<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต. ผนึกตลาดหลักทรัพย์หนุน &#039;เอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ&#039;ระดมทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย. 2564 นางรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้สร้างตลาดแหล่งเงินทุน &amp;ldquo;แคปปิตอล มาร์เก็ต ฟอล ออล&amp;rdquo; เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนและระดมทุนให้กับธุรกิจทุกประเภท ครอบคลุมไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของภาครัฐ ที่ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้สามารถเข้าถึงระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการออกหลักเกณฑ์รองรับการระดมทุนในตลาดทุนของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพควบคู่กับการให้ความรู้และวิธีการระดมทุนผ่านตลาดทุน เพื่อให้เข้าถึงผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเสนอขายหลักทรัพย์ในวงจำกัดหรือ เอสเอ็มอี-พีพี ของบริษัทจำกัด และปรับปรุงการระดมทุนผ่านระบบคราวด์ฟันดิง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ระดมทุนผ่านเอสเอ็มอี-พีพีและคราวด์ฟันดิงจำนวน 83 ราย มูลค่าระดมทุนรวม 795 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้การระดมทุนในตลาดทุนครอบคลุมกิจการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ก.ล.ต. จึงได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกหลักเกณฑ์รองรับการระดมทุนในวงกว้างของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ หรือ SME-PO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดรอง หรือ LiVE Exchange โดยพิจารณาผ่อนปรนหลักเกณฑ์เพื่อให้มีความเหมาะสม และยังคงหลักการเรื่องการคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจเริ่มต้น เป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจสตาร์ทอัพ ประมาณ 3 ล้านราย และมีการจ้างงานถึง 12.7 ล้านคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116753</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ระดมทุน, รื่นวดี สุวรรณมงคล, แคปปิตอล มาร์เก็ต ฟอล ออล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059b00b3ab54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต. เผยผลคะแนน ITA พุ่งหลังปรับปรุงการทำงานป้องกันทุจริต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค. 2564 นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตามที่มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เรื่อง ผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2564 นั้น ก.ล.ต.ได้เข้ารับการประเมินเป็นปีที่ 3 มีคะแนนการประเมินผลในภาพรวมที่ดีขึ้นคิดเป็น 93.79 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 91.79 คะแนน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คะแนนที่เพิ่มขึ้นมาจากการยกระดับการทำงานใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงการทำงานที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 86 คะแนน จากเดิม 77.48 คะแนน, การป้องกันการทุจริตที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 100 คะแนน จากเดิม 93.75 คะแนน และด้านประสิทธิภาพการสื่อสารที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 87.12 คะแนน จากเดิม 84.43 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คะแนนการประเมินของ ก.ล.ต. ในปีนี้ที่ 93.79 คะแนน โดยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มองค์กรที่มีคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานระดับ A ซึ่งมีคะแนน 85 คะแนนขึ้นไป เป็นผลมาจากความตั้งใจและร่วมมือกันของทุกคนในองค์กรทั้งผู้บริหารและพนักงานในการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานให้ดีขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งนี้ ก.ล.ต. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และจะพัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114723</URL_LINK>
                <HASHTAG>คะแนนทุจริต, รื่นวดี สุวรรณมงคล, สำนักงาน ป.ป.ช., สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059b00b3ab54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 11:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 11:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาก.ล.ต.แจงการ&#039;ฟื้นฟูกิจการ&#039;กับการ&#039;ล้มละลาย&#039; เป็นถนนคนละเส้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.2563 น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ชี้การฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อไป ไม่ใช่การล้มละลายหรือการที่ถูกศาลสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ตามที่หลายคนยังเข้าใจผิด ซึ่งเป็นช่องทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่ทำให้หลายๆ ท่านอาจเข้าใจว่า การฟื้นฟูกิจการคือการล้มละลาย คงเป็นเพราะบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย จึงอาจทำให้บางท่านเข้าใจว่า การยื่นขอฟื้นฟูกิจการคือการยื่นขอล้มละลาย&amp;quot; น.ส.รื่นวดี ระบุ
