<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2020 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2020 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทพไท&#039;ยัน&#039;รัฐบาล-ปชป.&#039;จริงใจแก้ปัญหาราคายางขออย่าโยงประเด็นการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.63-นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา เพื่อทวงสัญญานโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่บริเวณสี่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด ได้เดินทางมายื่นหนังสือที่บ้านพักของตนเองว่า ต้องขอโทษพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่ได้อยู่ต้อนรับแกนนำเกษตรกรด้วยตนเอง เนื่องจากติดภารกิจในพื้นที่ตลอดทั้งวัน แต่อยากจะชี้แจงทำความเข้าใจในเรื่องนี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ผิดสัญญาตามที่หาเสียงไว้แต่ประการใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ก็ได้นำนโยบายที่ใช้หาเสียงมาเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ทุกประการ และได้นำนโยบายทั้งหมด มาสู่ภาคปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้ราคาปาล์มน้ำมันในท้องตลาดกิโลกรัมละ7-8 บาท ทะลุราคาประกันรายได้ กิโลกรัมละ4บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังคงเหลือแต่ราคาประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ที่ไม่สามารถผลักดันราคาท้องตลาดให้เท่ากับราคาประกันได้ ซึ่งรัฐบาลก็ใช้นโยบายประกันรายได้ยางแผ่นชั้น3ที่กิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสดกิโลกรัมละ 57 บาท เศษยางหรือยางก้นถ้วยกิโลกรัมละ 23 บาท เพื่อเป็นการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรในเบื้องต้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพไทกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นต้องการจะทำให้ราคายางพาราในท้องตลาดทะลุราคาประกันให้ได้ เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างราคาประกันของรัฐบาลที่ประกาศไว้ ส่วนระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชยส่วนต่าง จากเดิมจ่าย2เดือนต่อหนึ่งครั้ง จะเสนอแก้ไขมติ ครม.ใหม่ เป็นการจ่ายชดเชยส่วนต่างหนึ่งเดือนต่อหนึ่งครั้ง เพื่อช่วยแก้ปัญหารายได้หมุนเวียนในครัวเรือนของเกษตรกรในแต่ละเดือนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอเรียกร้องอย่านำเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อดิสเครดิตพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาล เพราะรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ได้มีความพยายามจะแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนตามนโยบายที่ประกาศไว้ทุกประการ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55545</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, นายเทพไท เสนพงศ์, ราคายางตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d7f8a0a30d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหกรณ์สวนยางพัทลุงชี้ &#039;โค่นยาง&#039; ต้องหาพืชเหมาะสมปลูกทดแทน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.61 - นายไพรัช เจ้ยชุม เจ้าของสวนยางพารา และประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดพัทลุง จำกัด เปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้เดินไปยังประเทศจีนและได้พบกับภาครัฐภาคเอกชน ศึกษาดูงานหารือ โดยเฉพาะกับบริษัทอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง โดยระบุว่าเรื่องการตลาดยางพาราไทยยังอ่อนการส่งเสริมต่างๆ เช่น เรื่องการตลาด เป็นต้น และประการสำคัญเกี่ยวกับนโยบายโค่นยางพารา โดยการปลูกทดแทนว่ามีพืชอะไรที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จีนระบุว่า ยางพาราจะให้ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ&amp;nbsp;60 &amp;ndash; 70 บาท&amp;nbsp;ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก&amp;rdquo; นายไพรัช กล่าวและว่า ไทยต้องแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า คือหนทางที่อยู่รอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ เจ้าของสวนยางพารา และผู้จัดการกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรผู้แปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกรายใหญ่ของภาคใต้ กล่าวว่า ที่น่าจับตามองคือไทยมีนโยบายลดพื้นที่ยางพาราโดยมีการโค่นแล้วปลูกทดแทน แต่ในขณะเดียวกันต่างประเทศคือจีน มีการส่งเสริมปลูกยางพาราตั้งแต่ประเทศเมียนมาร์ สปป.ลาว &amp;nbsp;กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย ฯลฯ โดยกลุ่มทุนก็จะมาจากประเทศจีนเช่นกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23066</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสวนยางจังหวัดพัทลุง, จังหวัดพัทลุง, นโยบายโค่นยางพารา, ราคายางตกต่ำ, แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bff584dca6da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 07:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 07:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039;จี้คสช.-กกต.จัดเลือกตั้ง24กพ.62ห้ามเลื่อนหวังรัฐบาลใหม่แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 พ.ย.61-นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกระแสการเลื่อนการเลือกตั้ง จากเดิมในวันที่ 24 ก.