<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเพียงไม่กี่วันก็จะมีการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่ต้องกักตัวกันแล้ว ในตอนนี้นักท่องเที่ยวเองก็รอความชัดเจนของระเบียบและกฎเกณฑ์ในการเดินทางเข้าประเทศไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้บูม! หรือกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วได้เสียทีเดียว เพราะยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว หรือการตัดสินใจของนักเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม มีข้อสรุปสำคัญ คือ เตรียมพิจารณาแนวทางการเปิดประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าวันที่ 1 พฤศจิกายน จะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ขณะเดียวกันตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ปรับลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00-03.00 น. และผ่อนคลายกิจกรรมเพิ่มเติม อาทิ การจัดงาน การประชุม โดยขยายจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามแต่ละระดับพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย วิจัยกรุงศรีรายงานว่า แม้มีการเปิดประเทศต้นเดือนพฤศจิกายนเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่ต้องกักตัว และผ่อนคลายมาตรการควบคุม แต่คาดว่าระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในสิ้นปีนี้ยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการระบาดราว 6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่า การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดเพิ่มเติมแม้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการมากขึ้น และช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจลงได้บ้าง แต่อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในช่วงที่เหลือของปียังจำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังไปพร้อมกับการเสริมด้วยมาตรการอื่นๆ อาทิ การสื่อสารที่ชัดเจน การสวมหน้ากาก การใช้ระบบติดตามผู้ป่วย และการเร่งฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรียังระบุอีกว่า ในส่วนของมาตรการเปิดประเทศที่จะเริ่มขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เบื้องต้นทางการระบุประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน และสิงคโปร์ เป็นต้น โดยจะเปิดรับเข้าสู่ประเทศแบบไม่ต้องกักตัว ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนดไว้ อาทิ ฉีดวัคซีนครบโดส มีการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางและเมื่อถึงไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการหรือนโยบายของประเทศต้นทางเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวหลักจากจีนที่นับว่ามีสัดส่วนสูงเกือบ 28% ของภาคท่องเที่ยวไทย ทั้งในด้านจำนวนและการสร้างรายได้แก่ประเทศ ซึ่งปัจจุบันทางการจีนยังคงมีมาตรการคุมเข้มการเดินทางระหว่างประเทศ โดยไม่อนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ สหรัฐและสหภาพยุโรปประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทยเนื่องจากเป็นพื้นที่การระบาดยังมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น มาตรการหรือนโยบายของประเทศต้นทางจึงอาจเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะอันใกล้นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีประเมิน แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดเพิ่มเติม และมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว แต่คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในสิ้นปีนี้จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 อยู่ประมาณ 6% โดยคำนวณจากการใช้ข้อมูลความถี่เร็ว ได้แก่ ความเข้มงวดของมาตรการ ความเข้มงวดของมาตรการที่เกิดขึ้นจริง เครื่องชี้เร็วด้านการเดินทาง และความนิยมในการค้นหา เพื่อสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการคาดการณ์ทิศทางของการค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพบว่าภายในสิ้นปีนี้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการค้าปลีกจะกลับมาอยู่ที่ 94.9% และ 92.3% ของระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ตามลำดับ ขณะที่กิจกรรมท่องเที่ยวจะอยู่เพียงแค่ 57.9% ของระดับก่อนวิกฤตโควิด-19 เท่านั้น และเมื่อคำนวณดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมแล้วพบว่า ณ สิ้นปีนี้จะมีค่าอยู่ที่ 