<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สางคดีทุกขั้นตอน ‘วิชา’ตั้ง5คณะทำงานเรียกสำนวนตร.-อัยการ-กมธ.ตรวจสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ให้ คกก.ศึกษาใช้อำนาจนายกฯ รื้อคดี &amp;quot;บอส&amp;quot; ได้หรือไม่ รับยังคาใจเหมือนสังคม&amp;nbsp; &amp;quot;วิชา&amp;quot; ตั้ง 4 ชุดสางคดีทายาทกระทิงแดง สั่งเรียกตรวจสอบสำนวนทุกขั้นตอนของ &amp;quot;ตำรวจ-อัยการ-กมธ.กฎหมายยุค สนช.&amp;quot; พร้อมปมเสียชีวิตพยานปากเอก &amp;quot;อสส.&amp;quot; นัดแถลงผลสอบอัยการสั่งไม่ฟ้อง 4&amp;nbsp; ส.ค.นี้ &amp;quot;ผู้ช่วย ผบ.ตร.&amp;quot; ขึงขังลั่นไม่ใช่เสือกระดาษ ยันสอบจริงพบ ตร.ผิดฟันไม่เลี้ยง &amp;quot;2 กมธ.&amp;quot; ชุด &amp;quot;จิรายุ-สิระ&amp;quot; ผนึกกำลังไขข้อเท็จจริงทางคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา&amp;nbsp; ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ขับรถเฟอร์รารีชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการจะประชุมครั้งแรกในวันนี้ (3 ส.ค.) ว่า ไม่มีอะไร ตนคงไม่ไปก้าวล่วงเพราะอยู่อำนาจบริหาร ชุดนี้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าเสนออะไรมาหากอยู่ในกรอบที่ทำได้ก็จะทำ ซึ่งต้องดูต่อว่าทำไมจึงมีฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายปฏิรูปกฎหมายเข้ามาด้วย ต้องดูว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ขั้นตอนทำให้เกิดปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่ากำลังศึกษาข้อเสนอนักวิชาการที่ให้นายกฯ ใช้อำนาจรื้อคดี โดยให้กรรมการดูอยู่ว่าตนสามารถรื้อได้หรือไม่ วันนี้อยู่ในขั้นตอนการทำให้เกิดข้อเท็จจริงว่าอยู่ในขั้นตอนไหน และดูว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ อำนาจมันคนละอำนาจกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าการที่สั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง ซึ่งเป็น 1 ในพยานคดีนายวรยุทธ แสดงว่าเห็นว่าการตายมีความผิดปกติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;ไม่ใช่ แต่ตนฟังมาจากสื่อ สังคม ประชาชน ที่ให้ความสงสัย จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนเท่านั้นเอง และในฐานะที่มีอำนาจควบคุมตำรวจ ก็สั่งตำรวจไปว่าทำได้หรือไม่ ต้องไปคุยกับญาติเขาว่าตกลงหรือไม่ เลื่อนวันเผาไปวันหน้าได้หรือไม่ เพื่อที่จะทำการผ่าศพพิสูจน์ ดูว่ามีหลักฐานอะไรหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จบตรงนั้นไป คือต้องลดปัญหาต่างๆ ที่พูดกันลงมาให้ได้ด้วยข้อเท็จจริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าเดี๋ยวเขาคงพิจารณา กรรมการก็ต้องว่ามา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้ติดตามข่าวนี้มาตลอด แต่ผมไม่ได้ตัดสินใจ มันอยู่ในใจอยู่ และยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากให้กระบวนการยุติธรรมกลับมาตามที่ประชาชนอยากเห็น และต้องดูว่าอัยการกับตำรวจจะทำอย่างไรเพื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าจะต้องถึงขั้นรื้อคดีขึ้นใหม่หรือไม่ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า &amp;quot;ไม่ได้หรอก ไปรื้อ คุณถามแบบนี้ต้องไปดูว่ามันเป็นอย่างไรก่อน สิ่งที่สื่อถามไปไกลเหลือเกิน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอแนะแนวทางให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลตำรวจมีอำนาจสั่งทบทวนคดีนายวรยุทธว่า &amp;quot;ไม่ทราบ ขอให้ไปถามนายปริญญาเอง ซึ่งนายกฯ จะสามารถสั่งรื้อคดีได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ ขอให้รอความคิดเห็นจากคณะกรรมการชุดที่รัฐบาลตั้งขึ้นที่มีนายวิชาเป็นประธาน ซึ่งเขาจะแนะเองว่าคำตอบเป็นอย่างไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในคำสั่งก็บอกอยู่แล้วว่าแนะในเชิงปัจจุบันว่าจะต้องทำอะไรหรือไม่ และในเชิงปฏิรูปที่จะต้องแก้กฎหมาย ระเบียบ วิธีปฏิบัติ พฤติกรรม ซึ่งคณะกรรมการจะต้องรายงานนายกฯ ทุกๆ 10 วันอยู่แล้ว&amp;nbsp; ชุดนี้ต้องช่วยกันทำ&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 14.45 น. นายวิชาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชนครั้งแรก ถึงเรื่องที่อัยการไม่สั่งฟ้องคดีนายวรยุทธ โดยก่อนการประชุมนายวิชายืนยันว่า คณะกรรมการชุดนี้ยังไม่ได้มีการพูดเลยว่าคดีนี้เป็นที่สุดแล้ว ยังไม่มีการพูดเช่นนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่านายกฯ มีอำนาจสามารถรื้อคดีใหม่ได้หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า &amp;quot;นายกฯ ไม่ได้มีอำนาจสั่งอัยการ แต่นายกฯ มีข้อเสนอแนะได้&amp;quot;
