<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกสภาเภสัชกรรมแจงเงื่อนไข &#039;ร้านขายยา&#039; ช่วยกระจายชุดตรวจโควิด ATK ฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20ส.ค.64-รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวถึงแนวทางการให้ร้านขายยาเป็นจุดกระจายชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ฟรี 8.5 ล้านชิ้นให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศตามมติบอร์ด สปสช. ว่า ร้านขายยาที่จะเป็นจุดกระจายชุดตรวจ ATK นั้นจะต้องเป็นร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ที่มีเภสัชกรประจำตลอดเวลาทำการ และต้องเปิดทำการอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันรวมไปถึงต้องขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่จะได้รับชุดตรวจ ATK จะต้องเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ครอบครัวมีผู้ติดเชื้อ หรือเดินทางไปในที่ที่มีผู้ติดเชื้อ รวมไปถึงผู้ที่มีอาการคล้ายโรคโควิด-19 เช่น ไอ มีไข้ เป็นต้น โดยเมื่อก่อนถ้าในครอบครัวมีผู้ติดเชื้อ ทุกคนจะวุ่นวายในการหาที่ตรวจ RT-PCR และต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้ผล ซึ่งการใช้ชุดตรวจ ATK จะทำให้รู้ผลไวขึ้น รวมไปถึงสามารถค้นหาผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยงเราไม่ได้อยากให้ออกมาเดินกับผู้อื่น เนื่องจากเมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยงก็ควรจะต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน ฉะนั้น สปสช. จึงมีระบบสำหรับกลุ่มเสี่ยงเพื่อขึ้นทะเบียนก่อน&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ. จิราพร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ.จิราพร กล่าวต่อว่า เมื่อขึ้นทะเบียนเสร็จสิ้น สปสช. จะแจกจ่ายรายชื่อไปตามร้านยาใกล้บ้าน หรือตามความจำนงของผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้ โดยร้านขายยาจะติดต่อไปยังกลุ่มเสี่ยงเพื่อซักถามอาการ หรือข้อมูลเพื่อยืนยันว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงจริงผ่านทางโทรศัพท์ หรือไลน์แอปพลิเคชัน จากนั้นจะดำเนินการส่งชุดตรวจ ATK ไปให้ที่บ้าน พร้อมคำแนะนำและอธิบายให้เข้าใจถึงวิธีการตรวจโควิดด้วยตนเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการตรวจแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรจะต้องถ่ายรูปส่งกลับมาที่ร้านขายยา เมื่อร้านขายยาพบว่ามีผลเป็นลบ (ไม่ติดเชื้อ) ก็จะแนะนำให้กักตัวที่บ้าน และอีก 3-5 วันก็จะดำเนินการส่งชุดตรวจ ATK ไปให้อีกครั้งเพื่อยืนยันผลตรวจอีกทีหนึ่ง ในกรณีเมื่อตรวจแล้วพบว่าผลเป็นบวก (ติดเชื้อ) เภสัชกรจะสอบถามอาการเพื่อประเมินกลุ่มอาการเขียว-เหลือง-แดง ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มอาการสีเขียวสามารถรักษาตัวที่บ้าน (Home isolation) ได้ ซึ่งเภสัชกรจะจัดชุดยาที่ใช้รักษาตามอาการส่งให้ที่บ้านพร้อมติดตามอาการทุกวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ถ้าไม่สามารถรักษาตัวที่บ้านได้ก็จะแนะนำให้ไปรักษาในชุมชน (Community isolation) เนื่องจากกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ผ่านการลงทะเบียนกับทาง สปสช. แล้ว ในกรณีถ้าเป็นกลุ่มอาการสีเหลือง- แดง สปสช.ก็จะทราบว่าต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลใด ซึ่งก็จะทำให้ระบบเดินไปได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นั่นแปลว่าก็จะทำให้หาผู้ติดเชื้อได้เพื่อแยกออกมาจากสังคม ขณะเดียวกันก็ลดโอกาสในการพัฒนาเป็นกลุ่มสีเหลือง-แดงของผู้ป่วยจากการรอเตียง ซึ่งเราก็ส่งยาไปให้ได้เลย&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ.จิราพร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ. จิราพร กล่าวอีกว่า สำหรับการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์โดยร้านขายยาก็จะดำเนินการควบคู่กันไปด้วย โดยร้านขายยาจะเป็นหน่วยบริการที่จะทำ Home isolation สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจแล้วพบผลเป็นบวกและมีอาการ ซึ่งมีการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการที่จะให้ร้านขายยาสามารถกระจายยาเหล่านี้ไปที่ผู้ป่วยได้ ซึ่งก็จะพยายามเริ่มระบบไปพร้อมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ร้านขายยาประเภท ข.