โดยกฎหมายล้มละลายของประเทศสหรัฐอเมริกาใน Chapter 11 มีการกำหนดเรื่องการฟื้นฟูกิจการเอาไว้ ดังนั้นการฟื้นฟูกิจการกับการล้มละลายเป็นถนนคนละเส้นคนละสายอย่างแน่นอน การฟื้นฟูกิจการถือเป็นการรักษาให้กิจการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ โดยผู้ยื่นขอให้มีการฟื้นฟูกิจการต้องการรักษาความเป็นกิจการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ทั้งหลายทั้งเจ้าหนี้ภายในและต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และแผนธุรกิจ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาจมีผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกบริษัทมาร่วมดำเนินการ ขณะที่การล้มละลายหรือการถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้นจะไม่ได้เป็นการทำให้ธุรกิจดำเนินการได้ต่อเนื่อง แต่เป็นการมุ่งไปสู่กระบวนการค้นหาและรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาแบ่งให้กับเจ้าหนี้ โดยการยึดหรืออายัดและนำมาขายทอดตลาด และขณะที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี จะเป็นผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รื่นวดี กล่าวว่า เงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการไปยังศาลล้มละลายกลาง โดยกฎหมายกำหนดให้ทั้งเจ้าหนี้หรือลูกหนี้สามารถยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ใน 4 กรณี คือ 1.ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือลูกหนี้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ (inability to pay) 2.เป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ในกรณีของธุรกิจขนาดใหญ่ หรือในกรณีที่เป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) คือลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท ลูกหนี้ที่เป็นคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท หรือลูกหนี้ที่เป็นบริษัทจำกัดไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท 3.หนี้จำนวนแน่นอนดังกล่าวจะถึงกำหนดชำระในทันทีหรือในอนาคตก็ได้ และ 4.มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยื่นขอฟื้นฟูกิจการของไทยตามที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงในปี 2559 ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเข้าไปฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาความอยู่รอดของธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม คือ เมื่อพบว่าลูกหนี้ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ เช่น ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้ หรือลูกหนี้มีกระแสเงินสดไม่พอชำระหนี้ เป็นต้น เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ก็สามารถยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลได้ โดยไม่ต้องรอจนถึงกรณีที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแบบเดิม ซึ่งหลักการที่แก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ถือว่าสอดคล้องกับหลักสากล จึงเป็นการเปิดโอกาสเป็นครั้งแรกให้ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) สามารถยื่นขอฟื้นฟูกิจการได้เช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ อันเป็นการช่วยรักษาธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) ไม่ให้ถูกฟ้องล้มละลายแบบเดิม และยังช่วยรักษาการจ้างแรงงานของธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีการจ้างแรงงานกว่า 12 ล้านราย และในปี 2561 ได้ปรับปรุงการยื่นขอฟื้นฟูกิจการบริษัทขนาดใหญ่ โดยเพิ่มเงื่อนไขในการยื่นขอฟื้นฟูกิจการให้มีกรณีไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพิจารณาให้มีการฟื้นฟูกิจการนอกจากการเงื่อนไขมีหนี้สินจำนวนแน่นอนแล้ว ยังมีเงื่อนไขที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ โดยมีกระบวนการบริหารจัดการภายหลังที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูกิจการ คือ เมื่อศาลสั่งรับคำขอฟื้นฟูกิจการจะเกิดสภาวะการพักการชำระหนี้ (automatic stay) ขึ้นทันทีนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;สภาวะการพักการชำระหนี้ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้และเป็นจุดแข็ง เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินการไปต่อได้และดูแลสภาพคล่อง (liquidity) ของธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลว่าธุรกิจหรือกิจการจะถูกเรียกให้ชำระหนี้หรือถูกฟ้องร้อง สภาวะการพักการชำระหนี้ หากกล่าวให้เห็นภาพ เสมือนหนึ่งธุรกิจหรือกิจการจะอยู่ภายใต้ร่มคันใหญ่ที่จะป้องกันการถูกฟ้องร้อง ถูกบังคับคดี ถูกบังคับชำระหนี้ ถูกงดให้บริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ประโยชน์ข้างต้นที่ลูกหนี้จะได้รับ ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ได้อาศัยการพักชำระหนี้เป็นเหตุของการประวิงคดี ดังสุภาษิตกฎหมายที่ว่า ผู้ที่มาพึ่งศาลจะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด (He who comes to equity must come with clean hands)&amp;quot; น.