&amp;#39;วิชา&amp;#39; ตั้ง 4 ชุดสางคดีบอส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 18.00 น. นายวิชาให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมงว่า คณะกรรมการชุดนี้มีผู้เชี่ยวชาญอยู่หลากหลายสาขา และได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้น ได้ข้อสังเกตที่ดี เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบในประเด็นที่ละเอียดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชากล่าวว่าได้ตั้งคณะทำงานขึ้น 4 ชุด ได้แก่ 1.คณะทำงานตรวจสอบอัยการ มีนายบวรศักดิ์&amp;nbsp; อุวรรณโณ เป็นประธาน เพราะเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกฎหมาย 2.คณะทำงานการตรวจสอบตำรวจ มีนายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธาน เพราะเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม 3.คณะทำงานตรวจสอบบุคคลทั่วไป มีนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน โดยคณะทำงานชุดนี้จะต้องตรวจสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรรมาธิการ ทนายความ ซึ่งเป็นคนที่ไม่ใช่ตำรวจและอัยการ ขณะที่ผู้แทนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะร่วมอยู่ในคณะนี้ โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน นอกจากนี้จะขอผลการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยจะขอมาดูให้หมด และ 4.คณะทำงานตรวจสอบด้านกฎหมาย มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นประธาน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีคณะทำงานที่มีหน้าที่รวบรวมสรรพเอกสาร ทั้งตัวเอกสารหรือสิ่งที่ได้จากโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอคลิปหรือข้อคิดเห็นจากประชาชนต่างๆ ซึ่งจะเปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ถือเป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยจะมีทีมงานที่เชี่ยวชาญทางไอทีและจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงาน รวมไปถึงทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับรู้ ดังนั้นถ้าใครต้องการส่งเอกสาร หลักฐาน หรือจะให้ข้อมูลใดๆ แก่คณะกรรมการ สามารถติดต่อมาได้ที่ตนหรือช่องทางที่เรากำลังจะเปิดเพื่อรับข้อมูล หรือว่าคนที่มีความคับข้องใจ ซึ่งมีทั้งอัยการและตำรวจที่อยากจะให้ข้อมูลจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราอยากได้ทุกความเห็นสามารถส่งเข้ามาได้ อย่างไรก็ตามคณะทำงานแต่ละชุดจะทำงานคู่ขนานกันไปกับคณะกรรมการชุดใหญ่ จะประชุมกันสัปดาห์ละ 2 ครั้งในช่วงแรกนี้ เนื่องจากมีความเร่งรัดอย่างมากเพื่อให้เสร็จสิ้นได้ใน 30 วัน โดยคณะกรรมการจะประชุมครั้งต่อไปในเวลา 10.00 น. วันที่ 5&amp;nbsp; ส.ค. ที่สำนักงาน ก.พ.เดิม ถ.พิษณุโลก ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล&amp;quot; นายวิชากล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กล่าวว่า จะมีการขอสำนวนหลักฐานต่างๆ จากอัยการ โดยเฉพาะผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตรวจสอบพิจารณาคดีนายวรยุทธของอัยการที่จะได้ข้อสรุปในวันที่ 4 ส.ค. โดยคณะกรรมการของเราจะเชิญฝ่ายเลขานุการของคณะทำงานตรวจสอบของอัยการมาให้ข้อมูลด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะคณะกรรมการชุดนี้จะได้ทุ่นเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยึดตามนั้นไปตลอด เพราะถ้ามีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจะพิจารณากันอีกที รวมไปถึงสำนวนของตำรวจที่ สน.ทองหล่อทำมาตั้งแต่ต้น และสำนวนของอัยการที่ทำส่งไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้ด้วย เพราะทุกสำนวนจะต้องส่งมาให้เราทั้งหมด รวมไปถึงประเด็นการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานคดีของนายวรยุทธ ไม่ว่ามีข้อสงสัยอะไรต้องเอามาดูให้หมด แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานผลการชันสูตรศพนายจารุชาติ ต้องรอรายงานจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และกองบังคับการปราบปราม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าจะเชิญตัวนายวรยุทธมาให้ข้อมูลด้วยหรือไม่ นายวิชากล่าวว่าได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานไปแล้ว คณะทำงานชุดนี้จะเป็นผู้พิจารณาอีกทีว่าจะเชิญบุคคลใดบ้าง ดังนั้นก็จะต้องดูว่าควรเชิญนายวรยุทธหรือไม่ &amp;nbsp;
อัยการสรุปผลสอบ 4 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าหากอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วจะมีช่องทางทำให้เป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ นายวิชากล่าวว่าเรื่องนี้ต้องศึกษาก่อน ซึ่งในวันที่ 5 ส.ค.คณะกรรมการจะคุยกันในเรื่องข้อกฎหมายอย่างละเอียด เพราะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับมอบหมายจากตนไปแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่านายกฯ มีอำนาจสั่งให้ตำรวจไปทบทวนความเห็นที่ไม่คัดค้านกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องได้หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ต้องดูว่าหากเสนอแล้วต้องเป็นไปได้ คือถ้าเสนอแล้วยังกั๊กอยู่ ติดอยู่ก็ไม่เอา ย้ำว่าเสนอแล้วต้องเป็นไปได้ สิ่งที่เราเสนอจะต้องเป็นความแน่นอน จะต้องปรึกษากันอีกที&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด คณะทำงานตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธของอัยการสูงสุด มีการประชุมเป็นวันที่ 5 เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานกำลังประชุมกันอยู่ น่าจะเป็นการสรุปภาพรวมทั้งหมด จะได้นำผลของการพิจารณากราบเรียนอัยการสูงสุด โดยวันที่ 4 ส.ค. เวลา 10.00&amp;nbsp; น. ที่ห้องประชุม 120 ปี ชั้น 1 คณะทำงานจะแถลงผลการตรวจสอบในนามของสำนักงานอัยการสูงสุด&amp;nbsp; ซึ่งคณะทำงานกำลังเร่งสรุปเอกสารนำเรียนสรุปให้พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนทราบทั้งหมด กำลังเร่งให้ทัน ต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนมีการแถลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผลจะเป็นอย่างไรยังตอบไม่ได้ รอฟังพรุ่งนี้ (4 ส.