<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจี โชว์กำไรครึ่งปีแรกโต 27% รับโควิด-19กระทบธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31 ก.ค. 2564 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) เปิดเผยว่าสำหรับงบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 2/2564 มีรายได้จากการขาย 133,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ตามการปรับตัวของราคาน้ำมันโลก และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกอบกับมีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม ทำให้ปริมาณขายยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากปัญหาเรื่องการขนส่ง โดยมีกำไรสำหรับงวด 17,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน จากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2564 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 255,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 32,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อีกทั้งครึ่งปีแรกของปี 2564 เอสซีจีมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 86,861 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้ ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ และ Service Solution เช่น โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ คิดเป็น 15% และ 5% ของรายได้จากการขายรวม ตามลำดับ&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในครึ่งปีแรกของปี 2564 ทั้งสิ้น 112,272 ล้านบาท คิดเป็น 44% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564 มีมูลค่า 812,051 ล้านบาท โดย 39% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-10 กระทบต่อธุรกิจ เช่น ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เนื่องจากไซด์งานก่อสร้างต้องปิดตัว และคาดว่าหากจะมีคำสั่งให้กลับมาเปิดได้ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากอาจจะมีการชะลอการตัดสินใจซื้อ โดยภาพรวมในไตรมาสที่ 2/2564 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 46,416 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากยอดการส่งออกสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป้าหมายครึ่งปีหลัง เป้าหมายครึ่งปีหลัง ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น ซีเมนต์ ก่อสร้าง คงกระทบต่อเนื่อง ไซด์ก่อสร้างต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว คิดว่าความไม่แน่นอนมีสูง ส่วนอื่นๆ คิดว่าดีมานด์ความต้องการจะเริ่มฟื้นตัว อย่างเคมีภัณฑ์ หรือบรรจุภัณฑ์ แม้จะมีมาตรการห้ามเดินทางแต่การอุปโภคบริโภคยังมีอยู่ ยังมีการส่งของโลจิสติกส์ ผลกระทบอาจไม่มาก แต่หากเกิดกรณีติดเชื้อของเราเอง หรือคู้ค่า ก็จะมีผลกระทบกับกำลังการผลิตลดลง ตอนนี้จึงไม่รู้จะประมาณการณ์สถานการณ์อย่างไร ยังรอดูการแพร่ระบาดที่มีต่อเนื่อง&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111716</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, ผลประกอบการ, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b71751178e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอสซีจี&#039; ผนึก &#039;ดาว&#039;ขยายกำลังการผลิตโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 พ.ค. 2564 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่าธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) แถลงความสำเร็จโครงการขยายกำลังการผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC Debottleneck หรือ MOCD) ซึ่งดำเนินการสำเร็จเร็วกว่าแผนและเริ่มทดลองดำเนินการผลิตแล้ว คาดว่าจะผลิตได้เต็มกำลังภายในเดือนพ.ค. 2564 จะทำให้มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 350,000 ตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่าโครงการ MOCD นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ Dow ที่ได้ร่วมมือกันสร้างการเติบโต และเพิ่มศักยภาพของธุรกิจให้มีขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการ MOCD เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ ทั้งในแง่การลงทุนและความท้าทายด้านเทคโนโลยี โครงการนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีโดยใช้เวลาเร็วกว่าเแผน แม้จะมีสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 แต่ด้วยมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด 19 อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ผนวกกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของบุคลากร ส่งผลให้โครงการเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมตอบสนองความต้องการลูกค้าทั้งภายในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัมบัง จันดรา รองประธานฝ่ายธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และพลาสติกชนิดพิเศษของ Dow เปิดเผยว่าผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างของ Dow ในตลาดบรรจุภัณฑ์และพลาสติกชนิดพิเศษมีการเติบโตเป็นอย่างมากในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นผลจากเมกะเทรนด์ เช่น ความยั่งยืน อุตสาหกรรม 4.0 และการดูแลสุขภาพที่ผู้คนให้ความใส่ใจ ความสำเร็จของโครงการขยายกำลังการผลิต ในครั้งนี้ทำให้เราได้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยให้ Dow สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่ตอบโจทย์เทคโนโลยีและความยั่งยืนนี้ได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102063</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาว ประเทศไทย (Dow), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน), รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, โรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b71751178e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอสซีจี&#039;ปลื้มกำไรฟื้น 114%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2564 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี (SCG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวดว่าสามารถทำได้ 14,914 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 114% จากรายได้จากการขายที่ 122,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15% เนื่องจากธุรกิจเคมิคอลส์มีส่วนต่างราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 