<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บักกาบูดอททีวีรีแบรนด์ชูกลยุทธ์สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ.2564 นายจักรพันธ์ ลีละมาสวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีบีทีวี นิว มีเดีย จำกัด กล่าวว่า บักกาบูดอททีวี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ด้วยการนำเสนอเนื้อหารายการออนไลน์เพื่อผู้ชมคนไทยทั้งประเทศ ที่ผ่านมาได้นำเสนอรายการย้อนหลัง (Re-run) โดยเฉพาะละครของทางช่อง 7HD ที่หาชมไม่ได้ในช่องทางออนไลน์อื่นๆ รวมถึง ภาพยนตร์ ซีรีส์ต่างประเทศ และรายการลิขสิทธิ์ต่างๆ การปรับตัวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ในครั้งนี้ จะเพิ่มรายการออนไลน์ที่ผลิตเอง และสร้างสรรค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้เหมาะสมกับผู้ชมในแต่ละวัยทั่วประเทศ โดยได้ใช้ผลการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อปรับรูปแบบรายการ และระยะเวลาในการรับชมให้เนื้อหามีความหลากหลาย อาทิ รายการวาไรตี้ ความยาวควรอยู่ระหว่าง 7 ถึง 15 นาที แต่ถ้าเป็นซีรีส์ เนื้อหาความยาวอยู่ประมาณ 30 ถึง 50 นาที รวมถึงระบบสมาชิกที่ไม่เสียค่ารับชมขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับผู้ชม และเนื้อหาของรายการจะต้องมอบทั้งความบันเทิงไปพร้อมกับการสร้างแรงบันดาลใจ (Passion) ให้กับกลุ่มผู้ชม อาทิ รายการเด็กสมัยนี้ เยาวภา ติดจอรอติดBUG ผีเล่าผี และ อร่อยต้องแชร์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ทางบักกาบูดอททีวี ยังคงจับมือกับพันธมิตรหลักอย่าง ฟินฟิน แชนแนล (FINFIN Channel) โดย บริษัท บีวี มีเดียแอดส์ จำกัด ที่เป็นแอปพลิเคชันสื่อกลางระหว่างศิลปินนักแสดงช่อง 7HD และผู้นำทางความคิดในด้านต่างๆ ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก เพื่อนำเสนอเนื้อหาการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ (Lifestyle Content) ผ่านทั้งรายการที่สร้างแรงบันดาลใจ (Passion) และรายการแนวตามติดชีวิตส่วนตัว (Vlog) สามารถชมได้เฉพาะทางบักกาบูดอททีวีเท่านั้น รวมถึงการเชื่อมโยงกลุ่มสมาชิกแฟนคลับของนักแสดงและผู้นำทางความคิดที่มีชื่อเสียงในรูปแบบของกิจกรรมออนไลน์และออฟไลน์ในการช่วยเหลือสังคม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มแฟนคลับและศิลปินให้ใกล้ชิดมากขึ้นผ่านทางฟินฟิน แชนแนล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในไตรมาสที่ 1 และ 2 ในปีนี้ ทางบักกาบูดอททีวี จะเพิ่มการผลิตเนื้อหาประเภทออริจินัลออนไลน์ซีรีส์ ที่ผลิตเอง จับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นและวัยทำงานทั่วประเทศ โดยเริ่มจากการเปิดตัวซีรีส์ 3 เรื่อง คือ &amp;ldquo;มัธยมบ้านเฮา&amp;rdquo; (ความร่วมมืออำนวยการผลิต ระหว่าง ฟินฟิน แชนแนล และ 7Star Studio) &amp;ldquo;ร้านยารักษารัก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ฟิตเปรี๊ยะ&amp;rdquo; นายจักรพันธ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอปพลิเคชัน บักกาบูดอททีวี เน้นวางเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2564 ใน 4 ด้านคือ การนำเสนอรายการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมออนไลน์ทุกวัย อาทิ รายการย้อนหลัง (Re-run) และรายการที่นำกลับมาทำใหม่ (Re-make) จากช่อง 7HD รวมถึงรายการที่ผลิตและสร้างสรรค์เอง โดยครีเอเตอร์หน้าใหม่ ออนไลน์ซีรีส์สำหรับคนรุ่นใหม่ และรายการออนไลน์เพื่อสังคม เป็นต้น นอกจากนั้น ยังวางเป้าหมายในด้านของการเติบโตของยอดสมาชิก ยอดการรับชม ยอดดาวน์โหลด และการเพิ่มรายได้จากการดำเนินงาน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับหน้า UX/UI ให้ใช้งานง่าย และมีความทันสมัยเหมาะกับคนทุกเจเนอเรชัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93821</URL_LINK>
                <HASHTAG>บักกาบูดอททีวี, บีบีทีวี นิว มีเดีย, รีแบรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_603334a1e75a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2021 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยลโฉมมันฝรั่ง&#039;พริงเกิลส์&#039; ปรับโฉมใหม่ครั้งแรกในรอบ 20 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.2564 นายอวนิช บาจาจ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เคลล็อกส์ ประเทศไทย จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายมันฝรั่งกระป๋องภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;พริงเกิลส์&amp;rdquo; (Pringles) เปิดเผยว่า