<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เรืองไกร&#039;โวยปปช.ตรวจสอบร่ำรวยผิดปกติ ข้องใจทำไมทำแบบเงียบๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 64 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.)เปิดเผยว่า ตอนนี้ตนกำลังมีปัญหาปวดหัววิตกกังวลและเสียเวลาเสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากกำลังถูก ป.ป.ช. &amp;nbsp;ติดตามตรวจสอบว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ตนพ้นจากตำแหน่ง ส.ว. มาตั้งแต่ 18 เม.ย. 2554 แต่เมื่อปีที่แล้ว ป.ป.ช.มีหนังสือมาขอข้อเท็จจริงเรื่องที่ดินและบ้านโดยอ้างว่า คราวที่พ้นจาก ส.ว. นั้น มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 34 ล้านบาทเศษ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่ ปช 0015/1507 ลว. 17 ก.ย. 63 ที่ทราบว่า ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบบ้านและที่ดินว่า เกี่ยวข้องกับความร่ำรวยผิดปกติหรือไม่นั้น เพราะว่า ป.ป.ช. มีหนังสือไปถึงบุคคลที่สามหลายครั้ง เพื่อขอข้อมูลเรื่องบ้านและที่ดินโดยอ้างว่า ตนถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ เช่น ตามตัวอย่างหนังสือที่ ปช 0015/1617 ลว. 6 ต.ค. 63 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2564 ป.ป.ช. ยังยืนยันตามหนังสือที่ ปช 0015/0352 มาถึงตนโดยกล่าวอ้างว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบกรณีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกรกล่าวว่า เรื่องนี้น่าสงสัยและแปลกใจมาก เพราะ ป.ป.ช. ทำเรื่องนี้อย่างเงียบเชียบ ทั้งที่มีการทำหนังสือถึงผมและบุคคลที่สามรวมมากกว่า 10 ครั้งแล้ว และล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 64 ได้ทำหนังสือถึง กรรมการ ป.ป.ช. ทุกคนด้วย แต่ ป.ป.ช. กลับไม่เคยแถลงข่าวให้สาธารณชนทราบเลยว่า นายเรืองไกรกำลังถูกตรวจสอบจากการถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ป.ป.ช. ก็รู้ดีว่า พ้นจาก ส.ว. มาร่วมสิบปีแล้ว และหลังจากพ้น ส.ว. ก็ยังใช้สิทธิที่มีตามกฎหมายทำหน้าที่ยื่นร้องเรียนบุคคลต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีคนชอบ คนชัง คนเชียร์ คนแช่ง คนถูกใจ คนขัดใจ คนอิจฉา คนหมั่นไส้ จำนวนไม่น้อย ดังนั้น หาก ป.ป.ช. แถลงข่าวหรือเปิดเผยว่ากำลังตรวจสอบว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ก็อาจจะมีคนอื่นๆส่งหลักฐานให้ ป.ป.ช. เพิ่มเติมอีกก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot; เรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ จึงน่าจะเป็นที่สนใจของสาธารณชนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และถ้าหาก ป.ป.ช. กระทำการโดยชอบ จนถึงขั้นชี้มูลว่าเข้าข่ายมีความผิดตามข้อกล่าวหา บุคคลต่างๆ หลายฝ่ายทั้งมิตรทั้งศัตรูทั้งฝ่ายแค้นฝ่ายคอยสมน้ำหน้าคงถูกใจกันมากว่า เรืองไกรโดนบ้างแล้ว ดังนั้น เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบและติดตามเรื่องนี้ต่อไป รวมทั้งอาจส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้ ป.ป.ช. ด้วย เช้าวันที่ 24 พ.ค. จะทำส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อแจ้งให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลหรือแถลงข่าวด้วยว่า ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบในฐานะอดีต ส.ว.ว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ผลจะเป็นเช่นไร โปรดติดตามกันต่อไป ได้ถ่ายรูปบ้านที่ ป.ป.ช. อยากตรวจมาให้ดูด้วยแล้วครับ&amp;quot;นายเรืองไกรกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103854</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการ ป.ป.ช., ร่ำรวยผิดปกติ, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60a9c2fe8b06e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2020 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2020 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.โชว์เงินสด17.5ล้าน! ส่งคืนคลังครั้งแรกในประวัติศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค. 63 &amp;ndash; ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) มีพิธีส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่กระทรวงการคลัง โดยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักงาน ป.ป.ช. คดีร่ำรวยผิดปกติของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม โดยเป็นเงินสดที่ถูกปล้นที่บ้าน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้พบจากผู้ก่อเหตุ และส่งมอบให้ ป.ป.ช. อายัดไว้ตรวจสอบจำนวน 17.5 ล้านบาทเศษ พร้อมทรัพย์สินประเภทเครื่องประดับอีกบางส่วน ก่อนที่ศาลแพ่งจะพิพากษาให้ทรัพย์สินของนายสุพจน์ตกเป็นของแผ่นดินกว่า 46.1 ล้านบาท สำนักงาน ป.ป.ช. จึงส่งมอบคืนแก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทรัพย์สินของนายสุพจน์ที่ถูก ป.