<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กติดกับดักพนันออนไลน์ ปัญหารอแก้ไขเอาจริงสักที!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงที่ต้องหยุดอยู่กับบ้านเพื่อร่วมป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมานั้น เป็นปัจจัยแวดล้อมกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนไทยอายุระหว่าง 15-19 ปี ตกอยู่ในอิทธิพลของการเล่นพนันออนไลน์ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่กับโซเชียลมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้จากผลวิจัยพบว่า เด็กที่เล่นการพนัน ร้อยละ 80 จะต้องสูญเสียเงินทองสูงสุดประมาณ 1 แสนบาทต่อราย โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มเด็กและเยาวชนไทยเข้าสู่แวดวงการพนัน มีแต่ตั้งการที่เด็กอยู่กับโซเชียลเป็นเวลานานต่อวัน รวมถึงสื่อโฆษณาเล่นการพนันออนไลน์ที่เด็กและเยาวชนสามารถพบเห็นได้อย่างง่ายดาย จึงกระตุ้นให้เด็กเข้าสู่วังวนอบายมุขดังกล่าวได้สะดวกยิ่งขึ้น หรือการที่เด็กบางคนต้องหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ อีกทั้งการหาเงินด้วยช่องทางดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในช่วงที่เด็กต้องกักตัวอยู่กับบ้าน เพียงแค่มีมือถือเท่านั้น ท่ามกลางโรคโควิด-19 ร้าย มีแนวโน้มว่าจะประทุขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทุกเมื่อ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนได้ให้มุมมองเด็กติดการพนันในช่วงของหยุดเชื้อเพื่อชาติไว้ เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครองช่วยกันระแวดระวังและป้องกันไว้ก่อนที่จะสายเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครูหยุย-วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก บอกว่า &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วปัญหาเด็กและเยาวชนติดการพนันนั้นเป็นเรื่องเดิมที่มีมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าสมัยก่อนนั้นเครื่องมือสื่อสารอาจจะยังไม่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบัน ประกอบกับการเล่นพนันออนไลน์ในเด็กก็มีอยู่หลายประเภท หากจะป้องกันปัญหาเด็กติดเกมออนไลน์และการพนันออนไลน์นั้น ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เครื่องมือ เจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะจับปรับอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวง DE ที่ดูแลเกี่ยวกับการควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ ควรจะเข้ามาจัดการเกี่ยวกับโฆษณาการพนันฟุตบอลออนไลน์ตามกฎหมาย ที่สำคัญต้องมีการจับปรับผู้ที่โฆษณาพนันออนไลน์อย่างจริงจัง ไม่ใช่การทำตามกระแส และต้องปรับจับอย่างต่อเนื่อง เมื่อตรวจจับผู้กระทำผิดเหล่านี้ได้จะต้องนำมาประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้คนรู้ในวงกว้าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.องค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม ควรต้องเอากรณีนี้มาเป็นข้อศึกษา เช่น นำเคสของผู้ที่ติดการพนันและหมดตัวมาพูดให้ความรู้กับคนทั่วไปได้รับทราบ รวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนด้วย อีกทั้งต้องเร่งให้ความรู้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มกลาง คือกลุ่มที่อยากลองเล่น เพราะในปัจจุบันจะมีเด็ก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เล่นออนไลน์ และกลุ่มที่ไม่เล่นออนไลน์ ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มที่อยากลองได้รับข้อมูลของผลกระทบจากการเล่นพนัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.