จากการดำเนินธุรกิจกว่า 50 ปีของพริงเกิลส์ มันฝรั่งกระป๋องสัญชาติอเมริกาที่ครองใจคนกว่า 140 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกับหลากรสชาติที่ถูกพัฒนาไปตามความต้องการของแต่ละท้องถิ่นกว่า 14 รสชาติ นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี กับการปรับโฉมใหม่ หลังจากที่บริษัทใช้เวลากว่า 2 ปี ในการค้นคว้าวิจัย เพื่อออกแบบมิสเตอร์ พี (Mr. P) พร้อมเปิดตัวภายใต้คอนเซ็ปต์ Mind Popping New Look ให้ดูชิค โมเดิร์น สนุก และทะเล้นมากกว่าเดิม เพื่อสื่อถึงอารมณ์ขณะลิ้มลองพริงเกิลส์แต่ละรสชาติ โดยดีไซน์แพคเกจจิ้งอย่างกระป๋องก็ได้มีการปรับให้ดูโดดเด่นมากขึ้น ด้วยการปรับโทนสีให้สว่าง พร้อมกับรูปแบบที่ดูเรียบง่ายแต่มีสไตล์อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปีที่ผ่านมาพริงเกิลส์เป็นแบรนด์มันฝรั่งแบรนด์หลักเจ้าเดียวที่มียอดขายเติบโตขึ้น แม้ตลาดมันฝรั่งจะติดลบก็ตาม และครองแชมป์อันดับ 1 ของตลาดมันฝรั่งในกระป๋องมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 80% พร้อมสร้างสีสันและความน่าตื่นเต้นให้กับกลุ่มลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ด้วยกลยุทธ์การตลาดอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกรสชาติแบบไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาด ที่จะทำให้ใกล้ชิดคนไทยได้มากที่สุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันคนไทยเองก็กล้าที่จะหยิบและลิ้มลองกับรสชาติถูกปากที่คุ้นเคย ทั้งรสลาบ และกลิ่นปลาหมึกย่างรสเผ็ด รวมถึงการสร้างความน่าตื่นเต้นให้กับผลิตภัณฑ์ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าได้ลุ้นและรอคอยไปกับรสชาติสุดลิมิเต็ด กระตุ้นให้เกิดการทดลองภายใต้ระยะเวลาการวางจำหน่ายที่ถูกกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น พริงเกิลส์ รสไข่เค็ม รสครีมซอสกุ้ง หรือแม้กระทั่งรสสวีทมาโยชีส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอวนิช กล่าวอีกว่า การออกเดินทางผ่านรสชาติความอร่อยเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกปรับมาจากการมองเห็นโอกาสในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการพากลุ่มลูกค้าที่รักการเดินทางและโหยหาการเดินทาง ออกไปเที่ยวแบบใหม่กับพริงเกิลส์ด้วยรสชาติความอร่อยเด็ดจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น พริงเกิลส์ &amp;nbsp; รสนิวยอร์คชีสเบอร์เกอร์ และลอนดอนฟิชแอนด์ชิปส์ ซึ่งก็ได้รับกระแส และผลตอบรับกลับมาเป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93242</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับโฉม, พริงเกิลส์, รีแบรนด์, อวนิช บาจาจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602bac80b85ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 20:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 18:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ททท.ลุยรีแบรนด์สู้โควิดปรับกลยุทธ์ชูนิวนอร์มอลรายได้วูบเหลือ7แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 ก.ค.2563 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก ซึ่งททท.ได้มีการประชุมกับผู้บริหารองค์กรเพื่อปรับปรุงการทำงานของททท.ให้สอดคลองกับสถานการณ์ในปัจจจุบัน &amp;nbsp;รวมทั้งองค์กร(รีแบรนด์)และรูปแบบการทำงานให้มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ หรือนิวนอร์มอล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปีนี้โควิด-19 ส่งผลให้การท่องเที่ยวของไทยตกต่ำสุดนับจากการก่อตั้งททท.มาตั้งแต่ปี 2503 &amp;nbsp;ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาเคยเจอเหตุการณ์ต่างๆเช่นโรคซาร์ส ,ภัยธรรมชาติซึนามึ,ชุมนุมทางการเมือง แต่ครั้งนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุดซึ่งในปีที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.8 ล้านคน ไทยเที่ยวไทย 170 ล้านคน สร้างรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท แต่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ต่างชาติลดลงมากกกว่า 60% จากการปิดน่านฟ้าตั้งแต่เดือนเม.ย.63 และยังไม่มีกำหนดของการเปิดน่านฟ้าที่ชัดเจนทำให้การท่องเที่ยวในปีนี้จะกระทบ 2 ใน 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ต้องมาดูแนวทางการทำงานใหม่ ต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยที่ยังคงรักษาวัตถุประสงค์ภารกิจของการทำงานไว้ได้ ซึ่งแนวคิดการจัดการบริหารงานสมัยใหม่ที่ จะต้องมีความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไม่ยึดติดอำนาจของแต่ละฝ่าย ซึ่ง ททท.