<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สามีร้องศูนย์ดำรงธรรมมุกดาหาร ภรรยาท้อง 7 เดือนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29&amp;nbsp;ธ.ค.63 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณรงค์ ศรีโยหะ อายุ 27 ปี บ้านเลขที่ 84 &amp;nbsp;หมู่ 3 บ้านคำเขือง ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เข้าร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร ว่าเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;เวลา 16.00 น. นางสาวอัมภิกา&amp;nbsp;สุพร อายุ 24 ปี ภรรยาซึ่งตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนมีอาการปวดหลัง ได้พามาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. วันเดียวกัน ภรรยาพร้อมลูกในครรภ์ได้เสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์ ศรีโยหะ อายุ 27 ปี สามีผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่าแฟนบอกว่าปวดหลังก็ไม่คิดว่าจะปวดมาก พอมาตอนบ่าย 3 โมงก็ได้พามาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ว่าจะมาตรวจดูว่ามีอาการยังไง ตอนขับรถแฟนมีอาการหน้ามืด ปากซีด พอมาถึงโรงพยาบาล ได้ลงจากรถก็ร้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยหน่อย แฟนผมเหมือนจะช็อก&amp;nbsp;ปากซีดไปหมดเลย เขาก็ถามประวัติ และบอกให้ไปยื่นทำบัตรผู้ป่วย พอเดินกลับมาก็เห็นแฟนผมถูกปั๊มหัวใจแล้ว ผมข้องใจโรงพยาบาลว่า ทำไมเจอคนป่วยแบบนี้ อาการสาหัส ไม่เร่งรีบรักษา พาไปรักษาให้เร็วที่สุด น่าจะนำผู้ป่วยไปรักษาก่อนส่วนใบประวัติค่อยตามทีหลัง ตอนที่อยู่ที่บ้านอาการก็ดีๆอยู่ อยากให้รีบรักษาคนป่วยท้อง 7 เดือน และมีลูกมาแล้ว 1 คน เป็นผู้ชาย อายุ 1 ขวบ 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอำนวย มงคลสุภา&amp;nbsp;อายุ &amp;nbsp;48 ปี แม่ผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ลูกสาวโทรหาว่า ปวดหลัง แม่ก็ถามว่า ปวดมากไหม ลูกสาวตอบว่า ปวดมาก แต่ก็ทนได้ แม่บอกว่าให้ไปหาหมอ เขาบอกว่าไหวอยู่ ต่อมาแม่ก็ได้โทรไปอีกรอบ ลูกสาวบอกว่า ปวดมากกว่าเดิม ประมาณบ่าย 2 โมงกว่า ได้โทรหาลูกสาวอีก ก็บอกว่าให้รีบไปหาหมอ เพราะว่าครรภ์เป็นพิษมีอาการปวดหลัง เหมือนคนจะคลอด เพราะลูกแม่มีอาการนี้ ครรภ์หนูเป็นพิษหรือเปล่า เพราะเคยมีลูก 1 คน แล้วมันมีอาการแบบนี้ ถ้าเกิดไปหาหมอตัดสินใจได้ก็ต้องผ่าตัด ก็คุยกับลูกสาว ก่อนเขาจะมาโรงพยาบาล ก็บอกว่าหนูไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ไหวให้ไปหาหมอ โทรคุยกัน 3 รอบ แฟนก็พามาหาหมอ &amp;nbsp;ประมาณ 6 โมงกว่า โทรไปบอกว่าปั๊มหัวใจ เมื่อกลางวันก็ดีๆอยู่ ทำไมปั๊มหัวใจ ได้ยินก็ใจหาย&amp;nbsp;ได้ถามไปว่าน้องเป็นอะไรมากไหมถึงปั๊มหัวใจ น้องที่อยู่ในท้องไม่รอดแล้ว เขาก็ใจเสีย และแม่พ้นขีดอันตรายหรือยัง&amp;nbsp;แฟนลูกสาวบอกว่ายังไม่พ้น ปั๊มหัวใจรอบแรกฟื้นขึ้นมาแต่ยังไม่ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;ต่อมาได้โทรไปถามอีก ว่าชีพจรไม่เต้นแล้ว หมอบอกให้สามีเซ็นเอกสารให้ผ่าตัด แต่ว่าเราอยู่ไกล ให้เขาเซ็นเลย ทางผู้ป่วยชีพจรหยุดเต้น แล้วจะทำอะไรได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอำนวย กล่าวอีกว่า ตนติดใจเรื่องรักษาล่าช้า ตามหลักมาครั้งแรกรู้ว่าครรภ์เป็นพิษประวัติเขาก็มี สมุดประจำตัวของโรงพยาบาล เขามีประวัติอยู่แล้ว กรณีแบบนี้ก็ต้องรับรักษา น่าจะผ่าตัดเอาเด็กออกก่อน ตามหลักแม่จะไม่เสียชีวิต เด็กเสียไม่ติดใจเอาความ ถ้าแม่รอดเราก็โอเค แต่ไม่รอดทั้งแม่ ทั้งหลาน เราเสียหายเราฟังแล้วช๊อคเราเป็นยายและลูกอีกคนที่ตังเล็ก ๆ ยังเดินไม่ได้เลย จะทำมาหากินต่อยังไง อยากให้โรงพยาบาลชดเชยค่าเสียหาย อย่างน้อยเด็กก็จะมีกินต่อยังกินนม แล้วยายก็ลำบาก ปู่ย่าก็ลำบาก อาชีพหลักทำนา อาชีพเสริมก็ไม่มี อยากให้โรงพยาบาลรับผิดชอบส่วนที่ขาดหายไป ถามว่าคุ้มไหม มันไม่คุ้มหรอก 2 ชีวิตพร้อมกัน ไม่คุ้มแต่อยากให้มาดูแลบ้าง ไม่ใช่ทิ้งขว้างเราแบบนี้ ท้องแรกก็เป็นแบบนี้ แต่ว่าหมอก็ถามจะเอาไว้แม่หรือลูก น้องบอกว่าใครก็ได้รอดทั้ง 2 คน ครั้งนั้นเขารีบรักษาเด็กก็รอด แม่ก็รอด แม่แข็งแรงมาก และแม่มีประวัติเป็นความดัน ได้ฝากท้องที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ข้องใจรักษาล่าช้า