ย.1 ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณหลักหมื่นร้าน โดยขณะนี้มีร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 1,000 ร้าน และกำลังทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็จะพยายามประชาสัมพันธ์ให้ร้านขายยาเข้ามาร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะได้ใช้วิชาชีพเภสัชกรรมในการให้บริการ เพื่อช่วยประเทศในการแก้ปัญหาโรคระบาด เพราะเรามีความรู้เรื่องยาเราก็สามารถให้คำแนะนำการใช้ยา-ชุดตรวจที่ถูกต้อง เหมาะสม ทำให้ระบบเดินต่อไปได้ เพราะตรวจได้เร็วก็สามารถที่จะควบคุมการกระจายของโรคได้&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ.จิราพร ระบุ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ภญ.จิราพร กล่าวว่า ระหว่างรอชุดตรวจ ATK ที่ยังไม่มานั้น สปสช. พยายามที่จะประสานกับสภาเภสัชกรรม และ อย. เพื่อทำให้ระบบสามารถเดินได้ ในขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังเตรียมตัว-บริหารจัดการ ส่วนตัวเชื่อว่าเมื่อมีชุดตรวจมาถึง ร้านขายยารวมถึงระบบต่างๆ ก็จะพร้อมและจะสามารถแยกคนที่ติดเชื้อออกจากคนที่ไม่ติดเชื้อ ทำให้การแพร่เชื้อลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ระหว่างรอชุดตรวจ ก็มีการเตรียมงานหลังบ้านให้เรียบร้อย เมื่อไหร่ที่ชุดตรวจมาก็จะสามารถบริหารจัดการได้ด้วยระบบที่โปร่งใส ฉะนั้นก็จะมีระบบการขึ้นทะเบียน และระบบการป้อนข้อมูลก็จะทำให้ทราบว่าชุดตรวจใช้ไปเท่าไหร่ เรามองว่าต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใสและไม่มีข้อกังขากับประชาชน&amp;rdquo; รศ.ดร.ภญ. จิราพร ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114003</URL_LINK>
                <HASHTAG>.จิราพร ลิ้มปานานนท์, ATK, ร้านขายยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611faa7ce7a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดึงร้านขายยาช่วยคุมโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ปรับแผนใหม่ ฝากตัวกับ &amp;quot;ร้านขายยา&amp;quot; สปสช.เตรียมใช้เป็นกลไก แจก ATK 8.5 ล้านชุด ติดตามอาการ จ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ถ้าผลตรวจบวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รองอธิบดีกรมควบคุมโรคเผยแอสตร้า​เซน​เน​ก้า​แจ้งส่งวัคซีนให้ไทยเดือนส.ค.&amp;nbsp; 5.4 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2564 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยในที่ประชุมชี้แจงแนวทางการจ่ายชุดตรวจโควิด Antigen Test Kit (ATK) ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสำหรับร้านยาแผนปัจจุบันประเภท 1 และคลินิกพยาบาล เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2564 ตอนหนึ่งว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้มีมติให้ สปสช.ดำเนินการจัดหาชุดตรวจโควิด Antigen test kit (ATK) จำนวน 8.5 ล้านชุด แจกให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ด้วยเอง ในช่วงเดือน ส.ค.- ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังสิ้นสุดเดือน ก.ย. ก็จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง หากมีความจำเป็นจะต้องซื้อเพิ่ม สปสช.ก็จะดำเนินการ&amp;rdquo; นพ.จเด็จกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จเด็จกล่าวต่อไปว่า คาดว่าสถานการณ์โควิด-19 ในปีงบประมาณหน้าจะยังมีความรุนแรง ฉะนั้นชุดตรวจโควิด ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด จึงเป็นประเด็นสำคัญ โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ชุดตรวจเหล่านั้นกระจายถึงมือประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วและกว้างขวางที่สุด เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สปสช.ถือโอกาสขอความร่วมมือ ชักชวนร้านขายยาเป็นหน่วยกระจายชุดตรวจโควิด ATK เนื่องจากร้านขายยาทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน (ขย.1) นั้นมีจำนวนมาก และน่าจะมีบุคลากรที่คอยแนะนำการตรวจให้กับประชาชนได้ ในกรณีตรวจแล้วพบว่าติดเชื้อหรือผลเป็นบวกก็จะขอความร่วมมือให้ร้านขายยาเป็นกลไกในการให้คำแนะนำในการดูแล หรือส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยวิธี Home isolation (HI)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บอร์ด สปสช.ยังมีมติมอบให้ สปสช.จัดหายาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์เพิ่มเติม ซึ่งถ้าตามข่าวในขณะนี้จะพบว่าผู้ป่วยโควิดจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงยา ด้วยเหตุที่ว่าหน่วยบริการที่ช่วยดำเนินการอาจจะยังน้อยเกินไป หรือระบบการกระจายยายังไม่มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อันนี้เป็นแนวคิดต่อเนื่องว่าถ้าประสบความสำเร็จ เราอาจจะขยายไปสู่การเป็นจุดกระจายยาที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโควิด&amp;nbsp; ถ้าร้านขายยาทั่วประเทศร่วมมือกันก็อาจจะขยายไปสู่การให้ยาผู้ป่วยในบางส่วนได้ หรือถ้าไกลกว่านั้น ก็อาจจะขอให้ร้านขายยามาช่วยทำ Home Isolation ในบทบาทที่ร้านขายยาสามารถทำได้ แต่ทั้งหมดนี้ขอเริ่มที่ชุดตรวจ ATK ก่อน&amp;rdquo; นพ.จเด็จกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ ผู้แทนนายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ สปสช. น่าจะต้องมีรายชื่อ เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ที่มีรายชื่อร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ประกอบด้วย ชื่อร้าน สถานที่ตั้ง และเบอร์ติดต่อ ส่วนตัวคิดว่าหากมีแอป จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดคุยโดยตรงกับร้านขายยาเพื่อลดการเดินทางของประชาชนกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อผู้ป่วยได้รับชุดตรวจ ATK แล้วอาจจะต้องศึกษาวิธีการใช้ผ่านวิดีโอ หรือเอกสารกำกับการใช้งาน ซึ่งอาจจะต้องเฉพาะเจาะจงกับชุดตรวจที่ประชาชนได้ไป เนื่องจากชุดตรวจแต่ละชุดอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ป่วยตรวจเชื้อแล้วก็อาจจะแนะนำให้ส่งเป็นรูป และแจ้งผลการตรวจมาที่ร้านขายยา โดยร้านขายยาก็จะแปลผลและอธิบายเพื่อชี้แจงให้กับผู้ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีผลเป็นบวกและสามารถเข้ารับการรักษาในระบบ Home Isolation ร้านขายยาสามารถดูแลให้คำปรึกษาและติดตามอาการ ตรงนี้ก็จะเป็นบริการที่จะสามารถช่วยผู้ป่วยได้ เพราะผู้ป่วยโควิด-19 หลายรายไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก ซึ่งก็สามารถดูแลตัวเองได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้มีผู้ป่วยหลายรายที่มีผลเป็นบวก และเภสัชกรเองก็ได้มีการโทร. หรือติดตามอาการผ่านไลน์เป็นระยะ ทำให้ผู้ป่วยก็จะสบายใจขึ้น และเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบถ้ายังสามารถดูแลตัวเองได้ ในกรณีที่สะดวกจะกักตัวบ้าน&amp;rdquo; ผศ.รุ่งเพ็ชรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้จัดสรรและกระจายชุดตรวจ Antigen Test Kit ซึ่งรัฐบาลไทยได้รับจากสมาพันธรัฐสวิส จำนวน 1.1 ล้านชุด เพื่อใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสมแล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กระจายชุดตรวจ ATK ซึ่งได้รับจากสมาพันธรัฐสวิส ตามความจำเป็นเร่งด่วน อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้จัดสรรไปยังจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 13 จังหวัด ตามจำนวนผู้ป่วยและความเหมาะสมแล้ว ดังนี้ กรุงเทพมหานครจำนวน 200,000 ชุด, นนทบุรี ปทุมธานี จังหวัดละ 75,000 ชุด, อยุธยา สมุทรสาคร นครปฐม ชลบุรี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา จังหวัดละ 70,000 ชุด, 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา จังหวัดละ 45,000 ชุด และสำรองที่กระทรวงสาธารณสุขจำนวน 150,000 ชุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกรัฐบาลเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับมอบจากสมาพันธรัฐสวิส และได้แจกจ่ายแล้วนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ไทยสามารถควบคุมจำกัดวงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 102 เครื่อง ที่ได้รับมอบจากสมาพันธรัฐสวิส ในโอกาสเดียวกันนี้ จะได้แจกจ่ายตามความเหมาะสมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงป้องกันโควิด-19 ว่า ในเดือน ส.ค.นี้ ทางบริษัท แอสตร้า​เซน​เน​ก้าฯ ​แจ้งมาว่าส่งวัคซีนมาให้ไทยได้ จำนวน 5.4 ล้านโดส ซึ่งใกล้เคียงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 5.3 ล้านโดส ทางกระทรวงสาธารณสุขยังแนะนำ สูตรการฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อ ฉีดวัคซีนซิโนแวค เข็ม 1 แล้วเว้นไป 3 สัปดาห์ จึงฉีดวัคซีนแอสต​ร้า​เซน​เน​ก้า​เป็นเข็ม 2 แล้วประมาณใน 2 สัปดาห์ ภูมิจะขึ้นสูง ใช้ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น และการปรับการรักษาให้ยารักษาโควิด-19 ฟาวิพิราเวียร์เร็วขึ้น ทำให้จำนวนการใช้ยารักษาโควิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 4 ส.