ป.ช. อายัดไว้มีจำนวน 6 รายการ ได้แก่ เงินสดจำนวน 17,553,000 บาท สร้อยคอทองคำ หนัก 10 บาท 1 เส้น สร้อยข้อมือบิดนูนตัดลาย (เลส) ทองคำ 1 เส้น แหวนทอง 2 วง นาฬิกา ยี่ห้อราโด้ 1 เรือน และกระเป๋าผ้าไนลอนสีดำ มีล้อลาก 1 ใบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะคืนทรัพย์สินในส่วนของเงินสด 17,553,000 บาท ดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช. จัดทำแคชเชียร์เช็คสั่งจ่าย กระทรวงการคลัง ส่งมอบแก่ผู้แทนสำนักปลัดกระทรวงการคลัง และในส่วนของทองคำรูปพรรณ 2 เส้น น้ำหนักรวม 10 บาท ได้ส่งมอบแก่ผู้แทนกรมธนารักษ์ เพื่อดำเนินการให้ตกเป็นของแผ่นดินข้างต้นต่อไป ยังเหลือทรัพย์สินที่ถูกเก็บไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง ได้แก่ แหวนทองคำ 2 วง นาฬิกาจำนวน 1 เรือน และกระเป๋าผ้าในลอน โดยพนักงานอัยการจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อบังคับคดีให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไปเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59229</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช., ร่ำรวยผิดปกติ, สุพจน์ ทรัพย์ล้อม, ส่งคืนคลัง, โชว์เงินสด17.5ล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e65c04d6e66e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ไว้วางใจ6รมต.เน้นเป้าโจมตีบิ๊กตู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ฝ่ายค้าน 6 พรรคยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาฯ แล้ว ล็อกเป้าซักฟอก 6 รมต. โวมีหมัดน็อก รับเสียงน้อยล้มรัฐบาลไม่ได้หวังประชาชนช่วยล้มแทน &amp;nbsp;&amp;quot;สมพงษ์&amp;quot; ไม่ติดใจเศรษฐกิจใหม่ถอนตัว &amp;quot;เสรีฯ&amp;quot; ไม่จบขุดปมถวายสัตย์ฯ ต่อ เปิดญัตติซักฟอก &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; โดนกล่าวหาล้มล้างรัฐธรรมนูญ บริหารล้มเหลว ปล่อยไว้ประเทศล่มจม &amp;quot;ป้อม&amp;quot; ร่ำรวยผิดปกติ &amp;quot;ดอน&amp;quot; เอื้อบริษัทข้ามชาติ &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; เป็นผู้มีอิทธิพล ขณะที่นายกฯ หายป่วยเข้าทำเนียบฯ สั่ง ครม.เศรษฐกิจเตรียมข้อมูลชี้แจง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เวลา 11.13 น. วันที่ 31 มกราคม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยแกนนำ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย นายสมพงษ์, นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย, นายปิยบุตร แสงกนกกุล จากพรรคอนาคตใหม่, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ, นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ จากพรรคเพื่อชาติ, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จากพรรคเสรีรวมไทย และนายนิคม บุญวิเศษ จากพรรคพลังปวงชนไทย ได้ยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ขาดพรรคเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากนายสุภดิช อากาศฤกษ์ รักษาการหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ส่งหนังสือถึงนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แจ้งมติของกรรมการบริหารพรรค เมื่อ 30 ม.ค. พรรคมีมติถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อทำงานในนามอิสระตามแนวทางของพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวว่า ขอเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 151 ตามรายนามดังต่อไปนี้ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ 3.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ 4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 5.นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ และ 6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยมีพฤติการณ์ซึ่งคงจะกราบเรียนต่อท่านประธานในวันอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวนกล่าวว่า จะรับไปตรวจสอบความถูกต้องตามข้อบังคับ ถ้ามีอะไรที่ขาดตกบกพร่องก็ต้องแจ้งไปยังผู้เสนอภายใน 7 วัน และเมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วก็จะบรรจุเป็นวาระด่วน แต่ก่อนที่จะกำหนดวันประชุมเป็นวันไหนนั้น ต้องหารือกับทั้ง 2 ฝ่ายถึงความพร้อมก่อน และจากนี้ไปกฎหมายรัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้ ส่วนการปรับ ครม.เป็นคนละเรื่องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสมพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย พรรคร่วมฝ่ายค้านพิจารณาร่วมกันถ่องแท้ มีการตรวจสอบข้อมูลแล้วนำมายื่นกระทั่งก่อนแถลงข่าว 5 นาที วันอภิปรายคงต้องรอให้ประธานสภาฯ เป็นผู้กำหนด แต่กรอบเวลาฝ่ายค้านอยากได้ 3-4 วัน ชนะแพ้อยู่ที่มือเรา ไม่ได้หวังคว่ำรัฐบาลในสภา เพียงแต่อยากถ่ายทอดให้ประชาชนได้เข้าใจ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน เราล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่ประชาชนที่ฟังอยู่มีสิทธิที่จะล้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีกระแสข่าวการดีลกันก่อนที่จะมีการสรุปรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย นายสมพงษ์กล่าวว่า ได้ตรวจสอบดูแล้วเกี่ยวกับข้อมูลที่มีการดีล ไม่มี ถ้าดีลตนคงต้องคุยกับรองนายกฯ ทั้งหมด ส่วนกระแสข่าวที่ระบุถึงตนไปดีล รมว.คมนาคม ก็ไม่มี เคยคุยกันเพื่อสอบถามเรื่องนายชัย ชิดชอบ ว่ายังสบายดีหรือ จะไปขอเยี่ยม แต่ยังไม่ทันจะเยี่ยมท่านก็กลับบุรีรัมย์ไปเสียก่อน
