<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นฟ้อง &#039;นกแอร์&#039; เรียกค่าเสียหาย 19 ล้าน พนักงานรถลากโดนเครื่องบินชนตาย ข้องใจคดีไม่คืบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63 - ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก นายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายสัมพันธ์ อ่อนชะอ่ำ , นางราตรี อ่อนชะอ่ำ มารดาของนายธนิสร อ่อนชะอ่ำ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ปฏิบัติหน้าที่บนรถที่ใช้สำหรับลากเครื่องบิน เเต่เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD6458 เส้นทาง ดอนเมือง-นครศรีธรรมราช ชนกับรถลากเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ ระหว่างที่รถลากกำลังลากเครื่องบินเข้ามายังหลุมจอด เพื่อรอรับผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้นายธนิสรเสียชีวิต มายื่นฟ้อง บริษัท สายการบินนกเเอร์ จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 5 คน ในความผิดฐานละเมิด ค่าเสียหาย นายจ้างลูกจ้าง เรียกค่าเสียหายกว่า 19 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนรินทร์พงศ์ กล่าวว่า ทางสมาคมได้รับเรื่องราวร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากบิดาและมารดาของผู้เสียชีวิต เพื่อขอความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากตั้งแต่วันที่เหตุเกิดจนถึงบัดนี้ บิดามารดาของผู้ตายยังไม่ได้รับการติดต่อช่วยเหลือเยียวยาดูแลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ค่าเสียหายต่างๆ อันเกิดจากการเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ให้สายการบินนกแอร์ของลูกชายตนเองแต่อย่างใด อีกทั้งในด้านกระบวนการสอบสวนของตำรวจก็ยังไม่คืบหน้าและไม่สามารถสรุปสำนวนฟ้องร้องผู้กระทำความผิดทางอาญาได้&amp;nbsp;ทั้งที่เป็นที่ทราบดีถึงเรื่องที่ปรากฏหน้าสื่อมวลชนว่าผู้ตายเป็นพนักงานของบริษัทนกแอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีมีคนตายในทางละเมิดมีอายุความ 1 ปี ทางเราก็พยายามหาคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ทั้งประสาน สน.ดอนเมือง หรือไปร้องที่กระทรวงยุติธรรมก็ไปมาแล้ว เราเคยถามความคืบหน้าทางด้านคดีอาญาว่ามีการสรุปสำนวนส่งอัยการฟ้องไปแล้วหรือไม่ แต่ก็มีการผัดผ่อนอ้างเหตุ จนวันนี้ก็ยังฟ้องใครไม่ได้ เราคงไม่รอผลการสอบสวนในคดีอาญาเเล้ว สิ่งที่ยืนยันชัดเจนไม่ว่าจากสื่อมวลชนหรือภาพถ่ายวันเกิดเหตุ ว่าผู้ตายเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในรถลาก กำลังลากเครื่องบินเข้ามายังหลุมจอด เพื่อรอรับผู้โดยสาร ซึ่งในทางละเมิดนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในเรื่องละเมิด ส่วนคดีอาญาตนก็อยากเร่งรัดว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดอย่างไรบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องตามหาความจริงว่าสาเหตุการเสียชีวิตใครเป็นคนกระทำ แต่ในทางแพ่งนายจ้างไม่สามารถปฏิเสธความผิดละเมิดได้ เราได้มีหนังสือทวงถามไปยังบริษัทนกแอร์ฯแล้ว ขอให้ดำเนินการเยียวยาช่วยเหลือ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ วันนี้บิดาและมารดาของเหยื่อต้องเดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยทุนของตนเอง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม การยื่นฟ้องในวันนี้จะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล เนื่องจากคดีมีทุนทรัพย์ 19 ล้าน