<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์การเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาเผยอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมทั่วโลก เริ่มหันมาใช้ฟินเทคเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง แต่พบส่วนใหญ่ประสบปัญหาแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกันยังขาดความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบข้อบังคับอีกด้วย โดยมีผลสำรวจที่น่าสนใจจาก PWC ระบุว่า หากจับมือและเป็นพันธมิตรกันจะเป็นทางออกที่ดีในการปิดช่องว่างด้านแรงงาน และนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมให้กับธุรกิจ โดยยังแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยลงทุนด้านระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลควบคู่ไปกับการพัฒนาฟินเทค เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดของรายงานจาก &amp;ldquo;2019 Global Fintech Report&amp;rdquo; ของ PwC โดย บุญเลิศ กมลชนกกุล หัวหน้าสายงาน Clients and Markets และหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี ด้านธุรกิจบริการทางการเงิน บริษัท PwC ประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวมาจากผู้บริหารในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมมากกว่า 500 คนทั่วโลก เพื่อหาปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดถึงความสำเร็จและความท้าทายในการพัฒนาและสร้างผลกำไรจากการประยุกต์ใช้โมเดลทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยฟินเทค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีข้อมูลว่าผู้บริโภคมีความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัล โดยโจทย์ใหญ่วันนี้ไม่ได้อยู่ที่ฟินเทคว่าจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมบริการทางการเงินหรือไม่อีกต่อไป &amp;nbsp;แต่บริษัทใดจะสามารถนำฟินเทคมาประยุกต์ใช้ได้ดีที่สุดและขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้มากกว่า ซึ่งในส่วนของการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ที่มีฟินเทคเป็นศูนย์กลางมีความสำคัญยิ่ง เพราะพบว่า 47% ของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีฯ และ 48% ของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงินมีการนำฟินเทคมาใช้ในรูปแบบปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ 44% และ 37% ของบริษัทใน 2 อุตสาหกรรมนี้ยังได้นำเทคโนโลยีเกิดใหม่มาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ อุตสาหกรรมบริการทางการเงินควรมองหาไอเดียจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถึงการใช้ฟินเทคที่ดีที่สุดผู้บริหารในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงินที่ถูกสำรวจคิดว่า การประยุกต์ใช้ฟินเทคเพื่อปรับปรุงบริการให้เกิดความง่ายและรวดเร็วในการใช้งานจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาฐานลูกค้า โดยบริษัทที่มุ่งเน้นในการนำฟินเทคมาตอบโจทย์ความต้องการนี้ อาจตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าได้ แต่ไม่ได้สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องแข่งขันกับบริษัทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลอย่างเฉียบคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีฯ ควรปิดช่องว่างทักษะด้วยการฝึกอบรมพนักงานและมองหาแรงงานจากกันและกัน โดยพบว่า 80% ของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และ 75% ของอุตสาหกรรมบริการทางการเงินกำลังสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฟินเทค แต่ 42% ของทั้ง 2 อุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหาในการหาแรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ ในขณะที่ 73% ของอุตสาหกรรมบริการทางการเงินมีการจ้างบุคลากรจากกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีเพียง 52% ของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเท่านั้นที่มีการจ้างทาเลนต์จากอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเหมือนว่าในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ควรหันมาเป็นพันธมิตรกันมากขึ้นในอนาคต ท่ามกลางกระแสของการควบรวมกิจการ การหาพันธมิตร หรือการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตผ่านฟินเทคขององค์กรต่างๆ ผลสำรวจพบว่า 78% ของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และ 76% ของอุตสาหกรรมบริการทางการเงินมองหาการจับมือกับธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันกับตน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุญเลิศกล่าวทิ้งท้ายว่า ในส่วนของประเทศไทยที่ปัจจุบันกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสด นี่จึงทำให้กระแสของการประยุกต์ใช้ฟินเทคในกลุ่มผู้ประกอบการไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการการชำระเงินออนไลน์ที่เติบโตอย่างมาก ขณะที่ผู้เล่นหน้าใหม่ในกลุ่มนอนแบงก์เองก็เข้ามาในตลาดจำนวนมากขึ้นเช่นกัน และส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มองว่าระยะต่อไปทั้ง 2 กลุ่มอุตสาหกรรมจะมีการทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการความเชี่ยวชาญของกันและกันมาเสริม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52034</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านไป 1 ปีแล้วสำหรับโครงการขนาดใหญ่อย่างไอคอนสยาม ในช่วงที่ผ่านมาก็มีผู้เข้าใช้บริการทั้งไทยและต่างชาติมาเยือนศูนย์การค้าริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ หากใครจดจำได้ในปีที่แล้วศูนย์การค้าแห่งนี้ทำการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยมูลค่าการลงทุน 55,000 ล้านบาท และทำสำเร็จได้ในระยะเวลา 5 ปี ท่ามกลางยุคที่ประเทศไทยเผชิญปัญหา วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง และความผันผวนทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาดูกันว่าหลังจากโครงการไอคอนสยามเปิดให้บริการมา &amp;nbsp;ได้มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในย่านนี้อย่างไรกันบ้าง โดยมีความเห็นจาก จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;ว่า การเปิดทรู ไอคอน ฮอลล์ จะทำให้กรุงเทพฯ ก้าวไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการประชุมระดับนานาชาติ ในขณะที่ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก จะเป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์มาตรฐานระดับสากลแห่งแรกของไทย &amp;nbsp;และประเทศไทยมีความพร้อมและความแข็งแกร่งสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์มากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน อลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด ก็ให้ความเห็นว่า พื้นที่ย่านคลองสานและเจริญนคร ที่เคยเงียบเหงาและอยู่นอกสายตาของผู้คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มาตลอด กลับกลายเป็นทำเลทองที่ผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุนต่างให้ความสนใจ โดยไอคอนสยามเป็นโครงการนำร่องที่จุดประกายเรื่องการท่องเที่ยว การลงทุน และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในย่านฝั่งธนบุรี โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่าน มูลค่าของที่ดินบริเวณถนนเจริญนครบริเวณใกล้เคียงกับไอคอนสยามสูงขึ้นกว่าสองเท่า จากราคาตารางวาละ 150,000-250,000 บาท เป็นตารางวาละ 300,000-450,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตลาดที่อยู่อาศัยมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในฝั่งธนบุรีปี 2561 ถึง 12 โครงการ จำนวน 6,509 ยูนิต &amp;nbsp;และในปี 2562 มี 8 โครงการ จำนวน 5,538 ยูนิต หากพิจารณาโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในปี 2560-2562 เฉพาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับไอคอนสยาม บนถนนเจริญนครและคลองสาน 3 โครงการ จำนวน 1,508 ยูนิต มียอดขายรวมเฉลี่ยสูงถึง 95% สะท้อนให้เห็นถึงดีมานด์สะสมของผู้ซื้อในย่านดังกล่าว และนักลงทุนจากย่านอื่นๆ ที่มองเห็นศักยภาพในการเจริญเติบโต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในกลุ่มธุรกิจโรงแรมนั้น ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ &amp;nbsp;นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ไอคอนสยาม และกิจกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างประโยชน์ให้กับกรุงเทพฯ เหมือนกับที่ลอนดอนอาย (London Eye) สร้างประโยชน์ให้กับเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเหมือนกับที่สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ และมาริน่า เบย์ แซนด์ ในประเทศสิงคโปร์ และเป็นการเพิ่มแม่เหล็กทางด้านการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทั้งประเทศไทยและทั่วโลกให้มาเยี่ยมชม กระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและสร้างการเติบโตให้กับภาคธุรกิจโรงแรม โดยอัตราการเข้าพักของโรงแรมระดับ 5 ดาวในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นในอัตราสูงเกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นาวาโท ปริญญา รักวาทิน นายกสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจได้แผ่กระจายไปยังธุรกิจอื่นทุกประเภทและทุกระดับ นอกเหนือจากโครงการไอคอนสยาม โดยกิจการต่างๆ ตลอดลำน้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน และพื้นที่โดยรอบในย่านเจริญนคร ต่างได้รับประโยชน์ในทันที