<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยรายได้-เงินออมลดฮวบ ขณะที่รายจ่าย-หนี้สินพุ่ง ช่วงโควิด19ระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 2563 การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว บริการ และธุรกิจต่าง ๆ ในขณะที่ประชาชนเองก็ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต โดนเลิกจ้าง ขาดรายได้ แต่รายจ่ายและหนี้สินยังคงมีอยู่ทุกวัน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี &amp;ldquo;รายได้-รายจ่าย-หนี้สิน-เงินออม&amp;rdquo; ของคนไทยยุคโควิด-19 จำนวนทั้งสิ้น 1,125 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2563 สรุปผลได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. &amp;ldquo;รายได้ &amp;ndash; หนี้สิน &amp;ndash; เงินออม&amp;rdquo; ของประชาชน เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาก่อนโควิด-19 ระบาด กับ ณ วันนี้ &amp;nbsp;
ข้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพรวม
1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายได้ประจำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;25.16%
2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายได้พิเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;35.38%
3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินออม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;27.91%
4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนี้สิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;25.07%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;nbsp;&amp;ldquo;5 รายจ่าย&amp;rdquo; ที่เพิ่มขึ้น คือ&amp;nbsp;
อันดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายจ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพรวม
1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าน้ำ-ค่าไฟ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;68.53%
2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โทรศัพท์มือถือ /อินเตอร์เน็ต&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;44.89%
3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารและเครื่องดื่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;40.27%
4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยารักษาโรค/ค่ารักษาพยาบาล/ดูแลสุขภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;20.18%
5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริจาค ทำบุญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;14.22%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. &amp;nbsp;&amp;ldquo;5 รายจ่าย&amp;rdquo; ที่ลดลง คือ&amp;nbsp;
อันดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายจ่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพรวม
1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าเดินทาง ค่ารถ ค่าเรือ /น้ำมัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;60.62%
2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;42.31%
3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่องเที่ยว พักผ่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;41.51%
4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสี่ยงโชค ล็อตเตอรี่ หวย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;38.67%
5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องประดับ /น้ำหอม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;34.31%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; *หมายเหตุ &amp;nbsp; ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง (ค่าร้อยละจึงคำนวณในแต่ละข้อ) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66131</URL_LINK>