ค.2564 มีความต้องการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ วันละ 8.5 แสนเม็ดต่อวัน ได้จัดสรรลงพื้นที่ทั่วประเทศตั้งแต่ 7​ ก.ค. ถึง 4 ส.ค.ไปแล้ว จำนวน 20.5 ล้านเม็ด ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มอบให้องค์การเภสัชกรรมจัดหายาเพิ่มเติม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกิดความมั่นใจ และช่วยชีวิตคนป่วยได้ทันท่วงที โดยใน 3​ เดือนนี้ตั้งแต่ ต.ค.-ธ.ค.2564 ให้จัดหาเพิ่มขึ้นอีก 300 ล้านเม็ด (เดือนละ 100 ล้านเม็ด) โดยเฉพาะเดือน ส.ค.-ก.ย.ให้จัดหา 120 ล้านเม็ด สำหรับยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ให้จัดหาเพิ่มอีก 1 แสนขวด รวมเป็น 2 แสนขวดภายในเดือน ส.ค.นี้ ให้เพียงพอตามเกณฑ์การรักษาใหม่เพื่อกระจายให้ทุกจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเวชภัณฑ์ที่ใช้ประจำ อาทิ หน้ากาก N 95 หน้ากากอนามัย ชุดกาวน์ ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้า หมวกคลุมผม กว่า 11​ รายการ จากข้อมูลมีการใช้เวชภัณฑ์ในแต่ละเดือนมากที่สุดจากทั่วประเทศ เช่น ถุงมือยาง (disposable glove) มีการใช้กว่า 19​ ล้านคู่ รองลงมา หน้ากากอนามัย (surgical mask) กว่า 16​ ล้านชิ้น, หมวกคลุมผม (Disposable cap) 3 ​ล้านชิ้น, ชุดกาวน์ (Coverall &amp;amp; gown) 1.6 ล้านชุด เป็นต้น มีการคาดการณ์การใช้งานเพื่อสำรองให้เพียงพอในการใช้แต่ละเดือน โดยจัดซื้อด้วยงบกลางและงบเงินกู้ มีการจัดสรรไปยังภูมิภาคทุกสัปดาห์ หากพื้นที่ใดไม่เพียงพอ สามารถประสานขอสนับสนุนเวชภัณฑ์เร่งด่วนได้ที่กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112542</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit, Antigen Test Kit (ATK), COVID-19, ฟาวิพิราเวียร์, ร้านขายยา, สปสช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc54e57e16c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112500</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมฝากตัวกับ &#039;ร้านขายยา &#039;สปสช. เตรียมให้เป็นกลไก แจกATK  8.5ล้านชุด ติดตามอาการ จ่ายยา &#039;ฟาวิฯ&#039;ถ้าผลตรวจบวก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
7ส.ค.64-นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยในที่ประชุมชี้แจงแนวทางการจ่ายชุดตรวจโควิด Antigen Test Kit (ATK) ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสำหรับร้านยาแผนปัจจุบันประเภท 1 และ คลินิกพยาบาล เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2564 ตอนหนึ่งว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้มีมติให้ สปสช. ดำเนินการจัดหาชุดตรวจโควิด Antigen test kit (ATK) จำนวน 8.5 ล้านชุด แจกให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ด้วยเอง ในช่วงเดือน ส.ค. - ก.ย. นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังสิ้นสุดเดือน ก.ย. ก็จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง หากมีความจำเป็นจะต้องซื้อเพิ่ม สปสช. ก็จะดำเนินการ&amp;rdquo; นพ.จเด็จ กล่าว&amp;nbsp;
นพ.จเด็จ กล่าวต่อไปว่า คาดว่าสถานการณ์โควิด-19 ในปีงบประมาณหน้าจะยังมีความรุนแรง ฉะนั้นชุดตรวจโควิด ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด จึงเป็นประเด็นสำคัญ โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ชุดตรวจเหล่านั้นกระจายถึงมือประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วและกว้างขวางที่สุด เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ สปสช. ถือโอกาสขอความร่วมมือ ชักชวนร้านขายยาเป็นหน่วยกระจายชุดตรวจโควิด ATK เนื่องจากร้านขายยาทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน (ขย.1) นั้นมีจำนวนมาก และน่าจะมีบุคลากรที่คอยแนะนำการตรวจให้กับประชาชนได้ ในกรณีตรวจแล้วพบว่าติดเชื้อหรือผลเป็นบวกก็จะขอความร่วมมือให้ร้านขายยาเป็นกลไกในการให้คำแนะนำในการดูแล หรือส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยวิธี Home isolation (HI)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บอร์ด สปสช. ยังมีมติมอบให้ สปสช. จัดหายาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์เพิ่มเติม ซึ่งถ้าตามข่าวในขณะนี้จะพบว่าผู้ป่วยโควิดจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงยา ด้วยเหตุที่ว่าหน่วยบริการที่ช่วยดำเนินการอาจจะยังน้อยเกินไป หรือระบบการกระจายยายังไม่มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อันนี้เป็นแนวคิดต่อเนื่องว่าถ้าประสบความสำเร็จ เราอาจจะขยายไปสู่การเป็นจุดกระจายยาที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโควิด ถ้าร้านขายยาทั่วประเทศร่วมมือกันก็อาจจะขยายไปสู่การให้ยาผู้ป่วยในบางส่วนได้ หรือถ้าไกลกว่านั้นก็อาจจะขอให้ร้านขายยามาช่วยทำ Home isolation ในบทบาทที่ร้านขายยาสามารถทำได้ แต่ทั้งหมดนี้ขอเริ่มที่ชุดตรวจ ATK ก่อน&amp;rdquo; นพ.