หากิจกรรมพิเศษในช่วงที่ต้องปิดเทอมยาวๆ เช่น การแข่งขันกีฬาเขต หรือกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวกับการเล่นกีฬา กระทั่งการที่เรานำเด็กในระดับประถมและมัธยมมาฝึกอาชีพกับช่างอาชีวะในช่วงปิดเทอม เพื่อให้ช่างอาชีวะนั้นมีรายได้จากการที่เข้ามาสอนและให้ความรู้กับน้องๆ กลุ่มนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.จำกัดเวลาการเล่นออนไลน์ในเด็ก เมื่อเด็กอยู่ในโรงเรียน แม้ว่าปัจจุบันจะมีกฎหมายได้ออกมาระบุว่า เด็กสามารถเล่นออนไลน์ได้ไม่เกินวันละกี่ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติกับเด็กและเยาวชนอาจจะทำไม่ได้จริง แต่สิ่งที่ทำได้นั้นคือการที่เด็กอยู่ในระบบโรงเรียน ซึ่งเวลาที่เด็กมาเรียน ครูจะเก็บโทรศัพท์มือถือ ก็จะสามารถจำกัดการเล่นมือถือได้ หรือการเข้าสู่การพนันออนไลน์ได้เช่นกัน และเมื่อเด็กกลับบ้านก็เป็นเวลาที่ผู้ปกครองควรจะต้องคอยหมั่นสอดส่องดูแลการใช้งานออนไลน์ของบุตรหลาน เพื่อไม่ให้เด็กเล่นเกินเวลาเช่นเดียวกัน ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันทั้งครู พ่อแม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูหยุย ทิ้งท้ายว่า ภาพรวมของเด็กติดการพนันในช่วงปิดเทอมยาวนั้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและออนไลน์ทำงานอย่างจริงจัง จับปรับจริง แน่นอนว่าจำนวนของเด็กติดพนันออนไลน์ก็จะลดน้อยลง แต่ถ้าหากดำเนินการแบบชั่วครั้งชั่วคราว หรือพอมีปัญหาจริงก็จับปรับแค่ในช่วงนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็ปล่อยปละละเลย แน่นอนว่าปัญหาเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ร่มเกล้า ช้างน้อย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน อ.ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์รุ่นใหม่จาก ร.ร.มัธยมวัดดุสิตาราม สะท้อนปัญหาเด็กติดการพนันออนไลน์ในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 1 เด็กไม่มีเงินใช้จ่ายเหมือนตอนเปิดเทอม ที่ผู้ปกครองจะให้เงินเด็กมาใช้จ่ายทุกวันเมื่อเด็กๆ ต้องมาโรงเรียน ดังนั้นในช่วงปิดเทอมยาวที่เด็กไม่ได้ค่าขนมจากพ่อแม่ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว เด็กคิดว่าจะนำไปซื้อของอย่างอื่น ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กติดการพนันออนไลน์ เพราะเด็กคิดว่าเป็นช่องทางที่เขาสามารถหาเงินได้ง่าย 2.เด็กเห็นสื่อโฆษณาการพนันออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย โดยอาจจะเห็นจากการใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้หากจะถามแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กติดพนันออนไลน์อย่างไร ในมุมของคนที่เป็นอาจารย์มองว่า ถ้าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เด็กติดอบายมุขซึ่งพบเห็นผ่านทางโซเชียลนั้น ตรงนี้ควรจะหาวิธีอย่างไรเพื่อให้เด็กสามารถหารายได้ด้วยตัวเองในแบบที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับทักษะและช่วงวัยที่เด็กจะสามารถทำงานนั้นๆ ได้ เช่น การที่เด็กรับพิมพ์งานในช่วงปิดเทอม หรือรับรีวิวยอดวิวในเว็บไซต์ยูทูบ ที่สำคัญจะต้องเป็นงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก หรือทำงานฟรีแลนซ์ต่างๆ โดยเปิดรับสมัครผ่านกลุ่มออนไลน์จากคนหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ โดยให้เด็กมารับงานกลับไปทำที่บ้าน เช่น งานกราฟฟิกดีไซน์ที่ไม่ได้ยากจนเกินไป เพื่อหาค่าขนม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะดึงเด็กออกมาให้ห่างไกลอบายมุขในโลกออนไลน์ได้ และทำให้เด็กรู้จักหารายได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการสำคัญ การที่ผมเป็นอาจารย์และได้พูดคุยกับเด็กๆ นั้น ทำให้ได้รู้ว่าบางครั้งเวลาที่ปิดเทอมก็ดี หรือมีช่วงเวลาว่างในวันหยุดก็ดี เด็กบางคนไม่อยากเรียน หรือไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่พวกเขาก็อยากได้ความรู้เสริมในเรื่องต่างๆ ที่ไม่ใช่ความรู้เกี่ยวกับวิชาเรียนหลักๆ ในห้องเรียน อย่างวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ดังนั้นการหากิจกรรมให้เด็กทำในช่วงที่ปิดเทอมยาวในกรณีที่โรคโควิด-19 อาจจะกลับมาระบาดอีกรอบได้นั้น เช่น กิจกรรมเสริมที่ช่วยพัฒนาอารมณ์และจิตใจให้เด็กๆ เช่น เรียนดนตรี เรียนร้องเพลง เรียนแต่งเพลง กระทั่งเด็กรวมกลุ่มกับเพื่อนเพื่อเล่นดนตรี รวมกลุ่มเต้นคัฟเวอร์เพลง เต้นซุมบ้า ฯลฯ ทั้งนี้เมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมดังกล่าวในช่วงปิดเทอมยาวๆ แล้ว ผู้ใหญ่ก็ควรมีการจัดทำวุฒิบัตรหรือใบประกาศเกียรติคุณต่างๆ ให้กับเด็กๆ เพื่อนำไปใช้ในการสอบเรียนต่อในอนาคต ตรงนี้ก็จะทำมีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมยามว่าง ให้ห่างไกลจากการเล่นพนันออนไลน์ได้เช่นเดียวกันครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ บอกว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กไทยนั้นมีความผิดปกติอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเราต้องกักตัวเองในช่วงที่โควิด-19 ระบาด เริ่มจาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การที่เราจะเห็นได้ว่ามักมีการส่งเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการเล่นพนันออนไลน์ออกมาให้เห็นบ่อยๆ ในช่วงนี้ 2.การที่เด็กและเยาวชนปิดเทอมนาน ดังนั้นโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงโซเชียลก็จะมีมากขึ้น ประกอบกับมีโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการพนันส่งเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของเด็กมากขึ้น ก็จะกระตุ้นให้เด็กเข้าถึงการพนันออนไลน์มากขึ้น 3.การที่เด็กใช้เวลาอยู่กับโลกออนไลน์มากขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กติดพนันออนไลน์ได้ ดังนั้นการที่ผู้ปกครองหรือคุณครูหาพื้นที่ให้เด็กเล่นร่วมกัน ก็จะเป็นการดึงเด็กออกมาจากการอยู่กับโลกออนไลน์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.เหตุผลหนึ่งที่ทั้งผู้ปกครองและภาครัฐปล่อยปละละเลยเรื่องที่เด็กเล่นโซเชียลเกินวันละ 5-7 ชั่วโมงต่อวัน ตรงนี้ก็เป็นอีกสาเหตุที่เด็กติดการพนัน และควรได้รับการพิจารณาเพื่อนำมาสู่การแก้ไขอย่างเร่งด่วน 5.แม้ว่าก่อนหน้าจะมีข่าวเด็กเล่นพนันฟุตบอล กระทั่งกลับมาพบได้บ่อยในช่วงนี้ที่โรคโควิด-19 ระบาด ที่สำคัญคนรุ่นใหม่มักจะมองว่าการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์เป็นทั้งสิ่งที่สร้างความเอนเตอร์เทนร่วมสมัย เนื่องจากคนรุ่นใหม่มักจะสังคมอยู่บนโลกออนไลน์ ทั้งเล่นเกมและเล่นการพนันออนไลน์ รวมถึงการเล่นกีฬาบนโลกออนไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการที่เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กได้ใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งเด็กและเยาวชนยุคใหม่ควรให้ความตระหนักเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียอยู่ในตัวเอง ดังนั้นจึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและต้องรู้เท่าทัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไล่มาถึงบรรทัดนี้คิดว่าการแก้ปัญหาเด็กติดเกมนั้นต้องร่วมกันทุกฝ่าย เพราะอย่าลืมว่าการพนันออนไลน์ในยุคนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ควบคุมเรื่องนี้ก็จะจัดการโดยการบล็อกเว็บไซต์เหล่านี้ เพราะเป็นแหล่งการพนันที่มาจากต่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ควรจะเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน หรือแม้แต่ในระบบครอบครัวนั้นก็จะต้องสอนทักษะให้กับบุตรหลานเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากการใช้ออนไลน์ หรือต้องหมั่นตรวจระยะเวลาในการใช้งานออนไลน์ของบุตรหลานว่ามากเกินไปหรือไม่ หรือคอยสอดส่องว่าตอนนี้ระบบการเงินของลูกหลานมีเข้ามามากน้อยเพียงใด เพื่อป้องกันเด็กติดพนันออนไลน์ครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77860</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร่มเกล้า ช้างน้อย, ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f649f6041401.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฉมหน้าห้องเรียนวิถีใหม่ ออนไลน์ผสมผสานออฟไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ทำให้รูปแบบการเรียนการสอนของเด็กไทยเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับปัจจุบันโรงเรียนได้เปิดเรียนปกติ แต่การใช้เทคโนโลยีออนไลน์ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนการสอนของเด็กไทยก็ว่าได้ ที่ลืมไม่ได้นั้นคือการออกแบบการเรียนออนไลน์ควบคู่กับการเรียนแบบออฟไลน์ เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการเรียนรู้ของคุณน้องๆ หนูๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พริษฐ์ วัชรสินธุ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานนี้ &amp;ldquo;STARTDEE EDUCATION FORUM 2020&amp;rdquo; แอปพลิเคชันด้านการศึกษาที่มุ่งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาระบบการศึกษาไทย โดย คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ก่อตั้ง ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการศึกษาทั้ง 5 ส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ภาคเทคโนโลยี ฯลฯ มาร่วมเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;เมื่อโฉมหน้าห้องเรียนหลังเปิดเทอมเปลี่ยนไป ออกแบบการศึกษาอย่างไรให้เด็กไทยเรียนรู้ได้อย่างไร้รอยต่อ&amp;rdquo; เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาไทย เพื่อให้สอดรับนโยบาย New Normal ที่สำคัญเด็กและเยาวชนได้รับความรู้อย่างไม่มีสะดุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แวดวงเสวนาเริ่มต้นด้วย ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล นักวิชาการด้านการปฏิรูปการศึกษา จากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนให้ฟังหลังจากโรงเรียนเปิดเทอม ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป โดยย้อนให้ฟังเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ จากที่ได้มีการสำรวจและเก็บข้อมูลไว้ว่า ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดเทอมนั้น ปัญหาอันดับแรกที่พบในการเรียนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในช่วงปิดเทอมยาวนั้น มีตั้งแต่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ความไม่พร้อมของเด็กและเยาวชนที่ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนการสอนออนไลน์ได้ แม้ว่าเด็กไทยจะสามารถเข้าถึงโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนได้ถึงร้อย 80 ก็ตาม 2.คุณครูไม่สามารถสอนออนไลน์ได้ทุกคน และไม่สามารถเตรียมการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้ทุกคน 3.