ตามหลักผู้ป่วยโคม่า น่าจะเข้าห้อง ICU &amp;nbsp;ห้องอะไรก็ได้ที่รอด ส่วนเอกสารเอาทีหลังได้ไหม อยากได้แค่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายแพทย์ พงษ์วิทย์ &amp;nbsp;วัชรกิตติ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร กล่าวว่า &amp;nbsp;ขอนำเรียนชี้แจงจากการเสียชีวิตของนางสาว อัมภิกา สุพร ซึ่งเป็นการตั้งครรภ์เป็นท้องที่ 2 สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจากมดลูกปลิอาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อน ทำให้เลือดออกในช่องท้อง ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะช็อกเสียชีวิต จากการดูประวัติเดิม จะเห็นว่าในรายนี้ก็มีความเสี่ยง ครรภ์แรกตั้งครรภ์เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 และอีกไม่นานประมาณ 5 เดือน ก็มาตรวจที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ปรากฏว่ามีการตั้งครรภ์เป็นครั้งที่ 2 คือครรภ์นี้ ถ้าเกิดตั้งครรภ์ติดกันไม่เกิน 2 ปี ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะมดลูกปลิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกประเด็นหนึ่ง การดูแลคนไข้รายนี้ คนไข้ได้มาที่โรงพยาบาลเมื่อเวลา 16.30 น. ในวันที่ 27 ธ.ค. จากนั้นไม่กี่นาทีทีมคณะแพทย์ห้องฉุกเฉิน ได้เข้าไปดูก็พบว่า คนไข้มีอาการหอบ ค่อนข้างเยอะ และซีด ตอนนั้นความดันไม่ตก มีภาวะซีด ระหว่างที่ให้การดูแลมีการให้น้ำเกลือ เจาะเลือด การให้ออกซิเจนคนไข้อยู่ ไม่ถึง 15 นาที คนไข้เกิดหยุดหายหัวใจหยุดเต้น ทางทีแพทย์ห้องฉุกเฉินนอกจากได้ปั๊มหัวใจคนไข้ ได้ฟื้นคืนชีพ ก็ได้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่หมอสูติกรรม ก็ได้มาดูอย่างรวดเร็ว ประมาณ 15-16 นาที มีหมอทางด้าน อายุรกรรม ทางด้านหัวใจเข้ามาดูด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากการอัลตร้าซาวด์ &amp;nbsp;เบื้องต้นคิดว่าอาจจะเป็นภาวะที่มีเลือดออกในช่องท้อง เนื่องจากมดลูกปลิ ทางทีมแพทย์ยังได้ปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมด้วย &amp;nbsp;ว่าร่วมกันตัดสินใจจะทำการผ่าตัดในรายนี้ไหม แต่ในช่วงที่ดูแลอยู่ คนไข้ก็มีหัวใจหยุดเต้น 6 ครั้ง ในแต่ละครั้งทีมแพทย์ได้ปั๊มหัวใจช่วยชีวิต ทางแพทย์ปั๊มหัวใจ 6 ครั้ง กินเวลาไป 2 ชั่วโมง และไม่สามารถดมยาสลบผ่าตัดได้ รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง แต่ก็ประเมินแล้ว อยู่ในภาวะฉุกเฉิน เร่งด่วนจริง พยายามจะยื้อชีวิตอย่างเต็มที่แล้วก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88293</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครรภ์เป็นพิษ, จังหวัดมุกดาหาร, ร้องศูนย์ดำรงธรรม, โรงพยาบาลมุกดาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201229/image_big_5feac83f786b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2020 18:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2020 18:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนังคนละม้วน! ลูกสาวแจงปมแบ่งมรดกไล่พ่อวัย80ออกจากบ้านไปอยู่กระต๊อบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกสาวยืนยันไม่ได้ทอดทิ้งและไล่พ่อออกจากบ้านตามที่ร้องเรียน พร้อมสาบานลูกทุกคนดิ้นรนทำงานรับจ้างต่างจังหวัดส่งเงินดูแลพ่อทุกเดือน ชี้พ่อสร้างเรื่องเพราะไม่พอใจที่ลูกไม่ให้เอาเงินไปให้ผู้หญิงที่พ่อไปติดพัน วอนสังคมเห็นใจ ขณะ ผญบ.เป็นปัญหาพิพาทในครอบครัวเคยไปไกล่เกลี่ยหลายครั้ง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้บานปลาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ.63 -&amp;nbsp;จากกรณีที่คุณตาเที่ยง อายุ 80 ปี ชาวตำบลสะแกซำ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดให้ช่วยเหลือ โดยคุณตา ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อปี 2557 หลังจากภรรยาได้เสียชีวิตลง ก็เกิดปัญหาภายในครอบครัวเรื่องที่ดินมรดกที่เป็นชื่อของภรรยา โดยอ้างว่า หลังจากแบ่งสันปันส่วนโอนให้ลูกทั้ง 6 คนแล้ว ลูกก็ไม่เหลียวแลและไล่ออกจากบ้านตัวเอง จนต้องไปปลูกกระต๊อบเล็กๆอาศัยอยู่คนเดียว กระทั่งล่าสุดตาเที่ยง ผู้เป็นพ่อ จะไปสูบน้ำออกเพื่อจับปลาในสระไปขาย แต่กลับถูกลูกต่อว่าห้ามไม่ให้สูบ โดยอ้างว่า