จเด็จ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ผศ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ ผู้แทนนายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะแนะนำคือ สปสช. น่าจะต้องมีรายชื่อ เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ที่มีรายชื่อร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ประกอบด้วย ชื่อร้าน สถานที่ตั้ง และเบอร์ติดต่อ ส่วนตัวคิดว่าหากมีแอปฯ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดคุยโดยตรงกับร้านขายยาเพื่อลดการเดินทางของประชาชนกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อผู้ป่วยได้รับชุดตรวจ ATK แล้วอาจจะต้องศึกษาวิธีการใช้ผ่านวิดีโอ หรือเอกสารกำกับการใช้งาน ซึ่งอาจจะต้องเฉพาะเจาะจงกับชุดตรวจที่ประชาชนได้ไป เนื่องจากชุดตรวจแต่ละชุดอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ป่วยตรวจเชื้อแล้วก็อาจจะแนะนำให้ส่งเป็นรูป และแจ้งผลการตรวจมาที่ร้านขายยา โดยร้านขายยาก็จะแปลผลและอธิบายเพื่อชี้แจงให้กับผู้ป่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีผลเป็นบวกและสามารถเข้ารับการรักษาในระบบ Home isolation ร้านขายยาสามารถดูแลให้คำปรึกษา และติดตามอาการ ตรงนี้ก็จะเป็นบริการที่จะสามารถช่วยผู้ป่วยได้ เพราะผู้ป่วยโควิด-19 หลายรายไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมากซึ่งก็สามารถดูแลตัวเองได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้มีผู้ป่วยหลายรายที่มีผลเป็นบวก และเภสัชกรเองก็ได้มีการโทร หรือติดตามอาการผ่านไลน์เป็นระยะ ทำให้ผู้ป่วยก็จะสบายใจขึ้น และเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบถ้ายังสามารถดูแลตัวเองได้ ในกรณีที่สะดวกจะกักตัวบ้าน&amp;rdquo; ผศ.รุ่งเพ็ชร กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112500</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ยาฟาวิพิราเวียร์, #สปสช., #โควิด19, ATK, ร้านขายยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e2c6f989a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2019 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2019 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MAKRO ลุยปรับโฉมร้านยาครั้งใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค. 2562 นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการแบบครบวงจร ภายใต้กลยุทธ์ของการคัดสรรสินค้าที่หลากหลาย ครบครัน มีคุณภาพดี ในราคาที่คุ้มค่า นับเป็นการตอกย้ำความเป็นคู่คิดทางธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้บริษัทยังได้มีการปรับภาพลักษณ์และรูปแบบของร้านยา แม็คโคร พื้นที่ 220 ตารางเมตรของแม็คโครสาขาสาทร สู่การเป็นร้านเพื่อสุขภาพและความงาม ที่มีการออกแบบใหม่ ทันสมัย สะดวกสบาย เพิ่มสินค้าให้เลือกมากมาย รวมถึงการให้ความสำคัญกับเภสัชกรประจำร้าน หลังพบอัตราการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่หันมาใส่ใจสุขภาพและความงามเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปรับร้านยาดังกล่าว เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้ปรับผังการออกแบบ &amp;nbsp;การจัดวางสินค้า เพิ่มเภสัชกรประจำ เพิ่มรายการสินค้าในกลุ่มเวชภัณฑ์ที่แนะนำโดยเภสัชกร &amp;nbsp;กลุ่มผลิตภัณฑ์และเวชภัณฑ์ทั่วไป รวมแล้วมากกว่า 1,600 รายการ โดยตั้งเป้าหมายให้สาขาสาทร เป็นสาขานำร่อง และมีแผนจะขยายไปสู่สาขาอื่นของบริษัทในรูปแบบแคชแอนด์แครี่ (Cash &amp;amp; Carry) ในอนาคต เพื่อบริการลูกค้าสมาชิกและลูกค้าทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางศิริพร กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจด้านสุขภาพและความงามทั้งระบบ มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 2 แสนล้านบาท &amp;nbsp;ซึ่งหน่วยงานบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้คาดการณ์จำนวนร้านขายยาทั่วประเทศ พบว่ามีมากกว่า 22,000 -23,000 แห่ง ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ 30% และต่างจังหวัด 70% &amp;nbsp;ส่วนใหญ่เป็นแบบสแตนอะโลน ผู้ประกอบการจะเป็นกลุ่มรายกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอี มีสัดส่วนกว่า 80% ของจำนวนร้านขายยาแผนปัจจุบันทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ร้านขายยาในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากตามความต้องการของลูกค้า ที่ หากมีอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นก็สามารถดูแลร่างกายขั้นต้นได้ จากยาและสินค้าทางการแพทย์ที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของเภสัชกร ในราคาเข้าถึงง่าย &amp;nbsp;นอกจากนี้กลุ่มลูกค้าที่สนใจดูแลสุขภาพยังนิยมเลือกซื้อสินค้ากลุ่มอาหารเสริม และสินค้าความงาม เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น &amp;nbsp;โดยร้านเพื่อสุขภาพและความงามของแม็คโคร จะเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ประกอบการ ลูกค้าสมาชิก ได้รับความสะดวกสบายและสามารถประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43619</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), ร้านขายยา, ศิริพร เดชสิงห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190817/image_big_5d577533b5780.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2018 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2018 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน 68% ไม่เชื่อมั่น อาชีพอื่นขายยาแทนเภสัช </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนเกิน 51% ไม่เห็นด้วยเปิดให้อาชีพอื่นขายยา &amp;nbsp;แจง 68%ไม่เชื่อมั่น ชี้รัฐควรแก้ปัญหาการสั่งซื้อยาออนไลน์ และการตั้งร้านขายยาเถื่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ ประชาชนได้ประโยชน์ ?&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 4 กันยายน 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการแก้ พ.ร.บ. ยา (ฉบับใหม่ กรกฎาคม 2561) โดยแก้ไขจาก พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 21 ผู้รับอนุญาตขายส่งยาแผนปัจจุบันต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่งประจำอยู่ ณ สถานที่ขายยา ประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ (เภสัชกรชั้นหนึ่ง หมายความว่า ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาเภสัชกรรม) เป็น พ.ร.บ. ยา (ฉบับใหม่ กรกฎาคม 2561) ให้ตัดข้อความ &amp;ldquo;เภสัชกร&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ&amp;rdquo; ถ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สามารถจัดหา ผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการ มาทำงานแทนได้ และให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ สามารถจ่ายยาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงผลดีหรือผลเสียต่อประชาชนกับการที่ &amp;ldquo;พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่&amp;rdquo; เอื้อประโยชน์ให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ สามารถเปิดร้านขายยาได้เหมือนกับเภสัชกร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.20 ระบุว่า ส่งผลเสีย เพราะ วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพไม่มีความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ เท่ากับเภสัชกรที่จบมาเฉพาะด้าน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ส่งผลทำให้มีร้านขายยาเพิ่มมากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 46.48 ระบุว่า ส่งผลดี เพราะ จะได้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพก็มีความรู้ความสามารถ ไม่น้อยกว่าเภสัชกร และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อยามากขึ้น เนื่องจากในบางครั้งเภสัชกรก็ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องอย่างแพทย์ และร้อยละ 2.