ฟุ้งมีหมัดน็อกแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีพรรคเศรษฐกิจใหม่ถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผู้นำฝ่ายค้านบอกว่า ได้รับแจ้งจากหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ว่าได้ยึดมั่นมติของกรรมการบริหารพรรค เพราะหาก กก.บห.มีมติสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายค้านก็ไปลงมติให้กับพรรคฝ่ายรัฐบาล อาจทำให้เกิดความสับสน หัวหน้าพรรคจึงได้ส่งหนังสือมาถึงตน ไม่ได้ตำหนิติเตียน ให้กำลังใจโดยตลอด ส่วนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะร่วมอภิปรายในโควตาพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ กำลังจัดสรรเวลาและผู้อภิปราย ทั้งนี้ ส.ส.มีโอกาสอภิปรายได้ทุกคน หาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอยากอภิปรายด้วยตนก็ยินดี ส่วนใบเสร็จมัดน็อก ไปฟังเอาตอนอภิปรายดีกว่า ซึ่งมีแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง กว่าจะตัดสินใจอภิปรายท่านใดได้ตรวจสอบข้อมูลชัดเจน คนที่ไม่ถูกอภิปรายรอบนี้ข้อมูลอาจเทาๆ อยู่ แต่ในรอบต่อไปหากเรามีข้อมูลชัดเจนก็จะอภิปรายแน่ &amp;nbsp;ตอนนี้เอาสีที่เข้มๆ ก่อนนายกฯ อาจอภิปรายกันทุกพรรค เพราะปฏิบัติไม่ตามกฎหมาย ส่วนรัฐมนตรีคนที่มีข้อมูลเยอะอภิปรายคนเดียวหรือสองคนก็น็อกแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ตนจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯโดยตรง หมัดเด็ดคือเรื่องการถวายสัตย์ฯ ที่หลายคนมองว่าจบไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงจะจบได้อย่างไร ในเมื่อเป็นเรื่องที่ทำผิดกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวว่า เป็นครั้งแรกของพรรคอนาคตใหม่ แต่เรามั่นใจในการทำการบ้านที่ได้ค้นคว้าข้อมูลอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า กรอบวันอภิปราย สิ่งที่เรากังวลคือรัฐบาลจะไปบรรจุญัตติท้ายๆ ก่อนปิดสมัยประชุม ขอฝากรัฐบาลและประธานสภาฯ ถ้าทำอย่างนั้นประชาชนจะผิดหวังมากๆ จากการหารือกับประธานวิปรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าควรอภิปราย 19-21 ก.พ. ลงมติ 22 ก.พ. เป็นความเหมาะสม เพราะรัฐบาลนี้ไม่ได้ถูกอภิปรายมานาน ถือเป็นการตรวจสอบในรอบเกือบ 7 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีจำนวน 3 หน้า โดยบรรยายพฤติกรรมของรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ดังนี้ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำประเทศที่กร่าง เถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม เมื่อได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็สร้างกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของตนเอง ปล่อยให้มีการทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง บริวารและพวกพ้องเข้าข้างคนชั่วที่เป็นพวกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ปล่อยไว้ประเทศล่มจม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริหารราชการแผ่นดินโดยขาดความรู้ความสามารถผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ขาดคุณธรรม จริยธรรม แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม กระทำอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ใช้งบประมาณของรัฐสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเองและพรรคการเมือง ลุแก่อำนาจ ขาดภาวะผู้นำ ไม่เสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน กลับสร้างความขัดแย้งให้ขยายวงกว้าง ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการดูแลด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดสภาพ &amp;quot;รวยกระจุก จนกระจาย&amp;quot; ให้ความสำคัญกับการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่าปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน &amp;nbsp;ล้มเหลวในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลอกลวงประชาชนไม่ทำตามนโยบายที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนตนหาเสียงไว้ ทั้งเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพืชผลทางการเกษตร และลดภาษีเงินได้ เป็นยุคที่ทุจริตเฟื่องฟู น้ำกำลังจะหมดเขื่อน มวลอากาศเป็นพิษเต็มเมือง เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจนประเทศถึงแก่ความล่มจมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองและพวกพ้อง ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นายวิษณุ เครืองาม ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายด้านการเงินแก่รัฐจำนวนมาก บังคับใช้และตีความกฎหมายโดยไม่ยึดหลักการและบรรทัดฐานที่ถูกต้อง จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องของอภินิหาร เพื่อช่วยเหลือและเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ ฉ้อฉล ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง บริวารและพวกพ้อง กลั่นแกล้งข้าราชการประจำ ก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ประจำของข้าราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกว้างขวาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.นายดอน ปรมัตถ์วินัย บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ประจำของราชการเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทข้ามชาติ ส่อว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นำพาชาติเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ปกป้องพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ
นายกฯ สั่งเตรียมแจงซักฟอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดเผยว่า สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เพิ่งจะลงตัวก่อนยื่นญัตติต่อประธานสภาไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น โดยนายสงคราม และนายปิยบุตรได้แจ้งต่อที่ประชุม มีข้อมูลสำคัญมากพอที่จะชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์หลายอย่างของ พล.อ.ประวิตร และได้เตรียมผู้อภิปรายไว้แล้ว เมื่อที่ประชุมรับฟัง จึงตัดสินใจให้เพิ่มชื่อ พล.อ.ประวิตรเข้าไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานอีกว่า ในส่วนของผู้อภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้มีการแบ่งงานกันเอาไว้ เบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์ ที่หัวหน้าทุกพรรคจะเป็นผู้อภิปราย ยกเว้นพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากนายธนาธรพ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. พล.อ.ประวิตร มีพรรคเพื่อชาติและพรรคอนาคตใหม่เป็นแกนหลัก พล.อ.อนุพงษ์ มีพรรคเพื่อไทย พรรคนาคตใหม่ เป็นแกนหลัก นายวิษณุ มีทั้ง ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ นายดอน มีพรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพ ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส มีพรรคเสรีรวมไทยและพรรคอนาคตใหม่เป็นเจ้าภาพหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่ถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า &amp;quot;มีชื่อก็มีชื่อ ก็ชี้แจงไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวถึงการชี้แจงอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง ปัญญาประดุจดังอาวุธ กุมสติต่างโล่ป้อง &amp;nbsp;อาจแกล้วกลางสนาม ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจภายในตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค. มีอาการป่วยเป็นไข้หวัดเล็กน้อย จึงต้องงดภารกิจและไม่ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ จน พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวยืนยันว่ามีอาการไข้หวัดเล็กน้อยเท่านั้น และต้องหยุดพักผ่อนตามคำสั่งแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเป็นประธานประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจว่า วันนี้ต้องคุยถึงเรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการชี้แจงและการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เนื่องจากฝ่ายค้านจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นเราทำอะไรไว้บ้าง และเชื่อว่าทุกคนจะเตรียมข้อมูลได้ โดยเราต้องการให้เขาทราบว่าเราได้ทำอะไร และเรื่องที่อยากให้เตรียมไว้ด้วยคือ มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและในเรื่องของการค้าการลงทุน ทั้ง 2 เรื่องนี้ใช้เป็นข้อมูลในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะได้ชี้แจงให้ทุกคนได้ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกฯ เปิดเผยว่า ก่อนนายกฯ เข้าทำเนียบรัฐบาล ได้เข้าตรวจเอกซเรย์ปอดดูการเพาะเชื้อที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยผลตรวจพบเป็นไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น สาเหตุเนื่องจากหลังเทศกาลตรุษจีนมานายกฯ พักผ่อนน้อย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55987</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, บริหารล้มเหลว, ปมถวายสัตย์, ฝ่ายค้าน, พรรคเศรษฐกิจใหม่, ร่ำรวยผิดปกติ, ล้มล้างรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e341bfb7d54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟัน‘นพรัตน์’อายัด176ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ป.