<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรจี้พ่อค้า - แม่ค้าออนไลน์รีบยื่นแบบภาษีขีดเส้นไม่เกิน 8 ต.ค. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2563 นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า &amp;ldquo;30 กันยายน 2563 เป็นวันที่สิ้นสุดเวลาการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ปี 2563 ซึ่งพ่อค้า - แม่ค้าออนไลน์ เป็นผู้มีรายได้ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นำรายได้จากการขายสินค้าบนระบบออนไลน์ที่ได้รับระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ &amp;nbsp; 30 มิถุนายน 2563 มารวมคำนวณยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) หากใช้ช่องทางการยื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ได้ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2563 และชำระภาษี (ถ้ามี) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรักษามาตรฐานการเว้นระยะห่างทางสังคม ร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของ &amp;nbsp;โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID &amp;ndash; 19)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;สำหรับผู้เสียภาษีที่มีภาษีต้องชำระ ตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป สามารถแบ่งผ่อนชำระได้ 3 งวดๆ ละเท่าๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ และติดต่อขอผ่อนชำระได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือทางอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th ทั้งนี้ การยื่นแบบฯ เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด &amp;nbsp; จะทำให้ผู้เสียภาษีมีภาระต้องชำระค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และหากมีภาษีที่ต้องชำระ จะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78970</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ่อค้า, รีดภาษี, สมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ, แม่ค้าออนไลน์, โฆษกกรมสรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200711/image_big_5f092f5f485e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2018 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2018 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคีสสส.บุกสรรพากรบี้หยุดรีดภาษี ขู่ไร้ข้อสรุปตบเท้าพบนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค. 61 - ที่กรมสรรพากร นายวิวัฒน์&amp;nbsp; ตามี่ แกนนำเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; พร้อมด้วย นายคำรณ&amp;nbsp; ชูเดชา ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (ขสช.)&amp;nbsp; และตัวแทนองค์กรที่รับทุนทำโครงการให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งกลุ่มเด็ก เยาวชน ครอบครัว สตรี คนพิการ แรงงานนอกระบบ ผู้บริโภค คนจนเมืองและชนบท กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเกษตร กว่า 50 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ นายเอกนิติ&amp;nbsp; นิติทัณฑ์ประภาส อธิบดีกรมสรรพากร ผ่านนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี เพื่อเรียกร้องให้ยุติการเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้เครือข่ายได้ชูป้ายรูปปูขนาดใหญ่สื่อถึงสรรพกร &amp;ldquo;หยุดรีดเลือดปู หยุดภาษีไม่เป็นธรรม&amp;rdquo; พร้อมข้อความเสียดสีต่างๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ทำงานกับคนด้อยโอกาส กลุ่มชาติพันธ์มายาวนาน&amp;nbsp; มีโอกาสรับทุนจาก สสส.เพื่อสร้างสุขภาวะกับกลุ่มชาติพันธ์ หากถูกเก็บภาษีแบบนี้คงต้องล้มละลาย ที่ผ่านมาถูกติดตามไล่บี้ภาษีอย่างต่อเนื่องกว่า5ล้านบาท ก่อนหน้านี้เคยมายื่นขอความเป็นธรรมเมื่อ ก.พ.61 วันนี้จึงมาติดตามความคืบหน้า คือ สรรพากรตีความเหมารวมทั้งโครงการว่าเป็น&amp;ldquo;สัญญาจ้างทำของ&amp;rdquo; รวมถึงหากโครงการไหนงบเกินกว่า1.8 ล้านบาท เข้าข่ายธุรกรรมที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่ข้อเท็จจริง คือ โครงการที่ได้รับทุน สสส.อยู่ภายใต้ข้อตกลงการเป็นตัวแทนเข้าร่วมทำงานสร้างเสริมสุขภาพ หรือเรียกว่าเป็นภาคีทำโครงการลักษณะพัฒนาชุมชน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น เด็ก เยาวชน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ รวมถึงการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอและจุดยืนของเครือข่ายต่อกรมสรรพากร มีดังนี้ 1.ขอให้ยุติการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม และเร่งหาข้อสรุปทบทวนการตีความโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. จาก&amp;ldquo;สัญญาจ้างทำของ&amp;rdquo;ให้กลับมาเป็น &amp;ldquo;สัญญาตัวแทน&amp;rdquo; โดยเร็ว โดยผู้ดำเนินโครงการต่างเสียภาษี &amp;ldquo;ค่าตอบแทน&amp;rdquo; ตามเงื่อนไขกำหนดของ สสส. อยู่แล้ว 2.