<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินติดล้อ’ เคาะราคาIPO 36.50 บาท/หุ้น จัดสรรรายย่อยคนละ 1,000 หุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เมษายน 2564 บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) TIDLOR&amp;nbsp; ประกาศราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 36.50 บาทต่อหุ้น พร้อมตอบแทนความสนใจลงทุนของผู้จองซื้อรายย่อย โดยการจัดสรรหุ้นเพิ่มเติมให้กับผู้จองซื้อรายย่อย รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 75,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,737 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสุดท้าย นับเป็น IPO ของบริษัทเอกชนไทยไม่กี่แห่งที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ โดยให้มีการจองซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายหุ้น ในการจัดสรรหุ้นในส่วนของ

ผู้จองซื้อรายย่อยนั้น เนื่องจากมีจำนวนรายการและยอดจองซื้อเข้ามาสูงกว่าจำนวนหุ้นที่จะจัดสรรและ เกินกว่าที่จะสามารถจัดสรรจำนวนหุ้นขั้นต่ำในรอบแรกให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยได้ครบทุกราย ดังนั้นระบบคอมพิวเตอร์ของ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม (SETTRADE) จะดำเนินการสุ่มจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อย รายละ 1,000 หุ้น ตามจำนวนจองซื้อขั้นต่ำ จนครบจำนวน 75,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นจำนวนผู้จองซื้อรายย่อยที่ประมาณ 75,000 ราย &amp;nbsp;โดยตัวแทนจำหน่ายหุ้นจะทยอยดำเนินการคืนเงินค่าจองซื้อในส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรรหุ้น หรือได้รับการจัดสรรหุ้นไม่ครบตามจำนวนที่จองซื้อตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

โดย IPO ของเงินติดล้อ นับเป็น IPO ของบริษัทไทยที่ได้รับความสนใจในการลงทุนจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั่วโลกที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังนับเป็น IPO จากกลุ่มธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุด ทั้งนี้ คาดว่าหุ้น TIDLOR จะเข้าทำการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 พร้อมเริ่มทำการรักษาระดับราคาหุ้นในตลาดรอง (Stabilization Activity) เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันหลังจากวันเข้าซื้อขายเป็นวันแรก 

นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่เงินติดล้อได้นำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศเป็นระยะเวลารวมกว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการสำรวจปริมาณความต้องการจองซื้อ (Bookbuilding) จากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ปรากฏว่ามีนักลงทุนสถาบันกว่า 190 รายทั่วโลกแสดงความสนใจลงทุนอย่างท่วมท้นและมีมูลค่ารวมกันสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และศักยภาพในการการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคตของเงินติดล้อ

สำหรับการจองซื้อหุ้นของผู้จองซื้อรายย่อยในประเทศเมื่อวันที่ 22 &amp;ndash; 26 เมษายนที่ผ่านมา โดยภายหลังการปิดจองซื้อ พบว่ามีผู้จองซื้อรายย่อยแสดงความสนใจจองซื้อหุ้น TIDLOR เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเงินติดล้อร่วมกับผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 ราย และที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย จึงได้พิจารณาจัดสรรหุ้นเพิ่มเติมให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยเพิ่มเติม จากเดิมจำนวน 46,500,000 หุ้น เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 75,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,737 ล้านบาท โดยการพิจารณาดังกล่าวคำนึงถึงหลายปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ปริมาณความต้องการจองซื้อจากทั้งนักลงทุนสถาบันทั่วโลกและนักลงทุนรายย่อยในประเทศไทย เสถียรภาพของราคาหุ้นในตลาดรอง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเป็นสำคัญ

