายในได้นำเสนอแนวทางการจัดแบ่งกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามเกณฑ์การคิดราคาค่ายาที่ไม่เท่ากัน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นข้อมูลในการเลือกใช้บริการจากโรงพยาบาลให้ตรงกับความสามารถและความยินดีในการจ่ายของแต่ละคน โดยกลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มสีเขียว หมายถึงกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่คิดค่ายาไม่แพง (ราคายาคิดถูกกว่าราคาเฉลี่ยของยาประเภทเดียวกันของแต่ละโรงพยาบาลรวมกันจากจำนวนยาทั้งหมด 3,000 รายการ) ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีโรงพยาบาลเอกชนอยู่ประมาณ 214 แห่ง ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มสีเหลือง ได้แก่กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่คิดราคายาในระดับกลาง ซึ่งมีจำนวนโรงพยาบาลอยู่ 64 ราย และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มสีแดง ซึ่งเป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่คิดราคายาแพงและมีอยู่ประมาณ 73 ราย เป็นต้น แม้ว่ามาตรการใหม่นี้จะมีข้อดีตรงที่ว่า มันเป็นวิธีการแก้ปัญหาในลักษณะที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงด้านราคาค่ายาที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งก็น่าจะดีกว่าการใช้มาตรการเชิงบังคับเพื่อควบคุมราคาค่ายาโดยตรง เพราะหากทำเช่นนั้นแล้ว ก็เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม มาตรการใหม่นี้ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ว่า มันไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดตรงประเด็นที่จะมีผลเชิงลบโดยตรงกับโรงพยาบาลเอกชนที่ยังคงคิดราคาค่ายาในระดับที่แพงเกินระดับความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่น่าจะได้อธิบายชี้แจงต่อสังคมให้มากขึ้นก็คือเรื่อง สาเหตุที่ทำให้ &amp;ldquo;ราคาที่เป็นตัวเงิน&amp;rdquo; ของยาแพงกว่าของโรงพยาบาลรัฐเป็นเพราะว่า โรงพยาบาลเอกชนมี &amp;ldquo;ต้นทุนที่สูงกว่า&amp;rdquo; แทนที่จะเป็นเรื่องของการมี &amp;ldquo;กำไรเกินปกติ&amp;rdquo; ตามที่เข้าใจกัน เพราะหากพิจารณาจากงบการเงินของโรงพยาบาลจำนวนมากที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ก็พบว่าโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้ว ต่างก็จะมีผลกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ราวร้อยละ 5-15 ซึ่งเป็นอัตราผลกำไรที่ไม่ได้สูงไปกว่าการประกอบกิจการของธุรกิจประเภทอื่น ดังนั้น การที่โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่คิดราคาค่ายาแพงกว่าโรงพยาบาลรัฐจึงมีสาเหตุหลักมาจากเรื่องการมีต้นทุนที่สูงกว่าอันสืบเนื่องจาก ประการแรก โรงพยาบาลรัฐได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ทำให้ไม่ต้องรับภาระบางส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ทั้งค่าบุคลากร ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และต้นทุนการจัดซื้อราคายา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และประการที่สอง โรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นที่ต้องถูกควบคุมคุณภาพตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งมีผลทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องรับผิดชอบต่อผลการรักษาและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นยาในสถานพยาบาลจึงไม่ใช่สินค้า แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา โดยที่เภสัชกรในโรงพยาบาลเอกชนจะต้องจ่ายยาให้คนไข้ตามคำสั่งแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อรวมต้นทุนยา ต้นทุนค่าจ้างบุคลากร และต้นทุนการบริหารจัดการ จึงทำให้โครงสร้างต้นทุนราคายาของโรงพยาบาลเอกชนนั้นสูงกว่าของโรงพยาบาลรัฐมาก นอกจากนี้ การถูกควบคุมคุณภาพตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ยังมีผลทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องมีภาระการลงทุนด้านอาคารสถานที่ที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ ตัวอย่างเช่น