<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ครูตั้น&quot;เปิดมุมมอง &quot;โควิด&quot;สร้างวิสัยทัศน์ทางการศึกษาใหม่ การเรียนรู้ของเด็ก&quot;ก้าวข้ามครู-ห้องเรียน&quot;สำรวจนร.กทม.50%อยากเรียนที่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ก.ย.63 -นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)กล่าวในการปาฐกถาพิเศษในการเปิดตัวสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ประจำปี 2563 ระดับชาติ ของยูเนสโก กรุงเทพ ตอนหนึ่งว่า จากการที่ตนได้อ่านรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ประจำปี 2563 พบว่า การดำเนินการเรื่องใดนั้น จะต้องมีตัววัดอะไรบ้างอย่างเพื่อให้เรามีความมั่นใจว่า สิ่งที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ไปถึงไหนแล้ว ซึ่งสิ่งที่ยูเนสโกทำนั้นตนต้องการให้ องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำข้อมูลเหล่านี้ ไปเผยแพร่ออกให้ได้มากที่สุด เพราะเรื่องเหล่านี้มีความจำเป็นในการพัฒนาการศึกษา และมีหลายเรื่องที่ ศธ.ได้เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนไปแล้ว ปัญหาคือ เราจะสามารถปฏิบัติได้จริงและเร็วขนาดไหน เพราะเราต้องยอมรับว่าเรื่องการพัฒนาการศึกษาเป็นสิ่งที่จะต้องใช้เวลา ทั้งนี้หากปัจจุบันเราไม่มีการวางรากฐานอะไรไว้เลย ในอนาคตการศึกษาของประเทศไทยก็จะเดินไม่ถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเท่าเทียม การลดความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า การพัฒนาการศึกษามีหลายหัวข้อ เริ่มจากเรื่องการจัดสรรงบประมาณจะต้องทำให้สามารถมีการกระจายในลักษณะที่มีหลักการเข้าเฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็นสูง แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่ เราคิดว่าการให้งบประมาณกับทุกคนจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหายไป หรือปัญหาต่างๆ จะดีขึ้น ซึ่งผลที่ออกมาไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น ตัวอย่างเช่น การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก หากเราสามารถควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 2,000 โรงเรียน จากเดิมที่โรงเรียนทุกโรงเรียนจะได้งบประมาณเท่ากันจำนวน 200,000 บาท เราอาจจะสนับสนุนงบประมาณให้กับโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนแม่เหล็กได้ถึงโรงละ 1,000,000 บาท ซึ่งตนมองว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เราเห็นจุดเปราะบาง และโอกาสของการศึกษา คือ ครูได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เด็กมีโอกาสในการหาความรู้จากโลกออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งจากการที่ตนสุ่มถามนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า กว่าร้อยละ 50 ต้องการที่จะเรียนที่บ้าน เพราะตนเชื่อว่าเด็กได้ก้าวข้ามครูไปแล้ว เด็กสามารถหาความรู้ได้จากระบบออนไลน์ ดังนั้น ศธ.จะต้องหาความเหมาะสมที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากเพิ่มโรงเรียนไม่ใช่วิธีที่จะลดความเหลื่อมล้ำ แต่จะต้องเป็นการที่เด็กทุกคนจะต้องเข้าถึงการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเราต้องกล้าทำ และผมเองได้ท้าทายผู้บริหาร ศธ.ให้ปรับงบฯ ด้านการศึกษา ไม่ว่าจะหน่วยงานใด จะต้องนำงบฯ มารวมกันและหาความเหมาะสมว่าจะผลักดันไปทางไหน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะต้องไปขับเคลื่อนอาชีวศึกษา หรือการศึกษานอกโรงเรียน ไม่ได้มาอัดอยู่ที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน และ สพฐ.เองก็ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้โลกไม่ได้อยู่ที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน การให้เงินอุดหนุนรายหัวสามารถทำได้ส่วนหนึ่ง &amp;nbsp;แต่ต้องมีการปรับในส่วนอื่นๆ ให้สอดคล้องด้วย เช่น กลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มผู้พิการ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากที่ผมได้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมรู้ว่าทุกคนเข้าใจ รู้ปัญหา และรู้แนวทางที่จะต้องขับเคลื่อน ดังนั้นเราจะต้องทำทุกอย่างให้การศึกษาไทย สามารถพัฒนาไปได้&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77413</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ก้าวข้ามครู-ห้องเรียน, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ยูเนสโก, รายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ประจำปี 2563</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f478545a75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