พ่อไม่มีสิทธิเพราะสระและที่ดินดังกล่าวเป็นของลูก จนเกิดการโต้เถียงกันรุนแรง ถึงขั้นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ทำให้ลูกไม่พอใจจึงได้ตัดน้ำตัดไฟออกจากกระต๊อบที่พ่อปลูกอาศัยอยู่ปัจจุบันตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงไปดูพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาท พบว่า มีบ้านอยู่จำนวน 3 หลัง หลังหนึ่งเป็นของพ่อที่เคยอาศัยอยู่กับแม่และลูกสาวคนโตตอนยังมีชีวิต ส่วนอีก 2 หลัง ก็เป็นของลูก ส่วนกระต๊อบก็ปลูกอยู่ไม่ห่างจากตัวบ้าน ติดกับสระที่เกิดปัญหาพิพาท แต่ลูกๆของคุณตาไม่อยู่บ้านเพราะไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวจึงได้โทรศัพท์สอบถาม นางเอ (นามสมมุติ) ลูกสาวคนโต ซึ่งทำงานอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี ก็ได้ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นว่า ลูกๆทุกคนไม่ได้ทอดทิ้งและไม่มีใครไล่พ่อออกจากบ้านตามที่พ่อร้องเรียนกล่าวหาเลย แต่ยอมรับว่าหลังจากที่แม่เสียชีวิตเมื่อปี 2557 ก็เริ่มมีปัญหาในครอบครัวเพราะพ่อมาขอเงินจากลูกๆ จะเอาไปขอผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งพ่อไปติดพันอยู่ แต่ลูกเห็นว่าแม่พึ่งเสียไปจึงไม่เห็นด้วยที่พ่อจะเอาเงินไปให้กับผู้หญิงคนอื่น ลูกจึงไม่ได้ให้เงินพ่อไป ก็ทำให้พ่อไม่พอใจและพยายามหาเรื่องลูกๆ มาตลอด แต่ลูกก็เห็นว่าเป็นพ่อก็ไม่ได้โกรธเคือง ก็ดูแลพ่อมาตลอดตามกำลังของลูกแต่ละคนที่ทำงานรับจ้างหาเงินได้ และช่วงที่ไปทำงานต่างจังหวัด ลูกๆก็ส่งเงินมาให้พ่อใช้ทุกเดือน โดยที่ให้หลานชายคอยดูแลตาอยู่ที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกสาว ยืนยันว่า ไม่มีลูกคนไหนไล่พ่อออกจากบ้านตามที่พ่อกล่าวหา ส่วนที่พ่อไปอยู่ในกระต๊อบเพราะพ่ออยากไปอยู่เอง และบ้านที่ลูกสร้างไว้ พ่อก็สามารถไปอยู่ได้ทุกหลัง ก็ไม่คิดว่าพ่อจะไปร้องเรียนกล่าวหาใส่ร้ายลูกๆ แบบนี้ ตอนนี้ลูกทุกคนเสียใจมากเพราะโดนกระแสโซเชียลต่อว่าวิจารณ์เส่ียหาย&amp;nbsp;ก็อยากจะวิงวอนขอความเห็นใจจากสังคมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนาง เอ ยังท้าสาบานด้วยว่า หากลูกๆ ไม่ดูแลพ่อจริงก็ขอให้มีอันเป็นไป แต่หากลูกดูแลเลี้ยงดูพ่อเป็นอย่างดีก็ขอให้เจริญรุ่งเรือง ก็อยากจะขอร้องให้พ่อหยุดใส่ร้ายลูกเพราะไม่ได้เป็นความจริงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเฉลิม วนรัมย์ ผู้ใหญ่บ้าน บอกว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาพิพาทกันในครอบครัว และเรื่องที่ดินที่ผ่านมาทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ก็ไปไกล่เกลี่ยหลายครั้ง แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่เรื่อยๆ ส่วนเรื่องที่ตาไปร้องเรียนว่า ถูกลูกไล่ออกจากบ้านนั้นก็ไม่ทราบว่า ข้อเท็จจริงเป็นยังไง เพราะถามพ่อก็พูดอย่าง ลูกก็บอกอีกอย่าง แต่ส่วนตัวในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็อยากให้ทั้งพ่อและลูกได้พูดคุยปรับความเข้าใจกัน ไม่อยากให้ทะเลาะกันเพราะยังไงก็พ่อลูกกัน หากเป็นไปได้ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพูดคุยไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายเพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58341</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดบุรีรัมย์, ดราม่า, ปมแบ่งมรดก, ปัญหาครอบครัว, ร้องศูนย์ดำรงธรรม, ลูกทิ้งพ่อ, ไล่พ่อออกจากบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e579f45dc3db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องศูนย์ดำรงธรรมสอบหมอลืมผ้าก๊อซในท้องคนไข้สุดท้ายเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.61 -&amp;nbsp;ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น นายวสันต์ ชูชัย ทนายความอาสาประจำ จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย นางบุญถม ลายภูเขียว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15/3 หมู่ 3 ต.ภูห่าน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น เดินทางเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม จ.