<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รำลึกยอดนักสู้ “โผน กิ่งเพชร”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
อนุสรณ์สถาน &amp;ldquo;โผน กิ่งเพชร&amp;rdquo; ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ภาพจาก thailandtourismdirectory.go.th)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลสงกรานต์อันเป็นปีใหม่แบบไทยเดิม แต่ไหนแต่ไรมาแม้จนกระทั่งปัจจุบันการเฉลิมฉลองสงกรานต์ดูจะเข้มข้นหนักหน่วงกว่าวันปีใหม่สากลที่ตรงกับวันที่ 1 มกราคม แต่วิกฤติโควิด-19 ได้ทำให้ชาวเราต้องหมองเศร้าเหงาหงอยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันเข้าไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นกำลังใจแด่ท่านผู้อ่าน วันอาทิตย์นี้ผมขอหยิบเอาเรื่องราวแห่งการมีชัยของชาวไทยครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในอดีตมาพูดถึง ซึ่งเกิดขึ้นช่วงเวลาเดียวกันนี้ เพียงแต่ย้อนไปเมื่อ 61 ปีก่อน นั่นคือเหตุการณ์ในวันที่ 16 เมษายน 2503 วันที่ &amp;ldquo;โผน กิ่งเพชร&amp;rdquo; ขึ้นชิงแชมป์โลก และคว้าชัยมาครอง ถือเป็นแชมป์โลกมวยสากลอาชีพคนแรกของประเทศ หวังว่าจะปลุกเลือดนักสู้ชาวไทยให้ลุกขึ้นมาร่วมใจเอาชนะโควิด-19 ไปพร้อมๆ กันครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจะพูดถึงกีฬาสากลระดับโลก แชมป์ชาวไทยคนแรกก็คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือพระนามลำลอง &amp;ldquo;พระองค์ชายพีระ&amp;rdquo; ที่ทรงชนะเลิศการแข่งรถกรังด์ปรีซ์ที่นครรัฐโมนาโก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2479 หรือวันนี้พอดิบพอดีเมื่อ 85 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านั้น 2 เดือน คือในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2478 ซึ่งหากนับอย่างปัจจุบันก็คือ พ.ศ.2479 &amp;ldquo;มานะ สีดอกบวบ&amp;rdquo; ลืมตาดูโลกที่อำเภอหัวหิน&amp;nbsp; จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นบุตรคนที่ 7 ในจำนวน 9 คนของครอบครัวนายห้อย-นางริ้ว และเพราะเป็นเด็กผู้ชายไว้ผมแกละ ชาวตลาดหัวหินจึงเรียกว่า &amp;ldquo;ไอ้แกละ&amp;rdquo; จนติดปาก&amp;nbsp; และเขาก็รับมันมาเป็นชื่อเล่นอย่างถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรการชกชิงแชมป์ของโผน (เครดิต : Jesada Technik Museum และจียอง ปาร์ค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเรียนหนังสือในหัวหินเขาเล่นกีฬาทุกชนิดที่ขวางหน้า แต่ชอบมากกว่าอื่นใดคือหมัดมวย ถึงขั้นพูดกับเพื่อนๆ&amp;nbsp; ว่าสักวันจะเป็นแชมป์โลกให้ได้ เขามีพรสวรรค์อยู่แล้ว เมื่อได้ฝึกปรืออยู่เนืองๆ ก็มีความมั่นใจขึ้นชกบนเวทีสนามมวยหัวหินที่เพิ่งตั้งขึ้นในเวลานั้น เริ่มแรกในฐานะมวยแทน ก่อนจะเป็นมวยในรายการ ปราบคู่ต่อสู้ได้ทุกครั้ง เป็นที่เลืองชื่อลือชาในหมู่ชาวหัวหิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเรียนจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย &amp;ldquo;สง่า สีดอกบวบ&amp;rdquo; พี่ชายคนโตพาเขาเข้ากรุงเทพฯ ฝากไว้กับค่าย &amp;ldquo;กิ่งเพชร&amp;rdquo; ของ &amp;ldquo;นายห้างทองทศ อินทรทัต&amp;rdquo; ผู้เป็นเจ้าของค่ายกิ่งเพชร และบริษัท เทวกรรมโอสถ ผู้ฝึกสอนของแกละ คือ &amp;ldquo;อาจารย์นิยม ทองชิตร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอกล่าวถึงอาจารย์นิยม ทองชิตร เสียก่อน ท่านผู้นี้ไม่ธรรมดา &amp;ldquo;ตำรามวยสากล ของอาจารย์นิยม ทองชิตร&amp;rdquo; เรียบเรียงโดย &amp;ldquo;ทองทศ อินทรทัต&amp;rdquo; ในบทนำ กล่าวไว้ว่า &amp;ldquo;...เมื่อต้นรัชกาลที่ 6 กระทรวงศึกษาฯ ได้ส่งอาจารย์ไปเรียนวิชามวยสากลที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ภาพถ่ายโผนเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงพระเยาว์ (เครดิต : Jesada Technik Museum และจียอง ปาร์ค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างการศึกษา ทางโรงเรียนได้จัดให้มีการแข่งขันชกมวยสากลระหว่างนักเรียนพลศึกษาทุกปี อาจารย์ขึ้นชกแข่งขันหลายครั้ง ชนะทุกคน นอกจากนักเรียนพลศึกษาโรงเรียนเดียวกันชื่อยิมมี่ วาย ชกกับอาจารย์ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ เมื่ออาจารย์เรียนจบกลับมาประเทศไทยสอนวิชามวยสากลประจำอยู่กรมพลศึกษา ต่อมายิมมี่ วาย คู่ปรับของอาจารย์ก็ได้เป็นแชมป์เปี้ยนโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างที่อาจารย์เป็นครูกรมพลศึกษา ขึ้นชกมวยไทยสมัยคาดเชือกชนะหลายคนไม่เคยแพ้ใครเลย ครั้งสุดท้ายชกหน้าที่นั่งกับ ทับ จำเกาะ แบบมวยไทยคาดเชือก อาจารย์ชนะน็อก ทับ จำเกาะ ด้วยหมัด แต่ถูก ทับ จำเกาะ เตะที่ชายโครงกระดูกหัก อาจารย์จึงเลิกชกมวย คงสอนวิชามวยสากลกรมพลศึกษาตลอดมาจนกระทั่งเกษียณอายุ จากนั้นก็มาอยู่กับข้าพเจ้าหลายปี&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;โผนก่อนไฟต์การชกเริ่มต้น (เครดิต : Jesada Technik Museum และจียอง ปาร์ค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายห้างทองทศตั้งชื่อมวยให้กับแกละว่า &amp;ldquo;โผน กิ่งเพชร&amp;rdquo; มาจากชื่อ &amp;ldquo;โผน อินทรทัต&amp;rdquo; น้องชายของนายห้างทองทศที่ได้เสียชีวิตไปในเหตุการณ์กบฏวังหลวง ปี 2492&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แรกเริ่มโผนขึ้นชกมวยสมัครเล่นก่อน ต่อมาชกอาชีพที่เวทีราชดำเนินและลุมพินี ได้แชมป์ภาคตะวันออกไกล (OPBF) จึงมีชื่อติดเข้าไปในอันดับโลกของสถาบันหลัก และทำอันดับดีขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม หลังจากชนะมานูเอล อาร์เมนตรอส นักมวยระดับรองแชมป์โลกในเดือนกุมภาพันธ์ 2502 เขาก็ได้ขับรถชนท้ายรถบรรทุกบาดเจ็บหนัก รักษาอาการอยู่นาน และหยุดชกมวยไปทั้งปี กระทั่งกลับมาชกและเอาชนะนักมวยจากฟิลิปปินส์ได้ ก็ถึงเวลาท้าชิงแชมป์โลกรุ่นฟลายเวต (112 ปอนด์) ของสถาบันเดอะริง กับ &amp;ldquo;ปาสกาล เปเรซ&amp;rdquo; แชมป์โลกจากอาร์เจนตินา ความพยายามของนักมวยชาวไทยก่อนหน้านั้นคือ &amp;ldquo;จำเริญ ทรงกิตรัตน์&amp;rdquo; ที่ขึ้นชิงแชมป์โลก 3 ครั้ง ระหว่าง พ.