&amp;ldquo;เรามีความยินดีและปลาบปลื้มเป็นอย่างมากที่หุ้น IPO ของเงินติดล้อได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง พร้อมด้วยกระแสตอบรับจากทั้งจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกและนักลงทุนรายย่อยในประเทศที่เป็นปรากฎการณ์และเกินความคาดหมาย โดยเงินติดล้อมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่อยากเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยที่สนใจได้มีส่วนร่วมใน IPO ครั้งนี้ ทางเงินติดล้อต้องขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ให้ความสนใจร่วมเป็นเจ้าของหุ้น TIDLOR และร่วมเติบโตไปด้วยกัน โดยบริษัทได้ประสานงานกับตัวแทนจำหน่ายหุ้นทั้ง 3 ราย ให้รีบดำเนินการคืนเงินค่าจองซื้อในส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรรหรือได้รับการจัดสรรไม่ครบตามจำนวนโดยเร็ว&amp;rdquo; นายปิยะศักดิ์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ตามรายละเอียดที่ได้เปิดเผยไว้ในหนังสือชี้ชวน และข้อมูลที่ได้แจ้งในงานแถลงข่าวและนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน ระบบคอมพิวเตอร์ของ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด (บริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ซึ่งมีความโปร่งใส เป็นที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ จะจัดสรรด้วยวิธี Small Lot First ซึ่งก่อนดำเนินการจัดสรร ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด จะดำเนินการจัดลำดับการจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยแต่ละรายโดยวิธีการสุ่มโดยระบบคอมพิวเตอร์ และดำเนินการจัดสรรหุ้นเป็นรอบ ๆ โดยในรอบแรกจะจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยแต่ละรายเป็นจำนวน 1,000 หุ้น และหากยังมีหุ้นเหลือในรอบถัดไปจะจัดสรรหุ้นสามัญให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยแต่ละราย จำนวนรอบละ 100 หุ้นจนกว่าหุ้นจะหมด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนรายการและยอดจองซื้อทั้งหมดมีจำนวนสูงกว่าจำนวนหุ้นที่จะจัดสรรเป็นจำนวนมาก และเกินกว่าที่จะสามารถจัดสรรจำนวนหุ้นขั้นต่ำในรอบแรกให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยได้ครบทุกราย ดังนั้น ระบบคอมพิวเตอร์ของ บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด จะดำเนินการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยแต่ละรายจำนวน 1,000 หุ้น ตามจำนวนจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 หุ้นจนครบจำนวน 75,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นจำนวนผู้จองซื้อรายย่อยที่ 75,000 ราย&amp;nbsp; ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้จองซื้อรายย่อยบางรายไม่ได้รับการจัดสรรหุ้น หรือได้รับการจัดสรรไม่ครบตามจำนวนที่จองซื้อในครั้งนี้ โดยผู้จองซื้อรายย่อยที่จองซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายหุ้นทั้ง 3 รายสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรหุ้นได้ประมาณเวลา 18.00 น. ของวันที่ 28 เมษายน 2564 เป็นต้นไปที่ https://www.settrade.com ทั้งนี้ ตัวแทนจำหน่ายหุ้นจะทยอยดำเนินการคืนเงินค่าจองซื้อในส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรรหรือได้รับการจัดสรรไม่ครบตามจำนวน ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคมเป็นตันไป

สำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ของ TIDLOR ในครั้งนี้มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,043,542,800 หุ้น (รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) &amp;nbsp;โดยมีมูลค่าเสนอขายรวมประมาณ 38,089 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสุดท้ายที่ 36.50 บาท่อหุ้น นับว่าเป็นหุ้น IPO ในหมวดธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุด และเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าการเสนอขายสูงสุด 5 ลำดับแรกในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย โดยเงินติดล้อจะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนไปใช้ขยายธุรกิจสินเชื่อและนายหน้าประกันภัย ทั้งการขยายสาขาและลงทุนพัฒนาโครงสร้างด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและปรับโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100905</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราคาไอพีโอ, เงินติดล้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087b75191dba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอสถสภาล้างภาพธุรกิจครอบครัว จ่อสยายปีกบุกอินโดไชน่า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอสถสภาเจนฯ 4 ทรานฟอร์มธุรกิจครอบครัวสู่โปรเฟสชั่นแนล พร้อมสปายปีกตลาดอินโดไชน่า ชู 4 กลุ่มธุรกิจ ผ่านยุทธ์ศาสตร์พอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่ง คาดราคาไอพีโอ 25 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า หลังจากธุรกิจของครอบครัวได้ดำเนินงานมายาวนานมากกว่า 127 ปี ผ่านการเป็นผู้ผลิต ทำการตลาด และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลในประเทศไทย และเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในเมียนมาร์ และ สปป.ลาว รวมถึงยังเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 25 ประเทศผ่านผู้จัดจำหน่าย ครอบคลุมไปยังธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น บริการบริหารจัดการด้านซัพพลายเชน ได้แก่ การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลภายนอก ภายใต้กิจการร่วมค้าและสัญญาบริการผลิตสินค้า (OEM)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากนี้เพื่อทำให้โอสถสภามีความแข็งแกร่งและดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น จึงได้เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะทำให้การงานของบริษัทก้าวเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพมากกว่าในอดีต เนื่องจากบริษัทไม่ได้ต้องการเติบโตเพียงแค่ตลาดภายในประเทศไทยหรืออาเซียนเท่านั้น แต่ยังหาจังหวะและโอกาสขยายตัวเข้าไปสู่ภูมิภาคเอเชีย และประเทศอื่นๆ อีกด้วย ผ่านกลยุทธศาสตร์มีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย หรือไม่ได้มีเพียงแค่แบรนด์เดียวในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศคิดเป็น 25% ของรายได้รวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพรธิดา บุญสา รองกรรมการผู้จัดการสายการเงิน บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า จากภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2559 มีรายได้รวม 3.3 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2560 มีรายได้มากกว่า 2.62 หมื่นล้านบาท การลดลงดังกล่าวเนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง โดยได้มีการขายและเลิกทำบางธุรกิจ แต่ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของบริษัท แต่หากมาดู 6 เดือนแรกของปี 2562 จะเห็นว่ามีรายได้กว่า 1.2 หมี่นล้านบาท โดยสินค้าบางกลุ่มยังมีการเติบโตมากกว่าตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน OSP แบ่งการดำเนินธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ประกอบด้วยเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟพร้อมดื่มและเครื่องดื่มที่มีการเติมส่วนผสมเพื่อให้ได้คุณสมบัติเฉพาะ โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก เช่น เอ็ม-150, เอ็ม-สตอร์ม, ลิโพวิตัน-ดี, ฉลาม, ชาร์คคูลไบท์, โสมอิน-ซัม, เอ็มเกลือแร่ (M-Electrolyte), เอ็ม-เพรสโซ, และเปปทีน 2. ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ที่ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กภายใต้ แบรนด์เบบี้มายด์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิงภายใต้แบรนด์ทเวลฟ์พลัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ กล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นในการรักษาและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;พลังเพื่อเสริมสร้างชีวิต&amp;rdquo; (The Power to Enhance Life) ที่มุ่งมั่นพัฒนาบริษัทฯให้เป็นองค์กรที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้บริโภค และสังคมด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย สำหรับแนวทางของการทำตลาดในประเทศ บริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านแบรนด์สินค้าอยู่แล้ว จึงเน้นการออกสินค้าใหม่ รวมถึงการปรับตำแหน่งทางสินค้า อาทิ แบรนด์ทเวล พลัส ที่จะขยายจากกลุ่มเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยไปสู่คนเริ่มทำงานมากขึ้น หรือทำให้แบรนด์มีความทันสมัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการขยายสู่ระดับพรีเมียม แต่กลุ่มที่มีโอกาสในอนาคตมากที่สุดจะเป็นฟังก์ชันนัลดริงก์ มีเปบทีนเป็นตัวหลักในการทำตลาด คาดการณ์ว่าสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัลดริงก์จะมีมากขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภค ส่วนการทำตลาดในต่างประเทศบริษัทเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว &amp;nbsp;ขณะนี้ระหว่างการสร้างโรงงานในเมียนมาเพื่อรองรับดีมานด์ ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์ในกัมพูชา สปป.ลาว และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรรณิภา กล่าวว่า บริษัทยังมองโอกาสลงทุนในเวียดนามและจีน เนื่องจากมีตลาดที่เต็มไปด้วยประชากรขนาดใหญ่ แต่ว่าการแข่งขันก็ค่อนข้างสูง จึงต้องศึกษาตลาดให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาดูว่าเหมาะสมกับธุรกิจและการตลาดแบบไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วมและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นที่ระหว่าง 22.00-25.00 บาทต่อหุ้น โดย ณ วันจองซื้อ นักลงทุนทั่วไปจะต้องจองซื้อหุ้น IPO ที่ราคา 25.00 &amp;nbsp;บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น โดยราคาเสนอขายหุ้นสุดท้ายจะถูกกำหนดโดยนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและในต่างประเทศ โดยวิธี Bookbuilding &amp;nbsp;หากราคาเสนอขายหุ้นสุดท้ายต่ำกว่าราคา 25.00 &amp;nbsp;บาท นักลงทุนทั่วไปที่จองซื้อจะได้รับคืนเงินส่วนต่างระหว่างราคาจองซื้อหุ้น กับราคาเสนอขายหุ้นสุดท้าย จะมีการนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนทั่วไป (โรดโชว์) ในวันที่ 24 ก.ย. 2561 &amp;nbsp;พร้อมเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อในระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 4 ต.ค. 2561 นี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18379</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายธุรกิจ, ขายหุ้น, ราคาไอพีโอ, ล้างภาพธุรกิจครอบครัว, เพชร โอสถานุเคราะห์, โอสถสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba99d492011d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