หากต้องเสียค่าธรรมเนียมถือเป็นจำนวนมากกับบุคคลที่ไม่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งศาลแพ่งก็ได้เมตตาให้ไต่สวนเรื่องค่าธรรมเนียมในวันนี้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสัมพันธ์ บิดาผู้เสียชีวิตกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีบุตรชายเป็นเด็กดี เป็นเรี่ยวแรงของครอบครัว ตนดิ้นรนส่งลูกชายเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ หวังว่าสักวันลูกชายเรียนจบจะได้ดูแลครอบครัว แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดแบบนี้ขึ้น ทำให้ครอบครัวอยู่กันลำบาก ที่ทำได้ตอนนี้คือการอดออมมัธยัสถ์ เพื่อที่จะอยู่ในสังคมได้ สาเหตุการเสียชีวิตของลูกชายมาจากการทุ่มเททำงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างจนตัวเองเสียชีวิต แต่สิ่งที่ได้รับจากนายจ้างกลับเป็นศูนย์ ครอบครัวตนเหมือนกับคนที่กำลังจะจมน้ำตาย ยังดีที่ตนได้รับความเมตตาจากนายนรินทร์พงศ์ นายกสภาสมาคมทนายแห่งประเทศไทย ที่เมตตาสงสารครอบครัว ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคดี ขอกราบขอบคุณอย่างสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2563 เวลากลางวัน มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริเวณลานจอดเครื่องบินภายในสนามบินดอนเมือง เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD6458 เส้นทาง ดอนเมือง-นครศรีธรรมราช ชนกับรถลากเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ ระหว่างที่รถลากกำลังลากเครื่องบินเข้ามายังหลุมจอด เพื่อรอรับผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช ภายหลังตรวจสอบแล้วพบว่า อุปกรณ์ลากที่เชื่อมต่อรถลากกับตัวเครื่องบิน เกิดขาดและหลุดออกจากกัน ทำให้เครื่องบินที่ลากมา ไหลพุ่งชนกับรถลาก เป็นเหตุให้นายธนิสร อ่อนชะอ่ำ ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่บนรถที่ใช้สำหรับลากเครื่องบิน ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ เนื่องจากตับฉีกขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการฟ้องจำเลยในคดีนี้ ประกอบด้วย บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน), นายปุระเชษฐ์ วณิชาชีวะ, บริษัท วิงเซิร์ฟ จำกัด, นายวรณ วิงสันเทียะ, บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ เป็นจำเลยที่ 1-5 ต่อศาล ในข้อหาและหรือฐานความผิด ละเมิดโดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 19,022,270 บาท (สิบเก้าล้านสองหมื่นสองพันสองร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1 คือ บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของเครื่องบินและนายจ้างของจำเลยที่ 2&amp;nbsp;
จำเลยที่ 2 คือนายปุระเชษฐ์ วณิชาชีวะ คนควบคุมเครื่องบินผู้ประมาทลูกจ้างของจำเลยที่ 1&amp;nbsp;
จำเลยที่ 3 คือ บริษัท วิงเซิร์ฟ จำกัด เป็นผู้ให้บริการขับรถลาก-ดันให้กับจำเลยที่ 1 และเป็นนายจ้างจำเลยที่ 4&amp;nbsp;
จำเลยที่ 4 คือนายวรณ วิงสันเทียะเป็นผู้ทำหน้าที่ขับรถลาก-ดันผู้ประมาทลูกจ้างจำเลยที่ 3&amp;nbsp;
