<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำอ่วมกระทบฐานะรัฐบาลขาดดุลการคลัง 6.14 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2563 ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562 &amp;ndash; มิถุนายน 2563) ภาครัฐบาล (รัฐบาล กองทุนนอกงบประมาณ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) มีรายได้ 2,342,103 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 269,155 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.3 โดยเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และความจำเป็นของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายการคลังผ่านมาตรการทางภาษีเพื่อบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีต่าง ๆ ออกไปเป็นภายในเดือนกรกฎาคม &amp;ndash; กันยายน 2563 และการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

สำหรับด้านรายจ่ายมีจำนวนทั้งสิ้น 2,956,492 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 299,908 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.3 จากรายได้และรายจ่ายดังกล่าว ส่งผลให้ดุลการคลังภาครัฐบาลขาดดุล 614,389 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.9 ของ GDP และดุลการคลังเบื้องต้นของภาครัฐบาล (Primary Balance) ขาดดุล 471,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.0 ของ GDP

ทั้งนี้ ฐานะการคลังในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 เป็นข้อมูลสถิติที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และผลการดำเนินนโยบายรายได้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาที่สถานการณ์ไม่เป็นปกติ จึงขอให้ระมัดระวังในการนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับช่วงสถานการณ์ปกติด้วย

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ขาดดุล, ฐานะการคลัง, รายได้รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd7c51b9b7d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง”เปิดยอดรายได้5เดือนเฉียดล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนแรกของปีงบประมาณ&amp;nbsp;2563 (ต.ค.2562 &amp;ndash;&amp;nbsp;ก.พ.2563)&amp;nbsp;ว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน&amp;nbsp;985,343&amp;nbsp;ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ&amp;nbsp;6,772&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;0.7%&amp;nbsp;แต่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;0.7%

ทั้งนี้&amp;nbsp;การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp;สูงกว่าประมาณการ&amp;nbsp;6,655&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;7.4%,&amp;nbsp;การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น สูงกว่าประมาณการ&amp;nbsp;5,178&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;8%&amp;nbsp;และการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร สูงกว่าประมาณการ2,453&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;0.4%

สำหรับฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนแรกของปีงบประมาณ&amp;nbsp;2563 (ต.ค.2562 &amp;ndash;&amp;nbsp;ก.พ.2563)&amp;nbsp;รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น จำนวน&amp;nbsp;1,015,148&amp;nbsp;ล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน&amp;nbsp;1,213,483&amp;nbsp;ล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน&amp;nbsp;82,895&amp;nbsp;ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน&amp;nbsp;ก.พ.2563&amp;nbsp;มีจำนวนทั้งสิ้น&amp;nbsp;342,436&amp;nbsp;ล้านบาท