พ.62 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเลื่อนไปเป็น วันที่ 5&amp;nbsp; พ.ค.ว่า ตนต้องการให้รัฐบาลเลือกตั้งตามกำหนดการเดิมคือ เดือนกุมภาพันธ์ เพราะจากการที่ตนได้เดินทางพบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนส่วนมากเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เนื่องจาก 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาล คสช.ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจของคนรากหญ้าให้ดีขึ้นได้เลยเศรษฐกิจการค้าทุกจังหวัดตกต่ำไปทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;2-3 วันที่ผ่านมาผมเดินทางพบพี่น้องภาคใต้หลายจังหวัดพบว่าราคายางพาราตกต่ำ เหลือเพียง 30 กว่าบาทต่อกิโล เฉลี่ยแล้ว 3 กก.ยังไม่ถึง 100 บาท ราคาปาล์มเหลืออยู่เพียงแค่ 29 บาทต่อกิโล คนใต้เขาบอกกับผมว่า เขาทนไม่ไหวแล้ว เห็นได้จากกรณีที่ชาวสวนยางภาคใต้ได้นัดชุมนุมเรียกร้องให้แก้ไขยางพาราที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีการนัดชุมนุมเรียกร้องเรื่องราคาปาล์มต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ หมดน้ำยาในการทำงานแล้ว&amp;quot;นพ.ระวี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ระวี กล่าวต่อว่า พรรคพลังธรรมใหม่ขอเรียกร้องให้ คสช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.ที่จะถึง ไม่ควรเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพราะประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด พวกเขาต้องการรัฐบาลใหม่มาแก้ไขปัญหาปากท้องก่อนที่ประชาชนจะอดตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22077</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;กกต.&#039;, น.พ.ระวี มาศฉมาดล, พรรคพลังธรรมใหม่, ราคายางตกต่ำ, เลื่อนเลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181116/image_big_5bee106f9f349.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางปลูกพืชผสมผสานขายในช่วงราคายางตกต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.61 -&amp;nbsp;นายวรรณชัย&amp;nbsp;พาพานต์ อายุ 37 ปี เกษตรกรบ้านสวายสอ หมู่&amp;nbsp;15 ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ตามนโยบายรัฐบาลในการลดพื้นที่ปลูกยางได้หันมาปลูกพืชผสมผสานขายเป็นรายได้เสริม&amp;nbsp;ควบคู่กับการทำสวนยางพารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวรรณชัยได้รับเงินสนับสนุนจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นทุนในการทำอาชีพเสริมตามโครงการฯเพื่อนำไปซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิตจำนวน 5,000 บาท โดยขณะนี้ได้ปลูกข่าเหลือง ตะไคร้และถั่วลิสง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตหมุนเวียนขายได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้จากการปลูกพืชดังกล่าวเฉลี่ยเดือนละ 6,000-7,000&amp;nbsp;บาท &amp;nbsp;ส่วนรายได้จากการขายยางก้อนถ้วยประมาณเดือนละ 10,000 บาท รวมจะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละเกือบ 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรรณชัย&amp;nbsp;บอกว่าปกติครอบครัวมีอาชีพทำนา หลังจากมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชทางเลือกครอบครัวจึงตัดสินใจลงทุนปลูกยางพารา ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางจำนวน 16 ไร่ เปิดกรีดไปแล้ว 8 ไร่&amp;nbsp;แต่ปัจจุบันราคายางค่อนข้างตกต่ำโดยเฉพาะยางก้อนถ้วยเหลือเพียงกิโลกรัมละ 18-20 บาทเท่านั้นทำให้รายได้จากการขายยางก้อนถ้วยลดลงเกือบเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากทาง กยท.มีโครงการให้เกษตรกรทำอาชีพเสริมควบคู่กับการปลูกยาง จึงได้สมัครเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้พร้อมทั้งให้เงินสนับสนุนหรือเงินขวัญถุงในการซื้อปัจจัยการผลิตด้วย ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงภาวะราคายางตกต่ำได้ ทำให้ปัจจุบันนอกจากจะมีรายได้จากการทำสวนยางแล้วยังมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชผสมผสมอีกเดือนละ 6-7 พันบาทด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนพันธ์&amp;nbsp;ชำนาญธนา&amp;nbsp;ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ กยท.มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทำอาชีพเสริม อาทิ การปลูกพืชผสมผสาน หรือเลี้ยงสัตว์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมกันนี้ยังมีเงินสนับสนุนให้กับเกษตรกรที่ต้องการทำอาชีพเสริมรายละ 5,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิตด้วย นอกจากนั้นทาง กยท.ยังมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรทำยางก้อนถ้วยคุณภาพดี เพื่อให้สามารถขายได้ราคาสูงด้วย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า จ.บุรีรัมย์ มีเกษตรกรปลูกยางพารากว่า 18,000 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 235,000 ไร่ เปิดกรีดแล้วประมาณ 200,000 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15390</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., การยางแห่งประเทศไทย, การยางแห่งประเทศไทยสาขาบุรีรัมย์, ชาวสวนยางปรับตัว, ปลูกพืชผสมผสาน, ปลูกพืชในสวนยาง, ราคายางตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72b3da32f50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