ขอนแก่น เพื่อขอความช่วยเหลือกรณีแพทย์มีความบกพร่องในการรักษานายแอ๊ด ลายภูเขียว อายุ 53 ปี จนเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ภายในโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยเจ้าหน้าที่ลงบันทึกและรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวตามลำดับขั้นตอน พร้อมตรวจสอบเอกสารหลักฐาน โดยเฉพาะหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเขียนที่โรงพยาบาลรัฐในการยินยอมชดเชยค่าเสียหายจากการรักษา รวมทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางบุญถม ลายภูเขียว อายุ 43 ปีน้องสาวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า การที่ครอบครัวตัดสินใจเข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมจากการรักษาที่ทำให้พี่ชายเสียชีวิต โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พี่ชายมีอาการปวดท้อง เป็นไข้ จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยทีมแพทย์ได้ทำการรักษาและระบุว่าเป็นโรคฝีในไต แพทย์จึงมีคำสั่งให้รักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยนอนพัก 3 วัน แพทย์จึงมาพบญาติและบอกว่าพี่ชายมีเนื้องอกในไต ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งญาติก็ได้ตกลงรักษาคนไข้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านเพื่อไปพักฟื้นดูอาการ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์ หรือช่วงกลางเดือน ก.ค. พี่ชายได้มีอาการทรุดลงมีอาการนูนที่ท้อง ปวดท้อง รับประทานอะไรไม่ได้ ครอบครัวจึงนำตัวส่ง รพ.สีชมพู เพื่อทำการรักษา ซึ่งทีมแพทย์ได้อัลตราซาวด์ท้องก็พบผ้าก๊อซอยู่ภายในท้อง จึงรีบทำเรื่องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดิมที่ทำการรักษาก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อพี่ชายถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดิม ทีมแพทย์รีบผ่าตัดเอาผ้าก๊อซออก แต่พี่ชายมีอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด ต้องอยู่ห้องไอซียูนานถึง 13 วัน ก่อนจะมาพักฟื้นที่ห้องพิเศษต่ออีก 2 วัน จากนั้นแพทย์ก็ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ทั้งที่อาการของพี่ชายยังคงน่าห่วง โดยก่อนที่จะอนุญาตให้กลับบ้านนั้น แพทย์เจ้าของไข้ให้ทำเอกสารสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเขียนขึ้นที่โรงพยาบาลดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเนื้อหาระบุว่าเป็นการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายในกรณีที่ทำการผ่าตัดรักษาบกพร่อง เป็นเหตุให้ผู้ป่วยคือพี่ชายของตนเองได้รับความเสียหายและต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลอีกครั้ง โดยโรงพยาบาลได้ชดเชยเงินให้ 40,000 บาท ซึ่งญาติไม่ทราบถึงข้อกฎหมายใดๆ จึงลงนามในเอกสารดังกล่าวเพราะโรงพยาบาลบอกว่าเป็นค่าชดเชยจากการรักษาที่บกพร่อง แต่เมื่อพี่ชายกลับมาบ้านพักอาการก็ทรุดลง เดินไม่ได้จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางบุญถม กล่าวว่า &amp;nbsp;ครอบครัวตัดสินใจปรึกษาทนายความ เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมเพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชดเชยค่าเสียหายจากการรักษาดังกล่าวเพราะขณะนี้พี่ชายได้เสียชีวิตลงแล้ว ซึ่งนอกจากต้องการให้แพทย์แสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ยังต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งการเรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษาดังกล่าวเป็นเงิน 300,000 บาท แยกเป็นค่าจัดการศพ 100,000 บาท และค่าเสียหาย 200,000 บาท โดยหวังว่าศูนย์ดำรงธรรมจะให้การช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ที่ห่างไกลตัวเมืองตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวสันต์ ชูชัย ทนายความอาสา กล่าวว่า ต้องการให้มีตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกิดขึ้น จากนี้ไปเป็นขั้นตอนของศูนย์ดำรงธรรมในการนัดทุกฝ่ายมาเจรจากัน ส่วนคดีความนั้นต้องรอผลการพิสูจน์อีกครั้ง เพราะหากเป็นการกระทำผิดที่เกิดขึ้นจากการรักษาจริงแพทย์เจ้าของไข้ก็จะถูกดำเนินคดีในข้อหากระทำการประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้ครอบครัวของผู้เสียหายนั้นยังคงเก็บศพของผู้ตายไว้จนกว่าการตรวจสอบใดๆจะแล้วเสร็จ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18412</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอนแก่น, รพ.