ส.รื่นวดี ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน้าที่ของลูกหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าลูกหนี้ยังสามารถประกอบธุรกิจตามที่จำเป็นของธุรกิจเท่านั้น เพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นลูกหนี้จะจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและบริหารกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผู้ทำแผน หมายถึง ผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยจะเป็นผู้ที่ศาลมีคำสั่งตั้งเพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ และสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ตกแก่ผู้ทำแผน ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผล ผู้ทำแผนต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ โดยต้องมีประสบการณ์ในการรับจัดกิจการและทรัพย์สินของผู้อื่น มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หรือที่ปรึกษาทางบัญชี หรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย ผู้บริหารของนิติบุคคลต้องมีจริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานที่รัดกุมและเชื่อถือได้ ทั้งนี้ลูกหนี้อาจขอเป็นผู้ทำแผนเองก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเสนอผู้ทำแผน กฎหมายกำหนดให้ทั้งลูกหนี้หรือเจ้าหนี้สามารถเสนอผู้ทำแผนได้ ซึ่งหากศาลเห็นว่าผู้ที่เสนอเป็นผู้ทำแผนยังไม่สมควรเป็นผู้ทำแผน หรือมีการคัดค้าน ศาลจะสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดประชุมเจ้าหนี้โดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหนี้ได้ลงมติในการเลือกผู้ทำแผน และเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้เลือกผู้ทำแผนได้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องรายงานศาลทราบเพื่อพิจารณามีคำสั่งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากยังไม่มีการตั้งผู้ทำแผน เมื่อศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ กฎหมายกำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลง และให้ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลใดหรือหลายคนหรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราว โดยมีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป ทั้งนี้ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้บริหารแผน หมายถึงผู้จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ กฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ทำนองเดียวกับผู้ทำแผน เว้นแต่วัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ กำหนดให้เป็นที่ปรึกษาทางด้านการบริหารงาน กฎหมายกำหนดให้สิทธิและอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนโอนไปยังผู้บริหารแผน ตั้งแต่วันที่ผู้บริหารแผนได้รับทราบคำสั่งศาลที่เห็นชอบกับแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งแผนฟื้นฟูกิจการที่เป็นความตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เป็นแผนฟื้นฟูกิจการที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผน และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว โดยกฎหมายกำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการมีรายละเอียดต่างๆ &amp;nbsp;โดยเฉพาะหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการ อันประกอบด้วย ขั้นตอนของการฟื้นฟูกิจการ การชำระหนี้ การยืดกำหนดเวลาชำระหนี้ การลดจำนวนหนี้ลง และการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ การลดทุนและเพิ่มทุน การก่อหนี้และระดมเงินทุน แหล่งเงินทุนและเงื่อนไขแห่งหนี้สินและเงินทุน การจัดการและการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของลูกหนี้ และเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลและประโยชน์อื่นใด รวมทั้งแนวทางแก้ปัญหาในกรณีขาดสภาพคล่องชั่วคราวระหว่างการปฏิบัติตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ถือหุ้น รวมทั้งสังคมด้วย เพราะยังสามารถรักษากิจการให้ดำเนินการได้ตามปกติอย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงต่อการถูกเลิกกิจการ และการถูกฟ้องล้มละลาย อันจะช่วยรักษาการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทานต่างๆ ไว้ได้ และการฟื้นฟูกิจการจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่าการล้มละลาย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถปรับโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และแผนการดำเนินธุรกิจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิทธิของเจ้าหนี้ กฎหมายกำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ซึ่งต่างกับการล้มละลายที่เจ้าหนี้ทุกรายจะได้รับส่วนเฉลี่ยในการชำระหนี้เท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการเปรียบเสมือนคนไข้ที่มีอาการป่วยเข้ารับการรักษาตัวเพื่อดูแลรักษาให้หายจากการเจ็บป่วย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ภายหลังเมื่อคนไข้หายป่วยและมีร่างกายที่แข็งแรงและทำอะไรได้ตามปกติ ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ และเมื่อการฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จก็กลับมาเป็นบริษัทที่มีความเข้มแข็งและมีการเติบโตทำนองฟ้าหลังฝน เมื่อศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ กรณีที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน ผู้บริหารของลูกหนี้จะกลับมามีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามเดิม และผู้ถือหุ้นของลูกหนี้กลับมีสิทธิตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66138</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟื้นฟูกิจการ, รื่นวดี สุวรรณมงคล, ล้มละลาย, เลขาก.ล.ต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200123/image_big_5e290c9944d1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2020 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2020 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต.แก้เกณฑ์ปลดล็อกเอสเอ็มอีระดมทุนผ่านตลาดทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ม.ค. 2563 น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเกณฑ์กำกับดูแลเปิดให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสตาร์ทอัพ สามารถเข้าระดมทุนผ่านเครื่องมือในตลาดทุน ทั้งการระดมทุนตลาดแรก โดย ก.ล.ต. คาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์ ก่อนเริ่มบังคับใช้ได้ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนการจัดตั้งตลาดรองในการซื้อขายหลักทรัพย์ของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หลักเกณฑ์กำกับดูแลตลาดแรก เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ได้กำหนดให้บริษัทไม่ต้องขออนุญาต แต่ให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญ ช่วยให้มีความสะดวกและรวดเร็ว ผ่อนปรนการเปิดเผยข้อมูลงบการเงิน และไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน (เอฟเอ) ส่วนแนวทางของมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน โดยจำกัดประเภทผู้ลงทุน มุ่งเน้นผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ &amp;nbsp;มีทรัพย์สินเพียงพอรองรับความเสี่ยงได้ แต่ผู้ลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้ามาลงทุนในบริษัทจำกัด จะกำหนดไว้ไม่เกิน 10 ราย ส่วน บมจ.ไม่เกิน 50 ราย หรือวงเงินระดมทุนทั้งหมด สัดส่วนรายย่อยไม่เกิน 20 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังมีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ผ่านระบบคราวด์ฟันดิง กรณีมีผู้จองซื้อถึง 80% ของจำนวนเงินที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องยกเลิกการเสนอขาย หากได้ไม่ครบ 100% แต่ผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิง ต้องเปิดเผยและแจ้งเงื่อนไข ที่จะไม่ยกเลิกการเสนอขายให้ผู้ลงทุนทราบก่อนจองซื้อ เพื่อลดข้อจำกัดตามเกณฑ์เดิมที่กำหนดว่าหากได้เงินไม่ครบจำนวนที่ตั้งไว้ต้องยกเลิกการเสนอขาย ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวสอดคล้องกับการกำกับดูแลในต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ยังเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมให้บริษัทที่เสนอขายหุ้นต่อประชาชนดำเนินธุรกิจบนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (ไอพีโอ) ต้องไม่เป็นบุคคลเดียวกัน คาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 64 และกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนและบริษัทที่จะไอพีโอ ต้องเปิดเผยข้อมูล ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่รอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.64 รวมทั้งการเคารพสิทธิมนุษยชน และการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55290</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., ระดมทุน, รื่นวดี สุวรรณมงคล, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200123/image_big_5e290c9944d1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ระงับการลงทุน&#039; ในบริษัทที่ ละเมิดธรรมาภิบาล!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมเห็นข่าวเรื่องการรวมพลังของนักลงทุนสถาบัน 32 แห่งเพื่อ &amp;quot;ระงับการลงทุน&amp;quot; ในตลาดหุ้น หากพบว่ามีการทำผิดธรรมาภิบาลแล้ว ก็พอจะมีความหวังว่าคนมีทุนในประเทศนี้จะช่วยกันต่อต้านความไม่ชอบมาพากลในระบบทุนนิยมสุดขั้วที่กำลังกลืนกินสังคมไทยขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวบอกว่าคุณประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ประกาศในงานวันนั้นว่า กลุ่มนักลงทุนสถาบัน 32 รายที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันกว่า 10.8 ล้านล้านบาท ทั้งจากสำนักงานประกันสังคม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และบริษัทประกันชีวิต ร่วมกับ กบข.