ต้องวางเตียงห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่สถานพยาบาลภาครัฐหลายแห่งต้องเอาเตียงมาเรียงชิดกันเพราะมีคนไข้จำนวนมาก เป็นต้น ดังนั้นการที่โรงพยาบาลเอกชนมีต้นทุนที่สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการต้องลงทุนและว่าจ้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในราคาที่แพงมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนมีประสิทธิภาพของการบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพการให้บริการที่ดีเป็นกันเองมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ (ทั้งๆ ที่คุณภาพทางคลินิกทั้งโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐต่างก็มีมาตรฐานด้วยกันทั้งคู่) ดังจะเห็นได้จากการที่มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่มีสิทธิ์สามารถเข้าใช้บริการจากโรงพยาบาลเอกชนได้โดยการจ่ายเพิ่มบางส่วนนั้น มักจะยินดีเลือกมาใช้บริการกับโรงพยาบาลเอกชนแทนการไปใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐ เป็นต้น โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่โรงพยาบาลเอกชนจะต้องสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ เรื่องความแตกต่างของ &amp;ldquo;ราคาที่เป็นตัวเงิน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่ผู้ป่วยต้องจ่ายไปเพื่อรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรามีคำเตือนใจสำหรับการเปรียบเทียบสินค้าหรือสิ่งของที่ต่างประเภทกันว่า &amp;ldquo;อย่าเผลอไปเปรียบเทียบแอปเปิ้ลกับส้ม หากทั้งสองสิ่งนี้ยังไม่ถูกปรับให้อยู่ในสภาพที่จะนำมาเปรียบเทียบกันด้วยเกณฑ์ที่เป็นฐานเดียวกันได้&amp;rdquo; ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากก็ไม่ได้คิดราคายาที่แพงเกินปกติเมื่อดูจากข้อมูลในการจัดกลุ่มสีเขียวของโรงพยาบาลเอกชนจากกรมการค้าภายในตามที่ได้กล่าวไปแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากใครจะทดสอบสมมติฐานที่ว่า &amp;ldquo;โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดราคายาที่แท้จริง (เทียบต่อประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการ) สูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ&amp;rdquo; ผู้เขียนเห็นว่าสามารถทำได้ด้วยวิธีการทดลองแบบสุ่ม ที่เริ่มจากการสุ่มเลือกตัวอย่างของโรงพยาบาลรัฐเพื่อใช้ในการทดลองที่จำเป็นจะต้องกำจัดความลำเอียงโดยการคัดเลือก (selection bias) ออกไปตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ กลุ่มตัวอย่างโรงพยาบาลรัฐเหล่านี้ควรต้องสามารถเป็นตัวแทนของประชากรทางสถิติของโรงพยาบาลรัฐทั้งประเทศได้ โดยที่ตัวอย่างโรงพยาบาลรัฐจะได้รับการจัดแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยวิธีการสุ่ม หลังจากนั้นก็จะมีการปฏิบัติต่อโรงพยาบาลรัฐผู้ร่วมการทดลองในสองกลุ่มนี้เหมือนกันทุกประการ ยกเว้นเรื่องที่โรงพยาบาลรัฐบางแห่งได้รับความช่วยเหลือด้านการลงทุนและอื่น ๆ จากภาครัฐที่มากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เรื่องการสนับสนุนเรื่องการลงทุนของโรงพยาบาลรัฐในการยกระดับการบริหารจัดการเรื่องยาให้ได้ในเกณฑ์มาตรฐานที่สูงกว่า และอื่น ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ดูว่าเงินที่ภาครัฐได้ใส่เพิ่มในการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมดนี้คิดเป็นจำนวนเท่าไหร่ที่ทำให้โรงพยาบาลรัฐในกลุ่มนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและคุณภาพการบริการที่ดีกว่าของโรงพยาบาลรัฐที่เป็นตัวอย่างในอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้จำนวนเงินที่ภาครัฐได้ลงทุนเพิ่มสำหรับโรงพยาบาลรัฐในกลุ่มนี้ก็สามารถนำไปคำนวณหา &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลรัฐในกลุ่มนี้ได้เรียกเก็บจากคนไข้ของตน ซึ่งก็จะสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บจากผู้ป่วยของตนได้ในที่สุด ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของโรงพยาบาลรัฐดังกล่าวข้างต้นที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันก็คือ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งโรงพยาบาลบ้านแพ้วได้ทำการว่าจ้างบุคลากรทางการแพทย์ด้วยอัตราค่าจ้างที่สูง โดยโรงพยาบาลได้รับเงินสนับสนุนทั้งจากรัฐและจากเงินบริจาคช่วยเหลืออื่น ๆ เป็นจำนวนมาก จึงมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่เราจะทำการศึกษาหา &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วเรียกเก็บจากคนไข้ของตนเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ราคาที่แท้จริง&amp;rdquo; ของยาที่โรงพยาบาลเอกชนในแต่ละกลุ่มได้เรียกเก็บจากคนไข้ของตนตามที่ได้กล่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การศึกษาทดลองตามแนวคิดนี้ ก็จะช่วยให้สังคมได้คำตอบที่ชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์ และตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลเอกชนนั้นมีการตั้งราคาที่แท้จริงของยาในระดับที่แพงกว่าราคาที่แท้จริงของยาในโรงพยาบาลรัฐจริงหรือไม่ ซึ่งก็น่าจะเป็นที่ยอมรับของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมได้ในที่สุด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนิษฐา หลิน
อารยะ &amp;nbsp;ปรีชาเมตตา
คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49740</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนิษฐา หลิน, ราคายา, อารยะ  ปรีชาเมตตา, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ, โรงพยาบาลเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d77aacd70470.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ชี้โรงพยาบาลเครือใหญ่โขกกำไรค่ายาลดไข้-แก้ความดันทะลุ 10,000%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ ย. 2562 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนยา ที่โรงพยาบาลเอกชนได้ยื่นราคาซื้อขายมาให้กับกรมฯ ก่อนหน้านี้ โดยพบว่ามีการคิดราคายาที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีบริษัทในเครือ ทั้งๆ ที่มีอำนาจในการต่อรองสูงกว่า ต้นทุนในการซื้อยาถูกกว่า แต่ขายในราคาที่แพงกว่าโรงพยาบาลแบบเดี่ยวและแบบมูลนิธิ ที่มีอำนาจต่อรองต่ำ และซื้อยาได้ในต้นทุนที่สูงกว่า แต่ก็สามารถขายในราคาที่ต่ำกว่าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ จะนำผลศึกษามาวิเคราะห์อีกที และขอให้คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี เข้ามาดูต่อว่ากำไรมาตรฐานที่ควรจะเป็นของยาแต่ละชนิด ควรจะเป็นเท่าใด และจากนั้น ถึงจะมีแนวทางในการดำเนินการต่อ เพราะหากโรงพยาบาลเอกชนยังคิดราคาแพงแบบสุดโต่ง ก็จะต้องเข้าไปจัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;

ผศ.ดร.สุจิตรา ตุลยาเดชานนท์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนยาของโรงพยาบาลไม่มีความสัมพันธ์กับขนาดธุรกิจ โดยธุรกิจแบบกลุ่ม ที่มีบริษัทในเครือ ส่วนใหญ่มีการกำหนดราคาขายยาสูง แต่ราคาซื้อต่ำ มีกำไรส่วนเกินสูง ส่วนโรงพยาบาลแบบเดี่ยว กำหนดราคาค่อนข้างต่ำ แต่ซื้อราคาสูง มีกำไรส่วนเกินต่ำกว่าแบบกลุ่ม และยังพบว่าโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และที่ตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวตั้งราคาขายยาสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ

&amp;ldquo;ตามธรรมชาติของการทำธุรกิจ บริษัทใหญ่ หรือบริษัทที่เป็นกลุ่ม มีบริษัทในเครือมาก จะมีอำนาจต่อรองสูง แล้วซื้อยาได้ในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ต้นทุนต่ำ แต่การตั้งราคายากลับสวนทาง มีการตั้งราคาสูงกว่าโรงพยาบาลที่ซื้อยามาในต้นทุนสูง จึงสรุปได้ว่าการตั้งราคายา ไม่สอดคล้องกับต้นทุน คือ ต้นทุนต่ำ แต่กำหนดราคาขายสูง โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือ ยาที่มีวอลุ่มการใช้มาก แก้ปวด ลดไข้ พวกนี้ถ้ายิ่งกำไรเยอะ ก็ยิ่งน่าเป็นห่วง&amp;rdquo;

นายวรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา&amp;nbsp;Forensic Services&amp;nbsp;บริษัท ไพร๊ซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้เข้ามาช่วยศึกษาและวิเคราะห์ต้นทุนราคายาของโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่ามียาเป็นจำนวนมากที่มีต้นทุนการซื้อถูกมาก แต่มีการตั้งราคาสูง และกำไรสูงมาก ทั้งกำไรจากต้นทุน และกำไรส่วนเกิน

