<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113133</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 07:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 07:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดีมาก!รีวิววัคซีนจุฬา mRNA ฝีมือคนไทย อาสามัครฉีดแล้วรอดโควิด3รอบ แต่ที่บ้านติดยกครัว คาดได้ใช้เร็วๆนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13ส.ค.64-ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Sukrit Terapanyarat โพสต์ ว่าด้วยประสิทธิภาพวัคซีน ChulaCOV-19 วัคซีน mRNA ตัวแรกของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า ทางโครงการวิจัยไม่ได้มีการเปิดเผยเลขภูมิคุ้มกันขิงวัคซีนแก่ อสม. เพียงแต่บอกได้ว่ามันดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น นี่จะเป็นการรีวิวและอธิบายจากประสบการณ์จริง เมื่อที่บ้านและออฟฟิศของผม ติดโควิดเกือบยกครัว
แต่ &amp;quot;ผม&amp;quot; เป็นคนเดียวที่ไม่ติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. วัคซีน ChulaCOV ถูกพัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โดย ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. วัคซีน ChulaCOV เป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่มีพัฒนาและวิจัยต่อยอดจาก Moderna ดังนั้นประสิทธิภาพที่ออกมาจึงมั่นใจได้ว่าเทียบเท่า Pfizer และ Moderna หรืออาจจะดีกว่าสำหรับการป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลต้า เพราะกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาต่อไปหลังจากทดสอบกับ อสม. กลุ่มแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผมได้รับวัคซีนขนาด 25 ไมโครกรัม (ใช้น้อยกว่า Pfizer) จำนวน 2 โดส ฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อาการและผลข้างเคียง:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[โดสแรก] วันที่ 24 มิ.ย. 64 &amp;nbsp;- มีอาการปวดหัวและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดต่อเนื่องราว ๆ 2-3 วัน &amp;nbsp;ไม่มีไข้ และยังทำงานได้ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;[โดสสอง] วันที่ 15 ก.ค. 64 - ปวดหัวหนักกว่าโดสแรก หลังจากฉีด 2 ชั่วโมง และฝะถึงขั้นซมหลังฉีด 6 ชั่วโมง &amp;nbsp;มีไข้หรือตัวรุม ๆ &amp;nbsp;แต่ไข้ไม่สูง &amp;nbsp; ปวดหัวตลอดทั้งคืน &amp;nbsp;กว่าจะทุเลาลงก็คือวันที่สอง ซึ่งนอนซม รบกวนการทำงานแน่นอน &amp;nbsp;หลังจากนั้นไข้หายในสองวัน &amp;nbsp;ส่วนอาการปวดหัวจะต่อเนื่องไปร่วม 3-4 วันเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. หลังจากฉีดวัคซีนครบสองโดสได้ราวหนึ่งสัปดาห์ &amp;nbsp; พ่อของผมเริ่มมีอาการป่วย ปวดหัว ไอ &amp;nbsp;ส่วนพนักงานที่ออฟฟิศไปตรวจโควิด Rapid Antigen Test ผลปรากฏว่าติดโควิด &amp;nbsp; จึงมีการตรวจกันทั้งบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลลัพธ์ : พนักงานออฟฟิศติด 2 คน ไม่ติด 1 (ซึ่งคนที่บ้านของพนักงานติดเกือบยกครอบครัว), &amp;nbsp;และพ่อของผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. เพื่อความแน่ใจ ทางโครงการวิจัยได้นัดให้ผมไปตรวจ RT-PCR อีกรอบ เพราะผมกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย ซึ่งผลออกมาว่า ผมไม่มีเชื้อโควิดจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. คุณพ่อมีอาการหนักสุด ส่วนพนักงานแทบไม่มีอาการ &amp;nbsp;ได้ทำการรักษาตามอาการแบบ Home Isolation &amp;nbsp;แยกบ้านกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. เหตุการณ์เหมือนจะไม่มีอะไร แต่หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ อยู่ๆอาการคุณพ่อก็ทรุดหนัก ไข้ขึ้นสูง &amp;nbsp;SpO2 ลดลงต่อเนื่องจาก 95 เหลือ 92 ในตอนเย็น และเหลือ 89 ในตอนกลางคืน &amp;nbsp;ไม่ค่อยมีสติและลำบากในการสื่อสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. ด้วยความจำเป็นที่จะต้องหาโรงพยาบาลด่วน ซึ่งอย่างที่ทุกคนทราบคือ ทุกที่เตียงเต็ม &amp;nbsp;แต่โชคดีที่ติดต่อโรงพยายาลสมุทรสาครได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงกระนั้น โรงพยาบาลก็ไม่มีรถฉุกเฉิน &amp;nbsp;จำเป็นที่เราจะต้องขับรถไปเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนั้น (29 ก.