ทั้งร้านค้า ภัตตาคาร และโรงแรม มีจำนวนผู้มาใช้บริการและมียอดขายที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมของธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยามีการเติบโตขึ้นกว่า 20% มีการลงทุนต่อเนื่องทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ โรงแรมระดับ 5 ดาว โครงการมิกซ์ยูส รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว ภัตตาคาร ร้านอาหาร เรือนำเที่ยว เรือดินเนอร์กลางคืน โดยระบบการเดินทางโดยแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น 10-15% เรือด่วนและเรือท่องเที่ยวมีผู้สัญจรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มจากประมาณ 4 หมื่นคนต่อวัน เป็น 5 หมื่นคนต่อวัน เพิ่มขึ้นถึงวันละ 1 หมื่นคน หรือปีละ 3,650,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ อาภรณ์ กุลวัฒโท ประธานสภาวัฒนธรรมเขตคลองสาน กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไอคอนสยามได้ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่คนในพื้นที่ ทำให้ไม่ต้องเดินทางออกไปงานทำในพื้นที่อื่น อีกทั้งยังช่วยดึงดูดคนเป็นจำนวนมากให้เข้ามาเยี่ยมเยือนและจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งยังเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการร้านค้าที่ทำมาค้าขายอยู่ในพื้นที่ ได้มีส่วนร่วมและมีพื้นที่ทำมาค้าขายในโครงการไอคอนสยามอีกด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49954</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับมือสังคมไร้เงินสด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปกับการทำธุรกรรมธนาคารในยุคดิจิทัล เพราะทุกคนสามารถทำรายการ และตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สะดวกรวดเร็วผ่านโมบายล์แบงกิ้งของผู้ให้บริการ หมดปัญหาตามหาสาขาธนาคาร และช่วยลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปเพื่อเดินทางไปทำธุรกรรม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคสู่สังคมไร้เงินสดดังกล่าว เป็นแนวโน้มที่น่าจับตามอง เนื่องจากจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมาดูข้อมูลจาก Hootsuite ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รวบรวมสถิติผู้ใช้งานโมบายล์แบงกิ้งในประเทศ พบว่ามีจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 74% หรือราว 51 ล้านคน และยังคงมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันก็อาจเป็นช่องทางให้เกิดการโจรกรรมผ่านไซเบอร์ หรือ Cyber Crime เพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน โดยกว่า 91% ของการหลอกลวงหรือการโจรกรรมข้อมูลมาจากอีเมล และ 35% ของผู้ใช้งานโมบายล์แบงกิ้ง ได้รับข้อความจากผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการนำข้อมูลไปใช้ในการทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายตามมากับทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับธนาคารผู้ให้บริการ นอกจากจะต้องออกแบบโมบายล์แอปพลิเคชันเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วแล้ว ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูล รวมถึงมีบริการต่างๆ ที่ช่วยแจ้งเตือนลูกค้าอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันนี้มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้ลูกค้าลดความกังวลในการทำธุรกรรมผ่านโมบายล์ แบงกิ้งได้ ไม่ว่าจะเป็นแสดงรายการเรียลไทม์บนโมบายล์แอปพลิเคชัน ที่สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ ของธนาคารได้ทันที รวมถึงมีระบบแจ้งเตือน เมื่อเกิดการทำโอน รับ ใช้จ่าย ผ่านโมบายล์แอปฯ ทำให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายการที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน หนึ่งในสเต็ปหลักประกันก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง ที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องใส่รหัสการใช้งานครั้งเดียว หรือโอทีพีที่ส่งตรงจากธนาคารเข้าสู่โทรศัพท์ส่วนตัวของผู้ใช้ &amp;nbsp;เพื่อใช้ยืนยันการทำในแต่ละธุรกรรม นอกจากนี้ ในบางธนาคารผู้ใช้งานยังให้บริการยืนยันการทำธุรกรรมด้วย &amp;ldquo;โมบายล์ โทเค็น&amp;rdquo; หรือรหัสส่วนตัวที่กำหนดโดยตัวผู้ใช้งานเอง ช่วยเพิ่มขีดความปลอดภัย กรณีการถูกดักโจรกรรมข้อมูลผ่านทาง SMS และสามารถทำรายการต่อได้แม้ว่าจะเดินทางอยู่ในต่างประเทศ และไม่ได้เปิดบริการโรมมิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะมีระบบการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ได้ติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ธนาคารจึงจำเป็นต้องพัฒนา และเชื่อมต่อการแจ้งเตือนธุรกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้ในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ทางอีเมล