ขอยืนยันว่าองค์กรภาคประชาชนที่รับทุน สสส. ไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร ไม่มีกำไรจากการดำเนินโครงการต่างๆ การตีความดังกล่าวของสรรพากร สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาคีเครือข่าย ทำให้สังคมสับสนและเข้าใจผิด และ3.ขอให้พิจารณาและตอบกลับหนังสือชี้แจงข้อมูลการดำเนินการและการรับจ่ายเงินของ สสส. ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 60 อ้างอิงเลขที่หนังสือ สสส.ฝ.5/323/2560 ที่ลงนามโดย พลเรือเอกณรงค์&amp;nbsp; พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการกองทุน สสส.ในขณะนั้น ซึ่งได้ชี้แจงไว้ชัดเจนถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เหตุใดกรมสรรพากรจึงไม่นำมาพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคำรณ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนำความเสียหายมาสู่ประเทศชาติโดยส่วนรวม&amp;nbsp; สร้างความหวาดกลัวให้กับคนทำงานด้านสังคมที่ดำเนินงานในลักษณะไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไร แต่กลับถูกเรียกเก็บภาษีเช่นเดียวกับองค์กรแสวงหากำไร กลุ่มธุรกิจ&amp;nbsp; และยังคำนวณการจัดเก็บภาษีย้อนหลังซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง&amp;nbsp; แม้ที่ผ่านมาพบว่ามีความพยายามของรองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย&amp;nbsp; สาลิกัลยะ ในฐานะประธานบอร์ด สสส. ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ความเป็นจริงยังพบว่าแทบทุกพื้นที่ ภาคีถูกติดตามไล่บี้ภาษีกันอย่างหนักแทบไม่ทันตั้งตัว คนทำงานบางรายที่ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อาการทรุดเมื่อรู้ว่าต้องโดนภาษีอย่างไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากตั้งคำถามในการทำงานของกรมสรรพากร โดยเฉพาะการออกมาตรการหลายอย่างที่เอื้อให้กับนายทุน กลุ่มธุรกิจที่มีกำไร แต่กลับมาขูดรีดภาษีกับองค์กรภาคสังคมที่ไม่มีกำไรอย่างเอาเป็นเอาตาย หากไม่ได้รับข้อยุติ ภาครัฐจะสูญเสียคนทำงานภาคสังคมที่จะมาทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการแบ่งเบาภาระ ช่วยทำงาน และลดความเหลือมล้ำในระบบราชการที่ประชาชนเข้าไม่ถึง ทั้งนี้หากยังไม่มีความชัดเจน เครือข่ายจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีต่อไป&amp;rdquo; นายคำรณ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายหลังยื่นหนังสือ ทางกรมสรรพกรได้เชิญตัวแทนเครือข่ายฯเข้าหารือ โดย นายคำรณ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า นายเกรียงศักดิ์ ได้แสดงความห่วงใย และยืนยันว่าสรรพกรไม่ได้นิ่งนอนใจ ยืนยันกับภาคประชาชนว่า ขอให้ความมั่นใจว่าเรื่องนี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีและไม่ทำให้คนทำงานต้องเสียหาย ข้อสรุปที่ได้จะเป็นเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแน่นอน แต่ต้องเข้าใจว่าเราทำงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ สรรพากร สสส. และ สตง. ซึ่งจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อเร่งให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนนี้และจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15454</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, คำรณ ชูเดชา, ภาคีสุขภาพ, รีดภาษี, วิวัฒน์ ตามี่, สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b73c901979e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สรรพสามิต&quot; อ้างคนไทยดื่มสุราลดลง ทำรีดรายได้วืด 2.28 พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สรรพสามิต&amp;quot; รับจัดเก็บรายได้ 7 เดือนปีงบประมาณ 2561 วืดเป้าหมาย 2.28 พันล้านบาท โอดภาษีเหล้า-เบียร์ทรุดหนัก หลังรัฐบาลรณรงค์คนไทยงดดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมจัดโซนนิ่งห้ามดื่ม พ่วงผู้ประกอบการแห่ปรับสูตร ลดไซด์ ขยับปริมาณแอลกอฮอล์ลงเลี่ยงจ่ายภาษีต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในรอบ 7 เดือน ปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.2560-เม.