                <HASHTAG>รายได้, สวนดุสิตโพล, หนี้สิน, เงินออม, โรคโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200517/image_big_5ec0ad8211426.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนามบินภูเก็ตโกยรายได้ทะลุ6พันล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนามบินภูเก็ตโกยรายได้3ไตรมาสทะลุ 6,000 ล้านบาท กดปุ่มลงทุนเฟส 2 ปีหน้า 2.7 พันล้านบาท เผยเที่ยวบินจีนลดลงช่วง2เดือนที่ผ่านมา มั่นใจไฮซีซั่นกลับมาโตยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต &amp;nbsp;บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือทอท. เปิดเผยว่าปัจจุบันท่าอากาศยานภูเก็ต(ทภก.)ในปีนี้นั้นมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าในอนาคตตัวเลขนักท่องเที่ยวยังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่โครงการงานปรับปรุงอาคารอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในช่วงกลางปีที่ผ่านมาทำให้รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 ล้านคนต่อปี &amp;nbsp;จากเดิม 6.5 ล้านคนต่อปี &amp;nbsp;แบ่งเป็นอาคารระหว่างประเทศ 5 ล้านคนต่อปี และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ 7.5 ล้านคนต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสำหรับแผนลงทุนต่อเนื่องนั้นจะดำเนินโครงการภูเก็ตเฟส 2 วงเงินลงทุน 2.7 พันล้านบาทอาทิ แผนก่อสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติมอีกมากกว่า 1,000 คันและแผนขยายหลุมจอดเครื่องบินเพิ่มเติม โดยในปี 2562 จะเริ่มทยอยจะย้ายบ้านพักของพนักงานที่อยู่ในสนามบินออกมาอยู่ด้านนอกเพื่อเปิดหน้างานก่อสร้างต่อไป นอกจากนี้สนามบินภูเก็ตยังมีแผนลงทุนเฟส 3 (อัลติเมทเฟส) วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทเพื่อขยายปริมาณรองรับ 100% เป็น 25 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเพ็ชร กล่าวต่อว่า สำหรับตัวเลขนักท่องเที่ยวในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหลังจากเกิดเหตุการณ์เรือล่มนั้นพบว่าปริมาณเที่ยวบินจีนและนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัดสอดคล้องกับภาคท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวและการยกเลิกทริปเดินทาง แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่กระทบกับทอท.มากนักเนื่องจากตัวเลขที่ลดลงนั้นไม่ถึงกับขนาดมีนัยยะสำคัญ อีกทั้งยังเป็นการลดลงตามรอบของปีด้วยเนื่องจากในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.นั้นเป็นช่วงโลว์ซีซั่นทำให้ตัวเลขที่ลดลงไม่ได้มาจากสาเหตุนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมด อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าในช่วงฤดูท่องเที่ยว 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนและเที่ยวบินต่างชาติจะกลับมาเติบโตอย่างมากอีกครั้งอย่างแน่นอน
ด้านแหล่งข่าวจากทอท.เปิดเผยว่า ในสามไตรมาสที่ผ่านมา หรือในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาพบว่าท่าอากาศยานภูเก็ต(ทภก.)มีรายได้ค่าธรรมเนียมผู้โดยสานทั้งสิ้น 6,348 ล้านบาทแบ่งเป็นรายได้ผู้โดยสารต่างชาติ 5,740 ล้านบาทและรายได้ผู้โดยสารในประเทศ 608 ล้านบาท ถือว่าขยายตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัจจัยสนับสนุนด้านปริมาณผู้โดยสารรวมที่กลับมาเพิ่มขึ้นอย่สงมีนัยยะสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้มีผู้โดยสารรวมทั้งสิ้น 14.28 ล้านคนขยายตัว 16.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนแบ่งเป็นผู้โดยสารต่างชาติ 8.2 ล้านคน ขยายตัว 24.17% ถือเป็นสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการขยายตัวเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับทั้งหมด 6 สนามบินโดยมีท่าอากาศยานหาดใหญ่ขยายตัวมากสุดที่ 51% ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารในประเทศของทภก.อยู่ที่ 6.08 ล้านคน ขยายตัว 8.31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับตัวเลขเที่ยวบินในรอบ 9 เดือนแรกพบว่ามีทั้งหมด 88,373 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.28% แบ่งเป็นเที่ยวบินภายระหว่างประเทศ 47,767 เที่ยวบินเพิ่มขึ้น 24% ขณะที่เที่ยวบินภายในประเทศอยู่ที่ 40,606 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16060</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าอากาศยานภูเก็ต, นักท่องเที่ยวต่างชาติ, รายได้, สนามบินภูเก็ต, เพ็ชร ชั้นเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7f7645c4a79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12282</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2018 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2018 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอท.ฟุ้งรายได้ปีนี้ทำนิวไฮ6เดือนแรกกำไรทะลุ1.1หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทอท.คาดรายได้ปีนี้ทำนิวไฮหลังนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลัก 40 ล้านคนโกยรายได้แค่ค่าธรรมเนียมเฉียด 3 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้ารายได้โต 100% ภายใน 4 ปีหลังอัพเกรดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ โชว์กำไร 6 เดือนแรกทะลุ 1.1 หมื่นล้านบาทโต 17% ผู้โดยสารตลอดปี 143 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) (ทอท.)เปิดเผยว่าปริมาณผู้โดยสารต่างประเทศเติบโตขึ้นอย่างมากในปีนี้จึงคาดว่ารายได้จะเติบโตตามการขยายตัวของนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงตั้งเป้าหมายปริมาณผู้โดยสารตลอดปีไว้ที่ 143 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 130 ล้านคน โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 2560 &amp;ndash; พ.ค. 2561) นั้นการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่ 9.9% แบ่งเป็น ผู้โดยสารต่างชาติขยายตัว 14% และผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัว 4.7%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ ได้รับปัจจัยสนับสนุนของการปลดธงแดงหมดปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญรวมถึงการเลื่อนชั้นเอฟเอเอที่กำลังจะมาถึง ส่งผลให้สายการบินต่างเพิ่มความถี่เที่ยวบินและเพิ่มขนาดของตัวเครื่อง โดยเฉพาะสนามบินที่เป็นรายได้หลัก เช่น สนามบินดอนเมือง สนามบินภูเก็ต และสนามบินสุวรรณภูมิ มีอัตราเติบโตของผู้โดยสารจากต่างประเทศจำนวนมาก แบ่งเป็น สนามบินดอนเมืองขยายตัว 25% สนามบินภูเก็ตขยายตัว 24% สนามบินเชียงรายขยายตัวมากกว่า 200% และสนามบินสุวรรณภูมิขยายตัว 8.4% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเติบโตมากกว่า 45% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัยกล่าวต่อว่า ดีมานต์หรืองานในมือ(Backlog) ของทอท.นั้นมีค่าเป็นอนันต์(Infinity) หลังพบว่าการขยายสนามบินในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยว การเปิดอาคารใหม่ของสนามบินดอนเมืองและภูเก็ตในช่วงที่ผ่านมานั้นมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นภายในสนามบินมากถึง 50% ทำให้อาคารใหม่ใช้เต็มศักยภาพภายใน 1 ปี ควบคู่ไปกับรายได้ด้านเชิงพาณิชย์ที่รับรู้เพิ่มขึ้นจากการขยายอาคารผู้โดยสารในแต่ละสนามบิน &amp;nbsp;ดังนั้นภายใน 4 ปีนับจากนี้สนามบินที่มีสัดส่วนรายได้หลักอย่างสุวรรณภูมิจะเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารได้เกือบ 100% จากปัจจุบัน 75 ล้านคนเป็น 140 ล้านคน (สุวรรณภูมิ 30 ล้านคน ดอนเมือง 40 ล้านคน) เช่นเดียวกับตัวเลขรายได้ที่จะเติบโตเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณผู้โดยสาร อีกทั้งยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินอีอีซีซึ่งจะมาสนับสนุนรายได้ของสนามบินหลักให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท.ปีนี้ทอท.จะมีรายได้สูงมากที่สุดตั้งแต่ดำเนินการมา(นิวไฮ) จากการเติบโตของปริมาณผู้โดยสารต่างประเทศ เนื่องจากอัตราราคาค่าบริการผู้โดยสารต่อหัว(PSC) ของชาวต่างประเทศสูงกว่าชาวไทยถึง 7 เท่าหรืออยู่ที่คนละ 700 บาท ส่งให้ปริมาณการเติบโตของผู้โดยสารต่างชาติ 14% จะคิดเป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้เป็น 98% เมื่อเทียบกับรายได้PSCผู้โดยสารคนไทย จากสถิติตัวเลขผู้โดยสารพบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีบประมาณนี้มีผู้โดยสารต่างชาติราว 40 ล้านคนคิดเป็นรายได้เฉพาะค่าPSCถึง &amp;nbsp;2.8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผลกำไรสุทธิไตรมาสที่สอง (ม.ค.-มี.ค.) บันทึกสถิตินิวไฮ 7.26พันล้านบาท ขยายตัว 12.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6.47 พันล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1.14 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 17.34%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12282</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทอท., ท่าอากาศยาน, นักท่องเที่ยว, นิตินัย ศิริสมรรถการ, รายได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180605/image_big_5b1685d3f05d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางหลวง ยิ้ม โกยรายได้มอเตอร์เวย์ทะลุ3พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางหลวงโกยรายได้มอเตอร์เวย์ 6 เดือนแรกทะลุ 3 พันล้านบาท เตรียมเปิดด่านใหม่หนุนเพิ่มรายได้อีกปีละ 600 ล้านบาท ดีเดย์เก็บเงินด่านมอเตอร์เวย์หมายเลข9 เริ่ม1ก.