สำหรับกลุ่มคนทำงาน ข้อความที่เหมาะกับกลุ่มที่ไม่เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยีมากนัก หรือแม้กระทั่งไลน์ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 2-way SMS เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เสริมความปลอดภัย ที่นำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของการใช้บัตร เมื่อธนาคารพบว่ามีรายการที่น่าสงสัยผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ธนาคารจะส่งข้อความไปยังลูกค้าเพื่อตรวจสอบว่าลูกค้าได้ทำรายการดังกล่าวจริงหรือไม่ ในกรณีที่ลูกค้าตอบกลับว่าลูกค้าไม่ได้ทำรายการนั้นๆ ด้วยตนเอง ธนาคารจะทำการอายัติบัตรและติดต่อลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำในลำดับต่อไป ซึ่งเป็นการป้องกันรายการทุจริตอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น และเทคโนโลยีล่าสุดที่พัฒนาขึ้นสอดรับกับความสามารถของสมาร์ทโฟน ซึ่งบางธนาคารได้นำเอาการพิสูจน์ตัวตนทางชีวภาพหรือไบโอแมทริกซ์ เช่น การตรวจสอบลายนิ้วมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีป คามัคค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายดิจิทัลแบงกิ้ง ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;ธนาคารได้พัฒนาซิตี้ โมบายล์ แอปพลิเคชัน เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานลูกค้าธนาคาร และได้นำเอาฟังก์ชันความปลอดภัยทั้งหมดข้างต้น โดยธนาคารเองมีข้อแนะนำ 5 ขั้น ในกรณีผู้ใช้งานคาดว่ามีแนวโน้มถูกโจรกรรมข้อมูล ได้แก่ 1.ปิดการเชื่อมต่อไวไฟ (Wi-Fi) แล้วใช้สัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์แทน ในการเข้าสู่โมบายล์แอป 2.ตรวจสอบรายการใช้จ่ายหรือการทำธุรกรรมล่าสุดทันทีผ่านแอป 3.ระงับการใช้งานบัตรชั่วคราวผ่านแอปทันทีที่พบรายการที่น่าสงสัย 4.เปลี่ยนรหัสผ่านและรหัสแอปใหม่ และ 5.ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อแจ้งรายการที่น่าสงสัยทันที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48961</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จิวเวลรีไทยมัดใจตลาดโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสวย หรู ดูแพง และเป็นสินค้าส่งออกที่ยังคงแรงได้อย่างต่อเนื่องสำหรับอัญมณีและเครื่องประดับสัญชาติไทย หากใครที่ติดตามแวดวงอัญมณี ก็คงจะทราบดีว่าประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะทับทิม ไพลิน และมรกต รวมถึงยังเป็นแหล่งจำหน่ายอัญมณีเทียมที่มากไปด้วยความประณีต การออกแบบที่สวยล้ำและเป็นผู้นำเทรนด์อีกด้วย โดยจากการสำรวจธุรกิจดังกล่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ยังพบอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้สินค้าจำพวกเพชรพลอยและเครื่องประดับยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะผู้ส่งออกไทยมีความเข้าใจตลาดในระดับที่สูง และผู้ค้าในตลาดโลกก็รู้จักไทยมากกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ นั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องมีการผลักดันให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาสินค้า เสริมสร้างความรู้ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น จึงอยากนำข้อมูลจากสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ที่ได้มีการจัดสัมมนาโครงการเสริมสร้างความรู้ทางการค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล โดยเฉพาะการเผยเทคนิคที่จะพาธุรกิจอัญมณีให้ก้าวไกลในต่างแดนได้สำเร็จ มาดูกันว่าองค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นจะมีอะไรกันบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างแรกเลยคงต้องวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ของสินค้า เพื่อนำจุดอ่อนมาพัฒนา และชูจุดแข็งให้เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รู้จัก ผ่านการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนก่อน จึงจะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าในแต่ละแบบได้สำเร็จ ตามมาด้วยการสร้างดีเอ็นเอของสินค้าและตั้งเป้ากลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน งานดีไซน์และการออกแบบอัญมณี เปรียบเสมือนงานศิลปะประเภทหนึ่ง แบบที่สวยแสดงความคิดและความเป็นตัวตน ย่อมมีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า จนสามารถมองข้ามต้นทุนของวัตถุดิบไปได้แล้วนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ธุรกิจของตนให้ได้ ตั้งกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เหมาะกับใคร ประเทศใด กลุ่มอายุเท่าใด เพื่อจะผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์กับกลุ่มคนเหล่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน การศึกษาพฤติกรรม วัฒนธรรม และความเชื่อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของพฤติกรรม วัฒนธรรม และความเชื่อของกลุ่มลูกค้าในแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างในงานแต่งของประเทศจีน ฝ่ายชายมักนิยมให้แหวนและสร้อยคอ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก โดยมักจะผลิตจากเพชรหรือแพลตินัม ในเด็กทารกมักนิยมให้เครื่องเงิน โดยเชื่อว่าจะทำให้ทารกมีสุขภาพแข็งแรง กลุ่มผู้สูงอายุมักจะนิยมทองคำ แบบเรียบง่ายหรือแบบฝังทับทิมหรือมุก เพื่อแสดงถึงความร่ำรวย สร้างสตอรี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสำคัญต่อมาคงเป็นการสร้างสตอรี่ที่น่าสนใจให้กับสินค้าท้องถิ่น การดึงเรื่องราวของอัญมณีในแต่ละท้องถิ่นออกมาผ่านการเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ เชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติมาออกแบบร่วมกับอัญมณี อาทิ ปะการังสีสดใส นำมาออกแบบร่วมกับเพชรออกมาเป็นแหวน การนำมุกมาออกแบบร่วมกับเพชรออกมาเป็นต่างหู ทำให้เกิดงานออกแบบที่เพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อต่อมาต้องศึกษาเทรนด์ของสินค้า ช่องทางการทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้ตรงจุด ควรศึกษาเทรนด์และความต้องการของสินค้าแต่ละประเทศ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญในการส่งออกสินค้า รวมถึงการประหยัดต้นทุนในการทำการตลาด ด้วยกลยุทธ์ผ่านการทำการตลาดออนไลน์ในแต่ละประเทศ เช่น ประชากรจีนใช้ Weibo แทน Facebook ในการนำเสนอหรือสร้างโปรไฟล์ ใช้ Alipay หรือ We Chat pay เพื่อการใช้จ่ายในแบบสังคมไร้เงินสด ใช้ Baidu ในการสืบค้นข้อมูลแทน Google ใช้ WeChat แทน Line ในการสื่อสาร เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทิศทางธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2562 ตลาดในประเทศยังคงเติบโตได้ดี รวมถึงการส่งออกในตลาดต่างประเทศก็ยังคงมีโอกาสเติบโตและขยายไปได้อีก สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือจะต้องมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ ทักษะฝีมือ และการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าที่จะต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงการสรรหาช่องทางตลาดใหม่ๆ ที่จะต้องเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ และต้องเข้าถึงช่องทางดิจิทัลเพื่อเชื่อมต่อผู้บริโภคในทุกมุมโลก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36319</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเห็นต่างเรื่องโฆษณา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เป็นโจทย์ยากของนักการตลาดแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ต้องทำการบ้านให้ลึกซึ้งเช่นเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมามีผลสำรวจว่านักการตลาดและผู้บริโภคมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องของการนำเสนอเกี่ยวกับเพศในสื่อโฆษณา และอุตสาหกรรมโฆษณาทั่วโลกกำลังสูญเสียมูลค่าของแบรนด์เป็นมูลค่าเฉลี่ยถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากไม่สามารถสื่อและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงได้เท่าที่ควรจะเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากผลสำรวจล่าสุดโดยกันตาร์ เกี่ยวกับความสร้างสรรค์ของสื่อโฆษณา และประสิทธิภาพของสื่อ พบว่า 83% ของนักการตลาดในเอเชีย-แปซิฟิก คิดว่าตัวเองสามารถสร้างผลงานโฆษณาที่หลีกเลี่ยงการเหมารวมทางเพศได้ดีแล้ว แต่ทว่าผู้ชมโฆษณากลับไม่เห็นด้วย โดยเกือบ 2 ใน 3 หรือคิดเป็น 63% ของผู้บริโภคในภูมิภาคมองว่าโฆษณาที่ผลิตออกมานั้น ยังคงแฝงการเหมารวมทางเพศอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานวิจัย AdReaction : Getting Gender Right ได้รวบรวมบทวิจารณ์และความเห็นของการทดสอบโฆษณาจำนวน 30,000 ครั้ง รวมถึงคำตอบแบบสอบถามจากนักการตลาด 450 ราย บทวิเคราะห์ทัศนคติที่มีต่อโฆษณาจากผู้บริโภคเกือบ 40,000 รายทั่วโลก และการวิเคราะห์คุณค่าตราสินค้ากว่า 9,000 แบรนด์ทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบรนด์กำลังทิ้งรายได้ไปอย่างเปล่าประโยชน์? งานวิจัยดังกล่าวพบว่าแบรนด์ที่เหมาะสำหรับทุกเพศมีมูลค่าของแบรนด์เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 20.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับแบรนด์ที่เจาะเฉพาะลูกค้าผู้หญิง ซึ่งอยู่ที่ 16.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่แบรนด์ที่เจาะลูกค้าผู้ชายมากกว่า จะอยู่ที่ 11.