94.4% ของระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิดอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120237</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน, เศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลโกงซื้อขายออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การโดนโกงจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนคงกังวลกันแน่นอน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่คนไทยมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น 150% ในรอบ 10 ปี โดยจากการรับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า)กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ในปี 2564 ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนสิงหาคม 2564 มีผู้ร้องเรียนเฉพาะเรื่องซื้อขายออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 2,221 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่เฉลี่ย 1,718 ครั้งต่อเดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นสถิติเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการศูนย์ฯ มาตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนไทยหันมาจับจ่ายผ่านออนไลน์สูงขึ้น ขณะเดียวกันร้านค้าต่างๆ ก็หันมาเปิดขายบนออนไลน์เช่นกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในยุคตลาดดิจิทัลนี้ โดยเอ็ตด้าเองก็อยากชี้ให้เห็นกลโกงซื้อขายออนไลน์เพื่อเตือนภัยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างแรกที่อาจจะเห็นบ่อยๆ คงเป็นการหลอกโอนเงิน ชวดหนี ไม่มีสินค้าส่งจริง โดยจากสถิติร้องเรียนมายังศูนย์ฯ 1212 เอง ปัญหาการสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้าก็มาเป็นอันดับ 1 ถึง &amp;nbsp;45% ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการตั้งราคาที่ถูกเกินจริง เช็กข้อมูลชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคารของผู้ขายจากเว็บไซต์ https://www.blacklistseller.com/ ว่าอยู่ในบัญชีดำคนโกงหรือไม่ รวมถึงลองนำชื่อร้านไปค้นหาบนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคงเป็นเรื่องของสินค้าไม่ตรงปก จกตาเกินโฆษณา จริงอยู่ว่าขาช็อปปิ้งหลายคนอาจเคยเกิดอาการเบลอ อ่านรายละเอียดก่อนสั่งซื้อสินค้าไม่ครบถ้วน เช่น ตั้งใจซื้อหม้อหุงข้าวหม้อใหญ่มาปรุงอาหารที่บ้านหรือคอนโดฯ ก็กลับได้หม้อหุงข้าวไซส์จิ๋ว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อ่านรายละเอียดทั้งรูปภาพและข้อความดีแล้ว แต่สินค้าที่ส่งมาไม่ตรงปก รวมถึงติดต่อร้านเพื่อแจ้งเปลี่ยนก็ทำไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้พบการร้องเรียนถึง 29% ในระยะ 8 เดือนแรกของปี 2564 เมื่อได้รับสินค้าแนะนำให้ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับร้องเรียนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน บางคนอาจจะจ่ายซื้อแบรนด์เนมแท้ แต่ได้ของปลอม! โดยแม่ค้าหัวใสบนโลกออนไลน์มักจะโพสต์รูปสินค้าแบรนด์เนมแท้ขายบนช่องทางออนไลน์ หลอกให้ลูกค้าหลงกล มั่นใจว่าซื้อของแท้จริงๆ แต่สุดท้ายกลับได้สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าปลอมมาส่งที่บ้าน แนะนำให้พิจารณาข้อมูลร้านค้าอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบรหัสสินค้า ใบรับประกันสินค้า ตรวจสอบบัญชีธนาคารก่อนโอน หรือติดต่อซื้อขายที่ร้านค้าทางการดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการรับหิ้วของหรือการมองหาคนมารับหิ้ว โดยยอมเสียเงินจ้างเพิ่มเล็กน้อยทดแทนการเสียค่ารถออกจากบ้านและความเสี่ยงเข้าไปในย่านชุมชนในยุคโควิด-19 ต้องระวัง ซึ่งก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆ นี้ขึ้นมา แต่ทั้งนี้จะเชื่อใจผู้มาสวมบทรับหิ้วได้อย่างไร ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติผู้รับหิ้วให้ดี เลี่ยงการจ้างวานผู้ที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวมารับหิ้วให้ หรือสั่งจากร้านโดยตรงจะดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บางครั้งเหล่ามิจฉาชีพก็มากันเป็นทีม และใช้ความฮิตเรื่องการซื้อของออนไลน์ที่กลายเป็นวิถีปกติของคนยุคโควิด-19 ไปเสียแล้ว มาลวงเหยื่อถึงหน้าบ้าน ล่าสุดทางไปรษณีย์ไทยออกจดหมายแจ้งเตือน ระวังมิจฉาชีพตีเนียนเป็นผู้คนส่งของ หลอกให้เซ็นรับพัสดุที่อาจเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมจัดฉากเป็นตำรวจปลอมเข้าตรวจ เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แนะให้ตั้งสติก่อน แล้วตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ได้สั่งของ และห้ามรับสิ่งของที่ไม่ได้สั่งเด็ดขาด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เว้นแม้แต่วงการต้นไม้ที่กำลังร้อนแรง