ค.) หลังจากเพิ่งตรวจ RT-PCR ในวันเดียวกัน ผมต้องใกล้ชิดคุณพ่อที่เป็นผู้ป่วยอีกครั้ง ครั้งนี้มีการสัมผัสและใกล้ชิดมาก แต่ด้วยความจำเป็นต้องพาไปโรงพยาบาล จึงไม่มีทางเลือก &amp;nbsp;(อุปกรณ์ป้องกันมีเพียง หน้ากากอนามัยสองชั้น face shield และถุงมือยาง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. พ่อของผมโชคดีที่ห้อง ER มีเตียงว่าง ได้รับการรักษาและรับยาฟาวิทันที แม้จะยังไม่เคยตรวจ PCR มาก่อน &amp;nbsp;ก่อนจะได้แอดมิทที่โรงพยายาลสมุทรสาคร แม้จะเป็นผู้ป่วยนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งปัจจุบันอาการดีขึ้นมากแล้ว ย้ายไปโรงพยาบาลสนาม และใกล้จะได้กลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11. ส่วนตัวผมเองยังมีนัดต้องไปเจาะเลือดเก็บตัวอย่างกับทางโรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อวัดภูมิวัคซีนหลังฉีด 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเวลาหลังจากผมสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงประมาณ 12 วัน ไม่ได้มีอาการอะไร จึงได้ทำการ Rapid Antigen Test อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผลก็ออกมาบอกว่า
&amp;nbsp;
ผมไม่มีเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างที่เห็นก็คือว่า ผมผ่านการเสี่ยงติดเชื้อมาแล้วถึงสามครั้ง และตรวจสามรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 1 - คือการทำงานในออฟฟิศ อยู่กับผู้ที่ติดเชื้อโควิด ในช่วงที่เชื้อกำลังฟักตัวและไม่มีอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 2 - หลังจากคนรอบข้างอาการเริ่มออก ผลจรวจออกมา เริ่มมีการให้พนักงาน WFH &amp;nbsp;แต่ก่อนหน้านั้น ผมเองยังคงต้องขับรถ ร่วมโดยสารกับผู้ที่ติดเชื้อทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งที่ 3 - กลับมาสัมผัสผู้ป่วยโควิดโดยตรงอีกครั้ง หลังจาก distancing กันมานานสัปดาห์นึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยผลทดสอบนี้ น่าจะบ่งบอกได้ดีถึงประสิทธิภาพของวัคซีน mRNA ได้ดีในระดับนึง และเป็นเหตุผลว่า ทำไมวัคซีน ChulaCOV น่าจะเป็นวัคซีนตัวความหวังของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคำถามว่า &amp;quot;คนไทยจะได้ฉีดวัคซีนตัวนี้เมื่อใด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบก็คือ กว่าจะวิจัยพัฒนาและทดสอบกลับ อสม. กลุ่มสอง กลุ่มสามเสร็จ &amp;nbsp;น่าจะช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2565 เลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงกระนั้น ถ้ามันฉุกเฉินจริงๆ ไม่แน่ว่า อาจจะมีการใช้วัคซีนตัวนี้เป็น เข็มสาม ในช่วงปลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่สำคัญที่สุด &amp;nbsp;ถึงแม้จะได้วัคซีนที่ดีแล้วยังไง การ social distancing ก็ยังสำคัญ &amp;nbsp;เพราะผลลัพธ์ที่เกิดกับสหรัฐฯ ตอนนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113133</URL_LINK>
                <HASHTAG>รีวิว, วัคซีนจุฬา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115bec93899a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 เคล็ดลับ ท่องเที่ยวปลอดภัย ไร้กังวลในช่วงหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เดือนพฤษภาคมนับเป็นเดือนที่หลายๆ คนกำลังเริ่มต้นวางแผนในการท่องเที่ยวเพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูฝน อากาศกำลังสบาย จึงเหมาะกับกับการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติไม่ว่าจะท่องเที่ยวชมป่าเขาเขียวชอุ่ม ล่องแพสัมผัสบรรยากาศเงียบสงบที่อ่างเก็บน้ำ หรือจะขับรถลุยเข้าสวนเกษตรกรรมทานผลไม้สดๆ จากต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;อย่างไรก็ดี