ศ. 2497-2498 แม้จะมีความสามารถพอตัว แต่โชคไม่ดีและยังแกร่งไม่พอ แพ้ไปทั้ง 3 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนขึ้นชิงแชมป์โลกในวันที่ 16 เมษายน 2503 โผนอายุ 24 ปี ชกมา 22 ครั้ง ส่วนเปเรซอายุ 33 ปี ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน 55 ครั้ง เคยได้เหรียญทองโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน เวลานั้นครองเข็มขัดแชมป์อยู่นานถึง 5 ปีครึ่งเข้าไปแล้ว มีคนหยามหยันถึงขั้นเอาเปเรซต่อโผน 3 ต่อ 1 บ้าง หรือ 4 ต่อ 1 ก็มี หรือว่าจะถูกน็อกยก 5 ยก 6 หรือไม่ก็ยก 7&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนามลุมพีนีในวันดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จไปทอดพระเนตร โดยมีการจัดที่ประทับบนชั้น 2 ของอัฒจันทร์ หรือเวลานั้นมีคนตั้งฉายาให้ว่า &amp;ldquo;วิกสังกะสี&amp;rdquo; ผู้คนเรือนหมื่นเนืองแน่นสนาม บัตรค่าเข้าชมราคา 60, 120 และ 350 บาท จากปกติเก็บกันเพียง 15 และ 30 บาท ในวันที่ก๋วยเตี๋ยวชามละ 1.50 บาท &amp;ldquo;พลตรีประภาศ จารุเสถียร&amp;rdquo; เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 เจ้าของเวทีโดยตำแหน่ง ผู้ที่ขึ้นกราบบังคมทูลรายงานการจัดการแข่งขันคือ &amp;ldquo;พลเอกถนอม กิตติขจร&amp;rdquo; รมว.กลาโหม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมัยนั้นยังไม่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ มีเพียงการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุ แต่ก็ได้มีการบันทึกเป็นภาพยนตร์ขาวดำไว้ โดยสำนักงานโฆษณา &amp;ldquo;สรรพสิริ&amp;rdquo; บรรยายเสียงโดย &amp;ldquo;คุณสรรพสิริ วิรยศิริ&amp;rdquo; สื่อมวลชนนามอุโฆษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปเรซนั้นเปิดฉากเดินหน้าตามสไตล์มวยบู๊ หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;ไฟต์เตอร์&amp;rdquo; ตั้งแต่ยกแรก และจนระฆังดังลงในยกสุดท้ายก็ยังเดินไม่เลิก ส่วนโผนเป็นมวยเชิง ชกสวย เรียกว่า &amp;ldquo;บ็อกเซอร์&amp;rdquo; ได้เปรียบส่วนสูงที่มากกว่าเปเรซเกินคืบ แต่เปเรซนั้นมีช่วงแขนที่ยาวและบึกบึน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยักษ์แคระจากอาร์เจนตินาเหวี่ยงหมัดได้หนักหน่วง แต่โผนแย็บซ้ายเข้าเป้าดีเหลือหลาย อีกทั้งดักอัปเปอร์คัตระยะประชิดอย่างจังนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อโดนต้อนเข้ามุมหรือติดเชือกก็หมุนวนออกมาแล้วออกอาวุธตามอย่างชาญฉลาด&amp;nbsp; ไม่มีประหวั่นพรั่นพรึ่งต่อผู้เป็นแชมป์ ไม่ตื่นตกใจแม้โดนต้อนหรือโดนต่อยเต็มหน้า หากแต่โต้ตอบกลับไปอย่างไม่ครั่นคร้าม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เข็มขัดแชมป์โลก (2 เส้นล้าง) ขาดไป 1 เส้น คือเส้นที่ชิงคืนจากไฟติง ฮาราด้า (เครดิต : Jesada Technik Museum และจียอง ปาร์ค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โผนชกได้อย่างสวยงาม น้ำหนักหมัดดีทั้งขวาและซ้าย ตอนต้นยก กลางยกนั้น โผนอาจจะชกตรงพื้นที่ไหนของเวทีก็ได้ แต่ปลายยกก็จะพยายามกลับมาชกที่มุมตัวเอง เพราะเป็นเคล็ดลับว่าระฆังหมดยกปุ๊บก็นั่งเก้าอี้ให้น้ำได้ทันที ส่วนคู่ต่อสู้ต้องเดินอีกหลายก้าว แค่นี้ก็ถือว่ามีผล โดยเฉพาะการชก 