ต้นไม้บางสายพันธุ์ที่หายากก็มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท ถ้าซื้อต้นไม้ราคาถูก แนะนำให้ซื้อขายแบบนัดรับกับทางร้านจะดีกว่า และเลี่ยงการโอนเงินมัดจำก่อน ขณะเดียวกันไม่ว่าจะซื้อต้นไม้ราคาถูกหรือราคาแพง สิ่งที่แนะนำคือ ควรเลือกร้านขายที่โพสต์รูปต้นไม้พร้อมมีป้ายระบุชื่อต้นไม้ หรือร้านที่เจ้าของร้านถ่ายภาพคู่ต้นไม้ จะเป็นการช่วยยืนยันเบื้องต้นได้ว่า ร้านและเจ้าของร้านนี้มีอยู่จริง รวมถึงสามารถเสิร์ชค้นหาข้อมูลร้านหรือโพสต์ถามเพจกลุ่มซื้อขายต้นไม้เพื่อย้ำเครดิตของร้านว่าเชื่อถือได้หรือไม่ในส่วนการพิจารณาขนาดความสูงอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119559</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กลโกงซื้อขายออนไลน์, รุ่งนภา สารพิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118664</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัปเดตพฤติกรรมลูกค้ายุคโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลกระทบต่อทุกคน ซึ่งไม่ใช่กระทบแค่ด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดที่เกิดขึ้นเป็นระลอกที่ 4 ก็พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่วนใหญ่ยังคงเฝ้าระวังต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบกับรายได้ที่ไม่มั่นคงในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังวิกฤตโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นอีกครั้งที่สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ร่วมมือกับบริษัท สไปซี่ เอช จำกัด ลงพื้นที่สำรวจและการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยประจำเดือนตุลาคม 2564 โดยพบขอมูลที่น่าสนใจว่าแม้ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบปีอยู่ที่ 59% โดยลดลง 4% จากเดือนสิงหาคม แต่ความต้องการใช้จ่ายกลับดีดสูงสุดที่ 58%&amp;nbsp; โดยปัจจัยหลักยังคงเป็นสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เพื่อลดความเครียดจากการทำงานในช่วงที่ต้องอยู่บ้าน และหาสินค้าเพื่อการปรับตัวและดำเนินชีวิตให้มีความสุขในยุคโควิด อาทิ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน เครื่องนอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดูเหมือนว่าประเด็นที่คนไทยติดตามมากที่สุด ยังหนีไม่พ้นปัญหาและสถานการณ์ของโควิด-19 ที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งนับเป็นประเด็นที่สำคัญและส่งผลต่อความสุขของคนไทยในระยะยาว รวมไปถึงประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ มาตรการเยียวยาของทางภาครัฐก็ดี แนวโน้มของสถานการณ์ล็อกดาวน์ที่ดูจะคลี่คลายไปบ้างก็ดี รวมถึงประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องวัคซีนยี่ห้อต่างๆ ที่จะนำเข้ามายังประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งเรื่องความต้องการของชุดตรวจ ATK ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของคนไทย ที่ยังต้องเฝ้าระวังตัวจากโควิด-19 โดยผลสำรวจเราพบว่ามีข้อบ่งชี้สำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ 2 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.นักการตลาดเตรียมสร้างโอกาสทองจากการ &amp;ldquo;ช้อปเอาคืน&amp;rdquo; เพราะจากความสะดวกสบายในการช้อปปิ้งออนไลน์ และสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย เป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาช้อปปิ้งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจการซื้อของผ่านออนไลน์ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดลูกค้าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่าโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ก็มีทั้งรูปแบบฟรีค่าจัดส่ง หรือโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 เพื่อเพิ่มยอดขายในออนไลน์ แต่ก็มีผู้บริโภคบางส่วนที่ยังต้องการอยากจับจ่ายใช้สอยนอกบ้าน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและคลายความตึงเครียด เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคได้ออกมา &amp;ldquo;ช้อปเอาคืน&amp;rdquo; เพื่อชดเชยความรู้สึกที่อึดอัด และคลายความตึงเครียดผ่านการซื้อสินค้านอกบ้านร่วมกับคนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน 2.