ลงนามแนวปฏิบัติ &amp;quot;การระงับลงทุน&amp;quot; (Negative List Guideline) ภายใน 3 เดือน เพื่อยกระดับการลงทุนของประเทศไทยสู่การลงทุนอย่างรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในทางปฏิบัติจริงๆ เขาจะทำอย่างไรจึงจะไม่ทำให้เงินทุนไปลงในบริษัทที่จงใจทำผิดกติกาสังคม หรือมีส่วนโยงใยกับคอร์รัปชันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้รับคำอธิบายจากคุณวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข.ว่า แนวทางบริษัทที่มีเกณฑ์จะถูกระงับการลงทุนนั้นมี 2 ประเด็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นแรก การทำผิดกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่รุนแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้แก่ 1.การปกปิดข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ซื้อขายหุ้นอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ใช้ข้อมูลภายในปั่นหุ้น เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ผู้บริหารหรือกรรมการทำผิดในเรื่องความไม่โปร่งใสหรือไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การฉ้อฉลหรือทุจริต และ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ผู้บริหารหรือบริษัทปิดกั้นไม่ให้ผู้ตรวจสอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบบัญชี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG อันหมายถึง Ecology, &amp;nbsp;Society, Governance) ซึ่งส่งผลกระทบทางลบในวงกว้าง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าถ้าธุรกิจใดทำผิดข้อใดข้อหนึ่งจะทำอย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบก็คือ ถ้าหากบริษัทใดมีความผิดข้อนี้จะมีการเข้าไปเจรจาก่อน โดยสถาบันต่างๆ จะจัดประชุมร่วมกันว่ามีผลกระทบรุนแรงหรือไม่และจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร เช่น การใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้ว่าบริษัทนี้มีปัญหา &amp;nbsp;ในเบื้องต้นสถาบันต่างๆ จะร่วมเข้าไปแก้ไข แต่ถ้าบริษัทนั้นถูกศาลชั้นต้นพิพากษา สถาบันต่างๆ จะหยุดการซื้อหุ้นเพิ่มทันที โดยความผิดทั้งหมดจะไม่นับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต นับแต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ ส่วนบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีอยู่แล้วอาจได้รับเงินลงทุนเพิ่มจากกองทุนที่จะมีการตั้งขึ้นมาระหว่าง 32 สถาบัน&amp;quot; เลขาธิการคณะกรรมการ กบข.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องถือว่าความเคลื่อนไหวนี้เป็นครั้งแรกของไทย ที่มีการลงนามร่วมกันระหว่างสถาบันลงทุนซึ่งต้องถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างน้อยก็สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในวงการธุรกิจ ว่าต่อแต่นี้การกระทำใดๆ ที่ละเมิดธรรมาภิบาลหรือผิดหลักปฏิบัติอันดีของสังคมก็จะถูกลงโทษไม่เพียงแต่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังจะได้รับผลทางลบในแง่ของทุนอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ &amp;nbsp;(ก.ล.ต.) ยืนยันว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนจะต้องดำเนินการอย่างรับผิดชอบ มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งการลงทุนจะต้องไปเป็นตามการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (I Code) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ลงทุนสถาบันปฏิบัติตามกฎ I Code อยู่ถึง 32 แห่ง มีสินทรัพย์รวม 9.4 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็น 61% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมบริษัทจัดการกองทุนและประธานอนุกรรมการนโยบาย ESG และ Collective Action สมาคมบริษัทจัดการลงทุนบอกว่าความร่วมมือนี้ถือเป็น &amp;nbsp;&amp;quot;ครั้งแรกของโลก&amp;quot; ที่พร้อมใจจะไม่ลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขัดหลัก ESG
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของ บลจ.นั้นมาลงนามครั้งนี้ 22 แห่ง จากทั้งหมด 23 แห่ง มีสัดส่วนการลงทุนถึง 99% &amp;nbsp;ของนักลงทุนสถาบัน สำหรับรายชื่อนักลงทุนสถาบันที่เข้าร่วมลงนามประกอบด้วย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) บลจ.กสิกรไทย (KASSET) บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) บลจ.กรุงไทย (KTAM) บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถือว่านี่เป็นก้าวย่างที่มีความสำคัญสำหรับประเทศไทย แต่การวัดว่าจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ผลทางด้านปฏิบัติอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้เห็นตัวอย่างจริงๆ สักสองสามกรณีจะจะก่อน ผมจึงจะเชื่อว่าพิธีกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การร่วมกันทำ &amp;quot;สิ่งที่ควรทำ&amp;quot; แต่ยังไม่บรรลุถึงขั้น &amp;quot;สิ่งที่ต้องทำ&amp;quot; ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44433</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ประสงค์ พูนธเนศ, รื่นวดี สุวรรณมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2019 00:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “สมคิด” จี้ ก.