ป.ช.ฟัน &amp;quot;นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์&amp;quot; ร่ำรวยผิดปกติ คดีโกงเงินทอนวัดพนัญเชิงฯ พร้อมอายัดทรัพย์อดีต ผอ.พศ.-เมียและญาติ รวม 176 ล้านบาท ชงอัยการสูงสุดยื่นศาลทุจริตสั่งยึดเป็นของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ? (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีสงสัยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557 และปีงบประมาณ 2558 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายนพรัตน์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า นายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ คู่สมรส มีการนำฝากเงิน ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจำนวนมาก ซึ่งไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่พึงมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า นายนพรัตน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการไต่สวน ซึ่งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายนพรัตน์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553-30 กันยายน 2557 พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของนายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางธาริณี ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) บุตรหลาน และบุคคลอื่น โดยคณะกรรมการไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้ง 8 คน ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายนพรัตน์ จำนวน 98,659,925 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 13 บัญชี เป็นเงิน 71,974,350 บาท, เงินลงทุน จำนวน 4 รายการ เป็นเงิน 12,580,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 12 กรมธรรม์ มูลค่า 14,105,575 บาท 2.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางพัทธานันท์ (คู่สมรส) จำนวน 196,039,741 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 22 บัญชี เป็นเงิน 122,921,190 บาท, เงินลงทุน จำนวน 3 รายการ เป็นเงิน 6,815,695 บาท, ที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 แปลง มูลค่า 760,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 3,809,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 10 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 61,733,855 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางธาริณี (อดีตคู่สมรส) จำนวน 131,437,217 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 56 บัญชี เป็นเงิน 105,151,313 บาท, เงินลงทุน จำนวน 25 รายการ เป็นเงิน 25,235,903 บาท และยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,050,000 บาท 4.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายธนรัตน์ ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 26,726,284 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 10 บัญชี เป็นเงิน 20,843,037 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ มูลค่า 1,800,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,014,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 4 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 3,069,247 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวพิมพ์ภัสสร ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 68,307,397 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 31 บัญชี เป็นเงิน 50,597,774 บาท, เงินลงทุน จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 9,750,000 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 รายการ (ในกรุงเทพมหานคร 2 รายการ และจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ) รวมมูลค่า 5,856,489 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 2,103,134 บาท 6.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาววรัทยา พรหมมาศ (หลานของนายนพรัตน์ ) จำนวน 500,000 บาท ได้แก่ ห้องชุด จำนวน 1 ห้อง ในจังหวัดชลบุรี มูลค่า 500,000 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายปิยชาติ ศรีจันทร์ (บุคคลสนิทของนายนพรัตน์) จำนวน 4,500,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 4,500,000 บาท และ 8.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวณัฎฐาภรณ์ ทุน (บุตรของนางพัทธานันท์) จำนวน 49,000,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 49,000,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งสิ้นจำนวน 575,170,566 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว จำนวน 176,032,978 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54669</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, ร่ำรวยผิดปกติ, วัดพนัญเชิง, ศาลทุจริต, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีต ผอ.