ผู้หญิงอย่าหยุดสวย &amp;ldquo;คืนความสุขให้ผู้หญิง&amp;rdquo; ด้วยการช้อปปิ้ง จะเห็นได้ว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กลุ่มผู้บริโภคเพศหญิงต้องแบกภาระที่หนักหน่วง ทั้งการทำงาน เลี้ยงลูกน้อย หรือแม้แต่การดูแลงานบ้าน แต่ยังคงมีความต้องการใช้จ่ายเพื่อหาความสุขให้ตัวเองเพิ่มมากขึ้น เห็นได้ว่ากลุ่มผู้บริโภคเพศหญิงมีแนวโน้มความต้องการซื้อสินค้าประเภทสกินแคร์และเครื่องสำอางที่เพิ่มสูงขึ้นติดอันดับ 1 ใน 5 สินค้าต้องการมากที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกจากบ้าน แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังอยากให้ตัวเองดูสวยอยู่ตลอดเวลา โดยอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่น่าจับตา คือความต้องการใช้จ่ายในสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp; เพราะสินค้าเหล่านี้สามารถกระตุ้นรายจ่ายและเติมเต็มความสุขให้ผู้หญิงได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือนตุลาคม 2564 ความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด ส่งผลให้พฤติกรรมของคนไทยให้ความสนใจกับข่าวสารบ้านเมืองมากขึ้น 48% โดยเฉพาะข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับโควิด มาตรการเยียวยาของภาครัฐ หรือแม้แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศในแต่ละวัน รองลงมาหนีไม่พ้นในเรื่องการเมือง การเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบ และการชุมนุมต่างๆ ประมาณ 24%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่น่าสนใจว่าในสถานการณ์โควิด-19 อันตึงเครียดและไม่แน่นอนนั้น ยังมีหัวข้อใหม่ๆ ในผลวิจัยนี้คือเรื่อง Popcat เกม และกีฬา ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้วแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงมีต้องการด้านความบันเทิงเพื่อผ่อนคลาย และหาความสุขตามสภาพแวดล้อมของตนเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118664</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน, อัปเดตพฤติกรรมลูกค้ายุคโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะพฤติกรรมGen Zของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเจาะลึกพฤติกรรมของผู้บริโภคยังคงเป็นประโยชน์ต่อการทำตลาดเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมามีข้อมูลที่น่าสนใจจากแมคแคน เวิลด์กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจเกี่ยวกับ &amp;ldquo;Truth About Generation Z&amp;rdquo; ซึ่งได้ศึกษาถึงทัศนคติ พฤติกรรม และความเห็นต่อสังคมโลกของกลุ่มคนเจเนอเรชัน Z พบว่าความเท่ในทุกวันนี้หมายถึงการได้ค้นพบไอเดียใหม่ๆ เช่นเดียวกับการได้แสดงความคิดเห็นเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจยังพบว่าการฟื้นฟูทางวัฒนธรรมกำลังเกิดขึ้น และกลุ่มคนดังกล่าวกำลังทวงคืนพื้นที่เพื่อสร้างอัตลักษณ์แห่งยุคสมัยนี้ โดยคนรุ่นนี้ต้องการชูเอกลักษณ์ของตนผ่านโซเชียลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม และต้องการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อผู้อื่นด้วย โดย 83% ของเจเนอเรชัน Z ในประเทศไทยเชื่อว่าพวกเขามีส่วนในการสร้างสรรค์สังคมและชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ ในขณะที่คนรุ่นเดียวกันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเห็นด้วยกับข้อนี้ 77%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองมาดูเทรนด์ที่น่าสนใจจากผลสำรวจดังกล่าวกันดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง อย่างแรกเลยคงจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีและอุปกรณ์เคลื่อนที่ คือหัวใจในการเชื่อมต่อของ Gen Z ชาวไทย โดย 88% ของคนรุ่นนี้เชื่อว่าการติดต่อเชื่อมโยงกับผู้คนและสิ่งต่างๆ ในทุกวันนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยี &amp;nbsp;ยิ่งไปกว่านั้น 75% เห็นด้วยว่าหากพวกเขาไม่มีโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือบริการสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่แม้เพียงระยะสั้นๆ พวกเขาจะรู้สึกไม่สบายใจ ในขณะที่ผลสำรวจในระดับโลกเห็นด้วยกับข้อนี้ 51% ซึ่งเทรนด์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดจากผลกระทบของภาวะโรคระบาดโควิด-19 เมื่อการเดินทางถูกจำกัด เกิดการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ยิ่งทำให้การเชื่อมต่อออนไลน์และการใช้เทคโนโลยีมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าเคย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความเห็นของพวกเขาบอกว่าการเชื่อมโยงกับผู้คนและการใช้โซเชียลมีเดียเกี่ยวข้องกัน โดยคนรุ่นนี้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดย 54% ของ Gen Z ชาวไทยเชื่อว่าประโยชน์สำคัญของโซเชียลมีเดียคือการได้แสดงความคิดใหม่ๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอีก 48% เห็นด้วยว่าโซเชียลมีเดียคือช่องทางแสดงความคิดเห็นที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อน โซเชียลมีเดียยังเปลี่ยนวิธีการที่คน Gen Z ในไทยใช้ติดต่อสื่อสารกัน โดย 63% ใช้การส่งข้อความแทนการโทร.