เนื่องจากเด็กอยู่บ้านในช่วงปิดเทอมนั้น จะทำให้ความรู้ความสามารถด้านวิชาการตก เพราะช่วงเวลาที่เด็กปิดเทอมก็จะใช้เวลาช่วงดังกล่าวเล่นเกม หรือทำกิจกรรมอย่างอื่น ดังนั้นการเรียนออนไลน์ในช่วงที่ปิดเทอมไป ประกอบกับเมื่อเปิดเทอมเด็กก็ต้องเรียนซ้ำอีก ตรงนี้ก็จะทำให้ปัญหาเกิดเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การที่เราจะใช้ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ในรูปแบบไหนที่จะเข้ากับเด็กและเยาวชน เพื่อให้เขาจบการศึกษาออกมา และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้นั้น จำเป็นต้องปรับตัว 3 เรื่องคือ 1.เรื่องเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ต้องทำให้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพ อีกทั้งวิธีการใช้ก็ต้องใช้งานง่าย 2.ควรยืดหยุ่นทั้งตารางเรียนและเวลาเรียน หมายความว่าเราควรนับชั่วโมงกิจกรรมที่เด็กทำนอกเวลาเรียนเข้าไว้ในตารางเรียนด้วย และรูปแบบเนื้อหาการเรียนออนไลน์จะต้องเหมาะกับเด็กแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มแบบเคสบายเคสด้วยเช่นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ร่มเกล้า ช้างน้อย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ครูร่มเกล้า ช้างน้อย ครูคณิตศาสตร์รุ่นใหม่จาก รร.มัธยมวัดดุสิตาราม บอกว่า &amp;ldquo;หลังจากโรงเรียนเปิดเทอมได้ไม่กี่วันนั้น ปัญหาที่พบคือการที่โรงเรียนยังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบกลุ่มได้ เพราะที่ผ่านมาทางโรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนแบบกลุ่ม และคุณครูก็จะถามเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ว่าอย่างไร และนักเรียนกลุ่มนั้นว่าอย่างไร แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำการเรียนการสอนแบบเดิมได้ เพราะต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งการเรียนการสอนรูปแบบใหม่หลังจากนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับการจัดรูปแบบการเรียนในช่วง new normal ของทางโรงเรียน จากเดิมที่วิชาเรียนจะอยู่ที่ 10 วิชา แต่เราเลือกให้เหลือเพียง 5 วิชาที่สำคัญ เพื่อให้เหลือวิชาเรียนที่จำเป็นจะต้องเรียนกับครูจริงๆ หรือวิชาไหนที่เด็กเรียนหรืออ่านและทำยังไม่ได้ เนื่องจากมีความยากในรายวิชานั้นๆ โรงเรียนก็จะเพิ่มเวลาเรียนจากคาบละ 50 นาที เป็น 100 นาที ซึ่งตรงนี้จะทำให้เด็กได้เรียนล่วงหน้าในวิชาดังกล่าว แทนสัปดาห์ที่เด็กต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้มุมมองของผมคืออยากให้รูปแบบการเรียนการสอนในช่วง new normal เป็นแบบผสมผสานระหว่างออฟไลน์และออนไลน์เข้าไว้ด้วยกัน โดยทางโรงเรียนของเราได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนออกเป็น 2 รูปแบบทั้ง ออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งหากเด็กเรียนออนไลน์อยู่บ้าน รูปแบบของการเรียนก็จะมีทั้งศึกษาจากเอกสารต่างๆ จากชุดเครื่องมือการเรียนการสอนออนไลน์ เพื่อให้เด็กได้ตอบคำถามที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กเรียนออนไลน์ได้แค่ไหน และสามารถตอบคำถามโจทย์ที่ครูผู้สอนได้จัดทำได้กี่ข้อ ซึ่งการจัดทำชุดข้อมือเรียนออนไลน์นั้น มีตั้งแต่การที่เราลงพื้นที่เก็บข้อมูลข้อดีข้อเสียในการเรียนออนไลน์ของเด็ก และสำรวจครูผู้สอนว่าสามารถจัดทำสื่อออนไลน์ได้แค่ไหน ถ้าอาจารย์คนไหนทำไม่ได้ ทางโรงเรียนก็จะมีการให้ความรู้กับครูอาจารย์ หรือแม้แต่การนำข้อมูลจากทาง สถาบัน TDRI มาประกอบ ปรึกษากับผู้อำนวยการโรงเรียนในการเพิ่มเติมการเรียนการสอน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือแม้แต่การที่เด็กมาโรงเรียนและได้เรียนออนไลน์ โดยการดูคลิปวิดีโอที่คุณครูได้จัดทำ โดยอาจารย์คอยดูแลเด็กๆ แต่ทั้งนี้ในรายวิชาที่จำเป็นอย่างวิชาหลักอย่าง คณิตศาสตร์ อังกฤษ ภาษาไทย สังคม ตรงนี้เด็กจำเป็นต้องมาเรียนกับคุณครูที่โรงเรียน หรือเป็นระบบออฟไลน์ ยกตัวอย่างวิชาพลศึกษา ทางโรงเรียนจะแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่ม A และกลุ่ม B ทั้งนี้หากเด็กกลุ่ม A เรียนวิชาพื้นฐานทั้ง 5 วิชา วิชาละ 1-2 ชั่วโมงในช่วงเช้าแล้ว ส่วนช่วงบ่ายเด็กที่ต้องเรียนวิชาพลศึกษา ครูก็จะให้เด็กกลับไปทำงานที่บ้านเพื่อส่งครู เช่น การมอบหมายภารกิจเกี่ยวกับวิชาพละบางอย่าง โดยที่สัปดาห์ต่อไปให้ออกมารายงานครู ทั้งนี้คุณครูได้ทำชุดข้อมูลแบบคิวอาร์ชีต และลิงก์เข้ากับยูทูบ ทั้งนี้หากเด็กคนไหนที่ต้องเรียนออนไลน์ในช่วงบ่ายที่บ้าน เกี่ยวกับวิชาพลศึกษา หรือวิชาเสริมอื่นๆ ก็สามารถเปิดดูการเรียนการสอนได้หลายๆ รอบจนกระทั่งเข้าใจเนื้อหา และสามารถตอบคำถามในรายวิชานั้นๆ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ก่อตั้ง StartDee แอปพลิเคชันด้านการศึกษาที่มุ่งนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาระบบการศึกษาไทย สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับคำถามที่ว่า &amp;ldquo;การเรียนออนไลน์ที่ดีนั้นมีอยู่จริงหรือไม่? และถ้ามีอยู่จริงจะมีบทบาทอย่างไร ในการสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อให้เกิดกับเด็ก?&amp;rdquo; ทั้งนี้เจ้าตัวมองว่าการเรียนออนไลน์ที่ดีนั้นมีอยู่จริง แต่ต้องเป็นไปโดยปราศจากการบังคับให้เด็กเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 18 พ.ค.นั้น จะเห็นได้ชัดว่าการเรียนออนไลน์ค่อนข้างจะมีปัญหามาก แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการเรียนออนไลน์ที่ดีนั้นมีอยู่จริง แต่ทั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นโดยการบังคับเด็ก ซึ่งเราจะเห็นข่าวที่มีคุณยายพาหลานไปซื้อโทรศัพท์มือถือให้เด็ก ในขณะที่คุณยายมีฐานะยากจน หรือแม้แต่การที่เด็กบางคนถูกบังคับให้เรียนหนังสือผ่านหน้าจอทีวี ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น ในบางครอบครัวเด็กจะต้องไปทำงานช่วยเหลือพ่อแม่ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่อยากให้มองว่าที่ผ่านมานั้น เราเรียนออนไลน์กับแบบถูกบังคับ หรือเด็กไทยต้องเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยากให้มองว่าการเรียนออนไลน์ที่ดีนั้น คือสิ่งที่นำมาใช้เสริมควบคู่กับการเรียนการสอนในห้องเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญต้องไม่ใช่การก๊อปปี้หรืออัดเทป ที่คุณครูสอนในห้องเรียนมาแปะไว้ให้เด็กๆ ดู แต่อยากให้การเรียนออนไลน์นั้นเกิดจากการนำประสบการณ์มาใช้พัฒนาเพื่อให้สอดข้องกับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ผ่านรูปแบบของการเรียนบวกกับการเล่น เช่น การที่เราพัฒนาแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งหากเด็กคนไหนที่เปิดแอปพลิเคชัน StartDee ก็จะพบว่าหัวข้อหรือไอคอนที่ง่ายไปหายาก เนื่องจากเราได้มีการสัมภาษณ์ผู้ใช้งานออนไลน์จริงแล้วว่า การเรียนออนไลน์ที่ดีนั้นจะต้องผนวกเข้าระหว่างการเรียนและการเล่นไว้ด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้รูปแบบของการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องไปกับประสบการณ์เรียนออนไลน์ ประกอบด้วยหลัก 3 ด้านคือ 1.&amp;ldquo;การจูงใจ&amp;rdquo; ให้เริ่มจากการดึงดูดผู้เรียนให้อยากเข้ามาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยทำให้การเรียนกลายเป็นเรื่องสนุก ผ่านฟีเจอร์ StartDee World ที่สอดแทรกความเป็นเกม (Gamification) เข้าไปในการเรียนรู้ ซึ่งพบว่าจะช่วยให้ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นถึง 72 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นองค์ความรู้ที่จะช่วยให้เด็กตั้งใจเรียนได้ดี แม้ไม่มีคุณครูคอยควบคุมกำกับการเรียนการสอน 2.