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถสิทธิ์ สวัสดิ์พานิช ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) เปิดเผยถึงผลประกอบการรายได้จากการเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์สองสายได้แก่มอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงกรุงเทพ-พัทยาและมอเตอร์เวย์สาย 9 บางปะอิน-บางนา พบว่าในช่วงครึ่งปีแรกหรือช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้นพบว่ามีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยวันละ 20 ล้านบาท โดยปริมาณรายได้เติบโตเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับปริมาณการจราจรที่เติบโตขึ้นตามการขยายตัวของเมืองหลวง โดยคาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์มากกว่า 7,200 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังตั้งแต่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป ทล.จะเริ่มเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์สาย 9 ช่วงบางขุนเทียน-ทุ่งครุ ส่งผลให้ปีนี้จะรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอีก 300 ล้านบาทหรือเฉลี่ยเดือนละ 50 ล้านบาท สนับสนุนรายได้หลักของปีนี้เติบโตขึ้นอีก 4% จากทั้งหมด ส่งผลให้ในอนาคตรายได้จากส่วนนี้จะสูงถึงปีละ 600 ล้านบาท อย่างไรก็ตามปัจจัยสนับสนุนอย่างปริมาณการจราจรยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อบๆโดยเฉพาะระบบ M-Pass ที่มียอดผู้ใช้เติบโตกว่าเดือนละ 38% ปัจจุบันมีผู้ใช้บัตร M-Pass ที่ 1.5 ล้านคันต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอภิชาติ จันทรทรัพย์ รองอธิบดี กรมทางหลวง (ทล.)กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจความพร้อมด่านเก็บค่าผ่านทาง ณศูนย์ควบคุม ด่านบางครุ 3 ก่อนที่จะเริ่มเก็บค่าผ่านทางตามมติครม. ปี 2554 &amp;nbsp;บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ตอนพระประแดง &amp;ndash; บางแค ช่วงพระประแดง &amp;ndash; ต่างระดับบางขุนเทียน โดยความร่วมมือระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กพท.)และกรมทางหลวงจะเป็นการบริหารการเก็บค่าผ่านทางซึ่งกรมทางหลวงประเมินว่าทางด่วนเส้นนี้จะมีรายได้จากการเก็บค่าผ่านทางเดือนละ 50 ล้านบาทและกรมทางหลวงจะจ่ายเงินค่าจ้างบริหารเก็บค่าผ่านทางให้แก่การทางพิเศษเดือนละ 2.8 ล้านบาท &amp;nbsp;ส่วนมีปริมาณการจราจร วันละกว่า 1 แสนคัน และที่ด่านบางครุ 3 วันละ 12,000 คัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางตามมติ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ปี 54 บนทางพิเศษหมายเลข 9 &amp;nbsp;ตอนพระปะแดง-บางแค -ต่างระดับบางขุนเทียน (ด่านบางครุ 3) ซึ่งจะเริ่มเก็บตั้งแต่เวลา 0.01 น. ของวันที่ &amp;nbsp;1 กรกฎาคม 61 นี้เป็นต้นไป โดยรถยนต์ 4 ล้อเสีย 15 บาท 6 ล้อ 25 บาท และ มากกว่า 6 ล้อ 35 บาท ทั้งนี้ ด่านเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวเปิดให้ใช้ฟรีมาตั้งแต่ปี 52 โดยมีรถผ่านประมาณวันละ 12,000 คันต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายนนี้ จะมีพิธีลงนามในความร่วมมือเก็บค่าผ่านทางดังกล่าว ระหว่างกรมทางหลวงและการทางพิเศษฯ &amp;nbsp;โดยมีนายอาคม เติมพิทยไพสิฐ รมว.คมนาคมเป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11891</URL_LINK>
                <HASHTAG>มอเตอร์เวย์, มอเตอร์เวย์สาย 9, มอเตอร์เวย์หมายเลข7, รายได้, างขุนเทียน-ทุ่งครุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2c643b12395.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 11:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเป้ารีดภาษีปี 2562!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.2561 &amp;ndash; ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ซึ่งเป็นงบประมาณวงเงินรายจ่าย 3 ล้านล้านบาทนั้น ในส่วนของงบประมาณการรายรับประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 นั้นได้มีการประมาณการเก็บภาษีและรายได้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเชื่อว่าจะมีรายได้ทั้งปีงบประมาณถึง 3,032,600 ล้านบาทเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเภทรายได้หรือเป้าหมายการจัดเก็บภาษีนั้น ประกอบด้วย 1.ภาษีอากร 2,800,220.342 ล้านบาท แบ่งเป็น ภาษีทางตรง 1,090,600 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 339,000 ล้านบาท