มีกำไรเพิ่มขึ้น 85% มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 26% จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจเคมิคอลส์มีปริมาณขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) ในไตรมาสก่อน การเริ่มผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ เฟส 2 (MOC Debottleneck) และอุปสงค์ทั่วโลกปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลประกอบการไตรมาส 1/2564 ดีกว่าที่คิดไว้ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ยอมรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกนี้ค่อนข้างรุนแรง และมีความไม่แน่นอนสูงโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะหลายประเทศกลับมาเกิดการระบาดอีกครั้ง เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป&amp;rdquo; นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธุรกิจเคมิคอลส์ไตรมาส 1/2564 มีกำไรสำหรับงวด 8,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 397% มีรายได้จากการขาย 51,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35% ซึ่งเอสซีจีอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้การปรับโครงสร้างธุรกิจเคมิคอลส์ รวมถึงการเสนอขายหุ้นบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ให้ประชาชนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้น 100% รองรับการขยายธุรกิจเคมิคอลส์ในอนาคต เช่น ความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตในภูมิภาคอาเซียน และการลงทุนอื่นๆ คาดว่าการศึกษาและการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเอสซีจียังได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นบริษัท ซีพลาสต์ (Sirplaste) ผู้ประกอบธุรกิจและผู้นำด้านพลาสติกรีไซเคิลในประเทศโปรตุเกส สามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งขยายช่องทางการขายในตลาดยุโรปได้ &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าโครงการขยายกำลังการผลิตของโรงงาน MOC Debottleneck ก่อสร้างแล้วเสร็จเร็วกว่าแผนและเริ่มทดลองดำเนินการผลิตแล้ว คาดว่าจะผลิตได้เต็มกำลังภายในเดือนพ.ค.นี้ จะทำให้มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 350,000 ตันต่อปี ส่วนโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนามคืบหน้าตามแผน 76% คาดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งแรกของปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไร 2,809 ล้านบาท รายได้จากการขาย 46,185 ล้านบาท โดย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเอสซีจีได้ขยายตลาดหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งลูกค้ากลุ่มเจ้าของบ้าน และกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้ไฟในตอนกลางวันต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายรวม 600 ล้านบาท ในปี 2564 และล่าสุดได้เปิดตัว EV Solution Platform ให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดครบวงจร และธุรกิจเอสซีจี เดคคอร์ วัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่ ตั้งเป้าขยายสาขาเอสซีจี โฮม เพิ่มอีก 33 สาขา รวมเป็น 50 สาขา ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีกำไรสำหรับงวด 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23% มีรายได้จากการขาย 27,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12% เนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในอาเซียน ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเอสซีจีได้เปิดดำเนินการโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์กำลังผลิตส่วนเพิ่ม 400,000 ตันต่อปี ของ Fajar ในประเทศอินโดนีเซีย ขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์อีกกว่า 347 ล้านชิ้นต่อปี รวมถึงขยายการเข้าลงทุนใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ประเทศเวียดนาม และการลงทุนใน Go-Pak UK Limited เพื่อขยายฐานตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารในภูมิภาคต่าง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101251</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดำเนินงานไตรมาส 1/2564, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, เอสซีจี (SCG)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b71751178e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจีรับบริโภคซบเซากระทบยอดวัสดุก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.2564 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ​เปิดเผยว่า​​แนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งปี 2564 นี้ มองว่าการส่งออกยังดีแต่ในด้านของการอุปโภคบริโภคในประเทศอาจจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลง เนื่องจากจากการแพร่ระบาดของโควิค-19ในระยะที่ 2 ดังนั้นการกระจายวัคซีน ให้ทั่วถึง จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ​ &amp;nbsp;ขณะที่ภาคของการท่องเที่ยวยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ซึ่งภาครัฐควรเร่งหาวัคซีนป้องกันให้ประชาชนได้รับอย่างทั่วถึง และมีความปลอดภัยโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น​ เพราะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะเข้ามาได้เมื่อไหร่​จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวในประเทศไปก่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี2564​ บริษัทจะมุ่งดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ตลอดกระบวนการทำงาน โดยพร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ด้วยการให้ความสำคัญกับการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Management - BCM) และการลงมือปฏิบัติให้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลยุทธ์ 2 ด้านที่จะนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจในปี2564 &amp;nbsp;ประกอบด้วย​ 1.ดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม , สังคม , การกำกับดูแล) โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และนำของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด และมุ่งต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อตอบโจทย์การใช้พลังงานทางเลือก และ 2. ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจสู่นิว นอร์มอล โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาช่องทางออนไลน์ เพื่อเสนอสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจร ตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีนี้ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างได้รับกระทบต่อเนื่องมากที่สุด เนื่องจากการก่อสร้างใหม่ๆทั้งที่อยู่อาศัยและโครงการคอมเมอร์เชียลของภาคเอกชนจะน้อยลงในช่วงครึ่งแรกของปีดังนั้นคงต้องเน้นการก่อสร้างจากการลงทุนของภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจแพคเกจจิ้ง​คาดว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาหารและเครื่องดื่มสินค้าเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัย ดังนั้นบริษัทต้องมีการออกแบบผลิตภัณฑ์และมีนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด​ส่วนด้านเคมิคอล คงต้องจับตามอง อุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ดังนั้นบริษัทต้องเข้าไปถึงซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อผลิตสินค้ามารองรับกับอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นต้น&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์​ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92610</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, ​​แนวโน้มเศรษฐกิจในครึ่งปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_60239c6850809.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจี กำไรร่วง 28% ราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค. 2563 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยผลการดำเนินงานของเอสซีจีปี 2562 ว่ามีรายได้จากการขาย 437,980 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 8% มีกำไร 32,014 ล้านบาท ลดลง 28% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้าและความผันผวนของตลาดที่ส่งผลกระทบทำให้ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าปัจจัยภายนอกต่างๆ เป็นความเสี่ยงที่มีความผันผวนและควบคุมไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่อเนื่องมาในปีนี้ ทำให้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจปี 2563 ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความตรึงเครียดในตะวันออกกลาง ปัญหาปริมาณฝุ่นละออกขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(พีเอ็ม 2.5) ที่อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเอสซีจี แต่มีผลทางอ้อมต่อตลาดในประเทศ รวมถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาให้มีผลบังคับใช้ หากล่าช้าออกไปจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลักแน่นอน&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในปี 62 แยกตามรายธุรกิจ เป็นดังนี้ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 184,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน เนื่องจากการขยายตัวของยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่าย ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 89,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน &amp;nbsp;ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 177,634 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาจากประเทศจีนที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ท่องเที่ยวรวม ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจน เพราะยังไม่รู้ว่าจะสถานการณ์ให้ยุติลงเมื่อไหร่ และสร้างความเสียหายมากแค่ไหน เป็นความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก ซึ่งจะกระทบทุกส่วนในประเทศไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานกาณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบต่อจีนโดยตรง เพราะมีวันหยุดมากขึ้นและต้องใช้เวลาแก้ปัญหา ซึ่งไทยถือเป็นประเทศท่องเที่ยวหลักของคนจีนจึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบและมูลค่าความเสียหายว่าจะมากแค่ไหน&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปี 2563 เอสซีจีเตรียมงบลงทุน 60,000 - 70,000 ล้านบาท ซึ่ง 30% เป็นการลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอล คอมเพล็กซ์ ในประเทศเวียดนามเป็นหลัก โครงการเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานกระดาษที่ประเทศฟิลิปปินส์ ตั้งเป้าหมายยอดขายปีนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2562 โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 55% ภายใน 5 ปี เทียบกับปี 2562 มีสัดส่วน 41% คิดเป็นมูลค่า 179,181 ล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกหลังสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐคลี่คลาย ตลาดภูมิอาเซียนยังเติบโตต่อเนื่องส่งผลดีต่อธุรกิจของเอสซีจี
...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55858</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลประกอบการปี 62, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2019 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2019 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจีพลาดเป้ารายได้-กำไรลด27%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 2562 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2562 ของเอสซีจีมีกำไร 9,079 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27% ซึ่งหากรวมรายการหักเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเพิ่มเป็น 400 วัน เหลือกำไร 7,044 ล้านบาท มีรายได้จากการขาย 109,094 ล้านบาท ลดลง 9% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่มีรายได้ 45,995 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 19% ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้ 20,402 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 6% ตามความต้องการซื้อที่ลดลง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ และการแข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลต่อส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลง ประกอบกับการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,150 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เอสซีจีมีกำไร 20,741 