ล.ต. ล้างบางคดีปั่นหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย.2562 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่ามีนักลงทุนและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีการกระทำผิดโดยการปั่นหุ้นอยู่จำนวนมาก จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ช่วยดำเนินการปราบปรามการปั่นหุ้นอย่างจริงจังมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า นโยบายของนายสมคิด เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ต้องรีบดำเนินการ โดยตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2562 ก็ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดปั่นหุ้นไปจำนวนหนึ่งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ ก.ล.ต. ได้ปรับการทำงานครั้งใหญ่ ให้ฝ่ายตรวจสอบของ ก.ล.ต. ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตั้งเป็นคณะทำงานพิเศษขึ้นมาตรวจสอบเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดปั่นหุ้นตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คดีปั่นหุ้นตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2562 ที่ทาง ตลท. ส่งมาให้ ก.ล.ต. ดำเนินการในรูปของคณะทำงานร่วมกับตัวแทนของดีเอสไอและ ปปง. จะทำการสอบสวนคดีดังกล่าวไปพร้อมกันเลย ส่วนคดีก่อนที่เข้ามารับตำแหน่ง หากพบว่าเป็นคดีสำคัญไม่มีการดำเนินการให้คืบหน้าก็จะดึงเข้ามาให้คณะทำงานนี้ทำการสืบสวนเอาผิดเช่นกัน&amp;quot; นางสาวรื่นวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รื่นวดี กล่าวอีกว่า ก.ล.ต. จะมีการลงบันทึกข้อตกลงกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในการเข้ามาส่วนหนึ่งของคณะทำงานสอบสวนคดีปั่นหุ้น เพราะมีเรื่องการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐาน เอกสาร ลายนิ้วมือ ลายเซ็นต์ ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับกระทำผิดปั่นหุ้นต่อไปนี้จะรวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญ เพราะเป็นการหาผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย ส่วนจะมีการดำเนินคดีกี่ราย ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบของ ตลท. ที่จะส่งเรื่องมาให้ ก.ล.ต. ดำเนินการเอาผิดต่อไป&amp;quot; น.ส.รื่นวดี กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39570</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปั่นหุ้น, รื่นวดี สุวรรณมงคล, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เลขาธิการ ก.ล.ต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce6659d93240.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2018 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2018 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ตั้ง&#039;รื่นวดี&#039;มืออายัดบัญชียิ่งลักษณ์เป็นเลขาฯก.ล.ต.คนใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค.61- &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต.) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับน.ส.รื่นวดี &amp;nbsp;ในตำแหน่ง อธิบดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม มีบทบาทอายัดและถอนเงินจากบัญชีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากคดีในโครงการรับจำนำข้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกิดเมื่อ 4 พ.ย.2507 จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2528 เนติบัณฑิตไทย (นบท.) ปี 2529&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิติศาสตรมหาบัณฑิต (L.L.M.) Harvard Law School, Cambridge Massachusetts, U.S.A และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต M.B.A. Univercity of California at Berkeley, U.S.A&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกหม้อกระทรวงตาชั่ง ผ่านตำแหน่งสำคัญ อาทิ ปี 2547 ที่ปรึกษาเฉพาะด้านกฎหมาย (นิติกร 9 ชช), ผอ.สํานักกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2551 เป็นรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และรอง ผอ.สํานักงานกิจการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2555 ผู้ตรวจราชการและโฆษกกระทรวงยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่งอธิบดีครั้งแรกที่กรมคุมประพฤติ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อก.ย.2555 เป็นศิษย์เอกของ วิษณุ เครืองาม และ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
&amp;nbsp;
คสช.มีคำสั่งตั้งเป็น อธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2557.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25045</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติครม., รื่นวดี สุวรรณมงคล, เลขาฯก.ล.ต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c220824a8473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
