<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2021 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2021 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ป ทุ่ม 1.5 หมื่นล้านปูพรมโรงไฟฟ้าใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.2564 นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกำลังการผลิตเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ เลื่อนเป็นปี 2568 จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในปี2566 โดยวางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เฉลี่ย 700 เมกะวัตต์ต่อปี เพื่อชดเชยกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าราชบุรีที่จะทยอยสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2567-68 โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ 700 เมกะวัตต์มาจากพลังงานเชื้อเพลิงหลัก 455 เมกะวัตต์ และพลังงานทดแทน 245 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มาจากการเข้าซื้อกิจการ(เอ็มแอนด์เอ) 350 เมกะวัตต์ คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้น่าจะปิดดีลได้อย่างน้อย 1 โครงการ ซึ่งอาจเป็นโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 64 วางเป้าหมายการทำเอ็มแอนด์เอไม่น้อยกว่า 5โครงการ หากสามารถดำเนินการตามเป้าหมายจะทำให้กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 8,874 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันบริษัทตั้งงบลงทุนในปี 64 อยู่ที่ 15,000 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโครงการต่อเนื่อง 8,000 ล้านบาท และอีก 7,000 ล้านบาทใช้ลงทุนโครงการใหม่ หรือการทำเอ็มแอนด์เอในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมองโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ออสเตรเลีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ธุรกิจพลังงานทดแทนเติบโต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปี 64 บริษัทมั่นใจว่าจะมีผลการดำเนินงานเติบโตขึ้นจากปีก่อนซึ่งจากโควิด-19 รอบแรกจนถึงรอบใหม่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท ซึ่งปีนี้บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการเอ็มแอนด์เอ ใหม่ที่วางเป้าไว้ 350เมกะวัตต์และโครงการโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้อีก 4 โครงการ รวมกำลังผลิตตามการถือหุ้น 537.04 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดิน กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 149.94 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 70%) โรงไฟฟ้าพลังงานลมคอลเล็กเตอร์ &amp;nbsp;226.8 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 100%) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเรียว อินโดนีเซีย 145.15 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 49%) และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Thanh Phong &amp;nbsp;เวียดนาม 15.15 เมกะวัตต์ (ถือหุ้น 51%)&amp;rdquo;นายกิจจา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังสนใจร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำระบบไฮบริดกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยเป็นเฟส 2 ต่อจากโครงการที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ขนาด 45 เมกะวัตต์ เดิม ซึ่งโครงการที่เขื่อนอุบลรัตน์นี้ มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2566 คาดว่าจะสามารถเห็นความคืบหน้าได้ในปีนี้แน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนความสนใจในการลงทุนโรงไฟฟ้าชุมชน ล่าสุด มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน 2 แห่ง พื้นที่ภาคใต้และภาคอีสาน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงประเภทชีวมวล รวมถึงพลังงานลม โดยคาดว่าน่าจะเริ่มจากพื้นที่ภาคใต้ก่อน เพราะมีศักยภาพพร้อม และจะใช้เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ พร้อมทั้งมองหาโอกาสการลงทุนอีวี ซึ่งมองว่าต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานความพร้อมของสถานีชาร์จในประเทศด้วย&amp;quot;นายกิจจา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93220</URL_LINK>
                <HASHTAG>RATCH, กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, ราช กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56e80f26be5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 15:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ผนึก&#039;เอ็กโก-ราช&#039; ลุยพัฒนาโรงไฟฟ้ากวางจิ 1 ในเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย. 2563 &amp;nbsp;นายสันติชัย โอสถภวภูษิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp; บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1 เป็นโครงการที่ได้รับการผลักดันเชิงนโยบายและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทั้งรัฐบาลเวียดนามและรัฐบาลไทย รวมถึง กฟผ. มาโดยตลอด เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง การร่วมมือกันของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ระหว่าง กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กโก กรุ๊ป และ ราช กรุ๊ป ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1 จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1 ตั้งอยู่ที่อำเภอไห่ลาง จังหวัดกวางจิ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีสัดส่วนการถือหุ้น ได้แก่ กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล 40% เอ็กโก กรุ๊ป 30% และ ราช กรุ๊ป 30% มีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,320 เมกะวัตต์ (จำนวน 2 หน่วยๆ ละ 660 