การขับรถท่องเที่ยวในหน้าฝนต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างมากเนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาพถนนที่เปลี่ยนไป รวมถึงวิสัยทัศน์การมองเห็นถนนของผู้ขับขี่ และความสามารถในการควบคุมรถยนต์ด้วย รวมถึงพฤติกรรมของผู้ขับขึ่เช่น การขับรถเร็วเบนถนนเปียก การจอดรถใกล้รถคันข้างหน้ามากเกินไปจนไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะหยุดรถในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เอง ฟอร์ด ประเทศไทย จึงได้เตรียมข้อแนะนำดี ๆ เพื่อช่วยให้การท่องเที่ยช่วงหน้าฝนปลอดภัยขึ้น ได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เตรียมรถให้พร้อมผู้ขับขี่ควรหมั่นตรวจเช็ค ดูแลรถยนต์ และเข้าศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ โดยควรให้ความสนใจสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษ (1) ใบปัดน้ำฝน เพื่อปัดน้ำฝนไม่ให้บดบังวิสัยทัศน์ซึ่งปกติมีระยะเวลาใช้งานประมาณ 1 ปี (2) น้ำฉีดกระจก เตรียมไว้ในกรณีที่มีดินหรือโคลนกระเด็นใส่กระจกหน้าด้วยเหตุนี้เอง จึงควรเช็คปริมาณน้ำฉีดกระจกและเติมน้ำสะอาดในถังน้ำฉีดกระจกให้ถึงขีดที่กำหนดทุกเดือน (3) ไฟหน้า-หลังรถ ช่วยให้มองเห็นข้างหน้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นและให้รถคันอื่นมองเห็นรถของคุณ และ (4) สภาพยาง เพื่อให้ล้อรถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ควรเปลี่ยนยางรถทุก 4-5 ปี เนื่องจากโดยทั่วไปอายุของยางมักจะไม่เกิน 6 ปี นับตั้งแต่วันที่ผลิต หรือควรเปลี่ยนยางเมื่อสภาพไม่อำนวยต่อการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น โครงสร้างของยางชำรุด ความลึกของดอกยางต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;วิธีขับรถไม่ให้ไถลเนื่องจากฝนตกทำให้ถนนเปียกและลื่น รวมถึงการยึดจับของยางกับถนนจะลดลงเมื่อขับเร็วขึ้น ดังนั้น การขับรถเร็วเกินความเหมาะสมในขณะที่ถนนเปียกจะส่งผลให้รถเสียหลักและไถลลื่นได้ โดยควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่ควรขับเกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการเหินน้ำของรถ ป้องกันการลื่นไถลและเพื่อที่ผู้ขับจะสามารถควบคุมรถได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;รับมือกับฝนตกหนักจนมองไม่เห็นถนน หากฝนตกในช่วง 10 นาทีแรก ควรเริ่มลดความเร็ว หากฝนตกหนักเกินกว่าที่ผู้ขับขี่จะสามารถมองเห็นถนนและข้างทางและไม่สามารถขับรถต่อได้อย่างปลอดภัยได้ ผู้ขับขี่ควรหาจุดจอดรถที่ปลอดภัย และโทรแจ้งสถานการณ์ต่อคนใกล้ชิดหรือคนรู้จัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ห้ามเบรกกะทันหัน ถนนลื่นเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อฝนตก การเบรกกะทันหันบนถนนเปียกอาจส่งผลให้เบรกไม่อยู่ เสียการควบคุมรถ จนเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงควรทิ้งระยะห่างจากรถคันข้างหน้ามากกว่าปกติ หรือราว 2 เท่าของระยะทิ้งห่างเมื่อขับรถในสภาพอากาศปกติ เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องเบรกอย่างกระทันหัน และหลีกเลี่ยงการชนคนเดินถนนหรือรถคันอื่นบนท้องถนน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ขับรถลุยน้ำยังไงไม่ให้รถดับ เมื่อพบว่าถนนที่ขับไปมีน้ำท่วมขังหรือแอ่งน้ำ ให้สังเกตระดับความลึกของน้ำจากฟุตบาทและสภาพแวดล้อมข้างทาง หรือจากรถคันข้างหน้า เพื่อประเมินความลึกและสถานการณ์ ซึ่งถ้าระดับน้ำไม่สูงมาก คุณสามารถขับผ่านไปได้โดยในเบื้องต้นควรปิดแอร์ และใช้เกียร์ต่ำ แต่ถ้าระดับน้ำสูงเกินและฝืนขับลุยต่อไปก็อาจส่งผลให้น้ำเข้าเครื่องยนต์และเกิดความเสียหายต่อรถได้ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37717</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ขับรถหน้าฝน, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ฟอร์ด., ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, เกร็ดความรู้, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf7485412b60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มินิ จับมือ ททท. จัดทริป “MINI Wanderluster” ชวนเที่ยวเมืองรองทั่วไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;มินิ ประเทศไทย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เตรียมจัดทริปสุดพิเศษ &amp;ldquo;MINI Wanderluster&amp;rdquo; ที่รังสรรค์มาสำหรับลูกค้ามินิโดยเฉพาะ ฉลองหกทศวรรษที่มินิได้สะกดสายตาคนทั่วโลก กับการรวมตัวกันของเหล่า MINIsters ลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ของมินิ ที่จะตระเวนไปเยี่ยมชมและทำกิจกรรมเพื่อสังคมใน 60 สถานที่ที่น่าสนใจทั่วไทย กับยานยนต์สไตล์บริทิชสุดคลาสสิกที่จะร่วมขับเคลื่อนหัวใจนักเดินทางตลอดทริป กิจกรรม MINI Wanderluster จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคมจนถึง 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ครอบคลุม 20 จังหวัดทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ครบทุกภาคทั่วไทย รวมระยะทาง 3,160 กิโลเมตร ด้วยแรงสนับสนุนจากพันธมิตรทั้ง เอสโซ่ ประเทศไทย เซ็นทรัลพัฒนา และ SuperDry ผู้จัดหาหนังสือ เสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อมอบให้กับเด็กๆ ในชุมชนต่างๆ ตะลุยเมืองรอง ออนทัวร์บนเส้นทางที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ทริป MINI Wanderluster เป็นกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้ามินิที่สะท้อนถึงตัวตนและปลุกจิตวิญญาณความเป็นนักเดินทางใน แบบฉบับมินิ เพื่อฉลองหกทศวรรษแห่งตำนานยนตรกรรมสุดคลาสสิก การเดินทางครั้งนี้จึงมุ่งท่องไปยัง 60 จุดหมายทั่วไทย เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองบนเส้นทางที่ตามรอยประวัติศาสตร์และเยือนแลนด์มาร์คสำคัญ ครอบคลุม 20 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก* ลำปาง* เชียงใหม่ อุตรดิตถ์* เพชรบุรี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด* อุบลราชธานี* สุรินทร์* นครราชสีมา ปราจีนบุรี* ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร* สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง พังงา และปิดท้ายที่ภูเก็ต รวมระยะทางทั้งหมด 3,160 กิโลเมตร โดยระหว่างทาง ผู้ร่วมทริปจะแชร์ภาพเรื่องราว แรงบันดาลใจ และมิตรภาพใหม่ๆ ผ่านแฮชแท็ก #MINIWANDERLUSTER บนโซเชียลมีเดียทั้งทาง Facebook, Instagram และ Twitter&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย เปิดเผยว่า โรดทริปครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง 60 ปีของมินิ ภายใต้คอนเซ็ปท์ Wanderluster ซึ่ง wander คือการไปท่องเที่ยว เดินทางไปยังที่ต่างๆ ส่วน luster คือตามใจปรารถนา เลยเกิดเป็นแนวคิดของทริปนี้ที่พาคนรักมินิจากทั่วประเทศมารวมตัวกัน ทั้งกลุ่มมินิคลาสสิก และนิวมินิ เพื่อท่องเที่ยว บุกเบิกสถานที่ เส้นทางใหม่ๆ ร่วมพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนที่หลงใหลในมินิเหมือนกัน เชื่อว่าระหว่างทางในทุกภาคที่เราไป จะพบกับแฟนๆ มินิที่ออกมาทักทายและร่วมขบวน รวมถึงช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ท่องไปตามใจปรารถนา พร้อมร่วมพัฒนาและส่งต่อสิ่งดี ๆ สู่สังคม อีกไฮไลต์หนึ่งของทริป MINI Wanderluster คือกิจกรรมเพื่อสังคมของเหล่า MINIsters พร้อมด้วยผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการ ตามสถานที่ต่างๆ ด้วยการร่วมกันมอบเสื้อผ้าและรองเท้าให้กับน้องๆ ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดสุโขทัย ห้องสมุดเด็ก สวนดอกคูณ จังหวัดขอนแก่น และโรงเรียนพิชัยศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งทั้งหมดนี้สนับสนุนโดยพันธมิตรทั้งเซ็นทรัลพัฒนา และ SuperDry แบรนด์เสื้อผ้า สัญชาติอังกฤษ และผู้ร่วมทริปยังได้ร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยกันเก็บขยะริมชายหาดบางเสร่ จ.ชลบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เหล่าวันเดอร์ลัสต์ยังได้ส่งต่อความห่วงใยให้แก่ชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้โครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ด้วยการมอบเครื่องกรองน้ำจำนวน 60 ชุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชนมีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค รวมถึงถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบริโภคน้ำสะอาดและการบำรุงรักษาระบบกรองน้ำให้แก่ชุมชนในระยะยาว และส่งต่อองค์ความรู้ให้กับคนอื่นๆ ในชุมชนได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37716</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ข่าวรถ, ททท, ปรีชา นินาทเกียรติกุล, มินิ., มินิประเทศไทย, รีวิว, เที่ยวเมืองรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf7479671f67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37715</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งมอบลิมูซีน เอส-คลาส ให้ 6 โรงแรมห้าดาวของเมืองไทย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน &amp;ldquo;The Taste of Legacy&amp;rdquo; ย้ำภาพลักษณ์ที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ด้วยการร่วมเป็นพันธมิตรกับ 6 โรงแรมชั้นนำระดับห้าดาวของเมืองไทย ในการทำธุรกิจรถยนต์สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมส่งมอบ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive จำนวนกว่า 40 คัน เพื่อเป็นรถลิมูซีนในการให้บริการแก่ลูกค้าคนสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า งาน &amp;lsquo;The Taste of Legacy&amp;rsquo; ในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการรถลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำรายใหญ่ของเมืองไทย อย่าง เบลล์ ทรานสพอร์ท และโรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาวของเมืองไทยทั้ง 6 แห่ง อย่าง โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โรงแรม สุโขทัยกรุงเทพ และโรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพ ที่พร้อมส่งมอบที่สุดแห่งความหรูหราเหนือระดับ ผ่านขบวนยนตรกรรมหรู Mercedes-Benz S 350 d Exclusive กว่า 40 คัน เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ในการดำเนินงานที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของตน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;ทางด้าน ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การส่งมอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งมอบครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ด้วยมูลค่ารถยนต์รวมกว่า 300 ล้านบาท โดยหลากหลายโรงแรมพันธมิตรของเรา นับเป็นลูกค้าธุรกิจกลุ่มองค์กรยุคแรกเริ่มที่เลือกใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อดูแลลูกค้าคนสำคัญมายาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่รุ่น Mercedes-Benz S 320 CDI จนเปลี่ยนมาใช้ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ซึ่งสิ่งนี้สามารถสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของแต่ละโรงแรมที่มีต่อรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ในฐานะเครื่องหมายที่แสดงถึงมาตรฐานและคุณภาพขั้นสูงที่ทางโรงแรมตั้งใจจะมอบให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบัน เอส-คลาส นับเป็นรถลิมูซีนระดับพรีเมี่ยมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่พร้อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สัมผัสธุรกิจรถยนต์สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ดำเนินงานภายใต้ชื่อ Mercedes-Benz Corporate Solutions ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สนับสนุนการทำธุรกิจของหน่วยงาน องค์กร บริษัท และผู้บริหาร ด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์หลากหลายรุ่น ตั้งแต่กลุ่มคอมแพกต์ คาร์ ลักชัวรี่ คาร์ เอสยูวี หรือแม้กระทั่งลิมูซีนหรูอย่างเอส-คลาส และเมอร์เซเดส-มายบัค เอส-คลาส ที่สามารถตอบสนองความต้องการในการทำธุรกิจของลูกค้าแต่ละองค์กรได้อย่างเหมาะสม ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษที่หลากหลาย ลงตัวกับทุกรูปแบบธุรกิจ ผ่านคำแนะนำของ &amp;lsquo;ที่ปรึกษากลุ่มลูกค้าองค์กร&amp;rsquo; ที่พร้อมบริการและตอบโจทย์ทางธุรกิจของแต่ละองค์กรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการบริการหลังการขายที่ดีที่สุด  ทั้งการรับประกันเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยไม่เสียค่าบริการและไม่จำกัดระยะทาง ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกโปรแกรมหรือประกันซ่อมบำรุงเพิ่มเติมได้ เพื่อการคุ้มครองที่มากขึ้น และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง &amp;lsquo;Star Assist&amp;rsquo; จากศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 17pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37715</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mercedes-Benz Corporate Solutions, Mercedes-Benz S 320 CDI, Mercedes-Benz S 350 d, nattythaipost, The Taste of Legacy, ข่าวรถ, คอมแพกต์ คาร์ ลักชัวรี่, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์, รีวิว, เมอร์เซเดส-เบนซ์, โรลันด์ โฟลเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf747166041f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮุนไดมอเตอร์กรุ๊ปร่วมมือ “ริแมค” พัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป และ ริแมค ออโต้โมบิลิ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูงและผลักดันสถานะให้เป็นผู้นำของยานยนต์พลังงานสะอาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ภายใต้การร่วมมือของพันธมิตรใหม่ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ และ บริษัท เกีย มอเตอร์ คอเปอเรชั่น ร่วมลงทุน 64 ล้านยูโร และ16 ล้านยูโร ตามลำดับ ซึ่งเป็นเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 80 ล้านยูโรกับริแมค โดยทุกบริษัทจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนารถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้าภายใต้แนวคิดรถสปอร์ตของฮุนไดแบรนด์ N รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเซลส์เชื้อเพลิงสมรรถนะสูง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำมาเปิดตัวสู่ตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;อึยซอน ชอง รองประธานบริหาร ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า นี่คือการเริ่มต้นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ได้ร่วมมือกับกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รวมถึงเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม ทำให้ &amp;ldquo;ริแมค&amp;rdquo; เป็นพันธมิตรในอุดมคติของเรา เราหวังว่าการร่วมมือกับ ริแมค จะทำให้บนท้องถนนสะอาด ปราศจากมลพิษ เรามีความประทับใจในวิสัยทัศน์ของฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป กับการริเริ่มที่รวดเร็วและแน่วแน่&amp;rdquo; เมท ริแมค ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ริแมค ออโต้โมบิลิ กล่าว &amp;ldquo;เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือทางเทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับบริษัทพันธมิตรและลูกค้าของเรา ริแมคยังเป็นบริษัทใหม่และค่อนข้างเล็ก แต่ก็เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เรามองเห็นความแข็งแกร่งของผู้ร่วมลงทุนและเทคโนโลยีของพันธมิตรในกลุ่มของ ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะทำให้เราได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนพลังงานไฟฟ้าในอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป จะใช้ประโยชน์จากการร่วมมือของพันธมิตรกับศักยภาพของศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มีอยู่ ให้สามารถตอบสนองแผนการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงการปรับรถยนต์อีก 44 รุ่นให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในปี 2568 ในขณะเดียวกัน ฮุนได มอเตอร์ แบรนด์ N ยังทุ่มเทและให้ความสำคัญกับรถยนต์สมรรถนะสูง อย่างเช่น i30 N และ Veloster N ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2558 เราต้องการสร้างรถยนต์สมรรถนะสูงที่ไม่เพียงแค่รวดเร็วและมีพละกำลัง แต่ยังต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีด้วย ให้สมกับที่เป็นรถในฝันของพวกเขา&amp;rdquo; โทมัส เชเมรา รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป กล่าว &amp;ldquo;เป้าหมายของเราคือ การทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และการสร้างคุณค่าสู่สังคมผ่านเทคโนโลยีชั้นสูง และนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37713</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, ฮุนได, ฮุนได มอเตอร์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf745ea9b56a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37711</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Toyota C-HR คว้าอันดับ 1 รอบคัดเลือก รายการ ADAC Qualifying Race 24h Nürburgring </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานผลการแข่งขันรอบคัดเลือก ในรายการ ADAC Qualifying Race 24h N&amp;uuml;rburgring ณ สนามนูร์เบอร์กริง ประเทศเยอรมัน โดยรถ Toyota C-HR ที่เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกในปีนี้ สามารถทำเวลาในรอบคัดเลือกได้เป็นอันดับ 1 ในรุ่น Super Production 3 ซึ่งวิ่งได้ 32 รอบสนาม หรือกว่า 800 กม. ทำเวลาดีที่สุดต่อรอบ 10:13:066 ภายใต้การขับของทีมโตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เข้าร่วมการแข่งขันรายการ ADAC TOTAL 24h-Race N&amp;uuml;rburgring ณ ประเทศเยอรมัน เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน โดยในปีนี้ได้ส่งรถยนต์ซับคอมแพคเอสยูวี &amp;ldquo;Toyota C-HR&amp;rdquo; ที่ผลิตจากสายการผลิตในประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อทีมแข่ง โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ ซึ่งการแข่งขันรอบคัดเลือก ที่จัดขึ้นในวันที่ 18 - 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้อีกครั้ง ด้วยการคว้าอันดับ 1 รุ่น Super Production 3 จากรถหมายเลข 119 นำโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต กุละปาลานนท์ ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงสมรรถนะของ Toyota C-HR ที่รวบรวมเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ (Toyota New Global Architecture หรือ TNGA) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของรถ ด้วยการออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ประกอบกับโครงสร้างตัวถังแข็งแกร่งและทนทาน ส่งผลให้ตัวรถมีความแข็งแรง มีความมั่นคง และคล่องตัวในทุกการขับขี่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ที่รถยนต์ที่ผลิตโดยคนไทยสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม ผ่านสนามแข่งที่ขึ้นชื่อว่าท้าทายที่สุดสนามหนึ่งในโลก ขอให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย ร่วมส่งกำลังใจให้กับรถ Toyota C-HR และนักแข่งทีมโตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ ให้ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อให้กับประเทศไทย ในการแข่งขันรายการ ADAC TOTAL 24h-Race N&amp;uuml;rburgring 2019 ณ ประเทศเยอรมัน และสุดท้ายนี้เรามุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันในครั้งนี้ มาพัฒนาและสร้างสรรค์ &amp;ldquo;ยานยนต์&amp;rdquo; ที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิดที่ท้าทายในการผลิต ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่าของโตโยต้า เพื่อมอบผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่เหนือความคาดหมายของลูกค้าต่อไป ร่วมติดตามเป็นกำลังใจให้กับ Toyota C-HR และทีมโตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีมไทยแลนด์ ในการแข่งขันรายการ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ 24 ชั่วโมง &amp;ldquo;ADAC TOTAL 24h-Race N&amp;uuml;rburgring 2019&amp;rdquo; ระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายน 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37711</URL_LINK>