&amp;ldquo;จดจ่อ&amp;rdquo; เมื่อจูงใจให้เข้ามาใช้งานได้แล้ว ต้องออกแบบบทเรียนที่ดึงความสนใจให้เรียนจนจบได้ จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการรับชมคลิปวิดีโอกว่า 3,000 รายการของ StartDee พบว่าคลิปที่มีความยาวประมาณ 2-3 นาที มีอัตราการชมคลิปสูงสุดถึง 70-80% ในขณะที่คลิปซึ่งมีความยาวเกิน 6 นาที จะมีจำนวนคนรับชมคลิปวิดีโอจนจบ แต่หากคลิปวิดีโอยาวเกิน 10 นาที จะเหลือผู้เรียนที่รับชมคลิปจนจบเพียง 50% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;ldquo;จดจำ&amp;rdquo; การออกแบบบทเรียนออนไลน์ให้สัมฤทธิผลสูงสุดต้องเข้าใจและจดจำได้ง่าย ซึ่งบทเรียนของ StartDee ใช้วิธีการ story-telling คือเริ่มต้นคลิปด้วยบทบาทสมมติที่สอดคล้องกับเนื้อหาในแต่ละบทเรียน พร้อมกับแอนิเมชันและ Real-time pop-up text ที่ช่วยให้ journey ในการเรียนลื่นไหลและง่ายต่อการจดจำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ ผู้ก่อตั้ง BASE Playhouse โรงเรียนแนวใหม่ที่ให้เด็กทุกคนเติบโตและเก่งในแบบของตัวเองได้ บอกว่า &amp;ldquo;การที่เทคโนโลยีจะทำให้เด็กๆ ก้าวผ่านช่วงรอยต่อของการเรียนรูปแบบใหม่ในช่วง New Narmal นั้นต้องเริ่มจากการที่เด็กๆ จะต้องเก่งในแบบของตัวเอง จึงจะสามารถนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากตัวเองไปใช้ชีวิตในสังคมตามที่ได้คาดหวังไว้ ทั้งนี้ความเก่งของเด็กแต่ละคนจะต้องมาจาก 3 ด้านคือ ชุดความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจ, ชุดความรู้ที่เกิดจากการอ่าน, ทักษะการฝึกฝนที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรง เช่น การขับรถยนต์ที่เราจะต้องมีทั้งความรู้จากการใช้งานของอุปกรณ์แต่ละชนิด เช่น เบรกมีไว้เหยียบ พวงมาลัยเป็นตัวควบคุมรถยนต์ พูดง่ายๆ ว่าการใช้งานจริงจะต้องมีการฝึกซ้อมที่ดีโดยอาศัยประสบการณ์ตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าข้อดีของออนไลน์นั้น คือการที่สามารถเผยแพร่ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะส่งมอบความรู้ที่ดีจะต้องประกอบด้วยชุดความคิดที่สมบูรณ์แบบทั้ง 3 ด้าน เช่น นำประสบการณ์จริงมาใช้ประกอบร่วม ทั้งการอ่าน การฝึกฝน มีวิธีการออกแบบที่ซับซ้อน เพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนความคิดและความรู้ รู้จักพัฒนาตัวเอง เพื่อนำมาสู่การคิดหาวิธีแก้ปัญหา ที่สำคัญการออกแบบการเรียนออนไลน์ที่ดีจะต้องทำควบคู่กับการเรียนการสอนในห้องเรียนด้วย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(กัญญาภัค บุญแก้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:center&quot;&gt;ผู้ปกครองปรับตัวช่วยลูกหลานเรียนออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นทั้งผู้ปกครองเด็ก และควบตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา สำนักพิมพ์ NanmeeBooks อย่าง คุณกัญญาภัค บุญแก้ว ได้มาสะท้อนให้เห็นว่า นอกจากการออกแบบสื่อออนไลน์ให้เหมาะกับช่วงวัยเด็กและเยาวชน โดยเลือกใช้เนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของเด็กๆ แล้ว สิ่งสำคัญยิ่งในช่วงยุค New Normal นั้นคือรูปแบบการเรียนการสอนของเด็กจะไม่ยึดติดอยู่กับในห้องเรียน ดังนั้นผู้ปกครองยุคใหม่จึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการดูแลบุตรหลานในการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ โดยการเปิดรับเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับบุตรหลาน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ สามารถหาความรู้ที่ไหนก็ได้ โดยเฉพาะสื่อในโลกโซเชียล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในมุมของคนเป็นพ่อแม่นั้น