พศ., เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200115/image_big_5e1f28f28cc0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟัน&#039;นพรัตน์&#039;อดีตผอ.พศ.กับเมียโกงเงินทอนวัด อายัด176ล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค. 63 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีสงสัย นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557 และปีงบประมาณ 2558 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายนพรัตน์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า นายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ คู่สมรส มีการนำฝากเงิน ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจำนวนมาก ซึ่งไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่พึงมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า นายนพรัตน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนโดยมีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการไต่สวน ซึ่งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายนพรัตน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553 - 30 กันยายน 2557 พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของนายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางธาริณี ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) บุตรหลาน และบุคคลอื่น โดยคณะกรรมการไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้ง 8 คน ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายนพรัตน์ จำนวน 98,659,925 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 13 บัญชี เป็นเงิน 71,974,350 บาท, เงินลงทุน จำนวน 4 รายการ เป็นเงิน 12,580,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 12 กรมธรรม์ มูลค่า 14,105,575 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางพัทธานันท์ (คู่สมรส) จำนวน 196,039,741 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 22 บัญชี เป็นเงิน 122,921,190 บาท, เงินลงทุน จำนวน 3 รายการ เป็นเงิน 6,815,695 บาท, ที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 แปลง มูลค่า 760,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 3,809,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 10 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 61,733,855 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางธาริณี (อดีตคู่สมรส) จำนวน 131,437,217 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 56 บัญชี เป็นเงิน 105,151,313 บาท, เงินลงทุน จำนวน 25 รายการ เป็นเงิน 25,235,903 บาท และยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,050,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายธนรัตน์ ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 26,726,284 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 10 บัญชี เป็นเงิน 20,843,037 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ มูลค่า 1,800,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,014,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 4 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 3,069,247 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวพิมพ์ภัสสร ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 68,307,397 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 31 บัญชี เป็นเงิน 50,597,774 บาท, เงินลงทุน จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 9,750,000 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 รายการ (ในกรุงเทพมหานคร 2 รายการ และจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ) รวมมูลค่า 5,856,489 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 2,103,134 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาววรัทยา พรหมมาศ (หลานของนายนพรัตน์ ) จำนวน 500,000 บาท ได้แก่ ห้องชุด จำนวน 1 ห้อง ในจังหวัดชลบุรี มูลค่า 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายปิยชาติ ศรีจันทร์ (บุคคลสนิทของนายนพรัตน์) จำนวน 4,500,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 4,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวณัฎฐาภรณ์ ทุน (บุตรของนางพัทธานันท์) จำนวน 49,000,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 49,000,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งสิ้นจำนวน 575,170,566 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวแล้วจำนวน 176,032,978 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54610</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, ป.