ค.) พร้อมกัน ซึ่งจะสรุปทุกประเด็น รวมทั้งข้อเสนอแนะด้วย จะแถลงโดยละเอียดให้ทราบ ผู้ที่จะแถลงข่าวประกอบด้วยนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะทำงาน, นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี&amp;nbsp; คณะทำงาน, นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เลขานุการคณะทำงาน, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา คณะทำงาน และผมในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานฯ&amp;quot; นายประยุทธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการใช้ดุลพินิจของข้าราชการตำรวจที่มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งพนักงานอัยการกรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งเป็นวันที่ 6 แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ กล่าวก่อนการประชุมว่า ต้องขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะไม่ได้ตรวจสอบจากสำนวน แต่เป็นเรื่องการสืบสวนสอบสวน ต้องไปไล่ตามหาความจริงด้วย โดยวันนี้ (3 ส.ค.) จะมีการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานกฎหมายและคดี ที่เป็นผู้รับสำนวนมาจากพนักงานอัยการเข้ามาให้ข้อมูล ว่ารับเอกสารมาแล้วมีขั้นตอนดำเนินการอย่างไร และพิจารณาเรื่องผลการตรวจเลือด รวมทั้งมีการแบ่งเจ้าหน้าที่ไปสอบผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาอะม็อกซีซิลลินด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภายในสัปดาห์นี้คณะกรรมการจะเรียก พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร.เข้ามาให้ข้อมูลกรณีการใช้ดุลพินิจไม่เห็นแย้งอัยการ อย่างไรก็ตาม ผมเกรงว่าให้สัมภาษณ์ทุกวันจะคลาดเคลื่อน เราพยายามจะให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ไม่ให้เกิดความสับสน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยา หมอฟัน จริงๆ มันไม่ใช่แบบนั้น ซึ่งวันนี้ผมต้องเคลียร์ประเด็นนี้ด้วย&amp;quot; พล.ต.ท.จารุวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาหลังการประชุม พล.ต.ท.จารุวัฒน์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า จากการชี้แจงของเจ้าหน้าที่สำนักงานกฎหมายและคดี ที่เรียกมาซักถามตั้งแต่ขั้นตอนการรับความเห็นทางคดีมาจากอัยการ การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการประมวลผลตรวจสอบ ก่อนเสนอต่อ พล.ต.ท.เพิ่มพูนให้มีความเห็นทางคดีสั่งไม่แย้งอัยการ พบว่าคณะทำงานดังกล่าวได้ใช้เวลาพิจารณาสำนวนและความเห็นไม่ฟ้องนานกว่า 4 เดือน&amp;nbsp; โดยมีการหยิบยกมาพิจารณาซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะมีความเห็นทางคดีเห็นพ้องกับอัยการและสั่งไม่แย้ง
2 กมธ.ผนึกกำลังไขปม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอยืนยันการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผมไม่ใช่เสือกระดาษ ที่ไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ แต่ต้องขอให้อดใจรอ เพราะเป็นการตรวจสอบย้อนหลังไปถึง 8 ปี เพื่อแสวงหาผู้บกพร่องในการทำหน้าที่ และหากพบว่าใครที่บกพร่องต่อหน้าที่ก็พร้อมเสนอ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พิจารณาลงโทษแน่นอน&amp;quot; รองประธานคณะกรรมการข้อเท็จจริงกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) กล่าวถึงการส่งตำรวจกองปราบปรามไปร่วมกับตำรวจท้องที่ตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง พยานปากสำคัญในคดีของนายวรยุทธ ที่เสียชีวิตบริเวณแยกฟ้าธานี ถนนห้วยแก้ว อ.เมืองเชียงใหม่ว่า กองปราบปรามมองว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจและเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งได้ตั้งไว้ 2 สมมติฐาน คือ อุบัติเหตุและฆาตกรรม ทั้งนี้ยังไม่ได้ตั้งธงหรือสรุปว่าเป็นไปทิศทางใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงร่วมกับตำรวจท้องที่อย่างละเอียด ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุมาจนถึงขณะเกิดเหตุว่ามีข้อสงสัยหรือข้อพิรุธใดๆ พร้อมกับนำผลของการผ่าชันสูตรรอบ 2 มาตรวจสอบร่วมด้วย ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาเป็นเช่นไรก็จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน โดยผมไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน แต่จะทำคดีให้เร็วที่สุด&amp;quot; ผู้การกองปราบฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จัดประชุมพิจารณาเรื่องซ้ำซ้อน กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ โดยเชิญประธานคณะกรรมาธิการ 3 ชุดที่พิจารณาเรื่องเดียวกัน คือนายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และนายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจมาหารือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว โดยคณะ กมธ.กิจการตำรวจได้แจ้งว่า ได้ศึกษามาระดับหนึ่งแล้วจึงไม่ติดใจ แต่หาก กมธ.ตำรวจอยากมาร่วมกับอีก 2 คณะก็จะนำเข้าหารือต่อที่ประชุม กมธ.ตำรวจก่อนว่าจะมาร่วมประชุมกับอีก 2 คณะด้วยหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่ผมไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกัน เพราะไม่ต้องการรบกวนข้าราชการ หรือบุคคลภายนอกต้องเข้ามาชี้แจง เพราะหาก กมธ.ทั้ง 3 คณะเชิญตำรวจ อัยการ หรือองค์การต่างๆ ทุกคณะก็ต้องมา 3 ครั้ง ซึ่งถือเป็นภาระและความเดือดร้อน ดังนั้นตามระเบียบแล้วต้องการให้ กมธ.ที่มีความซ้ำซ้อนสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยต้องมี กมธ.ชุดใดชุดหนึ่งเป็นเจ้าภาพของเรื่องนั้นๆ เพื่อมาประชุมร่วมกัน&amp;quot; นายชวนกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจิรายุกล่าวว่า ขณะนี้รอให้คณะกรรมาธิการตำรวจพิจารณาว่าจะเสนอเรื่องใดเข้ามา ส่วนการประชุมวันที่ 5 ส.ค.นี้ก็จะเป็นการแชร์ข้อมูลกันระหว่างคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ซึ่งจะทำข้อมูลและคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ จะเป็นคนออกจดหมายเชิญผู้ชี้แจงเป็นหลัก เพื่อที่จะได้พิจารณาในเรื่องเดียวกัน หากพิจารณาวันที่ 5 ส.ค.ไม่จบก็จะขยับต่อไปอีกสัปดาห์ เนื่องจากรูปคดีและการพิจารณาต่างๆ ค่อนข้างมีความหลากหลาย รวมถึงมีสถานการณ์เกิดขึ้นใหม่รายวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีการเสียชีวิตของนายจารุชาติ หนึ่งในพยานปากสำคัญ ซึ่งนายกฯ ก็สั่งให้ชันสูตรใหม่เพื่อทำให้ความจริงปรากฏ แต่กลับมีบางประเด็นบอกว่าไม่ไว้ใจผู้ชันสูตรที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งนายกฯ ก็ต้องสั่งการให้ชัดเจนว่าคนชันสูตรต้องมีความเป็นกลาง หรือควรตั้งกรรมการกลางขึ้นมาหรือไม่ เพราะสังคมเคลือบแคลงใจ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 1-2 วันนี้ และหากเป็นไปได้หากมีการชันสูตรศพเสร็จอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้ (4 ส.ค.) ช่วงเย็นผลการชันสูตรก็คงออกมาและจะทำให้ความจริงปรากฏอีกครั้งหนึ่ง จะได้หาข้อมูลต่างๆ ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 5 ส.ค.ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องตรวจสอบต่อไป&amp;quot; นายจิรายุกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73340</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทายาทกระทิงแดง, คำสั่งไม่ฟ้องคดี, บอสกระทิงแดง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รื้อคดี, วรยุทธ อยู่วิทยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f282588428f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 18:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบเห่! เตรียมจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ 2.4 หมื่นล้าน ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้องรื้อคดีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;จบเห่เตรียมจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ 2.4 หมื่นล้าน ศาลปค.สูงสุดสั่งไม่รับคำฟ้องรื้อคดีใหม่ ชี้ข้ออ้างเป็นกรณีโต้แย้งการใช้ดุลนิจพิจาณาคดี&amp;nbsp;ไม่ใช่กรณีที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด&amp;nbsp;ซ้ำปมโฮปเวลล์ เป็นบริษัทต่างด้าวจดทะเบียนนิติบุคคลไม่ถูกต้อง แม้จริงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับปล่อยจนรมว.ลงนามสัญญา จะอ้างไม่รู้ไม่ได้ แถม ก.คมนาคมฯไม่เคยยกขึ้นสู้ทั้งในชั้นอนุญาโต หรือในศาลปกครองจึงไม่ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;22&amp;nbsp;ก.ค.63 - ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ยื่นขอให้รื้อคดีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้กระทรวงคมนาคมและรฟท.ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ทั้งสองหน่วยงาน ต้องคืนเงินค่าตอบแทนที่ที่บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย)จำกัด ชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการพร้อมดอกเบี้ยราว 2.4หมื่นล้านบาทให้กับบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย)จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;โดยศาลปกครองสูงสุดระบุเหตุผลว่า ที่กระทรวงคมนาคมและรฟท. อ้างว่า ศาลปกครองสูงสูดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดคลาดเคลื่อนในประเด็นเกี่ยวกับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทและการกำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนั้น เห็นว่า การกำหนดประเด็นแห่งคดีและปัญหาทั้งหลายที่ต้องวินิจฉัย ตลอดจนการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่อ้างนั้นล้วนแต่เป็นการใช้ดุลยพินิจของศาลในการกำหนดประเด็นแห่งคดีและวินิจฉัยปัญหา ตามรูปเรื่องข้อเท็จจริงแห่งคดี ข้ออ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะโต้แย้งดุลยพินิจในการพิจารณาพิพากษาของศาล แม้จะเป็นการแตกต่างไปจากความเห็นของผู้ร้องทั้งสอง แต่ก็ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือทำการให้การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีกลายเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มีข้อบกพร่องสำคัญที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ส่วนที่อ้างว่าการที่ศาลปกครองสูงสุดไม่ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีถือเป็นข้อบกพร่องสำคัญในการกระบวนการพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรมนั้น เห็นว่า ที่กำหนดเกี่ยวกับการพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นโดยศาลปกครองสูงสุดไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดที่ให้ศาลปกครองสูงสุดต้องมีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองแล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ทุกกรณี แต่ให้เป็นดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดตามที่เห็นว่ามีเหตุสมควรเท่านั้น