<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายยกเหตุการณ์นายพลคนดัง ยกพวกบุกเปลี่ยนกุญแจบ้านทายาทร้านเพชร  ส่อผิดบุกรุกคล้ายคดีรื้อบาร์เบียร์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิญญัติ&amp;rdquo; เผยข้อกฎหมาย เคส &amp;ldquo;นายพล&amp;rdquo;คนดังพาพวกบุกเปลี่ยนกุญแจบ้าน ทายาทร้านเพชรทำไม่ได้ แม้ยกคำพิพากษาอ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ ชี้ต้องใช้สิทธิทางศาลเท่านั้น ส่อผิดบุกรุก ยกเคสรื้อบาร์เบียร์เป็นตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค. 62 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ได้ให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณี น.ส.พิมพ์นรี หรือบี โหตะไวทยากร อายุ 33 ปี ลูกสาวเจ้าของร้านเพชร ชื่อดังได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.บางศรีเมืองกับ พ.ต.ต.อานนท์ แพรงาม สว.สอบสวน สภ.บางศรีเมือง ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานกรณีเมื่อวันที่ 4 ต.ค. มีชายฉกรรจ์คล้ายทหารหรือตำรวจ จำนวนหลายสิบนาย เข้ามาที่บ้านหลังดังกล่าวซึ่งขณะนั้นตนเองไม่ได้อยู่ในบ้าน กลุ่มชายดังกล่าวจึงให้แม่บ้านที่ดูแลอยู่เปิดประตูบ้าน ก่อนจะเข้าไปทำการเปลี่ยนลูกกุญแจบ้านทั้งหมด ทำให้ตนเองและน้องสาว คือ น.ส.พิมพ์ลริล ไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งภายหลัง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมได้ออกมายอมรับว่าเข้าไปที่บ้านหลังดังกล่าวจริงและขอยืนยันว่าบ้านหลังดังกล่าวในขณะนี้เป็นทรัพย์สินของตัวเองตามคำสั่งของศาลว่า จากการที่ได้รับฟังข้อเท็จจริงจากสื่อมวลชนโดยยังไม่เป็นที่ยุติ กรณีนี้ตนมองว่าเป็นเรื่องการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์หรือยังต้องสู้กันถึงความเป็นเจ้าของอยู่นั่นเอง &amp;nbsp; แต่เท่าที่ทราบจากข่าวฝ่ายลูกสาวเจ้าของร้านเพชร &amp;nbsp;ถือเป็นผู้ครอบครองบ้านและยังอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ด้วย &amp;nbsp;แน่นอนว่าในเรื่องของการพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องทางแพ่งที่ต้องใช้สิทธิทางศาล&amp;nbsp; แต่จากพฤติการณ์มีผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้ครอบครองบุกเข้าไปในบ้านและมีการเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้คนที่อาศัยเข้าไปในบ้าน &amp;nbsp;จะเข้าข่ายเป็นการบุกรุกได้นั้น &amp;nbsp; ผู้ที่บุกเข้าไปหรือสั่งการให้คนบุกเข้าไปจะต้องมีเจตนาที่จะรบกวนสิทธิครอบครองบุกรุกของเขาโดยปกติสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การกระทำโดยการเอาคนเข้าไปตั้งแต่สองคนขึ้นไป เข้าไปโดยที่ไม่ได้รับความยินยอมของผู้ครองครองบ้านแล้วไปเปลี่ยนกุญแจ ถือว่าเข้าข่ายเป็นการรบกวนการครอบครองสิทธิของเขาโดยปกติสุข &amp;nbsp;อาจเป็นความผิดฐานบุกรุก ตามมาตรา 362 ประกอบ มาตรา 365(2) &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เข้าไปเปลี่ยนกุญแจอาจยกข้อสู้ว่าไม่มีเจตนาบุกรุกหรือสำคัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งก็จะต้องเป็นข้อต่อสู้ตามกระบวนทางกฎหมาย &amp;nbsp;เมื่อผู้ครองครองบ้านถือเป็นผู้เสียหายมีการแจ้งความต่อตำรวจ ก็ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงให้ชัดแจ้ง &amp;nbsp;ทั้งนี้ความผิดฐานบุกรุก เป็นคดีที่สามารถยอมความกันได้ แต่หากกระทำในเวลากลางคืนหรือมีจำนวนตั้งแต่สองคนขึ้นไปจะเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้แม้อีกฝ่ายจะมีการอ้างคำพิพากษาว่าตัวเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีกรรมสิทธิรวมในบ้านหลังดังกล่าวก็ตาม &amp;nbsp;ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้หรือใช้กำลังชายฉกรรจ์บุกเข้าไปและเปลี่ยนกุญแจ &amp;nbsp;การกระทำเช่นนี้ ตนมองว่า เป็นการใช้วิธีการที่ไม่สุจริตหรือไม่ใช้สิทธิทางศาลให้ถูกต้องภายใต้กฎหมายที่ทุกคนต้องถือปฏิบัติ &amp;nbsp;อย่างนี้ใครมีกำลังมากกว่าหรือสามารถข่มเหงใครก็ดำเนินการนอกกฎหมายหรือไม่เคารพกฎหมาย &amp;nbsp;บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร &amp;nbsp; เพราะอาจถูกมองว่าเป็นอันธพาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จะบังคับให้ผู้อื่นที่อาศัยอยู่หรือผู้ครอบครองออกจากบ้านดังกล่าวนั้น จะต้องใช้สิทธิทางศาล ยื่นฟ้องขับไล่เป็นคดีแพ่งต่อศาลในทางแพ่ง &amp;nbsp; ในคดีก็จะมีกระบวนการพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิดีกว่ากัน &amp;nbsp;เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว หากว่าผู้ครองครองไม่มีสิทธิที่จะอยู่หรือไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ บุคคลดังกล่าวก็จะถูกกระบวนการบังคับคดีหลีงมีคำพิพากษา &amp;nbsp;มีการขอออกหมายบีงคับคดีและออกคำบังคับต่อไป &amp;nbsp; หากไม่ยอมออกตามคำบังคับ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะรายงานต่อศาลเพื่อมีคำสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนขอยืนยันว่า &amp;nbsp;ไม่มีใครมีสิทธิที่จะพากลุ่มบุคคลไปขับไล่ผู้ครอบครองโดยพละการหรือกระทำการนอกกฎหมายได้ &amp;nbsp;ตามรัฐธรรมนูญจะต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น &amp;nbsp;ไม่ใช้สิทธิเกินส่วนหรือก่อความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้อื่น การที่มีชายฉกรรจ์หลายคนเข้าไปในลักษณะนี้อาจเป็นการทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว &amp;nbsp;ก่อความเดือดร้อนรำคาญเป็นความผิดตามกฏหมายอาญาอื่นๆ นอกจากข้อหาบุกรุกได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยส่วนตัวผมในฐานะนักกฎหมายเห็นว่าวิธีการเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เพราะเป็นลักษณะการใช้กำลังคนเข้าไปโดยไม่เคารพสิทธิของผู้อื่นตามกฏหมาย &amp;nbsp;เมื่อคดียังมีข้อพิพาทหรือโต้แย้งสิทธิกันอยู่ &amp;nbsp;ก็ต้องใช้กระบวนการทางศาลให้ถึงที่สุดจึงจะได้รับความคุ้มครองและคนในสังคมจะอยู่กันปกติสุข &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครกำลังมากกว่าก็ไปรังแกคนที่อ่อนแอกว่า &amp;nbsp;ถ้าทำแบบนี้อาจเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีให้คนอื่นทำบ้าง &amp;nbsp; สังคมก็จะมีแต่ความวุ่นวาย &amp;nbsp; ในอดีตก็เคยมีเรื่องคดีที่มีการรื้อบาร์เบียร์ก็เป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว ในเรื่องนี้ผมไม่สามารถชี้ว่าใครจะผิดจะถูก &amp;nbsp;ให้เป็นเรื่องของการสอบสวน ต้องดูเจตนาเพราะการกระทำมันเกิดขึ้นแล้วแต่อย่างน้อยดูด้วยว่า ผู้ที่กระทำเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะหรือเป็นข้าราชการ &amp;nbsp;มีการศึกษาสูง &amp;nbsp;ยิ่งจะต้องรู้มากกว่าวิญญูชนทั่วไปว่าการใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องใช้สิทธิทางศาล &amp;nbsp; ใครมีสิทธิดีกว่ากันก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายเรื่องที่เกิดขึ้นผมไม่เห็นด้วย เพราะต่อไปอาจจะเกิดกรณีลอกเลียนแบบที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงในกระบวนการยุติธรรมได้ให้ความเห็นข้อกฎหมายว่า ไม่ว่าใครจะมีกรรมสิทธิ อย่างไรก็แล้ว &amp;nbsp;แต่ถ้าหากยังมีการเถียงกรรมสิทธิ์ได้ทำไม่ได้ทั้งนั้น ยกตัวอย่างการไปซื้อบ้านที่ขายทอดตลาดที่เราซื้อมาถูกต้องตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่ามีคนอยู่ในบ้าน เเต่เราไปล็อกประตูบ้านไม่ให้เข้าออก หรือเอากุญแจไปใส่ใหม่นั้นทำไม่ได้ หรือแม้กระทั่งการที่เราได้ฟ้องบังคับคดีให้ผู้ครอบครองออกจากบ้านแล้วแต่ปรากฏว่ามีคนใหม่เข้ามาอยู่ในบ้านแต่มาอ้างสิทธิเราก็ต้องกระทำตามกฏหมายใหม่อีกครั้ง ตรงนี้ถือเป็นหลักกฏหมายจะไปกระทำการโดยพละการไม่ได้ คนมักไปเข้าใจผิดว่าการที่เราเป็นเจ้าของ แต่เค้าไม่ยอมออกเราก็ไปจับเขาออกมาหรือเป็นที่ของเราที่เราชนะในศาลแล้วเราก็ต้องไปดำเนินคดีอีก แต่เราไม่สามารถจะทำการตามอำเภอใจได้ ตรงนี้เป็นหลักกฏหมาย จะมีการเข้าไปทำลักษณะดังกล่าวก็อาจจะผิดกฏหมายที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพได้ แต่ต้องไปดูเจตนาที่แท้จริง แต่ไม่มีใครมีสิทธิที่จะไม่ทำตามกฏหมาย ใครทำก็อาจจะผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 เรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่ว่าผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือ จำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่น หรือโดยใช้ กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เวลาเราขับไล่คน แล้วคนไม่ออกเราก็สามารถยื่นคำบังคับขอให้ศาลจับตัวไปขังไว้ จนกว่าจะทำตามคำพิพากษา ไม่ใช่เราไปลากเขาออกมา&amp;rdquo; แหล่งข่าวในกระบวนยุติธรรมระดับสูงระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47886</URL_LINK>
                <HASHTAG>รื้อบาร์เบียร์, วิญญัติ ชาติมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