                <HASHTAG>ADAC Qualifying Race 24h Nürburgring, nattythaipost, Toyota C-HR, ข่าวรถ, ข่าวแข่ง, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, มอเตอร์สปอร์ต, ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, โตโยต้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf7457cd7d67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิชลิน เอนเนอจีย์ เอ็กซ์เอ็ม 2+ ชูจุดเด่นเบรคเยี่ยม เจาะตลาดรถขนาดกลาง-เล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 27pt 0pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 27pt 0pt 0cm;&quot;&gt;มิชลิน เปิดตัวยางรถยนต์นั่งขนาดกลาง-เล็ก และอีโค่ค่าร์ ชูจุดเด่นพลังเบรค มากับสโลแกน &amp;quot;มั่นใจ ทุกเวลา ด้วยพลังเบรก&amp;quot; ใส่ใจพิเศษเรื่องความปลอดภัยและคุ้มค่าในการใช้งานทั้งสมรรถนะที่ยาวนาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 27pt 0pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;เอกชัย คหการบำรุง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C เปิดเผยว่า ยาง มีการพัฒนาหลายด้าน โดยยางรุ่นก่อนหน้าครองความเป็นผู้นำในตลาดยางกลุ่มลูกค้า Mas s Market ต่อเนื่องนานถึง 8 ปี โดยยางรุ่นนี้พัฒนาขึ้นเพื่อให้สมรรถนะดีเยี่ยม และใช้งานได้ยาวนานแม้ใกล้หมดดอกยาง ให้ประสิทธิภาพในการเบรกที่ดี แคมเปญโฆษณาจึงเน้นด้านพลังของเบรกให้ลูกค้ามั่นใจและปลอดภัยทุกครั้งที่ขับขี่ ด้วยนวัตกรรมเนื้อยางผสมซิลิกาสูตรใหม่ ส่งผลให้ยาง มิชลิน เอนเนอจีย์ เอ็กซ์เอ็ม 2+ มีค่าเฉลี่ยระยะเบรกถนนเปียกสั้นกว่ายางแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ สัญลักษณ์บวก (+) บนแก้มยางบอกให้ทราบถึงการเสริมสูตรเนื้อยางใหม่ที่ส่งผลให้ยาง &amp;lsquo;มิชลิน เอนเนอจีย์ เอ็กซ์เอ็ม 2+&amp;rsquo; มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายางรุ่นก่อนหน้าทั้งด้านสมรรถนะการเบรก อายุการใช้งาน และสมรรถนะที่ยาวนานกว่า นอกจากนี้ ยังคงสัญลักษณ์ Green X เอาไว้แบบเดียวกับยางรุ่นก่อนหน้า เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นยางที่มีคุณสมบัติด้านการประหยัดพลังงาน การผสานคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่เหนือกว่าพร้อมกับให้ความมั่นใจได้ยาวนานกว่าและความคุ้มค่าสมราคาเข้าไว้ด้วยกันเชื่อว่าจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ขับขี่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์นั่งขนาดกลาง ขนาดเล็ก และอีโค่คาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างทรงพลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 27pt 7.5pt 0cm;&quot;&gt;สำหรับตลาดยางรถยนต์ประเทศไทยปี 2019 มีจำนวนเส้นยางในตลาดประมาณ 9.5 ล้านเส้น โดยแบ่ง 50% เป็นรถเก๋ง และอีก 50% เป็นรถ SUV และรถปิคอัพ ส่วนของตลาดรถเก๋ง 60% จะเป็นยางสำหรับรถขนาดเล็ก ที่เหลือจะเป็นรถขนาดกลางขึ้นไป โดยปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโต 2-3% โดยยาง มิชลิน เอนเนอจีย์ เอ็กซ์เอ็ม 2+ วางจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 36 ขนาด ระหว่างขอบ 14-16 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 2,290 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin: 0cm 27pt 7.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37709</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, มิชลิน, มิชลิน เอนเนอจีย์ เอ็กซ์เอ็ม 2+, ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, เอกชัย คหการบำรุง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf7436cb0b1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