เมกะวัตต์) เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินประเภทซับบิทูมินัส ที่ใช้เทคโนโลยี แบบ Ultra-Supercritical ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity - EVN) ภายใต้สัญญาการซื้อขายไฟฟ้า ระยะยาว ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนา (Green-field) และการเจรจาสัญญาหลักของโครงการ &amp;nbsp;โดยมีกําหนดการเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2568 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า &amp;ldquo;โครงการกวางจิ 1 นับว่าเป็นโครงการโรงไฟฟ้ารุ่นแรก ๆ ของประเทศเวียดนาม ที่นำเทคโนโลยี Ultra-supercritical ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ สอดคล้องกับนโยบายของเอ็กโก กรุ๊ป ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยความใส่ใจที่จะธำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคม ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชน รอบโรงไฟฟ้า เอ็กโก กรุ๊ป จะนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการบริหารและก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ มาสนับสนุนการพัฒนาโครงการกวางจิ 1 ร่วมกับ กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล และ ราช กรุ๊ป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความร่วมมือกันต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ราช กรุ๊ป กล่าวว่า &amp;ldquo;การเข้ามาของราช กรุ๊ป จะช่วยเสริมให้การทำงานพัฒนาโครงการกวางจิ 1 ในมิติต่างๆ สำเร็จตามเป้าหมาย ตอบสนองความคาดหวังของรัฐบาลเวียดนามได้อย่างดีที่สุด ราช กรุ๊ป พร้อมทุ่มเทสรรพกำลังและความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อทำงานกับ กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล และ เอ็กโก กรุ๊ป พร้อมด้วยผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนทั้งไทยและเวียดนาม เพื่อให้การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1 ในเวียดนาม เดินหน้าสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของกลุ่ม กฟผ. และเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืนระหว่างกันในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77627</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล, ราช กรุ๊ป, สันติชัย โอสถภวภูษิต, เอ็กโก กรุ๊ป, โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f61c8d836431.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกรุ๊ป ปักธงเวียดนามปิดดีลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 2563 บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการลงทุนในประเทศเวียดนามหลังเจรจาเข้าร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Thanh Phong ขนาดกำลังการผลิต 29.70 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ สำเร็จ โดยเมื่อเร็วๆนี้ บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จับมือกับบริษัท Asia Investment, Development and Construction Sole Co., Ltd. (AIDC) จัดตั้งบริษัท RATCH &amp;amp; AIDC Wind Energy Pte. Ltd. เพื่อเข้าลงทุนในโครงการพลังงานลม Thanh Phong โดยบริษัทฯ จะถือหุ้นโครงการดังกล่าวในสัดส่วนร้อยละ 51

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นการปักธงธุรกิจของบริษัทฯ ในเวียดนามเป็นครั้งแรก และยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือกับ AIDC ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของบริษัทฯ ในสปป.ลาว โดยมีการลงทุนโครงการพลังงานทดแทนในเวียดนามหลายแห่ง โครงการนี้มีกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนกันยายน ปี 2564 โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 12 เดือน

&amp;ldquo;ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ เวียดนามเป็นเป้าหมายการลงทุนที่มีศักยภาพ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้หลายประเทศในเอเชียจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่เวียดนามยังสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้เพราะสามารถจำกัดการแพร่ระบาดภายในประเทศไว้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ชัดเจน รวมถึงสนับสนุนการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในรูปแบบ Public-Private Partnership ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทฯที่จะขยายการลงทุนในเวียดนามโดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตประชาชน บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะลงทุนระยะยาวในเวียดนามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าของเวียดนาม&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว

สำหรับโครงการ Thanh Phong เป็นโครงการพลังงานลมติดตั้งบนบก ตั้งอยู่ในจังหวัด Ben Tre อยู่ทางทิศใต้ของเมือง โฮจิมินห์ โครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปีกับการไฟฟ้าเวียดนาม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66862</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้างโรงไฟฟ้า, ขยายการลงทุนในเวียดนาม, ราช กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb58cb0f798.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2020 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2020 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เอกชน’ ขานรับนโยบาย ‘กรมรางฯ’ ลุยศึกษาตั้งโรงงาน-ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ก.