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 702,600 ล้านบาท และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 49,000 ล้านบาท ภาษีทางอ้อม 1,709,620.342 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาษีการขายทั่วไป 909,000.510 ล้านบาท ประกอบด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่ม 832,300 ภาษีธุรกิจเฉพาะ 61,000 ล้านบาท อากรแสตมป์ 15,700 ล้านบาท และภาษีการขายทั่วไปอื่น 0.510 ล้านบาท ภาษีการขายเฉพาะ 666,577.046 ล้านบาท แบ่งเป็นภาษีโภคภัณฑ์ภายใน 621,960.205 ล้านบาท ประกอบด้วย ภาษีรถจักรยานยนต์ 2,707.321 ล้านบาท ภาษีสุราและแสตมป์สุรา 62,102.909 ล้านบาท ภาษีเบียร์ 95,680.055 ล้านบาท ภาษีเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 22,431.147 ล้านบาท ภาษียาสูบและแสตมป์ยาสูบ 48,673.090 ล้านบาท ภาษีน้ำมัน &amp;nbsp;212,309.598 ล้านบาท ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า 117,124.872 ล้านบาท ภาษีรถยนต์ 57,908.025 ล้านบาท ภาษีผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและเครื่องสำอาง 125.500 ล้านบาท ภาษีสถานบริการ 1,140.178 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมประทับตราไพ่ 29.915 ล้านบาท และภาษีแบตเตอรี่ 1,727.595 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาษีทรัพยากรธรรมชาติ 44,616.840 ล้านบาท ประกอบด้วย อากรการประมง 0.311 ล้านบาท ค่าภาคหลวงไม้สัก 0.153 ล้านบาท ค่าภาคหลวงไม้กระยาเลย 0.191 ล้านบาท ค่าภาคหลวงฟืนถ่านและของป่าอื่นๆ 0.070 ล้านบาท ค่าภาคหลวงแร่ 1,680.959 ล้านบาท และค่าภาคหลวงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 42,935.156 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาษีสินค้าเข้า-ออก 97,600 ล้านบาท ประกอบด้วยอากรขาออก 100 ล้านบาท และอากรขาเข้า 97,500 ล้านบาท ภาษีลักษณะอนุญาต 36,442.787 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าใบอนุญาตอื่นด้านสรรพสามิต 522.596 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตด้านป่าไม้ 48 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตยาง 10 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตต่างด้าว 5,617.005 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตวิทยุคมนาคม 29,500 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตการพนัน 34.796 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตอาวุธปืนและดอกไม้เพลิง 61.627 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตอื่นด้านมหาดไทย 376.445 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตสาธารณสุข 259.962 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตน้ำบาดาล 5.088 ล้านบาท ค่าใบอนุญาตสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า &amp;nbsp;7.180 ล้านบาท และรายได้ใบอนุญาตประกอบกิจการคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น 0.088 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.งบการขายสิ่งของและบริการ 29,365.595 ล้านบาท แบ่งเป็นการขายหลักทรัพย์และทรัพย์สิน 1,810.874 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยค่าขายอสังหาริมทรัพย์ 726.395 ล้านบาท ค่าขายผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ 135.394 ล้านบาท ที่มีทั้งค่าขายน้ำมัน 0.028 ล้านบาท ค่าขายไม้ 1.700 ล้านบาท และค่าขายพืชผลและพันธุ์สัตว์ 133.666 ล้านบาท ค่าขายหนังสือราชการ 6.488 ล้านบาท ค่าขายสิ่งของอื่น 942.598 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าขายของกลาง 51.982 ล้านบาท ค่าขายของเบ็ดเตล็ด 681.540 ล้านบาท ค่าขายผลิตผลจากการวิจัย 59.342 ล้านบาท รายได้ค่าซื้อเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง 81.261 ล้านบาท และค่าขายครุภัณฑ์ 68.472 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขายบริการ 27,554.721 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าบริการ 