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานะการคลัง, รายได้รัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e68be6579092.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังฟุ้ง 9 เดือนรายได้ล้นหีบ 6.24 หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเปิดตัวเลขรายได้รัฐ 9 เดือนปีงบ 61 สูงกว่าเป้าหมาย 6.24 หมื่นล้านบาท 3 กรมภาษียังผลงานไม่เข้าตา รีดภาษีต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิใน เดือน มิ.ย. 2561 อยู่ที่ 2.55 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.33 พันล้านบาท หรือ 0.9% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ 2.96 พันล้านบาท หรือ 4.1%, ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 2.82 พันล้านบาท หรือ 34.8% และภาษีสุรา จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.52 พันล้านบาท หรือ 27.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการจัดเก็บรายได้รัฐบาลช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60-มิ.ย. 61) จัดเก็บรายได้รวมที่ 1.83 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6.24 หมื่นล้านบาท หรือ 3.5% โดยมีสาเหตุจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น สูงกว่าประมาณการ 2.75 หมื่นล้านบาท หรือ 22.9% และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ สูงกว่าประมาณ 2.51 หมื่นล้านบาท หรือ 23.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ในช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2561 อยู่ที่ 1.35 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.15 หมื่นล้านบาท เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการขณะที่การจัดเก็บภาษีกรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 4.19 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 8.29 พันล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีเบียร์ ภาษีน้ำมัน และภาษีสุรา ขณะที่ภาษีรถยนต์และภาษียาสูบ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ
ขณะที่กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 8.15 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2.04 พันล้านบาท โดยเป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการจำนวน 2.2 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้การจัดเก็บอากรขาเข้าไม่ขยายตัวตามที่ประมาณการไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2561 กระทรวงการคลังจะติดตาม และกำกับดูแลให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่อไป&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13989</URL_LINK>
                <HASHTAG>9เดือน, กุลยา ตันติเตมิท, จัดเก็บภาษี, ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, รายได้รัฐบาล, โฆษกกระทรวงการคลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b068196d5e6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นวันนี้ เลื่อน- ไม่เลื่อนใช้ภาษีที่ดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิสุทธิ์&amp;rdquo; นัด 22 มิ.ย. นี้ ถกเลื่อน-ไม่เลื่อนใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แจงยังมีรายละเอียดหลายประเด็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อ้างฐานภาษีเปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งค่าเช่า-รายได้-ราคาประเมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายภาษีที่ดินดังกล่าวจะใช้ในปี 2562 หรือ 2563 เพราะยังมีรายละเอียดของกฎหมายที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบในหลายประเด็น ทำให้ต้องขยายเวลาการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมาหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นปัญหาของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ฐานภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งค่าเช่า รายได้ ที่จะเป็นฐานในการประเมินเก็บภาษีในเชิงพาณิชย์ รวมถึงราคาประเมินก็มีความแตกต่างกัน เช่น ราคาประเมินอาคารของรัฐวิสาหกิจ กับราคาประเมินของอาคารเอกชน ก็มีความแตกต่างกันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการยกเว้นหรือบรรเทาภาระภาษีให้กับที่ดินบางประเภท โดยเฉพาะของรัฐวิสาหกิจ เช่นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ดินบริเวณเขื่อนทั้งหมดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ดินของ บมจ. ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และที่ดินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งมีที่ดินที่ใช้และไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ ทำให้ต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11894</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ภาษีที่ดิน, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, รายได้รัฐบาล, วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, เลื่อนภาษีที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a824d5f8cf06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังไม่แคร์ประมูลคลื่น 1800 ล่ม ชี้ไม่สะเทือนรายได้ปี 61</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังไม่แคร์ผู้ประกอบการเทประเมินคลื่น 1800 แจงไม่สะเทือนจัดเก็บรายได้ มั่นใจรัฐวิสาหกิจ-หน่วยงานอื่นส่งรายได้คึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่ไม่มีผู้ประกอบการยื่นประมูลคลื่นโทรศัพท์ 1800 ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ อย่างไรก็ตามคาดว่า กสทช. จะต้องมีการเปิดประมูลใหม่ เพราะคลื่นดังกล่าวเป็นการเตรียมพร้อมไว้สำหรับอนาคตให้กับผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ทำหนังสือถึง กสทช. เพื่อให้เร่งการประมูลคลื่นดังกล่าว เพื่อเงินที่ได้จากการประมูลส่วนหนึ่งส่งให้กระทรวงการคลังทันปีงบประมาณ 2561 เพื่อให้การเก็บรายได้เกินกว่าเป้าหมาย เมื่อมีการประมูลไม่สำเร็จทำให้กระทรวงการคลังก็จะไม่มีรายได้ในส่วนนี้เข้ามา เพราะส่วนหนึ่งรายได้รัฐบาลหายไปจากคำสั่งมาตรา 44 ที่ให้ทีวีดิจิทัล เลื่อนการชำระเงินค่าสัมปทานออกไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้ว่าไม่ได้เงินดังกล่าวจาก กสทช. ก็เชื่อว่าไม่กระทบกับการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2561 เพราะภาพรวมยังเก็บได้เกินกว่าเป้าหมาย แม้ว่าการเก็บภาษีจะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่การเก็บรายได้จากหน่วยงานอื่นและรับวิสาหกิจได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ สามารถชดเชยภาษีที่เก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายได้&amp;rdquo; นายสุวิชญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สศค. ยังเตรียมรายงานการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2561 ให้นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง รับทราบว่าส่วนไหนที่ยังมีปัญหา โดยเฉพาะการเก็บภาษีที่ได้ต่ำเป้าหมาย เพื่อให้ปลัดกระทรวงการคลังมีคำสั่งหาแนวทางมาตรการออกมาแก้ไขว่าจะให้แต่ละกรมภาษีดำเนินการอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเก็บรายได้รัฐบาล 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 เก็บได้ 1.29 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 6.05 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจสูงกว่าเป้าหมาย 3.04 หมื่นล้านบาท และการส่งรายได้ของหน่วยอื่นเกินกว่าเป้าหมาย 2.31 หมื่นล้านบาท สำหรับ 3 กรมภาษีเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายทุกกรมรวมกัน 1.09 &amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เป็นกรมสรรพากร 6,554 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 2,289 ล้านบาท และกรมศุลกากร 2,070 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ในส่วนของกรมสรรพสามิตได้มีการขอให้ผู้ประกอบการสุราเบียร์ชำระภาษีล่วงหน้า เพื่อให้การเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย จากที่ก่อนหน้านี้ได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบการบุหรี่ต้องซื้อแสตมป์เป็นการล่วงหน้า 3 เดือน โดยให้ชำระเงินสดทันที ไม่ให้วางแบงก์การันตีเหมือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11566</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, ประมูลคลื่น, ประมูลคลื่น1800, รายได้รัฐบาล, สศค., สุวิชญ โรจนวานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b227f50acfc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สรรพสามิต&quot; อ้างคนไทยดื่มสุราลดลง ทำรีดรายได้วืด 2.28 พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สรรพสามิต&amp;quot; รับจัดเก็บรายได้ 7 เดือนปีงบประมาณ 2561 วืดเป้าหมาย 2.28 พันล้านบาท โอดภาษีเหล้า-เบียร์ทรุดหนัก หลังรัฐบาลรณรงค์คนไทยงดดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมจัดโซนนิ่งห้ามดื่ม พ่วงผู้ประกอบการแห่ปรับสูตร ลดไซด์ ขยับปริมาณแอลกอฮอล์ลงเลี่ยงจ่ายภาษีต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในรอบ 7 เดือน ปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.2560-เม.