จึงจะให้ส่งสำนวนคืนไปที่ศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;เมื่อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่อ.221-223/2562&amp;nbsp;ศาลเห็นว่า ก่อนที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ได้ดำเนินการในชั้นการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยคู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงและชี้แจงโต้แย้งแล้ว คดีจึงมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาพิพากษาหรือชี้ขาดคดีต่อไปได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงเป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ดุลยพินิจเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคดีคืนไปยังศาลปกครองชั้นต้น ดังนั้นการที่ศาลปกครองสูงสุดไม่ส่งสำนวนคืนไปยังศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้พิจารณาประเด็นแห่งคดีใหม่ จึงไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินกระบวนการพิจารณาที่จะถือว่าเป็นข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนการพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับประเด็นที่อ้างว่า พบพยานหลักฐานใหม่ว่าบริษัทโฮปเวลล์ในขณะเข้าทำสัญญาเป็นการดำเนินการของบุคคลต่างด้าวที่ฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พ.ย.2515&amp;nbsp;เห็นว่าไม่ว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทโฮปเวลล์ตามหนังสือรับรองจดทะเบียนนิติบุคคลหรือการเข้าประกอบกิจการก่อนที่จะได้รับหนังสือรับรองจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าในขณะนั้น จะเป็นจริงดังที่อ้างหรือไม่ก็ตาม แต่โดยข้อเท็จจริงความสามารถของบริษัทโฮปเวลล์ฯเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่ตั้งแต่ขณะเข้าทำสัญญา&amp;nbsp;ซึ่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นเอกสารที่ทุกคนสามารถเข้าขอตรวจสอบจากราชการได้ และหนังสือดังกล่าวก็ต้องยื่นประกอบการลงนามในสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมฯได้บรรยายฟ้องว่า คณะกรรมการรฟท.มีมติให้รฟท.มีอำนาจลงนามในสัญญาร่วมกับกระทรวงคมนาคมและให้บริษัทโอปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) มีอำนาจเข้าดำเนินการก่อสร้าง พัฒนาที่ดินของรฟท.&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งบริษัทโฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง)ได้จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัทโฮปเวลล์ ( ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นตามกฎหมายไทย กรณีดังกล่าวบ่งชี้ว่ากระทรวงคมนาคมฯทราบดีว่าบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) มีบริษัทแม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;quot;ข้อโต้แย้งเรื่องความสามารถของบริษัทโฮปเวลล์ขณะเข้าสัญญาซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะปฏิวัติฯรมว.คมนาคมซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญา เป็นบุคคลที่อยู่ร่วมในครม. ย่อมต้องรู้ว่าบริษัทโฮปเวลล์ฯได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากครม. อีกทั้งกระทรวงคมนาคมฯยอมรับในคำขอพิจารณาคดีใหม่ว่าบริษัทโฮปเวลล์ ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนให้ประกอบธุรกิจประเภทที่กำหนดไว้ในบัญชี ค.ท้ายประกาศคณะปฏิวัติฯ และกรณีนิติบุคคลต่างด้าวจะประกอบกิจการตามที่ลงนามในสัญญาจะต้องขออนุญาตจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าก่อน จึงเป็นข้อบัญญัติกฎหมายที่กระทรวงคมนาคมฯ จะปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;แต่ควรต้องตรวจสอบเรื่องความสามารถของคู่สัญญาก่อนลงนาม&amp;nbsp;อีกทั้งร่างสัญญาจะต้องผ่านการตรวจจากกรมอัยการขณะนั้นก่อนลงนาม การที่กระทรวงคมนาคมและรฟท.ไม่ตรวจสอบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวและไม่เคยยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นต่อสู้มาก่อนทั้งในชั้นเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการและในชั้นศาลปกครองเลย จึงเป็นความบกพร่องของกระทรวงคมนาคมและรฟท.เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าทั้งสองไม่ทราบถึงความมีอยู่ของพยานหลักฐานนั้นในการพิจารณาคดีครั้งที่แล้วมาโดยมิใช่ความผิดของกระทรวงคมนาคมและรฟท. ดังนั้นเอกสารที่ทั้งสองกล่าวอ้างจึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ ที่จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;และที่อ้างว่าศาลปกครองชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาหรือมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น เห็นว่า คำขอพิจารณาคดีใหม่เป็นคำฟ้องตามนัยมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 แต่โดยกฎหมาย ไม่ได้กำหนดว่าการยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ต้องยื่นศาลปกครองใด จึงต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไปว่าด้วยวิธีพิจารณคดีปกครองตามนัยข้อ 5 วรรคสอง แห่งระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2543 ดังนั้นคำขอพิจารณาคดีใหม่ในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72221</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโฮปเวลล์, ค่าโง่โฮปเวลล์, รื้อคดี, ศาลปกครองสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db65e2701f3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 18:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสูงสุดสั่งรื้อคดีทายาทซัมซุงติดสินบน &#039;ปัก กึนฮเย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลสูงสุดของเกาหลีใต้มีคำสั่งเมื่อวันพฤหัสบดี ให้รื้อฟื้นการพิจารณาคดีสินบนของอดีตประธานาธิบดีปัก กึนฮเย และอี แจยอง ทายาทสืบทอดอาณาจักรซัมซุง เพิ่มความเป็นไปได้ที่ปักอาจถูกลงโทษหนักกว่าเดิม ส่วนอีอาจต้องกลับเข้าคุกหลังจากศาลอุทธรณ์แค่รอลงอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ปัก กึนฮเย อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ถูกนำตัวมาขึ้นศาลในกรุงโซล / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า อดีตประธานาธิบดีหญิงของเกาหลีใต้ที่โดนถอดถอนเมื่อปี 2560 กำลังชดใช้โทษจำคุก 25 ปีในความผิดฐานรับสินบนและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบตามคำพิพากษาเมื่อปีที่แล้ว ส่วนอี แจยอง รองประธานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้ก่อตั้งอาณาจักรซัมซุงกรุ๊ป ถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปีเมื่อปี 2560 ฐานติดสินบน แต่ศาลอุทธรณ์ยกเลิกคำตัดสินหลายกระทงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เหลือโทษจำคุก 2 ปีครึ่ง แต่ให้รอลงอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีของทั้งคู่เกี่ยวโยงถึงชเว ซุนซิล เพื่อนหญิงคนสนิทของปัก ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเมื่อปีที่แล้ว ฐานใช้เส้นสายที่มีจากความสัมพันธ์กับปัก บีบบังคับบริษัทหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงซัมซุง จ่ายสินบนและบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของเธอ เพื่อแลกกับการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สนับสนุนปัก กึนฮเย ชุมนุมประท้วงด้านนอกศาลสูงสุดในกรุงโซลเมื่อวันพฤหัสบดี เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอทันที / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม ศาลสั่งให้พิจารณาคดีของบุคคลทั้ง 3 ใหม่ โดยให้เหตุผลว่ามีการตัดสินที่ผิดพลาด กรณีของปักนั้น ศาลสูงสุดชี้ว่า ตามกฎหมายการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลล่างต้องแยกการพิพากษาคดีรับสินบน เมื่อจำเลยที่เป็นอดีตประธานาธิบดีหรือประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ถูกกล่าวหาคดีอาญาหลายข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศาลจะส่งคดีนี้กลับยังศาลอุทธรณ์โซล&amp;quot; คิม มย็องซู ประธานศาลสูงสุดกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปักถูกตัดสินเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วหลังการพิจารณาคดีนาน 10 เดือน ซึ่งเธอบอยคอตการไต่สวน ว่าเธอมีความผิดฐานรับสินบนหรือเรียกรับสินบนมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์, เปิดเผยเอกสารลับทางราชการ, ขึ้นบัญชีดำศิลปินที่คัดค้านนโยบายของเธอ และไล่ออกเจ้าหน้าที่ที่ขัดขืน ศาลล่างตัดสินจำคุกปัก 24 ปี แต่ต่อมาเพิ่มโทษอีก 12 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อของเกาหลีใต้กล่าวเตือนว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้อาจไม่เอื้อประโยชน์ต่อปัก เพราะหากแยกการตัดสินเป็น 2 คดี ปักอาจโดนเพิ่มโทษจำคุกนานขึ้น เช่นเดียวกับกรณีของทายาทซัมซุง ซึ่งมีโอกาสที่เขาจะต้องกลับเข้าคุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 25 สิงหาคม 2560 อี แจยอง ถูกนำตัวออกจากศาลแขวงกลางโซลภายหลังคำพิพากษา / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานศาลสูงสุดกล่าวว่า ศาลอุทธรณ์โซลตีความนิยามของการรับสินบนแคบเกินไป โดยไม่ได้รวมถึงม้า 3 ตัว มูลค่า 2.8 ล้านดอลลาร์ ที่ซัมซุงกรุ๊ปมอบให้ชเว โซวอน บุตรีของชเว ซุนซิล ที่เป็นนักกีฬาบังคับม้า ว่าเป็นสินบนด้วย ศาลสั่งให้ส่งคดีนี้กลับไปพิจารณาใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่ชัดเจนว่าอีจะถูกส่งตัวเข้าคุกระหว่างรอการรื้อคดีหรือไม่ แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า คำตัดสินนี้จะทำให้การบริหารซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ยุ่งยากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44577</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชเว ซุนซิล, ติดสินบน, ทายาทซัมซุง, ปัก กึนฮเย, รับสินบน, รื้อคดี, ศาลสูงสุด, อี แจยอง, เกาหลีใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190829/image_big_5d67b28dba53b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ฟื้นคดีโฮปเวลล์ พาเหรดบี้เซ็นทรัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลปกครองไม่รับคำขอรื้อคดีค่าโง่โฮปเวลล์! ชี้ไร้หลักฐานใหม่ &amp;quot;ศักดิ์สยาม&amp;quot; นัดถกอัยการสูงสุดสัปดาห์หน้า 2 รมต.ภท.แท็กทีมสั่งสอบ &amp;quot;เซ็นทรัล วิลเลจ&amp;quot; รุกที่ ทอท.