20,977.868 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งค่าธรรมเนียม 9,925.992 ล้านบาท โดยประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมที่ดิน และค่าจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ 502.304 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมควบคุมโรคระบาดสัตว์ 455.675 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมประตูน้ำ 0.043 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการประมง 4.413 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมบำรุงป่า 3.600 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการบิน 478.800 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการขนส่งทางบก 247.957 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการขนส่งทางน้ำ 477.246 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมแร่ 0.337 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการค้า 3,394.301 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมโรงงาน 266.997 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมสัมปทาน 1,038.244 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมประกอบอาชีพคนต่างด้าว 67 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการกงสุล &amp;nbsp;2,440.173 ค่าธรรมเนียมน้ำบาดาล 547.200 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานทำในประเทศ 0.990 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้คนงานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ 0.712 ล้านบาท &amp;nbsp;ค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ด 11,051.876 ล้านบาท ค่าเช่า 6,576.853 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ &amp;nbsp;6,571.305 ล้านบาท และค่าเช่าเบ็ดเตล็ด 5.549 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.งบรัฐพาณิชย์ 168,000 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้จากองค์การของรัฐสาขาสาธารณูปการ 6,271.786 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาขนส่ง 18,162.260 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาอุตสาหกรรม3,113.579 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ 70.298 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาพาณิชย์และบริการ 28,299.078 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาพลังงาน &amp;nbsp;82,148.036 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาสื่อสาร 1,300 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาสังคมและเทคโนโลยี 570 ล้านบาท รายได้จากองค์การของรัฐสาขาสถาบันการเงิน 25,365 ล้านบาท และรายได้จากกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% 2,699.963 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.งบรายได้อื่น 35,014.063 ล้านบาท แบ่งเป็นแสตมป์ฤชากรและค่าปรับ 9,516.674 ล้านบาท โดยประกอบด้วย แสตมป์ฤชากร 4,184.614 ล้านบาท ค่าปรับสุรา 1.910 ล้านบาท ค่าปรับภาษีอากร 400 ล้านบาท ค่าปรับเปรียบเทียบคดี 779.630 ล้านบาท ค่าปรับจากการกระทำผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก 209.213 ล้านบาท และค่าปรับอื่น 3,941.307 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินรับคืน 3,906.113 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน 2,887.999 ล้านบาท เงินกู้รับคืน 499.066 ล้านบาท เงินชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิด 72.474 ล้านบาท เงินชดใช้จากการผิดสัญญาการศึกษาและดูงาน 396.255 ล้านบาท เงินรับคืนอื่น 50.319 ล้านบาท รายได้เบ็ดเตล็ดอื่น 21,591.276 ล้านบาท ประกอบด้วย &amp;nbsp;รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 296.024 ล้านบาท ดอกเบี้ยเงินฝาก 233.867 ล้านบาท เงินรับจากการทำเหรียญกษาปณ์ 1,196 ล้านบาท รายได้ค่าตอบแทนจากการใช้ความถี่วิทยุ 0.405 ล้านบาท ค่าตรวจสอบคุณภาพชีวภัณฑ์ 0.433 ล้านบาท และรายได้เบ็ดเตล็ดอื่น 19,864.547 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11048</URL_LINK>