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยมีแบรนด์แค่ 33% เท่านั้น ที่สามารถสื่อสารให้เหมาะกับเพศใดก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจพบว่าผู้หญิงถูกนำเสนอมากกว่า 28% ของโฆษณาที่มีคนแสดงทั้งหมด อย่างไรก็ตาม 76% ของผู้บริโภคเพศหญิง และ 71% ของผู้บริโภคเพศชายเชื่อว่าวิธีที่เพศของตัวเองถูกนำเสนอในโฆษณานั้น ผิดไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพของโฆษณา และแคมเปญต่างๆ ซึ่งสรุปแล้วข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ชายและผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่พอใจกับภาพลักษณ์ที่แบรนด์ต่างๆ มอบให้ ซึ่งแบรนด์เหล่านั้นสามารถใช้วิธีที่ดีกว่าเพื่อสื่อสารกับพวกเขาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หลายคนมองว่าการแสดงออกและบทบาทแบบดั้งเดิมของผู้ชายและผู้หญิงในโฆษณานั้น เป็นอะไรที่ล้าหลัง โดย 60% ของผู้บริโภคในเอเชีย-แปซิฟิก เห็นว่าโฆษณาส่วนใหญ่ในประเทศของตัวเอง รวมถึงประเทศไทย ผลักดันเนื้อหาการเหมารวมทางเพศที่ส่อไปในทางลบ แทนที่จะช่วยลดภาพเหล่านี้ งานวิจัยชี้ว่าเพศหญิงนั้นกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านมากเกินไป แต่กลับไม่ค่อยเป็นเป้าหมายของโฆษณากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น เช่น รถยนต์ ทั้งที่ในประเทศไทยผู้หญิงเป็นผู้ตัดสินใจซื้อสินค้าในหลายๆ ประเภท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรซี่ ฮอว์กิ้นส์ ประธานบริหารฝ่ายนวัตกรรม กันตาร์ อินไซต์ กล่าวว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารกับผู้บริโภคหญิงไม่เป็นผลดีต่อแบรนด์ และลดมูลค่าของแบรนด์ เห็นได้ชัดจากผลการศึกษาว่าครีเอทีฟและบริษัทผลิตสื่อ รวมไปถึงลูกค้า จำเป็นต้องใช้การพิจารณาเชิงลึกในการผลิตโฆษณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากไม่กล่าวถึงการตั้งเป้าไปที่ผู้ชมต่างเพศ โฆษณาที่ดีก็จะได้รับผลตอบรับที่ดี ส่วนโฆษณาที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ชม โดย 5 วิธีที่อุตสาหกรรมโฆษณาจะพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นมีดังนี้ 1.แบรนด์ต่างๆ ต้องเดินหมากอย่างระมัดระวัง และคอยสำรวจตนเองอยู่เสมอว่าถูกมองอย่างไร แบรนด์ที่มีความก้าวหน้าหรือมีความคิดที่ทันสมัยกว่า มักจะได้รับการยอมรับจากสังคมในการที่จะท้าทายการเหมารวมทางเพศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อต่อมา 2.แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องออกแบบโฆษณาให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน โดยการใช้แนวคิดแคมเปญและการสร้างสรรค์โฆษณาชิ้นเดียวกันในการสื่อสารถึงลูกค้าทั้งหญิงและชาย 3.การทดสอบโฆษณาที่มีการวัดความเท่าเทียมทางเพศอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดข้อผิดพลาด และช่วยในการเรียนรู้ว่าจะพัฒนาโฆษณาให้ถูกตีความอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร 4.ทีมครีเอทีฟ ทีมวางแผนสื่อ และการดำเนินงานที่มีสมาชิกทุกเพศเท่าๆ กันมักจะทำให้เกิดแคมเปญที่สื่อความหมายได้ดีกว่า 5.คิดให้มากกว่าแค่เพียงแคมเปญ การคิดแบบก้าวหน้าเพื่อทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายไม่ได้หยุดแค่เรื่องของเพศเท่านั้น และก็ยังควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดของแผนกอื่นๆ นอกเหนือจากแผนกการตลาดอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30675</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟันธงปีหมูในภาคอสังหาฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใกล้จะเข้าสู่ปี 2562 กับปีนักษัตรกุน หรือปีหมู แต่ดูเหมือนว่าหลายธุรกิจยังคงมีความวิตกกังวล ห่วงว่าทุกอย่างจะไม่หมูอย่างที่คิด ผู้ประกอบการสินค้าบางแบรนด์ชะลอการใช้เงิน คอยจับตาดูว่าสถานการณ์ต้นปีหน้าจะเป็นเช่นไร หากแน่ชัดแล้วค่อยจัดเต็มภายหลัง แต่วันนี้คงไม่ได้มาพูดเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค แต่กำลังจะมาบอกว่าปีหน้าภาคของอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยจะเป็นเช่นไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามูลค่ารวมของอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีผลต่อจีดีพีประเทศอย่างมาก แม้ว่าเศรษฐกิจจะดูไม่ค่อยสดใส แต่ภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ก็ยังพยายามโตทุกปี แต่ปีหน้า 2562 จะมีบริบทใหม่ๆ ที่ท้าทายความสามารถและความอึดของผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่ กลาง เล็ก อย่างหนักหน่วงที่สุดในรอบหลายปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอภาส ถิรปัญญาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาการตลาดและสื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ ได้ให้ความเห็นว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ จะหน่วงและเหนื่อยกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมาแน่นอน เนื่องจากมาตรการใหม่ทั้งจากภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยที่เพิ่งออกมา ซึ่งจะมีผลปีหน้า ทำให้ตลาดค่อนข้างช็อก และรอดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในปีหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่อง LTV ที่ ธปท.