ยกตัวอย่าง เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ (Tyenal)&amp;nbsp;ต้นทุนเม็ดละ 48 สตางค์ มีราคาขาย 1-22 บาท กำไร 26.58-4,483.34%&amp;nbsp;, ยาลดความดัน (Anapril)&amp;nbsp;ขาย 2-56 บาท กำไร 150-9,100%&amp;nbsp;, ยาลดไขมัน (Bestatin)&amp;nbsp;ขาย 2-61 บาท กำไร 185.71-11,965.21%&amp;nbsp;, ยารักษาลมชัก (Depakine)&amp;nbsp;ขาย 300-1,354 บาท กำไร 26.12-470.01%&amp;nbsp;, ยาฆ่าเชื้อ (Ciprobay)&amp;nbsp;ขาย 1,723-3,655.88 บาท กำไร 64.42-255.81%&amp;nbsp;และยามะเร็ง ขาย 86,500-234,767 บาท กำไร 9.98-188.80%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49302</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ราคายา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d77aacd70470.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เตรียมคุมส่วนต่างราคายา ป้องกันโรงพยาบาลโขกกำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ต.ค. 2562 นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯและผู้เชียวชาญทางการแพทย์ด้านมีการประเมินสถานการณ์การจำหน่ายยาของโรงพยาบาลเอกชนพบว่าโรงพยาบาลเอกขนที่มีเครือข่ายหรือมีสาขาจำนวนมากจะมีการจำหน่ายยาที่แพงกว่าโรงพยาบาลเดียวที่ไม่มีเครือข่าย ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะตามหลักการแล้วโรงพยาบาลที่มีเครือข่ายมากจะมีต้นทุนในการซื้อยาที่ถูกกว่าโรงพยาบาลที่ไม่มีสาขา ดังนั้นกรมฯอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อพิจารณาแนวทางในการกำหนดส่วนต่างของต้นทุนและราคาขายหรือมาร์จิ้น คาดว่าจะมีความชัดเจนในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การกำหนดส่วนต่างหรือเปอร์เซ็นต์ที่ห้ามขายเกินจากต้นทุนนั้นคงต้องมีการกำหนดยาออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น ยาราคาต่ำเม็ดละไม่กี่บาท, ยาราคาแพง, ยาหายาก,ยาที่ใช้กันน้อยแต่ก็จำเป็นต้องมี เป็นต้น เพราะหากจะกำหนดส่วนต่างในอัตราเดียวกันหมดก็จะทำให้ยาราคาถูกได้รับผลกระทบ เช่น ต้นทุนเม็ดละ 50 สต. หากกำหนดห้ามเกิน 100% &amp;nbsp;หรือเม็ดละ 1 บาทก็ยังไม่กระทบต่อผู้ป่วยมากนัก แต่หากเป็นยาแพงต้นทุนเม็ดละ 100,000 บาท หากกำหนดห้ามเกิน 100% ราคจำหน่ายก็จะเป็น 200,000 บาทซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ป่วยอย่างมาก ดังนั้นการกำหนดเปอร์เซ็นต์ส่วนต่างก็จะมีหลายอัตราตามกำหนดที่กรมกำลังพิจารณา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในการกำหนดส่วนต่างนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โรงพยาบาลเอกชนและผู้ป่วยกรมฯจะมีการนำเริ่งขิงการลงทุน ค่าบริการจัดการมาพิจารณา แต่หลักในการคิดคำนวณนั้นคงต้องมีการหารือกับผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง
สำหรับโรงพยาบาลเอกชนสีเขียว หรือ กลุ่มโรงพยาบาลคิดราคายาไม่แพงหรือแบบอนุเคราะห์ผู้ป่วย 164 แห่ง หากแยกตามจังหวัดพบว่าในกรุงเทพฯ มี 46 แห่ง, กาญจนบุรี 2 แห่ง, กาฬสินธุ์ 2 แห่ง, กระบี่ 2 แห่ง, กำแพงเพชร 1 แห่ง, จันบุรี 1 แห่ง, เชียวราย 1 แห่ง, เชียงใหม่ 4 แห่ง, ชัยนาท 1แห่ง, ชลบุรี 2 แห่ง, ชุมพร 2 แห่ง, ชัยภูมิ 1 แห่ง, ตรัง 1 แห่ง, ตาก 2 แห่ง, นครศรีธรรมราช 3 แห่ง, นครราชสีมา 5 แห่ง, นครสวรรค์ 3 แห่ง,นครปฐม 1 แห่ง, นนทบุรี 7 แห่ง, บุรีรัมย์ 2 แห่ง, ปทุมธานี &amp;nbsp;6แห่ง, ปราจีนบุรี 1 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพชรบุรี 1 แห่ง, เพชรบูรณ์ 2 แห่ง, พะเยา 1 แห่ง, พระนครศรีอยุธยา 3 แห่ง, พิจิตร 4 แห่ง,พิษณุโลก 3 แห่ง, พัทลุง 1 แห่ง, แพร่ 1 แห่ง, ภูเก็ต 1 แห่ง, มุกดาหาร 1 แห่ง มหาสารคาม 1 แห่ง, ยโสธร 2 แห่ง, ราชบุรี &amp;nbsp;5 แห่ง, ร้อยเอ็ด 2 แห่ง, ระยอง 2 แห่ง, ระนอง 1 แห่ง, ลำพูน 1 แห่ง,ลพบุรี 2 แห่ง, ศรีสะเกษ 1 แห่ง, สงขลา 1 แห่ง, สมุทรปราการ 5 แห่ง, สมุทรสาคม 8 แห่ง, สระบุรี 2 แห่ง,สิงห์บุรี 1 แห่ง, สุโขทัย 3 แห่ง, สุพรรณบุรี 2 แห่ง, สุราษฎร์ธานี 2 แห่ง, สุรินทร์ 1 แห่ง, หนองคาย 1 แห่ง, หนองบัวลำภู 1 แห่ง,อ่างทอง 1 แห่ง, อุบลราชธานี 2 แห่ง,อุดรธานี 1 แห่ง, อุตรดิตถ์ 1 แห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48756</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, กำหนดส่วนต่างของต้นทุนและราคาขาย, ประโยชน์ เพ็ญสุต, ราคายา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f15e7cb984.