                <HASHTAG>2562, 3 ล้านล้านบาท, ค่าธรรมเนียม, ภาษี, รายจ่าย, รายรับ, รายได้, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1caab1cb3f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 20:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 19:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเต็มๆ ฐานะแบงก์ออมสิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 พ.ค.2561 &amp;ndash; เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศธนาคารออมสิน ซึ่งลงนามโดยนายกุลิศ สมบัติศิริอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน เรื่อง รายงานประจำปี พ.ศ. 2560 ของธนาคารออมสินแล้ว โดยประกาศดังกล่าวจะเป็นการเปิดเผยฐานะของธนาคาร โดยมีเนื้อหาระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อปฏิบัติตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560 คณะกรรมการธนาคารออมสินประกาศรายงานประจำปี พ.ศ. 2560 ของธนาคารออมสิน ดังต่อไปนี้ 1. ธุรกิจในระหว่างปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 เงินรับฝากคงเหลือเปรียบเทียบกับปีก่อน ธนาคารออมสินมียอดเงินรับฝากคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำนวน 2,185,122.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47,781.19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.24 มีบัญชีผู้ฝากคงเหลือ 40,610,945 บัญชี เพิ่มขึ้น 2,770,839 บัญชี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.32 โดยจำแนกธุรกิจการรับฝากเงิน ดังนี้ (1) ประเภทเผื่อเรียก มียอดเงินรับฝากคงเหลือ 442,706.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,383.63 ล้านบาท บัญชีผู้ฝากคงเหลือ 26,957,187 บัญชี เพิ่มขึ้น 2,458,161 บัญชี (2) ประเภทเผื่อเรียกพิเศษ มียอดเงินรับฝากคงเหลือ 308,607.54 ล้านบาท ลดลง 13,296.75 ล้านบาท บัญชีผู้ฝากคงเหลือ 2,096,026 บัญชี เพิ่มขึ้น 116,657 บัญชี (3) ประเภทประจำ มียอดเงินรับฝากคงเหลือ 410,990.34 ล้านบาท ลดลง 7,759.40 ล้านบาท บัญชีผู้ฝากคงเหลือ 685,111 บัญชี ลดลง 12,577 บัญชี (4) ประเภทกระแสรายวัน มียอดเงินรับฝากคงเหลือ 2,941.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 184.38 ล้านบาท บัญชีผู้ฝากคงเหลือ 49,120 บัญชี เพิ่มขึ้น 1,639 บัญชี (5) ประเภทสลากออมสินและพันธบัตร มียอดเงินรับฝากคงเหลือ 900,286.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66,721.14 ล้านบาท บัญชีผู้ฝากคงเหลือ 7,194,592 บัญชี เพิ่มขึ้น 353,278 บัญชี (6) ประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว มียอดเงินรับฝากคงเหลือ 116,502.14 ล้านบาท ลดลง 7,629.28 ล้านบาท บัญชีผู้ฝากคงเหลือ 1,414,444 บัญชี ลดลง 270,241 บัญชี (7) ประเภทอื่น ๆ มียอดเงินรับฝากคงเหลือ 3,087.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 177.47 ล้านบาท บัญชีผู้ฝากคงเหลือ 2,214,465 บัญชี เพิ่มขึ้น 123,922 บัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ธนาคารออมสิน มียอดคงเหลือ จำนวน 1,704,415.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 197,588.99 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.11 ประกอบด้วย ลูกหนี้เงินให้สินเชื่อสุทธิ 1,675,243.55 ล้านบาท และลูกหนี้ เงินเบิกเกินบัญชีสุทธิ 29,172.01 ล้านบาท 1.3 เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ตามธุรกรรมนโยบายรัฐสุทธิ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ธนาคารออมสินมียอดคงเหลือ จำนวน 186,202.00 ล้านบาท ลดลง 893.16 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 0.48 1.4 เงินลงทุนทั้งสิ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ประกอบด้วยเงินลงทุนสุทธิ และเงินลงทุนในบริษัทร่วมสุทธิ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 236,738.31 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 46,730.53 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 16.49&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. จำนวนดอกเบี้ยที่จ่าย ในรอบปี 2560 ธนาคารออมสินมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝาก เงินรางวัลสลากออมสินรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน เงินนำส่งกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และตราสารหนี้ ที่ออกและเงินกู้ยืม จำนวน 42,448.