ป.ช., ร่ำรวยผิดปกติ, วัดพนัญเชิง, อดีตผอ.พศ., อายัดทรัพย์176ล้าน, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200115/image_big_5e1eaa5f44497.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำสั่งศาลฎีกา ริบ‘นิพัทธ’49ล. ร่ำรวยผิดปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลฎีกาสั่งริบทรัพย์สิน &amp;quot;นิพัทธ&amp;quot; อดีตทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลทักษิณ 49 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน จากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของนายนิพัทธ พุกกะณะสุต อายุ 72 ปี อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จำนวน 49 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ ริบทรัพย์สิน จำนวน 49 ล้านบาท ของนายนิพัทธให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค.49 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ลงมติชี้มูลความผิดนายนิพัทธ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจสมัย รัฐบาลอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตรวจสอบ ป.ป.ช. พบหลักฐานว่า นายนิพัทธ ผู้ถูกกล่าวหา และภริยา มีเงินฝากและดอกผลในสถาบันการเงิน 49 ล้านบาท ซึ่งไม่อาจชี้แจงได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบ จึงส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากนายนิพัทธมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงเดือน ต.ค.2558 ศาลแพ่งได้พิเคราะห์พยานหลักฐานจากการไต่สวนแล้วเห็นว่า ทรัพย์สินตามคำร้องจำนวน 49 ล้านบาท ที่นายนิพัทธได้มา ขณะเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ โดยอ้างว่าได้มาจากการจำหน่ายวัตถุมงคลและการขายที่ดินของภรรยา แต่นายนิพัทธกลับไม่นำพยานบุคคลผู้ซื้อวัตถุมงคลและที่มาของเงินมาสืบให้ศาลเห็น รวมทั้งหลักฐานที่แสดงว่าภรรยาได้รับเงินค่าขายที่ดินมาอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อนายนิพัทธมีภาระการพิสูจน์ความจริงที่ต้องทำให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาท ไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติตามที่ถูกกล่าวหา แต่พยานหลักฐานที่นายนิพัทธนำสืบมาก็ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานของอัยการผู้ร้องได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินในชื่อ นางอุบล พุกกะณะสุต ภรรยา และบุตรสาว จำนวน 49 ล้านบาท มาจากทรัพย์สินที่นายนิพัทธ ผู้ถูกกล่าวหามีมากขึ้น หรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ ถือเป็นการร่ำรวยผิดปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาทของนายนิพัทธตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 80(2).
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43658</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย ป.ป.ช., กางคำพิพากษาศาลฎีกา, ตกเป็นของแผ่นดิน, นิพัทธ พุกกะณะสุต, ร่ำรวยผิดปกติ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190817/image_big_5d5819443f8c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายืน‘สุพจน์’นอนเรือนจำ10เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลฎีกาฯ พิพากษายืนจำคุก 10 เดือน &amp;quot;สุพจน์ ทรัพย์ล้อม&amp;quot; อดีตปลัดคมนาคม ห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ปี ชี้เป็นผู้บริหารระดับสูงกลับทำผิดเสียเอง ไม่มีเหตุผลพอให้รอลงอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม เวลา 10.45 น. องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 9 คน ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งมีนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อม.27/2560 ที่นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 65 ปี อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ระหว่างปี 2552-2554 ผู้คัดค้าน ยื่นอุทธรณ์ผลคำพิพากษาองค์คณะศาลฎีกา อม. 9 คน ที่มีนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน ซึ่งมีมติเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2560 พิพากษาให้จำคุกนายสุพจน์ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินและเอกสารประกอบอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงกรณีพ้นจากตำแหน่ง รวม 5 กระทง กระทงละ 2 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 10 เดือน &amp;nbsp;และมีคำสั่งห้ามนายสุพจน์ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมวันที่ 18 พ.