ดังขอนแก่น, ร้องศูนย์ดำรงธรรม, ลืมผ้าก๊อซในท้องคนไข้, หมอลืมผ้าก๊อซ, เรียกร้องค่าเสียหาย, เอาผิดหมอบกพร่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa123fc5c09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2018 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2018 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาวชุมพรร้องทุกข์อิทธิพลมืดลอบจมเรือนำเที่ยว-ยิงแม่สาหัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ค.61 -นางสาวผกาวรรณ แจ่มจำรัส อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/11 หมู่ที่ 7 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร &amp;nbsp;พร้อมด้วยนายนรากร อุ่นใจ อายุ 58 ปี ผู้เป็นลุง ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความช่วยเหลือต่อนายดุสิต ศักรกานต์ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร ระบุว่า แม่ของน.ส.ผกาวรรณ ชื่อ นางสาวอุมาพร หลิมทอง อายุ 39 ปี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;รองจิ๋ม&amp;rdquo; ปัจจุบันเป็นรองประธานสภา อบต.ปากคลอง อ.ปะทิว ได้ถูกคนร้ายลอบยิงด้วยปืนลูกซองที่หน้าบ้านพักเมื่อคืนวันที่ 20 มิ.ย.61 อาการสาหัส ขณะนี้ยังนอนรักษาตัวอยู่ห้องไอซียู รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ผกาวรรณกล่าวว่า ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. ตำรวจได้จับกุมน้าชายของแม่ตน ชื่อนายสมโภชน์ อุบลกาญจน์ หรือ &amp;ldquo;กำนันจ้ง&amp;rdquo; อายุ 51 ปี เป็นกำนันตำบลปากคลอง ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดนไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณโดยไม่มีเหตุอันควร ยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน &amp;nbsp;ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะนี้ฝากขังผัดแรกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดชุมพร ส่วนผู้ต้องหาตามหมายจับอีก 1 คน ยังหลบหนี ชื่อนายสุรพล หลิมทอง อายุ 36 ปี เป็นน้องชายแท้ๆของแม่ตนโดยบุคคลทั้งสองได้ร่วมกันพยามฆ่าแม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ร้องกล่าวต่อไปว่า แม้ขณะนี้นายสมโภชน์จะถูกจับกุม ส่วนนายสุรพลผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุยังหลบหนีอยู่ ก็ปรากฏว่ายังมีพรรคพวกบริวารของผู้ต้องหา เข้าไปลักตัดปาล์มในสวนของแม่ตนอีกด้วย เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 1 ก.ค.61 เรือนำเที่ยวทางทะเลขนาด 40 ที่นั่ง มูลค่านับล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกิจ &amp;ldquo;กินปูห้อยขาราชาชุมพร&amp;rdquo; ที่ใครๆก็รู้จักไปทั่ว จอดเทียบท่าอยู่ตามปกติบริเวณหน้าหมู่บ้านเกาะเตียบ ได้จมลงก้นทะเล ซึ่งตนได้ว่าจ้างคนมากู้เรือ เมื่อตรวจสอบภายในเรือพบว่าวาล์วน้ำซึ่งเป็นวาล์วสำหรับปั๊มน้ำทะเลใต้ท้องเรือเข้ามาหมุนเวียนในเรือ ถูกเปิดวาล์วทิ้งไว้ทั้ง 3 ตัว จนน้ำไหลทะลักเข้ามาเต็มท้องเรือและจมลงที่สุด และตอนนี้ยังมีบริวารของกำนันผู้มีอิทธิพลและผู้ต้องหาที่หลบหนี ยังได้คอยติดตามตนจนไม่กล้าอยู่บ้าน ต้องหลบซ่อนเปลี่ยนที่อยู่อาศัยตลอดเวลา จึงมาขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรม และหลังจากนี้จะไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับผู้บัญชาการมณฑลทหารบทที่ 44 ชุมพร ให้ช่วยเหลืออีกทางด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายดุสิต กล่าวว่า จะประสานผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการช่วยเหลือและลงตรวจสอบในพื้นที่ พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าของคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความปลอดภัยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ น.ส.อุมาพร หลิมทอง หรือ &amp;ldquo;รองจิ๋ม&amp;rdquo; รองประธานสภา อบต.ปากคลอง เจ้าของธุรกิจเรือนำเที่ยว &amp;ldquo;กินปูห้อยขาราชาชุมพร&amp;rdquo; ธุรกิจขึ้นชื่อของ จ.