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,110.74 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.23&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผลประโยชน์ที่ได้รับ ในรอบปี 2560 ธนาคารออมสินมีรายได้รวม จำนวน 114,511.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,566.30 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ดอกเบี้ย จำนวน 98,364.63 ล้านบาท รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ จำนวน 6,450.58 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ จำนวน 9,695.89 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สถานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นงวดบัญชีปี 2560 ธนาคารออมสินมีกำไรสุทธิจำนวน 31,210.07 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้รวม 114,511.10 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและบริการ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ค่าใช้จ่ายจากธุรกรรมนโยบายรัฐและหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการด้อยค่า รวมทั้งสิ้น 83,301.03 ล้านบาท เมื่อนำกำไรสุทธิประจำปี 2560 ไปรวมกับกำไรสะสมปี 2559 หลังหักเงินนำส่งกระทรวงการคลังแล้ว ธนาคารมีกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำนวน 168,483.71 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การขยายการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ธนาคารออมสินมีสำนักงานสาขารวมทั้งสิ้น 1,059 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานใหญ่ 1 แห่ง สำนักงานสาขา 1,058 แห่ง และมีสำนักงานหน่วยให้บริการ 23 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8444</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ฐานะการเงิน, ดอกเบี้ย, ธนาคารออมสิน, ผลดำเนินงาน, รายจ่าย, รายได้, สาขา, เงินฝาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb09a65ad74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 23:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุ้มค่า! เว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า 21 ประเทศ ดันรายได้ท่องเที่ยวพุ่งแตะ 3 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดปลื้ม! มาตรการเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยว 21 ประเทศ 6 เดือน หนุนรายได้จากการท่องเที่ยวพุ่งแตะ 3 แสนล้านบาท คุ้มค่าหลังรัฐยอมสูญรายได้ 7.19 พันล้านบาท ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยยังแจ่ม สั่งไม่ต่ออายุมาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการรายงานผลการประเมินความคุ้มค่าและภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราจากการดำเนินการมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21 ประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มี.ค.-31 ส.ค. 2560 รวมระยะเวลา 6 เดือน ว่า การยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราดังกล่าว ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 7.19 พันล้านบาท แต่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4.75 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มีปริมาณนักท่องเที่ยวจาก 21 ประเทศที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย อยู่ที่ 6.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.46% คิดเป็น 34.97% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย ทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว ประมาณ 3.03 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้ทำการสำรวจ พบว่า 55% ของจำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าว ระบุว่ามาตรการนี้มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย และอีก 56% ระบุว่าหากมีมาตรการในลักษณะดังกล่าวออกมาอีกจะมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยวในไทยครั้งต่อไป แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน พบว่า มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราดังกล่าวอีกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5464</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ท่องเที่ยว, นักท่องเที่ยว, ฟรีวีซ่า, รายได้, วีซ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a955389c8dd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