จำเลยที่ 5 คือ บริษัท พนัส แอสเซมบลีย์ จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถลาก-ดันและประกอบธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 3 ให้บริการลาก-ดันเครื่องบินให้สายการบินนกแอร์ที่สนามบินดอนเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72937</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย, ฟ้องนกแอร์, ร้องขอความเป็นธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f228a9bc17f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2020 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2020 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้ค้าตลาดอ่างศิลา&#039; สุดทนองค์การสะพานปลาเร่งจ่ายค่าจองสิทธิ 1.2 แสนทันที วอนนายอำเภอช่วยเจรจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วุ่นไม่เลิก! พ่อค้าแม่ค้าตลาดประมงอ่างศิลา สุดทนรวมตัวยื่นหนังสือร้องนายอำเภอเมืองชลบุรี ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์การสะพานปลา หลังก่อสร้างสะพานปลาแห่งใหม่งบ 149 ล้านบาท จนใกล้แล้วเสร็จ พร้อมให้สิทธิผู้ค้าเข้าไปจองพื้นที่ 1.2 แสนบาท หากไม่จ่ายถือว่าสละสิทธิให้ผู้ค้ารายอื่นเข้ามาขายแทน จึงขอให้เจรจาแบ่งจ่ายเพราะกำลังเดือดร้อนขาดรายได้จากช่วงสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.63 - น.ส.ลัดดาวรรณ สิทธิกมลกุล ผู้จัดการกลุ่มสะพานปลาอ่างศิลา พร้อมพ่อค้าแม่ค้าจำนวน 127 คน เดินทางไปที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสุคนธ์ สุวรรณศักดิ์สิน นายอำเภอเมืองชลบุรี ขอให้ช่วยเจรจากับนายศุภชัย ดาวัลย์ รองผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ให้ยืดระยะการจ่ายเงินเป็นแบบงวด&amp;nbsp;เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พ่อค้าแม่ค้าที่มีสิทธิจำนวนมากไม่สามารถทำการค้าขายได้เพราะสถานการณ์โรคระบาดโควิด ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีรายได้&amp;nbsp;โดยขอให้ทางองค์การสะพานปลาผ่อนผันแบ่งชำระค่าจองเป็นงวดจนกว่าจะครบตามจำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอำเภอเมืองชลบุรี กล่าวว่า ตนในฐานะที่เข้าไปประชุมเรื่องการซ่อมแซมสะพานปลาอ่างศิลากับองค์การสะพานปลาอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยรู้เรื่องการต้องมาจ่ายเงินจองสิทธิเลย เพราะองค์การสะพานปลาไม่เคยพูดถึง&amp;nbsp;แต่ตนรับทราบปัญหาแล้วจึงจะนัดองค์การสะพานปลามาประชุมเรื่องการชำระเงินกับผู้ค้าเพื่อแก้ปัญหาให้ทุกฝ่ายตกลงกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ องค์การสะพานปลายอมที่จะเรียกผู้ค้ามาประชุมหารือเรื่องการผัดผ่อนแบ่งชำระกันอีกครั้งหนึ่ง จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน รอนัดหมายวันและเวลาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีดังกล่าวมีพ่อค้าแม่ค้าจำนวน 283 คน ที่จำหน่ายของสดอาหารทะเลและของฝากอยู่ในสะพานปลาอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี มานานหลายสิบปี แต่เมื่อปี 2561 องค์การสะพานปลาตรวจพบสะพานปลาอ่างศิลาผุพัง จึงได้จัดงบประมาณก่อสร้างซ่อมแซม 2 ปีจำนวน 149 ล้าน โดยให้พ่อค้าแม่ค้าเจ้าเดิมที่เคยขายจำนวน 283 คน ลงชื่อมีสิทธิกลับมาจำหน่ายได้อย่างเดิมหลังซ่อมแซมเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่ง องค์การสะพานปลา คาดว่าซ่อมแซมเสร็จในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าก็จะกลับมาเปิดใช้การได้ โดยแบ่งพื้นที่การขายเป็นล็อกๆละขนาด 2.5x2.5 เมตร โดยต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าก็ยินดีที่จะจ่ายให้ แต่ปรากฏว่า เมื่อเร็วๆนี้ทางองค์การสะพานปลามีหนังสือแจ้งไปยังผู้มีสิทธิในการเข้าไปจำหน่ายสินค้าในสะพานปลาอ่างศิลาจำนวน 283 คน ให้เอาหนังสือไปยืนยันสิทธิที่สำนักงานท่าเทียบเรือและตลาดประมงอ่างศิลา เพื่อยืนยันว่า ต้องการเข้าไปจำหน่าย แต่ต้องนำเงินมัดจำการจองสิทธิจำนวน 10,000 บาท ภายในวันที่ 31 ก.