ชุมพร ถูกลอบยิงบาดเจ็บสาหัสขณะนี้อาการยังไม่พ้นขีดอันตราย สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากความขัดแย้งระหว่างวงตระกูลในเครือญาติที่มีมานานนับ 10 ปี จากกรณีพิพาทเรื่องที่ดินสวนปาล์มทั้งที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์หลายร้อยไร่ในพื้นที่ตำบลปากคลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12671</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจเรือนำเที่ยวชุมพร, ร้องศูนย์ดำรงธรรม, ลูกสาวรองประธานอบต.ปากคลอง, หวั่นอิทธิพลมืด, อบต.ปากคลอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3b7a0497fa0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกสาว&#039;รองจิ๋ม&#039;ร้องถูกอิทธิพลมืดคุุกคาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ลูกสาว &amp;quot;รองจิ๋ม&amp;quot; รองประธาน อบต.ร้องศูนย์ดำรงธรรม หวั่นอิทธิพลมืดคุกคามหลังแม่ถูกยิงปางตาย เผยตัวเองถูกติดตามข่มขู่ ล่าสุดลอบจมเรือนำเที่ยวมูลค่านับล้านเสียหายทั้งลำ ชีวิตต้องอยู่อย่างหลบซ่อนหวั่นถูกฆ่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ น.ส.ผกาวรรณ แจ่มจำรัส อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/11 หมู่ที่ 7 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร พร้อมด้วยนายนรากร อุ่นใจ อายุ 58 ปี ผู้เป็นลุง ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความช่วยเหลือต่อนายดุสิต ศักรกานต์ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร ระบุว่า แม่ของ น.ส.ผกาวรรณ ชื่อ น.ส.อุมาพร หลิมทอง อายุ 39 ปี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;รองจิ๋ม&amp;rdquo; ปัจจุบันเป็นรองประธานสภา อบต.ปากคลอง อ.ปะทิว ได้ถูกคนร้ายลอบยิงด้วยปืนลูกซองที่หน้าบ้านพักเมื่อคืนวันที่ 20 มิ.ย.61 อาการสาหัส ขณะนี้ยังนอนรักษาตัวอยู่ห้องไอซียู รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ผกาวรรณกล่าวว่า ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. ตำรวจได้จับกุมน้าชายของแม่ตน ชื่อนายสมโภชน์ อุบลกาญจน์ หรือ &amp;ldquo;กำนันจ้ง&amp;rdquo; อายุ 51 ปี เป็นกำนัน ต.ปากคลอง ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะนี้ฝากขังผลัดแรกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดชุมพร ส่วนผู้ต้องหาตามหมายจับอีก 1 คนยังหลบหนี ชื่อนายสุรพล หลิมทอง อายุ 36 ปี เป็นน้องชายแท้ๆ ของแม่ตน โดยบุคคลทั้งสองได้ร่วมกันพยายามฆ่าแม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ร้องกล่าวต่อไปว่า แม้ขณะนี้นายสมโภชน์จะถูกจับกุม ส่วนนายสุรพล ผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุยังหลบหนีอยู่ ก็ปรากฏว่ายังมีพรรคพวกบริวารของผู้ต้องหาเข้าไปลักตัดปาล์มในสวนของแม่ตนอีกด้วย เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 1 ก.ค.61 เรือนำเที่ยวทางทะเลขนาด 40 ที่นั่ง มูลค่านับล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกิจ &amp;ldquo;กินปูห้อยขาราชาชุมพร&amp;rdquo; ที่ใครๆ ก็รู้จักไปทั่ว จอดเทียบท่าอยู่ตามปกติบริเวณหน้าหมู่บ้านเกาะเตียบ ได้จมลงก้นทะเล ซึ่งตนได้ว่าจ้างคนมากู้เรือ เมื่อตรวจสอบภายในเรือพบว่าวาล์วน้ำซึ่งเป็นวาล์วสำหรับปั๊มน้ำทะเลใต้ท้องเรือเข้ามาหมุนเวียนในเรือ ถูกเปิดวาล์วทิ้งไว้ทั้ง 3 ตัว จนน้ำไหลทะลักเข้ามาเต็มท้องเรือและจมลงที่สุด และตอนนี้ยังมีบริวารของกำนันผู้มีอิทธิพลและผู้ต้องหาที่หลบหนียังได้คอยติดตามตนจนไม่กล้าอยู่บ้าน ต้องหลบซ่อนเปลี่ยนที่อยู่อาศัยตลอดเวลา จึงมาขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรม และหลังจากนี้จะไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับผู้บัญชาการมณฑลทหารบทที่ 44 ชุมพร ให้ช่วยเหลืออีกทางด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายดุสิตกล่าวว่า จะประสานผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการช่วยเหลือและลงตรวจสอบในพื้นที่ พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าของคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความปลอดภัยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ น.ส.อุมาพร หลิมทอง หรือ &amp;ldquo;รองจิ๋ม&amp;rdquo; รองประธานสภา อบต.ปากคลอง เจ้าของธุรกิจเรือนำเที่ยว &amp;ldquo;กินปูห้อยขาราชาชุมพร&amp;rdquo; ธุรกิจขึ้นชื่อของ จ.