15 ยกแบบในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยก 3 เปเรซแตกโหนกแก้มซ้าย พอมายก 7 ก็แตกคิ้วขวา ด้านโผนแตกในยกที่ 10 ที่หางคิ้วซ้าย เลือดไหลเป็นทาง ตาขวาก็บวมเป่ง ยก 11 เปเรซปากแตก บ้วนเลือดออกมานองเวที แต่ยังมีลูกฮึดสู้ออกมาตลอดเวลา สร้างความพะวงให้โผนได้เหมือนกัน และเมื่อครบยกก็ถึงเวลากรรมการให้คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรรมการบนเวทีชาวอาร์เจนตินาบ้านเดียวกับไอ้ยักษ์แคระให้เปเรซชนะ 145-143 ฝ่ายกรรมการชาวไทยล่างเวทีคือ &amp;ldquo;อาจารย์วงศ์ หิรัญเลขา&amp;rdquo; ให้โผนชนะ 148-137 ต้องตัดสินกันด้วยกรรมการเป็นกลาง นั่นก็คือ &amp;ldquo;แน็ต ฟลายเชอร์&amp;rdquo; (Nat Fleischer) จาก &amp;ldquo;เดอะริง&amp;rdquo; หรือคนวงการมวยเรียกลุงแน็ต ให้โผนชนะ 146-140&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นอันว่าเมืองไทยมีแชมป์โลกมวยสากลเป็นคนแรกในวันที่ 16 เมษายนนี้เอง และในเวลาต่อมาก็คือ &amp;ldquo;วันนักกีฬาไทย&amp;rdquo; หลังการคาดเข็มขัดแชมป์โลก โผนขึ้นไปรับถ้วยชนะเลิศพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp; พระองค์ทรงตรัสถามว่า &amp;ldquo;เหนื่อยไหม&amp;rdquo; โผนทูลตอบด้วยความตื่นเต้นว่า &amp;ldquo;เหนื่อย พะยะครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นวมและอุปกรณ์ซ้อมของโผน กิ่งเพชร (เครดิต : Jesada Technik Museum และจียอง ปาร์ค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีก 5 เดือนต่อมา &amp;ldquo;ปาสกาล เปเรซ&amp;rdquo; ขอแก้มือ การชกมีขึ้นที่นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ก่อนกำหนดขึ้นชก ระหว่างพักที่โรงแรม &amp;ldquo;ลุงแน็ต&amp;rdquo; แห่งเดอะริง ได้มอบความเมตตาให้โดยการนำแชมป์โลก 2 คนที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ได้แก่ &amp;ldquo;ซูการ์ เรย์ โรบินสัน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ร็อกกี มาร์เซียโน&amp;rdquo; มาถ่ายทอดลีลาและวิธีชกแก่โผน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร&amp;rdquo; อดีตนายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เคยเขียนเล่าไว้ว่า &amp;ldquo;...ชูการ์เรย์ โรบินสัน เป็นนักมวยแชมเปี้ยนโลกที่มีลีลาและวิธีชกแบบ &amp;ldquo;บ็อกเซอร์&amp;rdquo; ซึ่งมีลีลาการชกที่สวยงามมาก ชกได้คล่องแคล่ว ว่องไว รวดเร็ว เป็นผู้มาถ่ายทอดการเคลื่อนไหวของเท้า (ฟุตเวิร์ก) ให้แก่ โผน กิ่งเพชร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนร็อกกี มาร์เซียโน เป็นนักมวยแชมเปี้ยนโลกรุ่นเฮฟวีเวต มีลีลาและวิธีชกแบบ &amp;ldquo;ไฟเตอร์&amp;rdquo; เป็นนักมวยที่มีความแข็งแกร่ง ทรหดอดทน ชกดุเดือด หมัดแต่ละหมัดที่ปล่อยออกไปจะเป็นหมัดที่ทรงพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมัดอัปเปอร์คัต เป็นหมัดเพชฌฆาต บุกตะลุยไม่มีถอย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;...