<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2020 12:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2020 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิธา&#039; มอง &#039;6ตุลา&#039; ถูกสร้างสถานการณ์ เป็นบทเรียนรัฐที่จะต้องไม่ทำให้เกิดซ้ำรอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ลานประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519 หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นตัวแทนของพรรคก้าวไกล เดินทางมาร่วมวางพวงมาลารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เเละสดุดีเหล่าวีรชนคนกล้าผู้สละชีวิตต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในนามของพรรคก้าวไกล ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้ร่วมวางพวงมาลารำลึกเหล่าวีรชน ในนามคณะก้าวหน้าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิธา กล่าวว่า คงไม่มีเวลาไหนที่เหตุการณ์ 6 ตุลา จะเป็นเครื่องเตือนใจให้กับสังคมได้เท่าเวลานี้ เหตุการณ์นี้มีความสำคัญหลายด้านและสำคัญสำหรับใครหลายคน บางคนจะมองเป็นตำนานการต่อสู้ บางคนอาจเป็นความทรงจำ หรือบางคนมองว่าคือประวัติศาสตร์&amp;nbsp;คิดว่าถึงเวลาเเล้วที่เราจะต้องเรียนรู้ถึงความอดทนอดกลั้นในสังคม ควรจะเรียนรู้ได้เเล้วว่า ไม่ว่าจะเห็นต่างทางการเมืองอย่างสุดโต่งมากเเค่ไหน ก็ไม่ใช่เป็นข้ออ้างที่รัฐจะก่อความรุนแรงอย่างมีระบบกับประชาชนที่อยู่ในชาติได้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม&amp;nbsp;เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ถือเป็นบทเรียนที่รัฐจะต้องไม่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกโดยเฉพาะในช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ไม่ว่าจะยุคสมัยใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 หรือ 6 ตุลา 2519 และล่าสุด พฤษภา 2553 ดูเหมือนว่ารัฐจะยังไม่ตระหนักถึงบทเรียนในการตอบสนองเจตจำนงค์ของประชาชน โดยเฉพาะใน 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง แน่นอนว่าต้องมีคนเห็นต่าง แต่ความรุนแรงทุกครั้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรือ 6 ตุลา 2519 จนถึงพฤษภาคม 2553 ความรุนแรงจะมาจากผู้มีอำนาจทั้งสิ้น ถ้าได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา และสามารถสร้างความอดทนอดกลั้นทางการเมือง ( Political tolerence ) ได้ เหตุการณ์ที่เราต้องมากังวลว่ามันจะเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปีหรือไม่ ก็จะไม่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง ในเรื่องของสถิติของสิ่งที่เกิดขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิต 6 ตุลา 2519 เท่าที่เราพอที่จะหาได้คือ 45 คน นี่เป็นตัวเลขทางการ มูลนิธิอื่นตัวเลขก็จะต่างกันไป คนบาดเจ็บ 145 เราก็ยังคงหาได้ แต่ตัวเลขที่สังคมไทยไม่เคยหาได้เลยคือ ผู้ยิง หรือผู้ใช้อาวุธ ไม่มีการได้รับผิดจากสถานการณ์นี้ กรณีแบบนี้หากเป็นในระดับสากลจะต้องมีกระบวนการตามหาข้อเท็จจริง (fact finding) ต้องมีทั้งการรับผิดและการปรองดอง แต่ในประเทศไทยเท่าที่เคยมีกระบวนการแบบนี้เมื่อ 4-5 ปีก่อน กระบวนการตามหาความจริงได้ข้ามไปที่ความปรองดอง โดยปราศจากการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ดังนั้นในทุกวันนี้ตัวเลขผู้กระทำผิดก็ยังเป็นศูนย์ และนี่คือ 2 ประเด็นสำคัญที่ว่า สิ่งที่รัฐควรเรียนรู้คืออะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมุมมองส่วนตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายพิธากล่าวว่า เหตุการณ์นี้ถูกทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เป็นการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยย่อมมีความคิดเห็นที่ขัดเเย้งกัน มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เห็นต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ความรุนแรงจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มคนและสร้างวาทกรรมต่างๆ เพื่อกล่าวหากัน ดังในกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ที่มารวมตัวกันในธรรมศาสตร์ไม่ใช่คนไทย มีผู้อยู่เบื้องหลังจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เหล่านี้เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์และสามารถทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น เป็นการโหมฟืนเข้ากับกองไฟทุกครั้งไป ซึ่งหากกลับไปแก้ไขสิ่งที่ง่ายที่สุดคือ หลักการที่ว่า รัฐมีหน้าที่คุ้มครองประชาชน ไม่ใช่คุกคามประชาชน ถ้ารัฐเห็นภาพตรงนี้เเละยอมถอย เพื่อทำตามข้อเรียกร้องในการแก้รัฐธรรมนูญ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปลี่ยนผ่านไปตามกระบวนการที่ประชาธิปไตยควรจะเป็น ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกทางตันอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้จากนิทรรศการแขวนที่จัดแสดงอยู่ธรรมศาสตร์ในเวลานี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการมีมติจะเชิญพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชี้แจง นายพิธา กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการเชิญจากทางคณะกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้านมีข้อสังเกตว่า การตั้งคณะกรรมาธิการดังกล่าวคือการประวิงเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่จริงใจต่อประชาชน และตนยังไม่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล เพราะจากกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมามีลักษณะย้อนเเย้ง ดังจะเห็นได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองในหลายกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ ร่วมวางพวงมาลาเรียบร้อยเเล้ว ยังได้ร่วมชมนิทรรศการ &amp;ldquo; แขวน 6 ตุลา On site Museum ที่จัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายที่ทางโครงการบันทึก 6 ตุลารวบรวมหลักฐานและความทรงจำของบุคคลเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มาดำเนินการบอกเล่า โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการ &amp;lsquo;แขวน&amp;rsquo; ซึ่งสะท้อนเป็นภาพถ่ายคนถูกแขวนคอบนต้นไม้และถูกเก้าอี้ฟาดของนีล ยูเลวิช (Neal Ulevich) ช่างภาพสำนักข่าวเอพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้นำเอาหลักฐานหลายชิ้นมาจัดแสดงเพื่อบอกเล่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าภาพถ่าย หนังสือพิมพ์เก่า สิ่งของต่างๆในเหตุการณ์ เช่น ลำโพงของนักศึกษาที่พรุนไปด้วยรอยกระสุนปืน สมุดบันทึกของบิดาผู้เสียชีวิต และเสื้อผ้าของนักศึกษาผู้เสียชีวิต ประตูเหล็กสถานที่เเขวนผู้เสียชีวิต หนึ่งในชนวนเหตุ 6 ตุลา มาจัดเเสดงเพื่อเป็นการตอกย้ำความสูญเสีย เเละสดุดีเหล่าวีรชนผู้กล้าที่เสียสละชีวิตต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79639</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคก้าวไกล, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, รำลึก44ปี6ตุลา, เหตุการณ์6ตุลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7bfb0d5663b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2020 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วงรำลึก44ปี6ตุลาชี้เปรี้ยงแก้รธน.ยากยิ่งทำให้สังคมตึงเครียด ระบุสิ่งที่เกิดขึ้นสั่งสมมานานต้องรอดูการถอดสลัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค.63- &amp;nbsp;ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) จัดงานเสวนาวิชาการรำลึก 44 ปี 6 ตุลา หัวข้อ &amp;ldquo;หา(ย) : อุดมการณ์ &amp;ndash; ความจำทรง &amp;ndash; รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; โดย นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 &amp;nbsp;คือการฆ่าหมู่กับการรัฐประหาร โดยรัฐราชการหรือรัฐพันลึก เพื่อทวนกระแสการปฏิวัติ 14 ตุลา 16 และเพื่อหยุดกระแสการย้ายอำนาจจากกลุ่มชนชั้นนำข้าราชการไปยังกระฎุมพีชาวเมือง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริบท 3 ชั้น เพราะช่วงนั้นมีบริบทของสงครามเย็น บริบทของสงครามร้อนในเขมร ลาว เวียดนาม และบริบทของสงครามภายในประเทศคือสงครามประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเกษียร กล่าวต่อว่า จนทำให้เกิดการเมืองมวลชนผ่านการต่อสู้ลงถนน และต่อสู้ผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง ทำให้เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 เกิดสงครามอุดมการณ์ซ้ายกับขวา เกิดปมความความขัดแย้งที่เรียกว่า &amp;ldquo;ราชาชาติอยู่ฝ่ายขวา ประชาชาติอยู่ฝ่ายซ้าย&amp;rdquo; สรุปได้ว่ามีชาติสองแบบ คือฝ่ายซ้ายเน้นความเสมอภาค ส่วนฝ่ายขวาจินตนาการว่าความเป็นชาติต้องแตกต่างเหลื่อมล้ำ แต่อุปถัมภ์เกื้อกูลกัน คนดีต้องมีอำนาจประชาชนอาจไม่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นเหตุให้ทั้งสองแนวคิดจึงชนกันเพราะจินตนาการไว้แตกต่างกัน และเพื่อแย่งชิงรัฐสถาปนาชาติแบบที่ตนนิยมให้ปรากฎเป็นจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายเกษียร กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่จะไม่ทำให้เหตุการณ์แบบ 6 ตุลา เกิดขึ้นอีก คือ 1. ชาตินิยมกระแสหลักไม่เอื้อให้ป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ 6 ตุลา เกิดขึ้นอีก และ2.