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16% ซึ่งหากรวมรายการหักเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเพิ่มเป็น 400 วัน เหลือกำไร 18,706 ล้านบาท มีรายได้จากการขายรวม 221,473 ล้านบาท ลดลง 7% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงจากผลกระทบของสงครามการค้า อีกทั้งรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศรวมการส่งออกในครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 88,825 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของยอดขายรวม ลดลง 11%&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายยอดขายปีนี้ทั้งปีใหม่ จากเดิมคาดไว้ปีนี้โต 5-10% เนื่องจากราคาขายในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ลดลง 9% เพราะผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ขณะที่ในเชิงปริมาณการขายส่วนใหญ่จะคงที่ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างไตรมาส 2 ที่มีรายได้จากการขาย 45,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% แต่หากมองแนวโน้มยอดขายปีนี้ทั้งปีเบื้องต้นคาดว่าจะลดลงจากปีก่อน 9-10% เริ่มเห็นสัญญาณได้จากกำไรในช่วง 6 เดือนแรกลดลง 16% ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปีนี้จะหวังให้ธุรกิจขยายตัวคงเป็นไปได้ยาก&amp;rdquo;

นายรุ่งโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดได้ทบทวนงบลงทุนปีนี้อยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากแผนเดิมตั้งเป้าหมายลงทุนอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาท หลังจากครึ่งแรกของปีนี้ใช้งบลงทุนไปแล้ว 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งในระยะข้างหน้าบริษัทยังคงมองหาการลงทุนซื้อธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักและเห็นโอกาสในการทำกำไรได้เร็ว ส่วนการลงทุนของรัฐบาลมองว่าหากภาครัฐสามารถเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้โดยเร็ว สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามเป้าหมายจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้มาก

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่สร้างความผันผวนในตลาดค่อนข้างสูงมากอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะให้น้ำหนักเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศอิหร่าน-สหรัฐ ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกผันผวนสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน เพื่อปรับกลยุทธ์ด้านการผลิตและการค้ารับมือในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมองหาโอกาสทางการค้าในตลาดอื่นมากขึ้น เพื่อชดเชยการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42071</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2019 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2019 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SCGโอดยอดขายQ1/62ร่วงเตรียมทวนแผนเติบโตบริษัทใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอสซีจี โอดยอดขายไตรมาสแรกของปีหด 5% ส่งผลกำไรลดเหลือ 1.16 หมื่นล้านบาท ชี้ราคาน้ำมันผันผวนกระทบต้นทุนการผลิตเคมีคอล พร้อมทบทวนแผนเติบโตทั้งใหม่ เสี่ยงพลาดเป้า 5% ยันยังไม่ลดงบลงทุน 6 หมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29เม.ย. 62 -นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2562 มีรายได้จากการขาย 112,379 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% ส่งผลให้กำไรอยู่ที่ 11,662 ล้านบาท ลดลง 6% เนื่องจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่อ่อนตัวลงชัดเจน สะท้อนสัญญาณตลาดเคมีภัณฑ์ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามเพื่อประกอบการทบทวนเป้าหมายยอดขายปีนี้อีกครั้งว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 5% หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ยอมรับว่าเป้าหมายยอดขายปีนี้ที่ตั้งไว้ 5% ไม่น่าจะไหว เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกับปีก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าอีก 3 ไตรมาสที่เหลือจะกวดทันหรือไม่ เนื่องจากความต้องการในตลาดของสินค้าแต่ละตัวอ่อนตัวลง ทำให้เกิดส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลงตามไปด้วย ส่วนงบลงทุน 60,000 ล้านบาทยังคงเดิมเพราะเป็นแผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่วางไว้&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอ้างอิงตลาดเบรนท์ที่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากต้นปีอยู่ที่ประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้มีความกังวลว่ามีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกเร็วๆ นี้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากแยกผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2562 ตามรายธุรกิจ พบว่าธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 46,240 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13% ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้ 21,127 ล้านบาท ลดลง 4% ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้ 48,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ตามการขยายตัวของตลาดซีเมนต์ในประเทศที่คาดว่าไตรมาส 2/2562 จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับไตรมาสแรก แต่ช่วงเดือนเม.ย.เป้นเดือนที่วันหยุดต่อเนื่องหลายวัน จึงต้องประเมินปัจจัยต่างๆ ในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่าแม้เบื้องต้นจะประเมินภาพรวมการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีจะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่หวังว่าจะมีแรงกระตุ้นจากการลงทุนภาครัฐเข้ามาต่อเนื่อง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากนักไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะหลายโครงการได้มีการประมูลเรียบร้อยแล้ว ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง จึงมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34710</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปูนซิเมนต์ไทย, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180425/image_big_5ae046db4397e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