ย.2561) &amp;nbsp;ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะการเก็บภาษีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ลดลงมาก เนื่องจากระยะหลังคนไทยดื่มเบียร์ และสุราน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ปกติจะเป็นเทศกาลที่คนไทยบริโภคเยอะและจัดเก็บรายได้สูง แต่ปีนี้หลังจากภาครัฐมีการออกมาตรการรณรงค์การงดดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ควบคู่ไปกับการจัดโซนนิ่งในการห้ามดื่มสุรา และเบียร์ตามสถานที่เล่นน้ำ และสถานีขนส่งต่าง ๆ ก็ทำให้ยอดขายและการเก็บภาษีน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากโรงงานผลิตเบียร์ได้ปรับสูตรการผลิตใหม่ โดยลดปริมาณแอลกอฮอล์ รวมถึงลดขนาดสินค้าให้เล็กลง เช่น เดิมมีปริมาณแอลกอฮอล์ผสม 5% ก็ลดลงเหลือ 3% รวมถึงได้ปรับขนาดเบียร์กระป๋องลดจาก 350 ซีซี เหลือ 330 ซีซี เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากการถูกเก็บภาษีเพิ่มเข้ากองทุนผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ลดลงตามไปด้วย เนื่องจากการเก็บภาษีจะวัดจากแอลกอฮอล์ที่ผสมอยู่ อย่างไรก็ดีการเก็บภาษีที่ลดลงก็เป็นผลดีในเชิงสังคมและสุขภาพคนไทย ที่ดื่มเหล้าและเบียร์น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า การเก็บภาษีสุราและเบียร์ในเดือน เม.ย.2561 ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยภาษีเบียร์เก็บได้ 8,998 ล้านบาท น้อยกว่าเป้าหมาย173 ล้านบาท ภาษีสุราเก็บได้5,412 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 433 ล้านบาท &amp;nbsp;ขณะที่การเก็บภาษีเบียร์ &amp;nbsp;7 เดือน ปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.60-เม.ย.61) เก็บได้ 42,173 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 4,341 ล้านบาท ภาษีสุรา 7เดือน เก็บได้ 34,486 ล้านบาท น้อยกว่าประมาณการณ์ 2,000 ล้านบาท ขณะที่การเก็บภาษีสรรพสามิตภาพรวมทำได้ 322,132 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,289 ล้านบาท &amp;nbsp;ส่วนภาษีที่จัดเก็บรายได้ดี มีภาษียาสูบ และรถยนต์ที่ทำได้สูงกว่าเป้าหมายมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเก็บภาษีน้ำมันที่ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 7,000 ล้านบาท สาเหตุมาจากโรงกลั่นน้ำมันมีการปิดซ่อมบำรุงนอกแผน ทำให้กรมฯ ไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากโรงกลั่นซึ่งเป็นฐานรายได้ใหญ่ได้ อย่างไรก็ตามในเดือนเม.ย.นี้ คาดว่าจะเก็บภาษีน้ำมันได้สูงขึ้น เนื่องจากโรงกลั่นกลับมาผลิตน้ำมันได้ปกติแล้วจึงทำให้การเก็บรายได้ดีขึ้น นอกจากนี้ กรมฯได้จัดทำแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี โดยให้มีการตั้งด่านลอยเพื่อตรวจสอบการนำเข้าน้ำมัน ตามด่านที่ไม่มีเครื่องตรวจ เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันที่ผิดกฎหมายเข้ามา รวมถึงการนำแล็บเคลื่อนที่เข้าไปช่วยด้วย ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้การเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มขึ้นจากปกติเฉลี่ยเดือนละ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มั่นใจว่าภาพรวมการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในปีนี้จะทำได้สูงกว่าปีที่แล้วแน่นอน โดยจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4-5% เป็นไปตามจีดีพี แต่จะทำได้เท่ากับเป้าหมาย 6 แสนล้านบาทหรือไม่นั้น กรมฯจะพยายามทำให้ได้มากที่สุด แต่ยอมรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะเร่งทำทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ส่วนการใช้วิธีในการเก็บภาษีเพิ่มนั้น มีการศึกษาแต่ไม่ได้นำออกมาใช้ตามแผน&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.60-มี.ค.61) กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 268,965 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.1% หรือ 2,925 ล้านบาท และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.3% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมันฯ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 7,476 ล้านบาท คิดเป็น 7.1% และภาษีเบียร์เก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 4,168 ล้านบาท คิดเป็น11.2% เนื่องจากปริมาณน้ำมันและเบียร์ที่ชำระภาษีต่ำกว่าที่ประมาณการไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภาษีรถยนต์เก็บได้เกินเป้าหมาย 4,898 ล้านบาท คิดเป็น 