ย.2561) &amp;nbsp;ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะการเก็บภาษีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ลดลงมาก เนื่องจากระยะหลังคนไทยดื่มเบียร์ และสุราน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ปกติจะเป็นเทศกาลที่คนไทยบริโภคเยอะและจัดเก็บรายได้สูง แต่ปีนี้หลังจากภาครัฐมีการออกมาตรการรณรงค์การงดดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ควบคู่ไปกับการจัดโซนนิ่งในการห้ามดื่มสุรา และเบียร์ตามสถานที่เล่นน้ำ และสถานีขนส่งต่าง ๆ ก็ทำให้ยอดขายและการเก็บภาษีน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากโรงงานผลิตเบียร์ได้ปรับสูตรการผลิตใหม่ โดยลดปริมาณแอลกอฮอล์ รวมถึงลดขนาดสินค้าให้เล็กลง เช่น เดิมมีปริมาณแอลกอฮอล์ผสม 5% ก็ลดลงเหลือ 3% รวมถึงได้ปรับขนาดเบียร์กระป๋องลดจาก 350 ซีซี เหลือ 330 ซีซี เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากการถูกเก็บภาษีเพิ่มเข้ากองทุนผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ลดลงตามไปด้วย เนื่องจากการเก็บภาษีจะวัดจากแอลกอฮอล์ที่ผสมอยู่ อย่างไรก็ดีการเก็บภาษีที่ลดลงก็เป็นผลดีในเชิงสังคมและสุขภาพคนไทย ที่ดื่มเหล้าและเบียร์น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า การเก็บภาษีสุราและเบียร์ในเดือน เม.ย.2561 ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยภาษีเบียร์เก็บได้ 8,998 ล้านบาท น้อยกว่าเป้าหมาย173 ล้านบาท ภาษีสุราเก็บได้5,412 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 433 ล้านบาท &amp;nbsp;ขณะที่การเก็บภาษีเบียร์ &amp;nbsp;7 เดือน ปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.60-เม.ย.61) เก็บได้ 42,173 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 4,341 ล้านบาท ภาษีสุรา 7เดือน เก็บได้ 34,486 ล้านบาท น้อยกว่าประมาณการณ์ 2,000 ล้านบาท ขณะที่การเก็บภาษีสรรพสามิตภาพรวมทำได้ 322,132 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,289 ล้านบาท &amp;nbsp;ส่วนภาษีที่จัดเก็บรายได้ดี มีภาษียาสูบ และรถยนต์ที่ทำได้สูงกว่าเป้าหมายมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเก็บภาษีน้ำมันที่ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 7,000 ล้านบาท สาเหตุมาจากโรงกลั่นน้ำมันมีการปิดซ่อมบำรุงนอกแผน ทำให้กรมฯ ไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากโรงกลั่นซึ่งเป็นฐานรายได้ใหญ่ได้ อย่างไรก็ตามในเดือนเม.ย.นี้ คาดว่าจะเก็บภาษีน้ำมันได้สูงขึ้น เนื่องจากโรงกลั่นกลับมาผลิตน้ำมันได้ปกติแล้วจึงทำให้การเก็บรายได้ดีขึ้น นอกจากนี้ กรมฯได้จัดทำแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี โดยให้มีการตั้งด่านลอยเพื่อตรวจสอบการนำเข้าน้ำมัน ตามด่านที่ไม่มีเครื่องตรวจ เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันที่ผิดกฎหมายเข้ามา รวมถึงการนำแล็บเคลื่อนที่เข้าไปช่วยด้วย ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้การเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มขึ้นจากปกติเฉลี่ยเดือนละ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มั่นใจว่าภาพรวมการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในปีนี้จะทำได้สูงกว่าปีที่แล้วแน่นอน โดยจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4-5% เป็นไปตามจีดีพี แต่จะทำได้เท่ากับเป้าหมาย 6 แสนล้านบาทหรือไม่นั้น กรมฯจะพยายามทำให้ได้มากที่สุด แต่ยอมรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะเร่งทำทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ส่วนการใช้วิธีในการเก็บภาษีเพิ่มนั้น มีการศึกษาแต่ไม่ได้นำออกมาใช้ตามแผน&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.60-มี.ค.61) กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 268,965 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1.1% หรือ 2,925 ล้านบาท และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.3% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมันฯ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 7,476 ล้านบาท คิดเป็น 7.1% และภาษีเบียร์เก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 4,168 ล้านบาท คิดเป็น11.2% เนื่องจากปริมาณน้ำมันและเบียร์ที่ชำระภาษีต่ำกว่าที่ประมาณการไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ภาษีรถยนต์เก็บได้เกินเป้าหมาย 4,898 ล้านบาท คิดเป็น 9.4% และภาษียาสูบ จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 2,579 ล้านบาท คิดเป็น 8% ตามลำดับ เนื่องจากปริมาณรถยนต์ที่ชำระภาษีขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และภาระภาษีต่อซองของยาสูบหลังจากพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ สูงกว่าที่ประมาณการไว้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9125</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเหล้า-เบียร์, รายได้รัฐบาล, รีดภาษี, สรรพสามิต, อธิบดีกรมสรรพสามิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab749bb71256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