พ.63-นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากนโยบายของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ที่มุ่งเน้นพัฒนาและวางมาตรฐานอุตสาหกรรมระบบราง ทั้งในส่วนของรถไฟ และรถไฟฟ้า โดยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ภายในปี 2566 นั้น ได้มองเห็นถึงโอกาสของการเติบโตของการขนส่งทางราง จากการลงทุนของรัฐบาล อาทิ รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง โดยบริษัทจะได้ใช้ศักยภาพและความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดังกล่าวให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ราช กรุ๊ป จึงได้ร่วมมือกับบริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจรถไฟฟ้าระบบราง ครอบคลุมทั้งในส่วนของการจัดตั้งโรงงานผลิตและประกอบรถไฟและรถไฟฟ้าที่จะใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ รวมถึงการซ่อมบำรุง การผลิตระบบอาณัติสัญญาณ การผลิตระบบสายส่งไฟฟ้าเหนือหัวสำหรับรถไฟฟ้า และการผลิตชิ้นส่วนหลักที่สำคัญ เช่น ระบบตัวรถ ระบบช่วงล่าง ระบบขับและควบคุมการประกอบการซ่อมบำรุง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะใช้ระยะเวลาในการศึกษาเบื้องต้นประมาณ 1 ปี จากนั้นจะพิจารณาความคุ้มค่า ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะบริษัทของคนไทย เราต้องการทำชิ้นส่วนระบบรางเอง ไม่ใช่หรอพึ่งพาจากต่างประเทศ เพราะหากเกิดมีกรณีฉุกเฉิน อาจจะต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายถึงจะได้รับสินค้านั้น &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย อาทิ การยกเว้นภาษี รวมถึงการตั้งโรงงานในพื้นที่ที่ BOI จะเข้ามาสนับสนุนด้วย&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายมารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจรถไฟฟ้าระบบรางดังกล่าวนั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เร่งผลักดันอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ให้เกิดประสิทธิภาพ และคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58226</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ, ราช กรุ๊ป, อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.), โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถไฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200226/image_big_5e5600c51ba29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2019 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ราช กรุ๊ป ปรับกลยุทธ์ ขยายฐานรุกธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ราช กรุ๊ป ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ขยายฐานการเติบโตจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า รุกธุรกิจระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน รองรับโอกาสการลงทุนภายในประเทศจากแผนยุทธศาสตร์ชาติ &amp;nbsp;และแผนพีดีพี เสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและประเทศ เตรียมลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 20% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 62- นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับจากปีนี้การลงทุนของบริษัทฯ จะมุ่งไปที่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นสำคัญ โดยโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจในประเทศไทยมีมากขึ้นจากแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมไทยเชื่อมโลกของยุทธศาสตร์ชาติ แผนการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนและส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจัดการที่เสริมความมั่นคงของระบบพลังงาน รวมทั้งแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2561-2580 บริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพและมีความพร้อมที่จะลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกิจการของบริษัทให้บรรลุเป้าหมายที่ 200,000 ล้านบาทในปี 2566 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธุรกิจผลิตไฟฟ้ายังถือเป็นธุรกิจหลักที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งองค์กร โดยบริษัทฯ ยังคงแสวงหาการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน และฟิลิปปินส์ ตามแผนการลงทุนปี 2562 คาดว่าจะมีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และขนาดเล็กในไทย 2 โครงการ อีกทั้งยังมีอีก 6 โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและเจรจาการร่วมทุนกับพันธมิตรในต่างประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย สปป. ลาว และเวียดนาม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสนใจโครงการรถไฟฟ้า ถนนมอเตอร์เวย์ที่กำลังจะเปิดประมูลในอนาคต รวมทั้งธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี Internet of Things และโทรคมนาคม ฉะนั้นภาพการดำเนินธุรกิจของราช กรุ๊ป จะเป็นการลงทุนเพื่อช่วยยกระดับปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้า และสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมในวงกว้างมากขึ้น&amp;rdquo; นายกิจจา กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2562 บริษัทฯ มีโรงไฟฟ้า 3 แห่งที่จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ กำลังผลิตติดตั้งตามการถือหุ้นรวม 179.73 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คอลลินส์วิลล์ ออสเตรเลีย &amp;nbsp;โรงไฟฟ้าเบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเซเปียน เซน้ำน้อย ในสปป.ลาว ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 4 โครงการรวม 486.79 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36612</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจจา ศรีพัฑฒางกุร, ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน, ราช, ราช กรุ๊ป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce64fe4e3274.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