กำหนดออกมาใหม่ ก็มองว่าเป็นความหวังดีของ ธปท.ที่ห่วงการเก็งกำไร ห่วงฟองสบู่ในวงการอสังหาฯ แต่ในมุมของผู้ประกอบการส่วนใหญ่คงมีความเห็นคล้ายๆ กันว่า เป็นการแก้ปัญหาไม่ค่อยตรงจุดเท่าไร จริงๆ ตลาดการเก็งกำไรคอนโดฯ ระยะสั้นแบบเมื่อก่อนมันตายไปนานแล้ว การ FLIP หรือซื้อขายใบจองบวกกำไรเร็วๆ มันทำไม่ได้มานานแล้ว แต่ LTV จะมีผลกับตลาดนักลงทุนระยะกลางถึงยาว รวมถึงกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะโอนเพื่อปล่อยเช่าด้วย เพราะว่าจะทำให้การจ่ายเงินดาวน์ช่วงก่อสร้างต้องใช้เงินทุนมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนที่ซื้อจริงหรือ Real Demand ที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังแรก หรือหลังที่สองคงไม่ค่อยกระทบเท่าไร แต่ที่แน่ๆ คือบรรยากาศของตลาดเสียหายหนักไปแล้ว สังเกตดูจากราคาหุ้นของกลุ่มอสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ ราคาลงมาแรงทุกตัว ทั้งที่หลายๆ ตัวเป็นหุ้นพื้นฐานดี ยอดขายโต และกำไรก็มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ราคาหุ้นก็โดนเทแรงเหมือนกัน เพราะทุกคนมองว่าปีหน้ายอดขายจะลดลง ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า มองว่าทุกค่ายผู้ประกอบการจะนำสต๊อก ทั้งบ้าน ทั้งคอนโดฯ ที่มีมาจัดโปรโมชั่นแบบทั้งลดทั้งแถมแหลก เพื่อระบายสินค้าคงเหลือ ก่อนมาตรการ LTV ใหม่ บังคับใช้ 1 เมษายน 2562 ช่วงนี้จะเห็นการเร่งจัดโปรโมชั่นปล่อยกู้ 100% ของคอนโดฯ ไปจนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า ซึ่งเท่าที่คุยกับผู้ประกอบการก็ค่อนข้างเห็นผลชัด คือลูกค้ารีบตัดสินใจซื้อในช่วงนี้มากขึ้น และเร่งโอนสำหรับคอนโดฯ ที่พร้อมเข้าอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่หลังจากเมษายนปีหน้าคงต้องจับตาดูแรงกระเพื่อมจริงๆ กันอีกทีว่าตลาดจะตอบรับไปในทางไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่แน่ๆ ตลาดจะหน่วงมากขึ้นคืออืดๆ ไม่ค่อยหวือหวา &amp;nbsp;กระแส One Day Soldout หรือเปิดขายแล้วหมดในวันเดียวคงไม่ได้เห็นอีกในปีหน้า และผู้ประกอบการคงต้องทำการบ้านเหนื่อยหนักกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่วนกำลังซื้อของต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนจีน คาดว่าน่าจะลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับที่ผ่านมาจากสภาวะเศรษฐกิจของจีนเองที่เติบโตลดลง การเข้มงวดในการนำเงินออกนอกประเทศของรัฐบาลจีนเอง รวมทั้งค่าเงินหยวนที่อ่อนลง ทำให้นักลงทุนจีนส่วนหนึ่งไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ที่ผ่อนดาวน์ไปแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่จะคงสนใจซื้อคอนโดฯ ในไทยอยู่ เพราะเทียบกันแล้วก็ยังน่าลงทุนและมีราคาถูกกว่าคอนโดฯ ในจีนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเองจริงๆ ถือว่าได้เปรียบมาก เพราะต่อไปนี้การแข่งขันจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการออกแบบ การให้ส่วนกลาง สเปกวัสดุ และราคา ทุกค่ายจะต้องแย่งชิงใจจากผู้บริโภคโดยตรงให้ได้ เพราะจำนวนยูนิตที่มีการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ในแต่ละปีมีจำนวนค่อนข้างคงที่ &amp;nbsp;แต่ซัพพลายที่ออกมามีจำนวนมากกว่า ดังนั้นขอให้จับตาดูตลาดคอนโดฯ เซ็กเมนต์ 3-5 ล้านบาท ที่ปีหน้าจะมีการแข่งขันที่ดุเดือดแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเหมือนจะไม่หมูจริงๆ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 คงต้องมาดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แย่ลง หรือทรงๆ ส่วนธุรกิจอื่นๆ จะมีแนวโน้มเป็นเช่นไรนั้น โอกาสหน้าคงได้มาอัพเดตกัน!.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24889</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน​​​​​​​, โอภาส ถิรปัญญาเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24176</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 20:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้ไว้ก่อนส่งไม้ต่อธุรกิจครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จได้จากรุ่นสู่รุ่นนั้น ย่อมมีองค์ประกอบหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในช่วงที่ผ่านมามีผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ารายได้ของธุรกิจครอบครัวมีการเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยพบว่ากิจการภายใต้ผู้นำรุ่นแรกเติบโตดีกว่ารุ่นอื่นๆ ขณะที่ผู้นำรุ่นปัจจุบันค่อนข้างมีความมั่นใจว่ารายได้ในอีก 2 ปีข้างหน้ายังโตต่อเนื่อง โดยธุรกิจครอบครัวมากกว่าครึ่งหรือ 53% มีผลประกอบการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก มีการกำหนดคุณค่าองค์กรที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนธุรกิจครอบครัวไทย ผู้นำรุ่นใหม่ยังเผชิญความท้าทายด้านช่องว่างระหว่างวัย การได้รับการยอมรับในฝีมือบริหาร หลังทยอยส่งไม้ต่อการบริหารให้ผู้นำรุ่นที่ 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หัวหน้าสายงานธุรกิจครอบครัว และหุ้นส่วนสายงานภาษีและกฎหมาย บริษัท PwC ประเทศไทย ได้ให้ความเห็นว่าจากการสำรวจข้อมูลของบริษัท ซึ่งประกอบไปด้วยครอบครัวจำนวน 2,953 บริษัท ใน 53 ประเทศทั่วโลก พบว่ารายได้ของธุรกิจในปีที่ผ่านมาเติบโตเป็นเลข 2 หลัก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2550 โดย 84% ของผู้บริหารคาดว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่ 16% ยังมองด้วยว่า รายได้จะเติบโตอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดดอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นแรกมีความสามารถในการเพิ่มรายได้ให้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักมากกว่าผู้นำรุ่นอื่นๆ &amp;nbsp;อย่างชัดเจน ขณะที่ 75% ของผู้บริหารธุรกิจครอบครัวเชื่อว่าการมีวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับกิจการได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว โดย 49% ของผู้บริหารได้มีการกำหนดคุณค่าองค์กรโดยเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผลการดำเนินงานภายใต้การบริหารธุรกิจครอบครัวของผู้นำรุ่นบุกเบิกที่เติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักมากกว่ารุ่นอื่นๆ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการบริหารความต่อเนื่องของรูปแบบทางธุรกิจกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยการที่องค์กรมีการกำหนดคุณค่าที่ชัดเจน และมีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ยังส่งผลต่อการกำหนดแผนเชิงกลยุทธ์ในเชิงบวก รวมถึงแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งด้วยเมื่อเทียบกับผู้นำในรุ่นปัจจุบัน จะเห็นว่าผู้นำรุ่นนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ หรือแม้แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาดูกันว่าเมื่อแบ่งเป็นรายทวีปแล้วธุรกิจครอบครัวเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยครอบครัวในทวีปตะวันออกกลางและแอฟริกา แสดงความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้มากที่สุด และ 28% คาดว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตามด้วยธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก 24% ยุโรปตะวันออก 17% อเมริกาเหนือ 16% อเมริกากลางและใต้ 12% และยุโรปตะวันตก 11% สำหรับความท้าทาย 3 อันดับแรกของธุรกิจครอบครัวในอนาคตจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรม การเข้าถึงแหล่งแรงงานที่มีทักษะ และการเข้าสู่ดิจิทัล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีเตอร์ อิงกลิช หัวหน้าสายงานธุรกิจครอบครัว บริษัท PwC โกลบอล กล่าวเสริมว่า ธุรกิจครอบครัวและธุรกิจเอกชนมากกว่า 350,000 รายที่มีจะต้องมีการส่งไม้ต่อในอนาคต เนื่องจากผู้นำรุ่นปัจจุบันจะเกษียณ จะยิ่งทำให้เกิดความกังวลถึงความต่อเนื่องของการประกอบธุรกิจ โดยผู้นำรุ่นต่อไปจะยิ่งเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ต่างไป ทั้งในเรื่องของผลกระทบจากเทคโนโลยี เช่น เอไอ หุ่นยนต์ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยเองก็มีธุรกิจครอบครัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะมากกว่า 80% ของธุรกิจไทยนั้นเป็นธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ หรืออย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เองที่ 3 ใน 4 นั้น เป็นธุรกิจครอบครัวเช่นกัน สถานการณ์ที่ผ่านมาธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้นำรุ่นที่ 2 และบางครอบครัวเริ่มส่งต่อกิจการให้แก่ผู้นำรุ่นที่ 3 แล้ว ต้องยอมรับว่ากลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ของไทยเหล่านี้ก็เผชิญกับแรงกดดันและความท้าทายในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตคล้ายคลึงกับผู้นำรุ่นใหม่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างที่เกิดจากการสร้างความน่าเชื่อถือ และช่องว่างในการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ผู้นำทั้ง 2 รุ่นจำเป็นต้องเปิดใจและมีการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24176</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