ทำให้โผน กิ่งเพชร สามารถเอาชนะปาสกาล เปเรซ ในประเทศเป็นกลาง คือสหรัฐอเมริกา แค่เพียงยก 8 เท่านั้น&amp;nbsp; โดยที่โผน กิ่งเพชร ไม่ได้รับความบอบช้ำเหมือนเมื่อครั้งเป็นผู้ท้าชิง จากความช่วยเหลือของลุงแน็ต หากจะคิดเป็นค่าจ้างเป็นจำนวนเงินล้านเหรียญสหรัฐก็ไม่สามารถที่จะจ้างนักมวยแชมเปี้ยนโลกที่มีชื่อทั้ง 2 คนนี้ได้&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โผนป้องกันแชมป์ได้ 3 ครั้ง แล้วก็พ่ายน็อกในยกที่ 11 ให้กับ &amp;ldquo;ไฟติง ฮาราด้า&amp;rdquo; นักชกญี่ปุ่นในการชกกันที่กรุงโตเกียว ปลายปี 2505 แต่แล้วเพียงต้นปีถัดมาก็ขอแก้มือ การชกมีขึ้นที่สนามยิมเนเซียม 1 (นิมิบุตร) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2506 คนดูเบียดเสียดยิ่งกว่าวันขึ้นชิงแชมป์กับเปเรซเสียอีก บัตรราคา 60, 120, 150 และ 250 บาท บางคนซื้อบัตรไว้ล่วงหน้าแล้วเข้าดูไม่ได้ ทางสนามต้องประกาศให้มารับเงินคืนในวันรุ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ภาพโผน กิ่งเพชร ของที่ระลึกจากฝ่ายจัดการแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น (เครดิต : Jesada Technik Museum และจียอง ปาร์ค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สว่าง สวางควัฒน์&amp;rdquo; จากหนังสือพิมพ์ยอดนักสู้ เขียนไว้ในหนังสืองานศพของโผน กิ่งเพชร โดยบรรยายย่อแต่ละยกไว้ ผมคัดมาบางช่วงดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ยก 8 โผนเซื่องซึมลงมาก จนคนดูคิดว่าอวสานของขวัญใจชาวไทยจวนจะมาถึงเต็มทีแล้ว ขณะที่ฮาราด้ายังกระปรี้กระเปร่าและเต็มไปด้วยความดุดันเหมือนกระทิงเปลี่ยว เขาควบเข้าใส่โผนอย่างดุดันยิ่งขึ้น ต้อนขวัญใจชาวไทยจากมุมนี้ไปยังมุมโน้น จนโผนเอนและได้แต่ประคองตัวเพียงอย่างเดียว ทุกครั้งที่โดนหมัดขวา ไม่ว่าที่ลำตัวหรือใบหน้า โผนมีอาการซวนเซ เหมือนจะประคองตัวไว้ไม่ได้อีกแล้ว จนสิ้นยก คะแนนเป็นของฮาราด้าใสมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ยก 9 พี่เลี้ยงกระซิบบอกให้โผนทราบว่า...ในหลวงเสด็จฯ แล้ว ความจริงพระองค์ท่านเสด็จฯ ถึงตั้งแต่ชกกันไปได้ 3 ยกแล้ว แต่ไม่มีใครบอกให้เขารู้เท่านั้นเอง โผนก็มีอาการกระปรี้กระเปร่าขึ้นเหมือนถูกโด๊ปด้วยยาวิเศษ เขาใช้ฟุตเวิร์กอันคล่องแคล่วสกัดความมุทะลุของฮาราด้าด้วยหมัดขวาอย่างได้ผล หมัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคืออัปเปอร์คัตขวาที่โจมตีชายโครง มันทั้งหนักและคมจนฮาราด้าสะอึก และจากวินาทีนั้นเป็นต้นไปโผนก็กลับกลายเป็นโผนคนเก่าที่เต็มไปด้วยความปราดเปรียวและมีชีวิตชีวายิ่ง ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปไม่เคยผิดเป้าเลย ฮาราด้าเจอเข้าให้ทั้งซ้ายทั้งขวาจนหัวหมุนทำอะไรไม่ถูก กลายเป็นไก่อ่อนบนสังเวียนไปเสียแล้ว&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่เหลือแทบจะเป็นการสอนมวย และในสายตาคนดูโผนมีคะแนนทิ้งห่างหายห่วง เมื่อครบ 15 ยก กรรมการห้ามบนเวทีคือ &amp;ldquo;อาจารย์สังเวียน หิรัณยเลขา&amp;rdquo; ให้โผนชนะ 72-69 กรรมการจากญี่ปุ่นให้เสมอกัน 69-69 และ &amp;rdquo;แน็ต ฟลายเชอร์&amp;rdquo; เจ้าเก่า กรรมการจากชาติเป็นกลางให้โผนชนะ 71-61 เป็นอดีตแชมป์โลกฟลายเวตคนแรกที่แย่งแชมป์คืนมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เสื้อคลุมนักมวยของโผน กิ่งเพชร (เครดิต : Jesada Technik Museum และจียอง ปาร์ค)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สว่าง สวางควัฒน์ เขียนไว้อีกว่า &amp;ldquo;...