รัฐคือสิ่งที่เอาชีวิตคุณได้ เพราะรัฐคือนักฆ่าศัตรู เราจึงจำเป็นต้องคุมเจ้าหน้าที่รัฐให้อยู่ว่าต้องฆ่าให้ถูกคน ฆ่าแบบต้องมีเงื่อนไข และฆ่าในวิธีที่ถูกต้อง หมายความว่าเราอยู่กับรัฐต้องคุมรัฐให้อยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวตอนหนึ่งว่า ความรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 &amp;nbsp;มีมากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพราะเรามีประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ทำให้เราเปิดเผยเรื่องลี้ลับมืดมนให้ปรากฎออกมา เมื่อไหร่ที่เราปรับจากประชาธิปไตยเป็นเผด็จการอีกครั้ง เราจะถูกปิดเรื่องราวต่างๆอีกครั้ง ประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะได้รับรู้อดีต และทราบประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง ทั้งนี้ เรามักเชื่อว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นการปราบปรามนักศึกษาที่เป็นฝ่ายซ้าย นักศึกษาเป็นสาเหตุของการรัฐประหารในครั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการยิงไปที่ประชาธิปไตยที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งประชาธิปไตยไทยก็เหมือนภูเขาไฟที่อัดอั้นมาตลอดการรัฐประหาร พอเกิดประชาธิปไตยจึงระเบิดปัญหาทั้งหมดออกมา หมายความว่าถ้าประชาธิปไตยมีความต่อเนื่องปัญหาจะถูกแก้ไข ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐประหารคือการทำลายประชาธิปไตย ซึ่งการรัฐประหารจะมาพร้อมการหยุดการกระจายอำนาจ ตรงข้ามกับประชาธิปไตยที่จะมาพร้อมกับการกระจายอำนาจ ตนเองจึงขอเรียกร้องให้พ.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นผู้ว่าฯซึ่งดำรงตำแหน่งอย่างไม่เป็นประชาธิปไตยมาครบ 4 ปี ลาออกเพื่อชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลายคนคิดว่า 14 ตุลา 16 เป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย ทำให้ประชาชนสำนึกรู้ตัวว่าเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย บางคนเรียกเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่าเป็นอุบัติเหตุ เพราะนำมาซึ่งการล้มล้างอำนาจรัฐที่เกิดจากคณะรัฐประหาร และหากพูดถึงรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เราต้องคิดคือการพูดถึงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญว่าเป็นของใคร และหากประชาชนจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดล้องกับยุคสมัยไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;จินตภาพของรัฐธรรมนูญที่แก้ไม่ได้ คือจินตภาพของคนที่เหนี่ยวรั้งอำนาจไม่ให้เดินไปสู่สังคมโดยรวม ยิ่งทำให้ยากทำให้ซับซ้อนโอกาสที่สังคมจะเกิดความตึงเครียด เกิดความเปลี่ยนแปลงก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าสิ่งที่พยายามเหนี่ยวรั้งไว้เป็นสิ่งผิดธรรมชาติ ความล้าหลังไม่ยอมอนุมัติตามโลก ตามมติมหาชน และอ้างจำนวนคนบนท้องถนนนั้นพ้นสมัยแล้ว เราต้องใช้หลักคิดที่มีเหตุผลสนับสนุนมารองรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัณฑิต ระบุว่า ตนเองคิดว่าบทเรียนจากเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นสิ่งที่เกินบรรยายถึงความโหดร้ายวิปริตของสังคม ที่แทรกซึมไปในระดับครอบครัว ดังนั้น เราควรทำให้ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้ความเห็นต่างเป็นสิ่งที่พูดคุยแลกเปลี่ยนได้ ต้องมีเหตุผลรองรับ และสิ่งใดที่เป็นอภินิหารจะดำรงอยู่ไม่ได้ในที่สุด การปรับตัวตามข้อเรียกร้องที่ควรเป็นไป ใช้เพียงสามัญสำนึกก็พอแล้ว ไม่ต้องอาศัยความซับซ้อนของกฎหมาย ที่สำคัญเจตจำนงของมหาชนไม่จำเป็นต้องลงท้องถนนเสนอไป การลงชื่อของประชาชนก็เป็นเครื่องบ่งชี้ในตัวเองอยู่แล้ว สังคมไทยถึงจะเปลี่ยนแปลงน้อยแต่มีคุณภาพที่มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายบัณฑิต กล่าวอีกว่า การเข้าไปจัดการกับหน่วยงานของรัฐที่เข้าไปสร้างความทรงจำที่น่าสะอิดสะเอียน เช่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จะต้องถูกติดตามการทำหน้าที่ การตั้งคำถาม และตรวจสอบ ทั้งนี้ เราต้องเรียนรู้กระบวนการทางการเมืองจากประเทศที่มีความก้าวหน้า และมีอารยะมากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงปฏิกริยาที่สั่งสมมานาน เราต้องรอดูว่าการถอดสลักจะทำได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายเข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การต่อสู้กับผีกับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือการต่อสู้กับกฎหมายในการให้อภิสิทธิ์รัฐในการก่อกรรมกับผู้เห็นต่าง เป็นการคิดแบบไทยๆว่ากฎหมายออกมาแล้ว มีการนิรโทษกรรมหลัง 6 ตุลาแล้วก็จบ ซึ่งเราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา เป็นการบอกว่านิติศาสตร์ก็เป็นป้อมปราการหนึ่งที่ยังปกปักษ์ให้อำนาจนั้นดำรงอยู่มาจนวันนี้ .&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79453</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครช., ธรรมศาสตร์, รำลึก44ปี6ตุลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f798dff05a28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