-ส่อขัดผังเมือง &amp;quot;นิตินัย&amp;quot; สั่งรื้อท่อประปาล้ำพื้นที่ หวั่นทำรถติดทางเข้า-ออกสนามบินขัดกฎการบินสากล CPN แจงขออนุญาตถูกต้องตาม กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ในคดีหมายเลขดำที่ 107/2552, 2038/2551, 1379/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 366-368/2557 ระหว่างกระทรวงคมนาคม ที่ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 2 ผู้ร้อง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน ซึ่งคดีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 119/2547 หมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2551 ที่ให้ผู้ร้องทั้งสองคืนเงินค่าตอบแทนที่ผู้คัดค้านชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้คัดค้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ร้องทั้งสองได้มีคำร้องยื่นต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด และมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน &amp;quot;กรณีโฮปเวลล์&amp;quot; ซึ่งหากได้พยานหลักฐานใหม่ จะนำเสนอศาลปกครองสูงสุดต่อไป ทั้งโต้แย้งเรื่องความสามารถในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญาพิพาท รวมทั้งอ้างว่าการที่ศาลปกครองสูงสุดมิได้ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาแห่งคดี ถือว่าเป็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลปกครองกลางวินิจฉัยคำร้องขอว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องทั้งสองโต้แย้งประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยเรื่องระยะเวลาการใช้สิทธิเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ การเลิกกันของสัญญาพิพาท และการกลับคืนสู่ฐานะเดิมของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้าน มีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการพิพากษาคดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด สำหรับกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมิได้ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เป็นดุลพินิจที่จะวินิจฉัยข้อพิพาทตามคำอุทธรณ์ได้เอง ไม่มีบทกฎหมายที่บังคับให้ศาลปกครองสูงสุดต้องส่งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่ยังมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครองกลับไปให้พิจารณาพิพากษาใหม่ทุกกรณี ทั้งคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแล้วว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาพิพากษาชี้ขาดคดีต่อไปได้ เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดี จึงไม่ถือว่ามีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องความสามารถของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญาว่าเป็นการดำเนินการของคนต่างด้าวนั้น เอกสารหลักฐานดังกล่าวมิได้เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏขึ้นใหม่ อันมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ทั้งในขณะที่ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นี้ ผู้ร้องทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่จะนำเสนอต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นพยานหลักฐานใหม่อันมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ คำขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) ประกอบวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา
ถก อสส.ค่าโง่โฮปเวลล์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า ตนและคณะทำงานจะหารือกับอัยการสูงสุดว่า กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะดำเนินการเรื่องนี้ในทิศทางใดต่อไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเกิดมานานแล้ว ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายกังวลว่าเมื่อศาลไม่รับคำร้อง ทาง รฟท.จะต้องมีการชำระเงินชดเชยใน 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดประมาณเดือน ต.ค.นี้นั้น ในเรื่องนี้ทางกระทรวงคมนาคมได้มีการทำงานควบคู่กัน โดยให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาหาแนวทางรองรับไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะดำเนินการสิ่งที่ดีที่สุดให้เกิดกับคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยามยังกล่าวถึงกรณีการก่อสร้างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ที่รุกล้ำพื้นที่ราชพัสดุ ภายใต้การดูแลของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ภายหลังหารือร่วมกับนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ว่า ได้สั่งการให้ ทอท.ดูข้อเท็จจริง ใครมีส่วนรับผิดชอบต้องให้เขาไปดู ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด อะไรที่ไม่ดีอย่าไปทำ กฎหมายบังคับใช้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหมด ดังนั้นต้องดูข้อเท็จจริงและกฎหมายให้ครบถ้วนในการดำเนินการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิตินัยกล่าวว่า ทอท.ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานประปาสาขาสุวรรณภูมิ การประปานครหลวง (กปน.) องค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลง อ.บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และกรมธนารักษ์ เพื่อแจ้งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ใช้ก่อสร้างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ โดยเฉพาะแนววางท่อประปา เนื่องจากเป็นการใช้พื้นที่โดยพลการและก่อสร้างโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ดังนั้น ทอท.ผู้เป็นดูแลพื้นที่แทนกรมธนารักษ์เมื่อทราบแล้ว จึงต้องส่งหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อเข้ามาตรวจสอบ รวมถึงได้สั่งการให้หยุดการก่อสร้างดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้รายงานให้ทราบถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะพื้นที่ดังกล่าวอาจจะถูกใช้เป็นทางเข้า-ออกสนามบิน ซึ่งจะทำให้เกิดความคับคั่ง และปัญหาจราจรแออัดตามมาได้ รวมทั้ง ทอท.