ค.63 และบังคับต้องจ่ายเงินที่เหลือจำนวน 110,000 บาท ภายในไม่เกิน 5 ส.ค.63 หากไม่ยืนยันสิทธิและไม่จ่ายเงินตรงตามที่หนังสือแจ้งมาก็จะถือว่าสละสิทธิ&amp;nbsp;ลงชื่อ นายศุภชัย ดาวัลย์ รองผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ด้านพัฒนากิจการประมง ปฏิบัติการแทน ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72393</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดชลบุรี, ตลาดประมงอ่างศิลา, ร้องขอความเป็นธรรม, สะพานปลาอ่างศิลา, องค์การสะพานปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200724/image_big_5f1a9afd83663.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 16:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ค้าร้านอาหารโวย &#039;รพ.กระบี่&#039; หน้าเลือด! ไล่ตะเพิดไม่ให้ขายต่อทั้งที่ร่วมควักเงินสร้างอาคารหลังใหม่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารภายในโรงพยาบาลกระบี่ จำนวน 6 ราย ได้เดินทางไปที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.กระบี่ เพื่อขอความเป็นธรรมหลังจากทาง รพ.กระบี่ ให้หยุดขายอาหารโดยไม่แจ้งล่วงหน้า อีกทั้งเงินที่ลงทุนซื้อของมาเพื่อเตรียมขาย ก็ไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน ที่ผ่านมาไม่เคยผิดสัญญาหรือค้างค่าเช่าแต่อย่างใด โดยมีนายสมปอง รัตนะ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม จ.กระบี่ รับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกษศิรินทร์ ขยันการ อ.33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67/5 ถ.มหาราช ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ เจ้าของร้านขายข้าวแกงร้านเกษศิรินทร์ เล่าถึงความทุกข์ หลังจากที่ทาง รพ.กระบี่ ให้หยุดขายอาหาร ใน รพ.กระบี่ ว่า ตนเองกับแม่ได้เช่าร้านขายอาหารข้าวแกงและอาหารตามสั่ง ในโรงอาหารของ รพ.มากว่า 20 ปี และเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา ทาง รพ.กระบี่ แจ้งว่าจะทำการสร้างโรงอาหารหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุด โดยขอรวบรวมเงินจากแม่ค้าพ่อค้าที่ขายอยู่จำนวน 10 ร้าน ร้านละ 3 แสนบาท แทนค่าเช่าปีละ 1 แสนบาท รวม 3 ล้านบาท&amp;nbsp;หลังจากหมดสัญญา 3 ปี ก็จะให้สิทธิบรรดาพ่อค้า แม่ค้ารายเดิมขายต่อเนื่อง ด้วยความหวังว่าจะได้ขายอาหารใน รพ.ตลอดไป ถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายรายปีเพิ่มทุกปีก็ยอม ได้หาเงินก้อนรวบรวมให้รพ.สร้างโรงอาหารหลังใหม่เสร็จจะได้สิทธิต่อเนื่อง แต่มีแค่คำพูดปากเปล่า ไม่ได้มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสร้างเสร็จพวกตนก็ได้ขายจนครบ 3 ปี แต่หลังจากนั้นทาง รพ.บอกว่า ขอปรับปรุงโรงอาหาร อยู่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมา และให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายที่ใต้ตึก รพ.แทน แต่จู่ๆเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา รพ.ได้เปิดให้มีการประมูลโรงอาหารแก่รายใหม่ไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอยู่เดิม ต้องย้ายข้าวของออกไป ตกใจมาก เพราะข้าวของที่เตรียมไว้ขายซื้อไว้ครบแล้ว ไม่รู้จะขายที่ไหน ลูกจ้าง 3 คน ต้องตกงาน ภาระเงินผ่อนทั้งรถทั้งบ้าน ไม่รู้จะทำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกษศิรินทร์ กล่าวว่า สาเหตุที่รู้ว่าถูกให้ออกจากร้าน เนื่องจากโทรไปถามเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;รพ.