ชุมพร ถูกลอบยิงบาดเจ็บสาหัสขณะนี้อาการยังไม่พ้นขีดอันตราย สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากความขัดแย้งระหว่างวงตระกูลในเครือญาติที่มีมานานนับ 10 ปี จากกรณีพิพาทเรื่องที่ดินสวนปาล์มทั้งที่มีเอกสารสิทธิและไม่มีเอกสารสิทธิหลายร้อยไร่ในพื้นที่ตำบลปากคลอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12670</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมพร, ดุสิต ศักรกานต์, นรากร อุ่นใจ, ผกาวรรณ แจ่มจำรัส, ร้องศูนย์ดำรงธรรม, สุรพล หลิมทอง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุมาพร หลิมทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3b7cd8262db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 13:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น้องแบม&#039;เหยื่อเมจิกสกินร้อง&#039;บิ๊กตู่&#039;ยึดทรัพย์เจ้าของแบรนด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค.61- ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล (ฝั่ง กพ.)&amp;nbsp;
น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือ น้องแบม &amp;nbsp;นิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นผู้ออกมาเปิดเผยทุจริตศูนย์คนไร้ที่พึ่งขอนแก่น ของกระทรงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และเป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในเครือบริษัทเมจิก สกิน จำกัด (ผลิตภัณฑ์ตรีชฎา) พร้อมด้วยผู้เสียหายประมาณ 50 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านนายสาธิต สุทธิเสริม หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน ศูนย์บริการประชาชน เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับบริษัทเมจิก สกิน จำกัด หลังตกป็นเหยื่อถูกหลอกให้เสียเงินจากการสั่งซื้อสินค้าหรือสมัครเป็นตัวแทนหลักจนสูญเสียเงินเป็นมูลค่าหลายล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ปณิดา กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นตัวแทนขายให้กับผลิตภัณฑ์ตรีชฎา ในเครือบริษัทเมจิก สกิน จำกัด โดยเริ่มเป็นตัวแทนจำหน่าย เมื่อเดือนมี.ค.60 แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่าน อย.ก็มีการเจรจาหลายครั้ง โดยขอเงินคืนจากบริษัทแต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาโดยบริษัทพยายามยัดเยียดผลิตภัณฑ์อื่นที่มีปัญหาเหมือนกันมาให้ขายแทนการจ่ายเงินสดคืนซึ่งผู้ขายไม่ยอมเพราะต้องการคืนเงินสด และตอนนี้ทุกคนเดือดร้อน อีกทั้งแบรนด์สินค้ามีพฤติกรรมที่อาจจะฉ้อโกงประชาชน จากการเชิญชวนให้สมัครเป็นตัวแทนหลักและมีระบบการขายแบบไม่เหมือนใคร จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็น วีไอพี ซุปเปอร์วีไอพีจนเป็นดีลเลอร์ ตามลำดับ ซึ่งจะต้องสต็อกสินค้าล็อตแรกจำนวน 1,000 ซองและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆจนถึง 50,000 ซอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สาเหตุที่เดินทางเข้ามายื่นเรื่อง เพื่อเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการเร่งรัดในการดำเนินคดีการผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือบริษัทเมจิก สกิน จำกัด พร้อมยึดทรัพย์เจ้าของบริษัทเมจิก สกิน จำกัด เพื่อนำเงินมาเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายในทุกแบรนด์ของบริษัทเมจิก สกิน จำกัด&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8670</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, น้องแบม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร้องศูนย์ดำรงธรรม, เมจิก สกิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5aeff5455b70d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2018 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2018 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านสุดทนร้องย้ายบ่อขยะเทศบาลก่อมลพิษ สูดดมกลิ่นเหม็นเจ็บป่วยอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชาวบุรีรัมย์ สุดทนร้องย้ายบ่อขยะเทศบาล หลังทนสูดดมกลิ่นเหม็น มลพิษเจ็บป่วย เดือดร้อนมากว่า 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ตัวแทนชาวบ้านและเกษตรกร 3 หมู่บ้าน ต.