ค.2555 ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้อง ยื่นให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หลังจากเมื่อปี 2555 ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดข้อกล่าวหานายสุพจน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จเกี่ยวกับเงินจำนวน 17,553,000 บาทเศษ และรถตู้ยี่ห้อโฟล์กสวาเกน ราคา 3,000,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 20,473,000 บาท โดยสืบเนื่องจากเหตุคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ในซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.2554 ซึ่งคนร้ายที่ร่วมทำผิดคดีอาญาได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าพบเงินสดในบ้านนายสุพจน์นับร้อยล้านบาท โดยนายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงิน 17 ล้านบาทเศษและรถโฟล์กสวาเกนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 195 วรรคสี่ ให้สิทธิจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกา อม. ได้อีกครั้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย นายสุพจน์จึงได้ใช้สิทธิยื่นประกันตัวไปในชั้นอุทธรณ์ ด้วยหลักทรัพย์ที่ศาลตีราคาประกัน 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล วันนี้นายสุพจน์พร้อมทนายความ ครอบครัวและคนใกล้ชิดเดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิเคราะห์แล้วระหว่างการพิจารณา มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ไม่ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐแสดงบัญชีทรัพย์สินหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ซึ่งมีเนื้อหาต่างกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่ผู้คัดค้านยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ตามคำร้อง ยังเป็นความผิดอาญาหรือไม่ แต่มีบทบัญญัติกรณี ป.ป.ช.มีมติก่อน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ใช้บังคับเป็นอันใช้ได้ สำหรับคดีที่ฟ้องก่อนแล้วก็ให้ถือว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังมีผลใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงยังมีผลบังคับใช้ในคดีนี้ การกระทำของผู้คัดค้านยังเป็นความผิดอาญา ต้องห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอรับสารภาพ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ เนื่องจากผู้คัดค้านรับราชการด้วยความสุจริต ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ธรรมาภิบาลมาโดยตลอด เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบหรือทำความผิดอาญา รักษาผลประโยชน์ราชการนั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กำหนดหลักการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไปแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยสมควร ซึ่งเป็นมาตรการในการควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของรัฐเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้คัดค้านเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะปลัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่รับผิดชอบในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587.52 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติ การที่ผู้คัดค้านปกปิดไม่แสดงรายการทรัพย์สินตามคำร้องทั้งสองรายการมีมูลค่าสูงถึง 20,473,000 บาท ทั้งที่ผู้คัดค้านเป็นผู้บริหารระดับสูง ควรที่จะต้องยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม อยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม แต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง นับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ผู้คัดค้านไม่เคยกระทำความผิด และเคยประกอบคุณงามความดีมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้คัดค้าน เห็นว่าที่ศาลฎีกาฯ อม. ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ออกหมายขังผู้คัดค้านตามคำพิพากษาถึงที่สุด และให้คืนหลักประกัน 2 ล้านบาทกับผู้คัดค้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ทางครอบครัวและคนใกล้ชิดที่เดินทางมาให้กำลังใจได้ร่ำไห้เข้าไปกอดนายสุพจน์พร้อมพูดคุย ขณะที่นายสุพจน์ก็มีสีหน้าเศร้าน้ำตาซึม พูดปลอบใจครอบครัวด้วยว่าแป๊บเดียว ก่อนถอดสิ่งของมีค่าฝากให้ครอบครัว โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมราชทัณฑ์ได้คุมตัวนายสุพจน์ขึ้นรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 11.30 น. ไปคุมขังรับโทษยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20252</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ, ปลัดคมนาคม, พิพากษายืนจำคุก 10 เดือน, ร่ำรวยผิดปกติ, สุพจน์ ทรัพย์ล้อม, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181018/image_big_5bc88ecf6136b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