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ส่งข้อมูลแจงศาลปกครอง ยันโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งโขกค่ายาเกินจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค. 2562 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.62 กรมการค้าภายใน ได้ส่งหนังสือชี้แจงไปให้ศาลปกครอง ภายหลังจากที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และกกร.ได้มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 62 และศาลได้แจ้งมายังกระทรวงพาณิชย์ให้ทำหนังสือชี้แจงภายใน 15 วัน โดยไม่ต้องไปชี้แจงต่อศาลด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลใดเพิ่มเติม สามารถส่งไปให้ศาลได้อีกจนถึงวันที่ 1 พ.ค.นี้ โดยหลังจากนี้ ต้องรอให้ศาลพิจารณาและตัดสินก่อน ซึ่งไม่ว่าในที่สุดแล้ว ศาลจะตัดสินอย่างไร กระทรวงพาณิชย์พร้อมดำเนินการตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่ง กกร. ที่นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม โดยอ้างว่า ก่อนที่กกร.จะนำเข้าสู่บัญชีควบคุม สมาคมไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใดๆ และคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐด้วย จึงส่งผลเสียหายต่อโรงพยาบาลเอกชน และขอให้ศาลคุ้มครองคำสั่งชั่วคราว เพื่อให้การออกประกาศของกกร.หยุดการบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหนังสือชี้แจงดังกล่าว &amp;nbsp;เป็นการชี้แจงถึงสาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเสนอให้ กกร. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่า โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งคิดค่ายา และค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง จนได้รับความเดือดร้อนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังชี้แจงอีกว่า ก่อนที่จะเสนอให้ กกร. และครม.อนุมัติให้เป็นสินค้าควบคุมนั้น กระทรวงได้หารือ และขอความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับการประกอบธุรกิจประกันภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประกาศของกกร.ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงสถานพยาบาลทุกแห่ง ทั้งของรัฐ และเอกชนด้วย ไม่ได้เลือกปฏิบัติ และการขอข้อมูลราคาซื้อขาย ราคานำเข้ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชน ก็เพื่อนำมาศึกษาโครงสร้างต้นทุนราคา เพื่อให้รู้ว่า โรงพยาบาลคิดราคาสูงเกินจริงอย่างที่ผู้บริโภคร้องเรียนหรือไม่ ก่อนที่จะหามาตรการกำกับดูแลต่อไป ซึ่งต้องเป็นมาตรการที่โปร่งใส เป็นธรรม แลทุกฝ่ายเห็นชอบ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ กระทรวงยังไม่ได้ควบคุมราคาขาย และจะไม่มีมาตรการควบคุมราคาขายแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พร้อมกันนั้น กระทรวงได้ส่งข้อมูลราคาซื้อขาย และนำเข้า ที่ได้จากการสอบถามโรงพยาบาเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และร้านขายยารายใหญ่ ไปให้ศาลด้วย ซึ่งจากราคาดังกล่าว กระทรวงได้วิเคราะห์แล้วพบว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง คิดราคายาชนิดเดียวกันแตกต่างกันมาก โดยบางแห่งคิดราคาขายโดยบวกเพิ่มจากราคาต้นทุนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่บางแห่งบวกเพิ่มสูงถึง 200-300% เมื่อสอบถามโรงพยาบาลถึงสาเหตุที่คิดราคาสูงเกินจริง บางแห่งตอบไม่ได้ แต่บางแห่งบอกว่า จะนำรายได้ไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งกระทรวงมองว่า ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือค่าใช้จ่ายจากการลงทุนมาบวกเพิ่มในราคายา เพราะไม่เป็นธรรมกับประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล, ราคายา, ศาลปกครอง, สมาคมโรงพยาบาลเอกชน, แจงข้อมูลศาลปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190128/image_big_5c4e80bc8700f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