ได้ปรับโครงสร้างใหม่ มีด้านต่างๆ 8 ด้าน จะช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เป็นการช่วยกันทำงาน ซึ่งจะปรับปลี่ยนจากภายในก่อนสร้างวัฒนธรรมที่การทำงานอยู่บนข้อมูล คาดว่าจะมีโครงการนำร่องเกิดขึ้นภายในปี 2564&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาด้านการท่องเที่ยวในระดับสูง ดังนั้นขอให้คนไทยกลับมาเที่ยวเหมือนเดิมเท่าเดิมก็ได้แค่1ใน3 อีก2ใน3 ยังไม่รู้ว่าจะเดินทางเข้ามาเมื่อไร เพราะตราบใดที่ยังมีข้อจำกัดในการเดินทางโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามามีค่อนข้างน้อย และคาดการณ์ใกล้เคียงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท) คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 7-8 ล้านคน จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่39.8 ล้านคน รายได้ เหลือ 7 แสนล้าน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 3 ล้านล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลกระทบจะเห็นผลตั้งแต่เดือน ก.ค.นี้ ขณะที่รัฐบาลแม้ที่ผ่านมาจะให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่หลังจากนี้ธุรกิจจะอยู่ได้หรือเปล่า ในส่วนของเศรษฐกิจของประเทศไทยต้องดูว่าถ้ากลับมาเที่ยวแล้วคนจะมีกำลังซื้อไหม เพราะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ว่าจะดีมากนัก และคนยังมองว่าโควิดยังอยู่กับเราความไม่แน่นอนก็มีมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายที่จำเป็น ดังนั้นการท่องเที่ยวอาจไม่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนบางกลุ่มเพราะความรุนแรงยังมีอยู่&amp;rdquo;นายยุทธศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71331</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), ยุทธศักดิ์ สุภสร, รายได้การท่องเที่ยว, รีแบรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c467ee518c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2019 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2019 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ รีแบรนด์เป็น &#039;ไอแอม&#039;ขยายธุรกิจปั้นศิลปินไอดอลชาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ย.2562 นายจิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อินดิเพนเดนท์ อาร์ตทิส เมเนจเม้นท์ (ไอแอม) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของบริษัท ว่า ทิศทางธุกิจหลังจากนี้ตั้งเป้าหมายผ่ายการลงทุนและบริหารศิลปิน นักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ที่หลากหลายและครบวงจร ผ่าน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจไอดอล เมเนจเม้นท์ ที่นำเสนอความบันเทิง ผ่านศิลปิน บีเอ็นเค48 ทั้ง ซิงเกิ้ล, กิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงภาพยนต์หลากหลายรูปแบบ โดยปัจจุบันได้เพิ่มเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละภูมิภาคได้ที่ได้เปิดตัว ซีจีเอ็ม48 จังหวัดเชียงใหม่ และหากได้รับกระแสตอบรับที่ดี ก็จะพัฒนาศิลปินเพิ่มในหัวเมืองต่างๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ธุรกิจที่ 2 จะร่วมกับนายเจษฎาภรณ์ ผลดี หรือติ๊ก เจษฎาภรณ์ พัฒนาธุรกิจไอดอล เมเนจเม้นท์ รูปแบบศิลปินชาย ผ่านการร่วมลงทุนในบริษัท ดรีม โซไซตี้ เมเนจเม้นท์ ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างบริษัท 60% และดรีม โซไซตี้ 40% ซึ่งจะใช้แผนธุรกิจของบีเอ็นเค48 ที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ เพื่อสร้างความแตกต่างและความน่าสนใจ ผ่านรายการ เดอะ บราเธอร์ส สคูล ออฟ เจนเทิลแมน ที่มี 4 ศิลปินชายมาร่วมพัฒนา ไอดอลชายกลุ่มใหม่ ได้แก่ ติ๊ก เจษฎาภรณ์, มาริโอ้ เมาเร่อ, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม และนิชคุณ หรเวชกุล ซึ่งจะเปิดตัวภายในเดือนพ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่ 3 คือ ธุรกิจทาเล้นท์ เมเนจเม้นท์ บริหาร ศิลปิน นักร้องนักแสดง และ อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของคอนเทนต์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกอายุ เพศ และวัย โดยกำลังเจรจาหาศิลปินที่น่าสนใจ ทั้งจากภายในและต่างประเทศ เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งของกลุ่มผู้ถือหุ้น บมจ. แพลนบี มีเดีย ผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย จะเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมโปรโมทธุรกิจต่างของบริษัทให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และผลักดันให้บริษัทเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แผนธุรกิจของบริษัทได้ปรับเปลี่ยนให้มีความหลากหลายและครบวงจรมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนชื่อจากเดิม บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด เป็น อินดิเพนเดนท์ อาร์ตทิส เมเนจเม้นท์ (ไอแอม) เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต ส่วนรายได้ปีนี้ เชื่อว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 680 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49800</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ายไอแอม, จิรัฐ บวรวัฒนะ, รีแบรนด์, ฺ์BNK48, ไอดอลชาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191108/image_big_5dc4da3f16a2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2018 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2018 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มเซ็นทรัล ทุ่ม 200 ล้านรีแบรนด์”โฮมเวิร์ค”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทวัสดุ เล็งตลาดโมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้านโตต่อเนื่อง เชื่อความต้องการมีสูง สบช่องปรับภาพลักษณ์&amp;rdquo;โฮมเวิร์ค&amp;rdquo;รีแบรนด์ดิ้งสู่&amp;rdquo;บ้านแอนด์บียอนด์&amp;rdquo;ตั้งเป้า 5 ปี มีสาขารวม 20 สาขา คาดสิ้นปีนี้มียอดขาย 25,000 ล้านบาท โต 15%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 61 นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในกลุ่มเซ็นทรัล ผู้ดำเนินธุรกิจ&amp;rdquo;บ้านแอนด์บียอนด์&amp;rdquo; เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดโมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้านในปัจจุบันมีแนวโน้มขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี ซึ่งมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3.6% คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 200,000 ล้านบาท โดยการเติบโตนั้นมีปัจจัยมาจากเศรษฐกิจของประเทศที่มีการฟื้นตัวได้ดี ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ที่ 4.8% ที่ได้รับแรงหนุนจากโครงการเมกะโปรเจคต่างๆของทางภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลโฮมกรุ๊ปมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 14% อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และในปีนี้บริษัทได้ใช้งบประมาณในการรีแบรนด์ดิ้ง 200 ล้านบาท ในการปรับภาพลักษณ์&amp;rdquo;โฮมเวิร์ค&amp;rdquo;เป็นแบรนด์&amp;rdquo;บ้านแอนด์บียอนด์&amp;rdquo;ซึ่งเป็นการปรับโมเดลธุรกิจสินค้าตกแต่งบ้านเทรนด์ใหม่ โดยได้วางตำแหน่งของแบรนด์ให้เป็นศูนย์รวมสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้าน ด้วย 4 หลักการ คือ มีสินค้าที่ครบครัน ราคาคุ้มค่าจับต้องได้ มีโซลูชั่นที่ช่วยแก้ทุกปัญหา และ มีบริการที่ครอบคลุมทุกภาคเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในระดับกลาง-บน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าภายใน 5 ปี (2561-2565) ตั้งเป้าเพิ่มสาขาของ&amp;rdquo;ไทวัสดุ&amp;rdquo;และ&amp;rdquo;บ้านแอนด์บียอนด์&amp;rdquo;รวม 100 สาขา แบ่งเป็น ไทวัสดุ 80 สาขา และ &amp;rdquo;บ้านแอนด์บียอนด์&amp;rdquo;เพิ่มเป็น 20 สาขา และตั้งเป้ายอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัลโฮม กรุ๊ป อยู่ที่ 50,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารีแบรนด์ดิ้ง&amp;rdquo;โฮมเวิร์ค&amp;rdquo;เป็น&amp;rdquo;บ้านแอนด์บียอนด์&amp;rdquo;จำนวน 6 สาขา โดยบริษัทได้มีการทดลองเปิดใน 3 สาขา ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น และพัทยา ซึ่งสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น 20% และอีก 3 สาขา ได้แก่ ราชพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์ และภูเก็ต สำหรับในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ามียอดขายรวม 25,000 ล้านบาท เติบโต 15%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16415</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเซ็นทรัล, ซีอาร์ซี ไทวัสดุ, บ้านแอนด์บียอนด์, รีแบรนด์, สุทธิสาร จิราธิวัฒน์, ”โฮมเวิร์ค”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86492ca22d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