โผน กิ่งเพชร ชนะอย่างขาวสะอาดปราศจากข้อสงสัย ช่วงชิงเอามงกุฎโลกที่สูญเสียไปเมื่อห้าเดือนก่อนกลับคืนมาได้ด้วยฝีมืออันเลอเลิศและวิเศษสุด เป็นการชิงชัยที่ดุเดือดเข้มข้นอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การมวย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ชัยชนะครั้งนี้ โผน กิ่งเพชร ได้มาด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ อย่างแท้จริง&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โผนได้บอกกับ &amp;ldquo;ราเชนทร์ วัฒนปรีชากุล&amp;rdquo; เพื่อนของเขาซึ่งต่อมาได้เขียนลงในเดลิมิเร่อร์ว่า &amp;ldquo;...เอ็งบอกข้าตอนหลังว่า เพราะพระมหาบารมีทำให้เอ็งรู้สึกมีกำลังใจฮึดสู้ตายถวายชีวิต และเหมือนมีเสียงลึกลับอะไรไม่รู้แว่วข้างหูเอ็งว่า โผน เจ้าแพ้ไม่ได้ แพ้เฉพาะพระพักตร์เจ้าเหนือหัวไม่ได้ โน่น พระองค์ท่านทอดพระเนตรเจ้าอย่างปราณี ห่วงใย เจ้าต้องชนะ ต้องชนะ...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กันยายนปีเดียวกันนี้ โผนได้เสียแชมป์ให้กับ &amp;ldquo;ฮิโรยูกิ เอบิฮาระ&amp;rdquo; นักชกญี่ปุ่นอีกคนที่กรุงโตเกียว แต่ต้นปีถัดมาก็ชิงคืนมาได้อีก เท่ากับครองแชมป์ 3 สมัย เป็นนักมวยที่เสียแชมป์แล้วชิงคืนมาได้ทุกครั้ง ต่อมาได้รับการบันทึกไว้ในทำเนียบแชมเปี้ยนผู้ยิ่งใหญ่ของนักข่าว-นักเขียนด้านมวยชาวอังกฤษผู้ลือนาม &amp;ldquo;กิลเบิร์ต ออดด์&amp;rdquo; ที่พิมพ์ขายไปทั่วโลก เข้าใจว่าหนังสือชื่อ Boxing, the Great Champions (ค.ศ.1974)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชีวิตส่วนตัวที่กลับมาเป็นนายมานะ สีดอกบวบ หรือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;แกละ&amp;rdquo; เขาได้สมรสกับ &amp;ldquo;คุณมณฑา เพ็ชรไทย&amp;rdquo; ในปี 2505 มีธิดา 2 คน คือ &amp;ldquo;โชติมา สีดอกบวบ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;สุสุมา สีดอกบวบ&amp;rdquo; (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นพัชรัช) คุณโชติมา เป็นคนโต มีธิดาเพียงคนเดียว ชื่อ &amp;ldquo;จิตต์ระวี กรีพานิช&amp;rdquo; (ปัจจุบัน จียอง ปาร์ค) ส่วนสุสุมา ไม่มีทายาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แชมเปี้ยนผู้ยิ่งใหญ่ของชาวไทยถึงแก่กรรมในวันที่ 25 พฤษภาคม 2525 ด้วยวัยเพียง 46 ปี เรื่องราวชีวิตอันเป็นอีกสังเวียนการต่อสู้มีความโหดร้ายเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าบนผืนผ้าใบหลายเท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขออนุญาตละไว้ ยังไม่กล่าวถึงในวันนี้ครับ. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99086</URL_LINK>
                <HASHTAG>รำลึกยอดนักสู้ “โผน กิ่งเพชร”, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, โผน กิ่งเพชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