กระบี่ คนหนึ่ง บอกว่าพวกตนไม่มีสิทธิแล้ว เนื่องจากทาง รพ.มีผู้ประมูลรายใหม่ได้สิทธิไปแล้ว อยู่ที่ั้ผู้ประมูลได้รายใหม่จะเลือกใครขาย ตนเห็นว่าทาง รพ.กระบี่ ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับพวกตน จึงได้เดินทางมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกระบี่ ขอให้ช่วยกลับไปขายอาหารได้อีกครั้ง เพราะได้ติดต่อผู้ประมูลได้รายใหม่แล้วบอกว่าเต็มแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมปอง รัตนะ​ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรง​ธรรม​ จ.กระบี่ กล่าวว่า หลังจากรับเรื่องจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ก็จะประสานแจ้งความเดือดร้อนของพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอยู่เดิมไปยัง รพ.กระบี่ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71050</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกระบี่, ร้องขอความเป็นธรรม, ร้องทุกข์, ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกระบี่, โรงพยาบาลกระบี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200710/image_big_5f0828ac212b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าของโรงงานถูกวัยรุ่นรุมทำร้ายเหตุต่อว่าฉี่ใส่กำแพง ยื่นหนังสือร้อง &#039;ผบ.ตร.&#039; หวั่นชีวิตไม่ปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายแบรนด์ โสรัฐ ไบเยอร์ อายุ33ปี เจ้าของบริษัทเฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp; ย่านซอยด่านสำโรง 60 พร้อมด้วย น.ส&amp;nbsp; อนุธิดา เรือนทองดี อายุ 20 ปี แฟนสาว ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่น บุกเข้าไปภายในบริษัท เพื่อทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธปืน&amp;nbsp; และทรัพย์สินเสียหาย หลังนายแบรนด์ ได้เข้าไปต่อว่าเรื่องที่มาปัสสาวะรดกำแพงโรงงาน โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร เพื่อขอความเป็นธรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถพิสูจน์เรื่องอาวุธปืนและเกรงจะได้รับอันตราย โดยมี พ.ต.อ.ทิวา บุญวรรณศิริ&amp;nbsp;รองผู้บังคับการกองมาตราฐานวินัยเป็นผู้รับหนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแบรนด์ โสรัฐ ไบเยอร์&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ที่มายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในเรื่องของคดี&amp;nbsp;ถึงแม้ว่าวันนี้ผู้ก่อเหตุ 3 คนจะถูกเจ้าหน้าตำรวจจับกุมแล้วก็ตาม และทั้งหมดถูกแจ้ง 3 ข้อหาคือ ร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ,ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ แต่ที่ประหลาดใจทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถดำเนินการในส่วนของเรื่องปืนได้&amp;nbsp;ถึงแม้ว่าผู้ก่อเหตุจะนำปืนมามอบให้แล้วก็ตามซึ่งเป็นปืนปลอมและไม่ใช่ปืนที่ก่อเหตุ เพราะด้วยโทษก็แค่เป็นอาวุธที่คล้ายอาวุธปืนเท่านั้น อีกทั้งผู้ก่อเหตุได้ขอประกันตัวออกมา จึงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแบรนด์ โสรัฐ ไบเยอร์ กล่าวอีกว่าทั้งนี้ในวันที่ไปแจ้งความและทางผู้ที่บุกรุกทั้ง 3 คน ได้เข้ามามอบตัว พร้อมนำกระเป๋า ที่ใส่ปืนมามอบให้ ซึ่งตนดูแล้วเป็นปืนคนละแบบ ที่ไม่ใช่ปืนที่ใช่ก่อเหตุ ซึ่งในวงจรปิดก็บันทึกภาพไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ติดใจในเรื่องอาวุธปืน