ทุ่งกระตาดพัฒนา อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ที่มีบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรอยู่ใกล้กับบ่อขยะของทางเทศบาลตำบลหนองกี่ เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ ต่างสุดทนได้ร่วมกันออกมาร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาสำรวจช่วยเหลือย้ายบ่อขยะแบบบ่อฝังกลบดังกล่าวออกไปจากพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลังต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็นเน่าของขยะที่หมักหมม ทั้งยังได้รับผลกระทบจากกลิ่นควันไฟที่ไหม้ขยะคละคลุ้ง ที่สำคัญยังต้องเสี่ยงกับเชื้อโรค และมลพิษที่ถูกชะล้างออกจากบ่อขยะที่ไม่ได้จัดการอย่างถูกวิธี ทำให้ชาวบ้านโดยเฉพาะเด็ก คนชรามีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ปวดศีรษะ อาเจียนเชื่อว่าเกิดจากสารพิษตกค้างในร่างกาย และทำให้ผลผลิตทางการเกษตรกรเสียหายอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชาวบ้านต้องทนเดือดร้อนกับบ่อขยะเจ้าปัญหาดังกล่าวมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปีแล้วเคยร้องเรียนไปยังทางเทศบาลตำบลหนองกี่ ที่ขออนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าวในการทำบ่อขยะแบบฝังกลบเข้ามาหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน แต่ก็ไม่มีการดำเนินการแก้ไขใดๆ ทำให้ชาวบ้านต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็น และมลพิษจากบ่อขยะดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้ จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเป็นไปได้ก็อยากให้ย้ายบ่อขยะดังกล่าวออกจากพื้นที่ เพื่อลดกระทบให้กับชาวบ้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;น.ส.ศิริพร จิตกลาง ตัวแทนชาวบ้านบ้านศรีสง่า บอกว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็น เสี่ยงต่อเชื้อโรคจากแมลงวันที่มาตอมกองขยะ และมลพิษจากกองขยะสะสมจำนวนมากมานานหลายปีแล้ว หลายคนมีอาการเจ็บป่วย ที่ผ่านมาเคยร้องขอให้ทางเทศบาลดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเพื่อลดผลกระทบให้กับชาวบ้านหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขใดๆ แต่กลับมีกระแสข่าวว่าทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐ ได้พยายามที่จะเดินหน้าจัดสร้างศูนย์รวมกำจัดขยะบริเวณดังกล่าว โดยไม่สนใจความเดือดร้อนชาวบ้าน ซึ่งหากการร้องเรียนในครั้งนี้ไม่เป็นผล ชาวบ้านที่เดือดร้อนก็จะรวมตัวกันไปร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและนายกรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นางปัญญา โนนกระโทก บอกว่า ได้รับผลกระทบจากบ่อขยะดังกล่าวมากว่า 20 ปีแล้ว เพราะตนเองมีพื้นที่การเกษตรอยู่ติดกับบ่อขยะ ทำให้มีเศษขยะปลิวมาตกในพื้นที่ปลูกมัน ทำให้ผลผลิตแคระแกรนบางส่วนก็เสียหาย เชื่อว่าเกิดจากสารพิษสะสมจากกองขยะดังกล่าว จึงอยากร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยการกำจัดให้ถูกวิธี หรือย้ายไปทิ้งที่อื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสุติ พันธุ์สัมฤทธิ์ นายก อบต.ทุ่งกระตาดพัฒนา กล่าวว่า พื้นที่บ่อขยะดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ของ ต.ทุ่งกระตาดพัฒนา แต่บ่อขยะที่ชาวบ้านร้องเรียนทางเทศบาลตำบลหนองกี่ เป็นผู้ขออนุญาตใช้พื้นที่ทำบ่อขยะแบบฝังกลบ ดังนั้นทาง อบต.ทุ่งกระตาด จึงไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการใดๆ ทำได้เพียงรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านและประสานหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบให้มาตรวจสอบ และหาแนวทางแก้ไขช่วยเหลือชาวบ้านเท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆได้ จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;xgmail-msonospacing&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5054</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวบ้านดมกลิ่นขยะ, บุรีรัมย์, บ่อขยะเทศบาลตำบลหนองกี่, ร้องศูนย์ดำรงธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aa9f03963328.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