ผ่านเสียง ในขณะที่ผลสำรวจทั่วโลกมีเพียง 42% จากผลสำรวจพบอีกว่า 67% ของ Gen Z ชาวไทยยอมรับว่าขาดการยับยั้งตัวเองในการใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมากกว่าผลสำรวจจากทั่วโลกที่ 44% ยอมรับในข้อนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่ Gen Z ชาวไทยต้องการชูประเด็นความหลากหลาย และการแสดงตัวตนแต่บางส่วนก็รู้สึกไม่สบายใจในข้อนี้เช่นกัน โดย 58% ของคนรุ่นนี้เห็นว่าผู้คนควรได้รับเสรีภาพในการแสดงออกของพวกเขา ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่ากลุ่มตัวอย่างในเประเทศอื่นในเอเชียอย่าง อินเดีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น โดยชาวไทย 68% รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้คนที่เห็นต่างจากตน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในประเทศที่ได้ทำการสำรวจ และมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่ 45% ในทางกลับกัน 48% ของ Gen Z ชาวไทยคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ คือต้องให้ผู้คนที่ต่างความคิดต่างมุมมองมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พวกเขาคาดหวังบางอย่างจากแบรนด์ต่างๆ และเต็มใจจะจ่ายให้แบรนด์ คนรุ่นนี้อยากเห็นแบรนด์มีความคิดสร้างสรรค์ เท่ และเป็นมากกว่าแบรนด์ โดย 73% พร้อมจ่ายมากขึ้นหากพบว่าแบรนด์สนับสนุนประเด็นที่พวกเขากำลังใส่ใจ และไม่แปลกใจที่หลายครั้งที่มีแฮชแท็กประเด็นร้อน จะพบว่า Gen Z ชาวไทยออกมาชื่นชมแบรนด์ที่พวกเขาเห็นว่าทำดี หรือเรียกร้องให้แบรนด์ต่างๆ มาร่วมสนับสนุน เมื่อถามคนรุ่นนี้ว่าพวกเขาอยากเห็นบุคลิกหรือคุณค่าใดในแบรนด์ คำตอบที่พบมากที่สุดคือ ความจริงใจ 30% ความรับผิดชอบ 27% ความคิดสร้างสรรค์ 25% และความเที่ยงธรรม 22%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณกร โชติสังกาศ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการวางแผนกลยุทธ์ แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป กล่าวว่า เจเนอเรชัน Z ชาวไทยกำลังโอบรับเทคโนโลยีและใช้สิ่งนี้ขับเคลื่อนการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังพบอุปสรรคในการพบปะกันและถูกตัดขาดจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โซเชียลมีเดียจึงเป็นทางออกที่ช่วยให้ผู้คนได้เชื่อมต่อกันมากขึ้น คนรุ่นนี้มีชีวิตเพื่อแสวงหาความเท่ ทันสมัย แต่ก็ต้องการปกป้องสิ่งดีๆ ในโลกใบนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านความหลากหลายในสังคมหรือคุณค่าทางสังคม พวกเขาไม่รีรอที่จะบอกแบรนด์ว่าอยากให้ทำอะไรอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117675</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน, เจาะพฤติกรรมGen Zของไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับองค์กรก่อนภาวะสมองไหล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรักษาพนักงานที่เก่งและตอบโจทย์แก่องค์กรนับเป็นส่วนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง แน่นอนว่า ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับวัฒนธรรมองค์กร เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยที่ผ่านมามีผลสำรวจจาก PWC พบว่า การจ้างงานและการรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรกลายเป็นปัจจัยความกังวลอันดับที่ 1 ของนายจ้าง หากมีวัฒนธรรมที่ไม่ตอบโจทย์ อาจส่งผลให้ทาเลนต์ย้ายไปทำงานให้กับคู่แข่ง ออกไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือแม้กระทั่งลาออกไปอยู่กับบริษัทลูกค้าที่ดีลงานอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเรื่องดังกล่าว ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การจ้างงานและการรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรเป็นปัญหาที่ผู้บริหารแสดงความกังวลมากเป็นอันดับที่ 1 ในปีนี้ แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันมีพนักงานจำนวนมากที่ไม่กล้าลาออกจากงาน เพราะต้องการความมั่นคงในเรื่องของรายได้ตามสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี แต่ก็มีแรงงานบางส่วนที่เห็นช่องทางอื่นในตลาดแรงงานจึงลาออก หากงานนั้นไม่ตอบโจทย์ความต้องการ หรือมองไม่เห็นช่องทางในการเติบโต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่า โควิด-19 จะทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงานและการจ้างงานลดลง แต่ขณะเดียวกันก็เห็นแนวโน้มที่คนจะย้ายงานเพิ่มขึ้นเมื่อการแพร่ระบาดจบลง เพราะคนเริ่มเคยชินกับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น มีอิสระในการทำงาน และบางส่วนเห็นช่องทางในการหารายได้ที่สามารถเป็นเจ้านายตัวเอง ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้มากกว่านั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหานี้จะกลายมาเป็นความท้าทายของเอชอาร์ในระยะต่อไป เพราะนอกจากจะต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ยังจะต้องเข้าใจค่านิยมของพนักงานในทุกระดับเพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรต่อไปให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจยังบอกอีกว่า มีพนักงานจำนวนมากที่ยังทำงานอยู่กับนายจ้างปัจจุบันด้วยเหตุผลในเรื่องสภาพเศรษฐกิจ และต้องการมีรายได้ที่มั่นคง แต่ในขณะเดียวกันก็รอโอกาสที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนงานหลังวิกฤตโควิด-19 สิ้นสุดลง นอกจากนี้รูปแบบการทำงานจากที่ไหนก็ได้ ยังอาจทำให้ความผูกพันกับเพื่อนร่วมงานและองค์กรลดลง และบางส่วนรู้สึกหมดไฟในการทำงาน นำไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนงานที่ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลอีกว่า 81% ขององค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เชื่อว่าองค์กรของตนมีวัฒนธรรมที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ขณะที่ 88% ระบุว่า วัฒนธรรมองค์กรช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรให้เกิดผลสำเร็จ และดูเหมือนว่าวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กินเวลายาวนานมากว่า 1 ปี สะท้อนว่าองค์กรที่มีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วกว่า ด้วยกระบวนการในการทำงานไม่ซ้ำซ้อน มากขั้นตอน และพนักงานก็พร้อมให้ความร่วมมือกับองค์กรในการปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จึงทำให้องค์กรประเภทนี้มีความได้เปรียบทางการแข่งขันแม้ต้องเจอกับวิกฤต โดยยังสามารถสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าและพนักงานได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับองค์กรไทยส่วนใหญ่ยังมีการบริหารแบบสายบังคับบัญชาหลายชั้น ทำให้การตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลานานในการดำเนินการ และยังมีความเกรงใจตามความอาวุโส ที่ทำให้การแสดงความคิดเห็นของพนักงานระดับล่างนั้นอาจถูกจำกัด หรือไม่ได้รับความสำคัญมากพอ องค์กรไทยยังคงต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้มีความคล่องตัวมากกว่าเดิม โดยลดขั้นตอนการทำงานเป็นลำดับขั้นลง ปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ผู้บริหารต้องเปิดใจในการรับฟังความคิดเห็นจากพนักงานทุกระดับ รวมถึงนำความผิดพลาดในอดีตมาใช้เป็นบทเรียนในการพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116856</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ปรับองค์กรก่อนภาวะสมองไหล, รุ่งนภา สารพิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดเปลี่ยนโลกการทำงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่จำนวนยอดผู้ติดเชื้อโควิดยังคงสูง ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดแรงงาน เนื่องจากมีผู้ได้รับผลกระทบต่อธุรกิจเป็นจำนวนมาก พบอัตราการว่างงานทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยข้อมูลจาก &amp;ldquo;องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ได้จัดทำ World Employment and Social Outlook &amp;ndash; Trends ซึ่งเป็นรายงานแนวโน้มการจ้างงานและประเด็นทางสังคมทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่าวิกฤตตลาดแรงงานที่เกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีการเติบโตของการจ้างงานอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น และปัญหาดังกล่าวอาจจะกินระยะเวลายาวนานถึงปี 2566 เป็นอย่างน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับตำแหน่งงานขาดแคลน เนื่องจากวิกฤตโลกกำลังทะยานสูงถึง 75 ล้านตำแหน่งในปีนี้ ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ 23 ล้านตำแหน่งในปี 2565 รวมถึงการว่างงานและชั่วโมงการทำงานที่ลดลง มีจำนวนเทียบเท่ากับการจ้างงานเต็มเวลา 100 ล้านตำแหน่งในปีนี้ และ 26 ล้านตำแหน่งในปีหน้า อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2565 จะมีคนว่างงานทั่วโลกพุ่งสูงถึง 205 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าปี 2562 ที่มีคนว่างงานทั่วโลกอยู่ที่ 187 ล้านคน ข้อมูลตรงนี้สอดคล้องกับอัตราการว่างงานที่ 5.7% และหากตัดเหตุผลด้านการระบาดของโควิด-19 ออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันธุรกิจจำนวนมากต้องปิดตัวลง และยังมีธุรกิจอีกหลายแห่งที่มีการลดจำนวนพนักงานลง ลดการขยายสาขา ลดวัตถุดิบในการประกอบธุรกิจ รวมถึงการลดค่าจ้าง เพื่อความอยู่รอดในสถานการณ์เลวร้ายนี้ให้ได้ ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2563 ประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก หากเปรียบเทียบตัวเลขแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ในเดือน พ.