ที่ทางพนักงานสอบสวนไม่ได้ตรวจสอบอย่างแท้จริง ไม่มีความกระตือรือร้น ในการทำงาน และขอให้ทางเจ้าหน้าที่ สภ. สำโรงเหนือ ดำเนินการอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp; ขณะเดียวกันผู้ก่อเหตุก็พักอาศัยอยู่แถวโรงงานและกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย ต่อชีวิตและทรัพย์สินและมีการขู่ว่าออกมาได้มึงเจอกูอีก จึงได้มาร้องเรียนขอความเป็นธรรมในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68400</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.จักรทิพย์   ชัยจินดา, ร้องขอความเป็นธรรม, ร้องเรียน, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee1c52f49c09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แชร์ว่อน! คลิป อส.ขับรถเบียด จยย.วัยรุ่น ปลัดหน.ชุดแจงแค่ผลักดันกลับบ้านป้องกันเหตุวิวาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;12&amp;nbsp;มี.ค.63 - ได้มีผู้ใช้เฟชบุ๊คชื่อ &amp;quot;อดิสร&amp;nbsp;สุทธรัตน์&amp;quot;&amp;nbsp;โพสต์คลิปเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ อส. และชาวบ้านโต้เถียงกันอย่างดุเดือดวุ่นวาย&amp;nbsp;พร้อมระบุข้อความด้วยว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;อส.กร่าง&amp;nbsp;ขับรถกระบะเบียดเด็กตกถนนรถล้ม&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คัน เด็กหนึ่งคนบาดเจ็บแขกหัก และเด็กคนอื่นๆ มีแผลถลอกตามตัว เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลปะคำ เหตุเกิดที่ถนนทางเข้าบ้านโคกไม้แดงหัวกระสัง ต.หูทำนบ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ขอความเป็นธรรมให้แก่เด็กด้วยครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง&amp;nbsp;และมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก&amp;nbsp;บางส่วนเห็นใจกลุ่มวัยรุ่นที่บาดเจ็บ บางคนก็บอกให้รอตรวจสอบข้อมูลทั้งสองฝ่ายก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปยังบ้านโคกไม้แดงหัวกระสัง เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;จากการสอบถามนายสุทธิพงษ์ สุทธรัตน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;รือเต๋า อายุ 19 ปี&amp;nbsp;พี่ชายคนเจ็บ บอกว่าคนที่โพสต์เป็นพ่อของตนเอง เพราะอยากขอความเป็นธรรมและให้ อส.ออกมาแสดงความรับผิดชอบ&amp;nbsp;พร้อมเล่าว่า&amp;nbsp;เหตุดังกล่าวเกิดช่วงเย็นเมื่อวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;มี.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ตนและน้องชายพร้อมกลุ่มเพื่อนวัยรุ่นอีกหลายคน&amp;nbsp;ได้พากันไปเที่ยวงานฉลองอัฐิในหมู่บ้าน&amp;nbsp;ซึ่งมีการจ้างรถแห่มาในงานด้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พองานเลิกก็พากันขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน&amp;nbsp;แต่ระหว่างทางได้มีรถกระบะของ อส. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อยในงาน&amp;nbsp;ได้ขับรถกระบะไล่และเบียดรถจักรยานยนต์ของกลุ่มพวกตนจนทำให้รถจักรยานยนต์คันที่น้องนั่งไปด้วยและรถเพื่อนที่ขับตามกันมาเสียหลักล้มประมาณ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คัน&amp;nbsp;เป็นเหตุให้ ด.ช.วุ้น&amp;nbsp;อายุ&amp;nbsp;13&amp;nbsp;ปี น้องชายของตนเองได้รับบาดเจ็บ ข้อมือข้างขวาหลุด&amp;nbsp;หน้าบวม&amp;nbsp;จึงรีบพากันนำส่งโรงพยาบาลปะคำ&amp;nbsp;และยังมีเพื่อนของน้องได้มีแผลถลอกตามร่างกายอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คนด้วย&amp;nbsp;จึงอยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ อส.คนที่ขับเบียดรถน้องชายออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วย&amp;nbsp;ซึ่งเบื้องต้นทางครอบครัวก็ได้แจ้งความไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเอ&amp;nbsp;(นามสมมติ) อายุ 17 ปี&amp;nbsp;เพื่อนผู้บาดเจ็บ&amp;nbsp;บอกว่า วันเกิดเหตุตนนั่งรถจักรยานยนต์มาคันเดียวกันกับคนเจ็บและมีคนขับอีกคน&amp;nbsp;ระหว่างทางเห็นรถกระบะของเจ้าหน้าที่ อส.ขับตามหลังมา แต่ไม่ทันได้มองว่ามีการเฉี่ยวชนหรือเบียดหรือไม่&amp;nbsp;รู้อีกทีก็รถล้มไปแล้ว จนทำให้ ด.ช.วุ้น ที่นั่งมาในรถคันเดียวกันได้รับบาดเจ็บหนักกว่าเพื่อน ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ปะคำ&amp;nbsp;ส่วนตนและคนขับบาดเจ็บเล็กน้อย ก็อยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ารถของ อส.ได้ขับเบียดหรือไม่&amp;nbsp;หากเบียดจริงก็อยากให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายทนนท์ เม่นไธสง ปลัดอำเภอฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดที่ไปดูแลรักษาความเรียบร้อยในงานฉลองอัฐิในวันดังกล่าว&amp;nbsp;ชี้แจงว่าก่อนเกิดเหตุภายในงานมีกลุ่มวัยรุ่นจับกลุ่มเตรียมก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน&amp;nbsp;พองานเลิกจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ อส.ทำการผลักดันกลุ่มวัยรุ่นกลับบ้าน&amp;nbsp;เพื่อป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสอบถามจาก อส.ที่ถูกกล่าวหาแล้ว ก็ให้ข้อมูลว่าได้ขับรถกระบะตามหลังกลุ่มวัยรุ่นจริงเพื่อผลักดันกลับบ้านตามคำสั่ง&amp;nbsp;ซึ่งก็ขับห่างประมาณ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;เมตร ไม่ได้มีการไล่บี้หรือเบียดจนทำให้รถล้ม&amp;nbsp;และภาพที่ปรากฏในคลิป อส.ก็ให้ข้อมูลว่ามีวัยรุ่นขับ จยย.เกี่ยวกันเองจนล้ม และ อส.พยายามจะเข้าไปช่วยพาส่งโรงพยาบาล&amp;nbsp;แต่เพื่อนของผู้บาดเจ็บไม่ยอมก็มาโวยวายต่อว่าๆ อส.ขับรถเบียดจนทำให้รถล้ม&amp;nbsp;ซึ่งอาจจะเป็นความเข้าใจผิดคิดว่า อส.ขับไล่เบียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสาวิตร เจียมจิระพร นายอำเภอปะคำ ก็ได้เดินทางไปพูดคุยทำความเข้าใจกับญาติผู้บาดเจ็บ และเยี่ยมอาการน้องที่บาดเจ็บในเบื้องต้นแล้ว&amp;nbsp;พร้อมทั้งจะได้เรียกตัว อส.ที่ถูกกล่าวหา&amp;nbsp;และผู้อยู่ในเหตุการณ์มาสอบหาข้อเท็จจริง&amp;nbsp;ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59523</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลิปดัง, จังหวัดบุรีรัมย์, ร้องขอความเป็นธรรม, วัยรุ่นทะเลาะวิวาท, อส.กร่าง, อำเภอปะคำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e699079f2915.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2023 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2020 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>-</HEADLINE>