9.4% และภาษียาสูบ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,579 ล้านบาท คิดเป็น 8% ตามลำดับ เนื่องจากปริมาณรถยนต์ที่ชำระภาษีขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และภาระภาษีต่อซองของยาสูบหลังจากพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ สูงกว่าที่ประมาณการไว้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9125</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเหล้า-เบียร์, รายได้รัฐบาล, รีดภาษี, สรรพสามิต, อธิบดีกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab749bb71256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2018 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2018 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังห่วงรายได้วูบ หลังทีวีดิจิทัล-ค่ายมือถือตีมึนจ่ายค่าประมูล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังห่วงรายได้วูบ หลังทีวีดิจิตอล-ค่ายมือถือยังตีมึน พร้อมล็อบบี้ คสช. ขอยืดจ่ายค่าสัมปทาน ลุ้นประมูลคลื่นรอบใหม่ปีนี้ จะได้รายได้ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14&amp;nbsp;เม.ย. 61-นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การเก็บรายได้ของรัฐบาลครึ่งแรกปีงบประมาณ 2561 ภาพรวมพอไปได้ แต่ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องการจ่ายเงินประมูลทีวิดิจิตอลที่จะไม่ยอมจ่ายจะกระทบกับการเก็บรายได้ปีนี้ ขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคม อย่างบมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส &amp;nbsp;(เอไอเอส) และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (ทรู) &amp;nbsp;ก็จะขอขยายเวลาการจ่ายเงินค่าประมูลคลื่นออกไปจะกระทบกับการเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2563 ที่ต้องจ่าย 6 หมื่นล้านบาท แต่จะขอยืดระยะเวลาการผ่อนชำระเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่กล้าเข้ามาช่วย เพราะมีนักวิชาการออกมาวิจารณ์ว่า การประมูลทีวีดิจิตอล&amp;nbsp;และคลื่นโทรศัพท์มือถือ มาจากการแข่งประมูลเข้ามาว่าจะจ่ายให้รัฐบาลสูง ทำให้คู่แข่งแพ้และตกไป พอประมูลได้และมาขอเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายถือว่าเป็นการเอาเปรียบคู่แข่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ต่อไประบบการประมูลของรัฐบาลจะพัง หากมีการยืดหนี้ให้ทีวีดิจิตอล&amp;nbsp;และมือถือ กระทบกับรายได้ของรัฐบาล ซึ่งตอนนี้คาดว่า คสช. รู้แล้วว่าการยืดหนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับความยุติธรรมทางธุรกิจและรายได้ของประเทศ จึงถอยห่างไม่เข้ามาช่วยเหมือนที่มีข่าวก่อนหน้านี้&amp;quot; นายสุวิชญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ กล่าวอีกว่า ตอนนี้กระทรวงการคลังรอเงินการประมูลคลื่นโทรศัพท์ของบริษัท ดีแทค ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานปีนี้ และ กสทช. ต้องเปิดประมูลคลื่นใหม่ คาดว่าบริษัทดีแทคจะประมูลเพื่อรักษาคลื่นไว้ให้ได้ เพื่อที่จะประกอบธุรกิจได้ต่อไป&amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้ สศค. ทำหนังสือไปถึง กสทช. ให้เร่งประมูลคลื่นนี้ เพราะกระทรวงการคลังต้องการเงินมาเป็นรายได้ของรัฐบาลในปีนี้ คาดว่าการประมูลคลื่นจะมีมูลค่าถึง 6 หมื่นล้านบาท เท่ากับการประมูลคลื่นก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการเก็บรายได้รัฐบาลล่าสุด 5 เดือนของปีงบประมาณ 2561 จัดเก็บได้ 9.08 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3.94 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการนำส่งรายได้ของวิสากิจสูงกว่าเป้าหมาย 1.48 หมื่นล้านบาท และหน่วยงานอื่นสูงกว่าเป้าหมาย 1.48 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ส่วนหนึ่งเป็นรายได้จากค่าประมูลทีวีดิจิทัล และบริษัทมือถือ ส่วนการเก็บภาษีของกรมภาษียังต่ำกว่าเป้าหมายยัง 2,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 3,000 ล้านบาท และกรมศุลกากร 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7079</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, คสช., ค่ายมือถือ, ทรู, ทีวีดิจิตอล, รายได้รัฐบาล, สศค., สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สุวิชญ โรจนวานิช, เอไอเอส, เอไอเอส-ทรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