ได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงานการบินพลเรือน (กพท.) เพื่อสอบถามความเหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของเซ็นทรัลว่าขัดกับเงื่อนไขกฎเกณฑ์การบินขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) แม้แผนพัฒนาดังกล่าวจะไม่มีการก่อสร้างอาคารสูงเกิน 3 เมตร ตามเงื่อนไขพัฒนาพื้นที่รอบสนามบิน แต่อาจมีปัญหาอื่นที่ส่งผลกระทบ เช่น เรื่องแสงสว่างของโครงการที่อาจทำให้นักบินสับสนหรือเสี่ยงต่อความปลอดภัยการนำเครื่องบินลงจอดที่รันเวย์ เป็นต้น ดังนั้นในส่วนนี้ ทอท.ถือว่าทำหน้าที่ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ครบถ้วนแล้ว ที่เหลือคงเป็นการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือที่ ทอท.ได้ทำไปถึงผู้จัดการสำนักงานประปาสาขาสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.นั้น ระบุว่า การวางท่อประปาดังกล่าวอยู่ในพื้นที่งานก่อสร้างระบบไฟฟ้าและอาคารหลักหลังที่สอง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ โฉนดเลขที่ 154871 และ 154873 &amp;nbsp;ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ &amp;nbsp;ในการครอบครองของ ทอท.และ ทอท.ก็ไม่อนุญาต ต่อมาได้วางแนวท่อประปารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ ทอท. จึงได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจบางพลี ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. ด้วยเหตุนี้ ทอท.จึงขอให้สำนักงานประปาสุวรรณภูมิ ยุติการกระทำ และขนย้ายและปรับพื้นที่ให้อยู่สภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 25 ส.ค.นี้ หากพ้นกำหนด ทอท.มีความจำเป็นดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สอบเซ็นทรัลส่อขัดผังเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ (Central Village) ว่าการก่อสร้างชอบด้วยกฎหมายผังเมืองหรือไม่ เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้ก่อสร้างในพื้นที่ดินประเภท ประเภท ก. 1-10 พื้นที่สีเขียว (ประเภทชนบทและเกษตรกรรม) ห้ามก่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่กฎหมายผังเมืองก็มีข้อยกเว้นให้สามารถก่อสร้างอาคารต่างๆ ได้ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร และพื้นที่ก่อสร้างต้องไม่เกิน 10% ของพื้นที่ประเภท ก. 1-10 ทั้งหมด ซึ่งเมื่อตนได้ลงพื้นที่แล้ว ก็จะรับทราบข้อเท็จจริงได้ชัดเจนขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมืองไปหารือกับผู้เกี่ยวข้องว่าการใช้พื้นที่ก่อสร้างโครงการนี้ถูกต้องตามกฎหมายผังเมืองหรือไม่ โดยขีดเส้นให้ส่งข้อมูลกลับมาภายใน 1 เดือน ทั้งนี้ต้องโฟกัสที่การพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดนี้ ได้มีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ และยืนยันว่าหากพบอะไรที่ผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินการทันที อะไรถูกก็ว่าไปตามถูก อะไรผิดก็ไม่สามารถปล่อยไว้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) แผนกสื่อสารองค์กร ได้ทำหนังสือถึงสื่อมวลชน โดยชี้แจงว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ โดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งไม่ตรงกับข้อกล่าวอ้างที่สื่อต่างๆ ได้รับ โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายและปฏิบัติตามข้อกำหนดการก่อสร้างบนพื้นที่ตั้งของโครงการ รวมทั้งเป็นไปตามกฎหมายผังเมืองปัจจุบันอย่างเคร่งครัด 2.บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตการเชื่อมทางเข้า-ออกโครงการอย่างถูกต้องจากหน่วยงานที่มีอำนาจในการอนุมัติ 3.บริษัทฯ ได้รับอนุญาตในการเชื่อมต่อและขยายเขตวางท่อประปาและไฟฟ้าอย่างถูกต้องจากหน่วยงานผู้มีอำนาจ ซึ่งการขอใช้น้ำประปา ไฟฟ้า ถือเป็นสิทธิการเข้าถึงการให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานตามปกติของประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ เป็นลักชูรีเอาท์เล็ตในระดับสากล (International Luxury Outlet) จากฝีมือคนไทยเป็นที่แรกในประเทศไทย เพื่อเชิดชูอัตลักษณ์ความเป็นไทย สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการช็อปปิ้งระดับโลก พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ย่านสนามบินสุวรรณภูมิและพื้นที่โดยรอบเป็นเมืองสนามบินที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยโครงการมีกำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 31 ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการ เซ็นทรัล วิลเลจ (Central Village) ลักชูรี เอาท์เล็ตระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย หลังบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) ได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาทบนพื้นที่ 100 ไร่ หรือ 4 หมื่นตารางเมตร พร้อมขนแบรนด์ดังระดับโลกกว่า 130 แบรนด์ที่จะทยอยเปิดในวันที่ 31 ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44147</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัดผังเมือง, ค่าโง่โฮปเวลล์, ทำรถติดทางเข้า-ออกสนามบิน, รื้อคดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เซ็นทรัล วิลเลจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5ff1850002c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