รู้สึกเห็นด้วยกับคนรุ่นใหม่ที่หันมาพัฒนารูปแบบการศึกษา ดังนั้นพ่อแม่ยุคใหม่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์ เพราะอย่าลืมว่าสถาบันครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ของเด็กยุคนี้มักจะให้ความสำคัญกับอินฟลูเอนเซอร์ ที่ค่อนข้างมีอิทธิพลกับเด็กให้ทำตาม ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เด็กเล่นแอปพลิเคชันติ๊กต๊อกเลียนแบบดาราหรือคนดังในแวดวงต่างๆ ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นแม่ก็ต้องทั้งความเข้าใจเกี่ยวกับแอปพลิเคชันดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เข้ามาในช่วงโควิด-19 และต้องช่วยเด็กๆ ในการคิดวิเคราะห์เพื่อเลือกรูปแบบการเล่นให้เหมาะกับลูกๆ หรือการที่เขาติดตามอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง เราจะต้องช่วยดูว่าเด็กๆ สามารถทำกิจกรรมเหล่านั้นได้หรือไม่ หรือเหมาะกับพวกเขามากแค่ไหน หรือบางครั้งในแอปพลิเคชันดังกล่าวมีโฆษณาแฝงอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ เราในฐานะผู้ปกครองจะต้องคอยดูแลสอดส่องลูกค่ะ เพราะอย่าลืมการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีของเด็กๆ นั้น เราไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระหรือหน้าที่ของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สิ่งสำคัญในการเรียนรู้ผ่านการใช้เทคโนโลยีนั้น ประกอบกับข่าวสารต่างๆ ที่ออกมาในเชิง ของการที่ผู้ปกครองยุคใหม่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์ดังกล่าว หรือมีปัญหาติดขัดในการใช้โซเชียล เช่น การที่เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย และจำเป็นต้องวิ่งไปให้เพื่อนบ้านช่วย เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนออนไลน์ ทางออกของปัญหานี้คือการที่ครูจะต้องเข้าไปในชุมชน เพื่อให้ความรู้กับผู้ปกครองเกี่ยวกับวิธีในการใช้สื่อเพื่อสอนลูกหลาน เช่น ที่ผ่านมามีโรงเรียนแห่งหนึ่งที่โคราช จ.นครราชสีมา ได้ทดลองทำโดยการที่ครูลงพื้นที่ให้ความรู้กับผู้ปกครอง และในส่วนของนานมีบุ๊คส์เองนั้นก็คาดว่าจะมีการจัดสัมมนาโดยการให้ความรู้กับผู้ปกครองในรูปแบบของงานแฟร์ ควบคู่กับให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ เพื่อให้ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลบุตรหลาน เพื่อให้ได้รับความรู้อย่างไม่ตกยุคสมัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณกัญญาภัค บอกว่า ต่อให้การเรียนรู้ของเด็กในช่วง New Normal นี้จะเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมควบคู่การเรียนการสอนในห้องเรียน แต่สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรลืมเลือน คือการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับลูกๆ เพราะการที่เด็กอ่านหนังสือนั้น เป็นการเรียนรู้ในทุกสาขาวิชา และถึงแม้ว่าเด็กเจเนอเรชัน Z นั้นจะมีสมาธิอ่านหนังสือได้น้อยลง ดังนั้นจึงควรฝึกให้เด็กอ่านในเรื่องที่ง่ายๆ ก่อน เช่น การที่จะให้ความรู้กับเด็กเกี่ยวกับทักษะการใช้ชีวิตนั้น ควรเล่าเรื่องผ่านตัวการ์ตูนที่น่ารัก สวยงาม ชวนติดตาม และที่สำคัญเมื่ออ่านแล้วเข้าใจง่าย ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่ไม่ทิ้งเรื่องการอ่าน ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ทั้งปวง เพื่อให้น้องๆหนูๆ พร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญญาภัค บุญแก้ว, ทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ร่มเกล้า ช้างน้อย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200717/image_big_5f11773695b28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