                <CONTENT></CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59239</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครศรีธรรมราช, ร้องขอความเป็นธรรม, โรงไฟฟ้าชีวมวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e65ec302a0e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ค้าหวยรายย่อยเมืองคอน โวยห้างเปิดประมูลกินเงินแป๊ะเจี๊ยะเอื้อนายทุนเอาเปรียบ-กระทบราคาพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.63 - ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยกว่า 30 คนได้เดินทางเข้าร้องสื่อมวลชน เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากทางห้างสรรพสินค้าดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการเปิดประมูลขายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นเครือข่ายผู้ขายรายย่อย ซึ่งรับสลากกินแบ่งมาจากกองสลากโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสงวน ธีราธนวิช อายุ 65 ปี ตัวแทนผู้ประกอบการรายหนึ่ง เปิดเผยว่า พวกตนได้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมาเป็นเวลานานแล้ว เช่าพื้นที่ของห้างขายสลากกินแบ่งโดยการทำสัญญาปีต่อปี โดยเก็บค่าเช่าล่วงหน้าแบบกินเปล่า 1-2 เดือน แล้วแต่ข้อตกลง แต่ไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งการขายสลากกินแบ่งก็อย่างที่ทราบว่ารอบใดที่ขายไม่ได้ ผู้ประกอบการจะต้องรับซื้อไว้เอาเท่ากับเป็นการขาดทุนเข้าเนื้อตัวเอง ยิ่งสภาวะในขณะนี้เศรษฐกิจไม่ดี ขายก็ได้ไม่มาก การซื้อก็ย่อมน้อยลงเป็นธรรมดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งหนึ่งที่ทางห้างได้ติดประกาศไว้ทั่วคือ การเปิดประมูลพื้นที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล เท่าที่ทราบจากวงในจะต้องยื่นซองประมูลไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท นั่นคือเงินกินเปล่าต่อปี ถามว่าแต่เดิมเราจ่ายเงินกินเปล่าปีละไม่เกิน 6 หมื่น แต่หากกินเปล่าหลักแสนคงไม่ไหว ห้างสรรพสินค้าในนครศรีธรรมราชเวลานี้มีกี่สาขา ทุกสาขาจะต้องประมูลพร้อมกัน จึงเป็นช่องทางการได้เปรียบของนายทุนที่เข้ามากว้านประมูล แล้วกินต่อจากพวกเรา เอาเปรียบจากพวกเรา ระบบจะเป็นแบบนี้ ทางห้างจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็น ในเมื่อประมูลไปแล้วก็เป็นสิทธิที่จะให้ใครเข้ามาขายก็ได้ จะขายในราคาที่แบบอีแอบก็ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสงวน กล่าวอีกว่า ดูตัวอย่างที่พัทลุงเวลานี้สลากกินแบ่งขายเป็นชุด 2 ใบ 3 ใบ ซึ่งคิดเป็นเงินแล้วใบละ 100 บาท ผิดกับที่นครศรีธรรมราชยังขายแยกเป็นใบในราคาใบละ 80 บาท ให้ประชาชนได้เลือกหาซื้อกัน ถามเหตุผลหรือไม่ว่าทำไม ก็เพราะว่าประมูลมาในราคาที่สูงเป็นเงินกินเปล่า เงินหลักแสนเวลานี้หายาก จะไปหยิบยืมใครก็ไม่ได้ อย่ามองว่าผู้ขายสลากกินแบ่งรวย ไม่มีใครรวยแต่เรามีเงินหมุนเวียนเพื่อซื้อขายสลากกินแบ่งเท่านั้น พวกเราอยากให้ทางห้างสรรพสินค้าหยุดพิจารณาทบทวนการเปิดประมูลใหม่อีกครั้ง ถ้าเศรษฐกิจดีร้านเช่าในห้างคงไม่ต้องยกออกไปอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในวันพรุ่งนี้ 13 ก.พ. พวกเราจะเดินทางไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อขอความเป็นธรรมกับพวกเราอีกครั้งหนึ่ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานได้มีการปิดประกาศไปทั่วทั้งในห้างโดยเฉพาะทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้า ในการนัดวันเวลาเปิดประมูลซองเช่าพื้นที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56985</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครศรีธรรมราช, ผู้ค้ารายย่อย, ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล, ร้องขอความเป็นธรรม, เปิดประมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e439c47ea6cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