ค.2564 พบว่ามีจำนวน 11.07 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ช่วงเดียวกันในปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 มีแรงงานในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 อยู่ที่ 11.54 ล้านคน ข้อมูลตรงนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าวิกฤตเศรษฐกิจทำให้แรงงานในระบบหายไปแล้วถึง 4.63 แสนคน หรือลดลงกว่า 4.01%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีรณัฐ โรจนประภา นวัตกรทางความคิด ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิบ้านอารีย์ กล่าวว่า หลายคนสงสัยและตั้งคำถามว่าอาชีพอะไรที่จะสามารถตอบโจทย์และสามารถปรับตัวให้เข้ากับวิกฤตครั้งนี้ได้ เพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้ที่สวนทางกับสภาวะรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้บางคนมองหาโอกาสในการสร้างอาชีพที่จะสามารถพยุงตัวเองให้อยู่รอดในยามวิกฤตเช่นนี้ซึ่งปัจจุบันหลายอาชีพเริ่มมีการปรับตัว นำแนวทางความยั่งยืนมาใช้บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยกันทุกภาคส่วน สอดคล้องกับแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs อาชีพแห่งอนาคตนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าทุกคนในประเทศหันมาให้ความใส่ใจกับคำว่า &amp;ldquo;นิวนอร์มอล&amp;rdquo; เพราะตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดหนักขึ้น มนุษย์ทุกคนจึงหันมาให้ความสำคัญกับวิถีการดำรงชีวิตแบบวิถีใหม่มากขึ้น จึงทำให้เกิดอาชีพทางเลือก (ทางรอด) ของแต่ละคน ที่ต้องการหาลู่ทางในการสร้างรายได้ เพื่อจะหล่อเลี้ยงตัวเองและคนในครอบครัว จึงเกิดเป็นอาชีพใหม่ที่หลายคนมองข้าม ซึ่งนั่นอาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้อันมหาศาลให้กับคนที่มองเห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างเช่น ขายของออนไลน์ ซึ่งในยุคนี้ธุรกิจออนไลน์ดูน่าจะมีแนวโน้มที่ดี โดยไม่จำเป็นต้องเปิดขายหน้าร้านก็สามารถสร้างกำไรได้อย่างมาก ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไปที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปยังสถานที่แออัดและเสี่ยงภัยในยุคโควิดแบบนี้ ขณะที่อาชีพไรเดอร์เป็นอาชีพที่ยังคงมีความต้องการสูง เนื่องจากประชาชนต้องใช้เวลาในการอยู่กับบ้าน บางครั้งก็ไม่อยากออกไปเผชิญกับโควิด-19 จึงเลือกใช้บริการไรเดอร์ เพื่อความสะดวกสบายในการสั่งสินค้าหรือการบริการที่ลูกค้าเหล่านั้นต้องการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงด้านการตลาด นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารกับผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป ให้เข้าใจ เข้าถึง เพราะอาชีพนักสื่อสารการตลาด หรือนักการตลาดดิจิทัล ต้องใช้ความสามารถที่ตนถนัดอย่างหนักในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจอย่างถูกต้องให้แก่แบรนด์สินค้าและการบริการนั้นๆ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า เกิดการซื้อสินค้าท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังอยู่ในภาวะแห่งความกังวลใจอีกด้วย!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รุ่งนภา สารพิน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115841</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, พิษโควิดเปลี่ยนโลกการทำงาน, รุ่งนภา สารพิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับมือการโจมตีทางไซเบอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามปริมาณการใช้งานออนไลน์ของธุรกิจและผู้ใช้งานที่สูงขึ้น หากเป็นเช่นนั้นแล้วธุรกิจไทยก็ควรพิจารณาทำประกันภัยไซเบอร์ เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อตัวธุรกิจ นอกเหนือไปจากการวางแนวทางป้องกันและลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อจำกัดความเสียหายอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพันธ์ศักดิ์ เสตเสถียร หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง บริษัท PwC ประเทศไทย ให้ความเห็นได้ว่า วันนี้องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีแนวโน้มเติบโตตามปริมาณการใช้งานออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น โดยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การทำงานระยะไกล การประชุมทางไกล การใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือแอปพลิเคชันต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้โอกาสและความรุนแรงของการโจมตีทางไซเบอร์ยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและเกิดได้ง่ายขึ้น หากไม่มีระบบการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเหมือนว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังสอดคล้องกับรายงานของ PwC ซึ่งได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ขององค์กรในสหรัฐอเมริกา พบว่า 64% ของผู้ร่วมการสำรวจคาดว่าจะเห็นปริมาณของการเรียกเงินค่าไถ่จากเหยื่อ หรือแรนซัมแวร์มากที่สุดในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รายงาน Global Digital Trust Insights 2021 ของ PwC ยังพบว่า 96% ขององค์กรทั่วโลกได้หันมาปรับกลยุทธ์ด้านความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการทำงานในแบบดิจิทัล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการโจมตีผ่านช่องทางการให้บริการคลาวด์โดยใช้มัลแวร์หรือแรนซัมแวร์ มีแนวโน้มจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยการโจมตีมักเกิดขึ้นกับระบบใดระบบหนึ่งก่อน เช่น คอมพิวเตอร์ของพนักงาน จากนั้นจึงลุกลามไปยังระบบหรือส่วนงานอื่นๆ ก่อนที่จะมุ่งเป้าไปที่การโจรกรรมข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้โจมตีมักแฝงตัวเข้ามาภายในเครือข่ายของบริษัทประมาณ 6-18 เดือนก่อนเริ่มดำเนินการโจมตี โดยจะเริ่มสำรวจข้อมูลของเครือข่าย ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลพนักงาน ข้อมูลคู่ค้า และวิธีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ใช้งาน เป็นต้น หลังจากนั้นจึงสวมรอยเป็นคู่ค้า หรือพนักงานเพื่อหลอกให้มีการโอนเงินไปยังบัญชีที่ต้องการผ่านทางอีเมล ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า Business Email Compromise (BEC)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ รายงาน Internet Crime Report 2020 ของ FBI พบว่า การหลอกให้โอนเงินผ่านทางอีเมลเป็นหนึ่งในรูปแบบการโจมตีที่ได้รับรายงานความเสียหายมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 54,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การมีเครื่องมือตรวจสอบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งการป้องกันการโจมตีและตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ผ่านศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะถึงแม้ว่าองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐจะมีการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นอย่างดี แต่ก็อาจตกเป็นเป้าของการโจมตีของมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำประกันภัยทางไซเบอร์กำลังได้รับนิยมไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย เพราะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นการถ่ายโอนและกระจายความเสี่ยงบางส่วนไปยังบุคคลที่สาม เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และประเมินความปลอดภัยของระบบงานที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากการบริหารจัดการภายใน โดยปัจจุบันมีบริษัทประกันภัยของไทยหลายแห่งหันมาขยายตลาดในด้านนี้เพิ่ม สอดคล้องกับความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรที่ให้ความสำคัญและมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ดีจะสามารถต่อกรกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้บริหารต้องสำรวจองค์กรของตัวเองว่ามีความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์มากหรือน้อยแค่ไหน หรือต้องทำอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอและมีแผนในการรับมือต่อการโจมตีนั้นๆ การมีวิธีการบริหารจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ดีจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถลดผลกระทบจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114660</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รับมือการโจมตีทางไซเบอร์, รุ่งนภา สารพิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