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาเกี่ยวกับยาที่ควรปรับปรุงแก้ไขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.08 ระบุว่า การขายยาทางออนไลน์ รองลงมา ร้อยละ 15.92 ระบุว่า การให้วิชาชีพอื่นสามารถเปิดร้านขายยาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ร้อยละ 13.12 ระบุว่า การโฆษณายาอันตราย ร้อยละ 12.80 ระบุว่า การผสมยาถือเป็นการผลิตยาใหม่ต้องมีการควบคุมเข้มงวด ร้อยละ 12.16 ระบุว่า การขายยาชุด ยาแบ่งขาย ร้อยละ 10.80 ระบุว่า การจัดประเภทของยาตามหลักสากล คือ จ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ จ่ายยาโดยเภสัชกร ยาสามัญที่ประชาชนซื้อได้เอง ร้อยละ 0.88 ระบุว่า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาให้บริการด้านยาแก่ประชาชน และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นของประชาชนต่อบุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพว่าจะสามารถจ่ายยา/ขายยาได้เทียบเท่ากับเภสัชกร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.00 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่น เพราะ เภสัชกรมีความรู้ ความชำนาญมากกว่าบุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ เนื่องจากเรียนตรงตามหลักสูตรและตรงกับสายงาน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องการผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะทางในการแนะนำหรือจ่ายยา รองลงมา ร้อยละ 29.44 ระบุว่า เชื่อมั่น เพราะ บุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพมีความรู้ความสามารถเทียบเท่ากับเภสัชกร และร้อยละ 2.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการยอมรับให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพสามารถจ่ายยา/ขายยาโดยไม่มีเภสัชกรควบคุม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.04 ระบุว่า ยอมรับไม่ได้ เพราะ ผู้ที่จะจ่ายยาได้นั้นต้องเป็นเภสัชกร หรือมีเภสัชกรคอยควบคุมการจ่ายยา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่มีความมั่นใจหากเป็นวิชาชีพอื่นที่ไม่ได้จบเฉพาะทาง ไม่มีความเชี่ยวชาญเทียบเท่าเภสัชกร อาจจะจ่ายยาไม่ตรงกับโรคที่เป็นหรือจ่ายยาผิด รองลงมา ร้อยละ 21.12 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะ เป็นการเปิดกว้างในด้านอาชีพมากขึ้น เนื่องจากวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพก็มีความรู้ ความสามารถเทียบเท่ากับเภสัชกร และร้อยละ 1.84 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17120</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายยาออนไลน์, นิด้าโพล, พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่, ร้านขายยา, ให้อาชีพอื่นขายยาได้, ไม่เห็นด้วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180909/image_big_5b9478229304e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย. แจกแจง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่  ประเด็น&quot;ใครจ่ายยา&quot;ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ก.ย.61-นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้เข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในสาระและบทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับนี้ในด้านการจ่ายยาและการขายยา อย. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขอชี้แจงว่า ตามมาตรา 22 (5) ของร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ ที่กล่าวว่า &amp;ldquo;การจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว หรือการจ่ายยาที่การแบ่งจ่ายในกรณีซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ใช้ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายของตน หรือผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ &amp;nbsp;ใช้สำหรับสัตว์ที่ตนป้องกันหรือบำบัดโรค หรือการจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตน โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นั้นหมายถึง การยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตเป็นผู้ขายยา ในกรณีที่แพทย์ ทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์จ่ายยาให้กับผู้ป่วยเฉพาะรายของตนในคลินิก &amp;nbsp; ซึ่งได้ทำการวินิจฉัยแล้วรักษาเท่านั้น และไม่หมายความถึงการขายยาในร้านยาแต่อย่างใด และท้ายบทบัญญัติได้กำหนดว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง&amp;rdquo; นั้น เป็นการเปิดโอกาสไว้รองรับผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ที่อาจสามารถจ่ายยาให้กับผู้ป่วยเฉพาะรายของตนในคลินิกได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการหารืออย่างรอบด้านระหว่างวิชาชีพที่เกี่ยวข้องแล้วจึงดำเนินการเสนอออกกฎกระทรวง และต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ส่วนประเด็นการขายยาในร้านขายยานั้น ผู้รับอนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการถูกแยกออกจากกัน คือ ผู้รับอนุญาตจะเป็นผู้ใดก็ได้ อาจเป็นบุคคลทั่วไปหรือผู้ประกอบวิชาชีพก็ได้ ส่วนผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านขายยา ต้องเป็นเภสัชกรเท่านั้น ไม่ใช่ใครก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ผู้รับอนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการสามารถเป็นคนเดียวกันได้ นั้นคือ &amp;nbsp;กรณีที่เภสัชกรเป็นผู้รับอนุญาตด้วย ทั้งนี้ ผู้รับอนุญาตถูกกำหนดให้มีหน้าที่ต่างๆตามกฎหมาย รวมถึงการจัดหาสถานที่ที่เป็นสัดส่วน เหมาะสม ตามที่กฎหมายกำหนด และการจัดหาผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ (เภสัชกร) &amp;nbsp; มาประจำร้านขายยาตลอดเวลาทำการด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า การจัดตั้งร้านยาไม่ใช่ว่าทำที่ใดก็ได้ และการขายยาจะต้องมีเภสัชกรเป็นผู้ปฏิบัติการตามช่วงเวลาที่ระบุ ยกเว้นไว้แต่เพียง ร้านขายยาประเภทขายยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (ข.ย.2 ตามพ.ร.บ.เดิม) ที่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการอาจเป็นวิชาชีพอื่นหรือผู้ผ่านการอบรมจาก อย. แล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ ยังคงมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการพิจารณาอนุญาตยา และความมั่นคงด้านยาของประเทศเป็นหลัก และขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า การจ่ายยาโดยบุคลากรวิชาชีพ จะกระทำสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตนซึ่งได้ผ่านการวินิจฉัยและรักษาโดยบุคลากรเหล่านั้น ส่วนการขายยาในร้านขายยา จะกระทำสำหรับผู้มารับบริการที่ร้านยา โดยมีเภสัชกรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้าย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16593</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่, ร้านขายยา, ร้านสะดวกซื้อ, อย., ใครจ่ายยาได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180901/image_big_5b8a2d695fc34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 21:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เภสัขฯค้านร่างกม.ให้วิชาชีพอื่นขายยาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก www.med cmu.ac.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ส.ค.61-&amp;nbsp;องค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมค้านร่าง พ.ร.บ.ยา .แก้ไขเปิดทางให้ให้วิชาชีพต่างๆ ขายยาได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิยามยาสามัญประจำบ้านไม่ชัดเจนสร้างความสับสน ไม่แก้ไขการขายยาออนไลน์ จี้ อย.เร่งแก้ไข ก่อนเกิดประท้วงบานปลายทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภก.จิระ วิภาศวงษ์ ประธานชมรมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชมรมฯ เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ยา ฉบับที่ อย.ได้มีการนำเสนอมีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขจำนวนมาก ที่สำคัญร่าง พ.ร.บ.ยานี้ ไม่ได้นำข้อตกลงที่ได้จากการรับฟังก่อนหน้านี้หลายครั้งมาแก้ไข องค์กรวิชาชีพเภสัชกรรม ได้ทำการประท้วงอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ชมรมฯ จึงขอออกแถลงการณ์ ชี้แจงข้อที่ต้องแก้ไขต่อสังคม โดยมีสาระสำคัญ เช่น นิยามยาสามัญประจำบ้านที่ไม่รัดกุม การปล่อยให้วิชาชีพต่างๆ ขายยาได้ การไม่แบ่งประเภทยาตามหลักสากล ให้จดแจ้งยาชีววัตถุ และการโฆษณา เป็นต้น การแก้ไขขาดความรอบคอบด้านการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ตลอดจนไม่คำนึงถึงหลักการที่มีการยอมรับในระดับสากลที่กำหนดให้มีความสมดุลระหว่างผู้สั่งยาและผู้ใข้ยา ทั้งนี้ชมรมฯ ขอเรียกร้องว่า อย.ต้องไม่ทำเพียงการมาแจ้งความคืบหน้าเท่านั้น แต่ต้องตกลงกันว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ใช่แก้ไขตามอำเภอใจ โดยไม่สนใจหลักการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ.ศิริรัตน์ ตันปิชาติ นายกสมาคมเภสัชกรรมชุมชน องค์กรตัวแทนเภสัชกรที่ปฏิบัติงานวิชาชีพในร้านยาทั่วประเทศ กล่าวว่า การแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ยาในครั้งนี้ ไม่คำนึงถึงหลักการ ดูได้จากหลักการที่เสนอกับสิ่งที่แก้ไขแปลกแยกแตกต่างกัน ไม่คุ้มครองความปลอดภัยให้จดแจ้งการโฆษณาและยาชีววัตถุ ซึ่งการจดแจ้งเครื่องสำอางที่ผ่านมาก็สะท้อนแล้วว่ามีปัญหาด้านสถานที่ผลิตเถื่อนจนกระทบสังคมกว้างขวางตามที่เป็นข่าว&amp;nbsp;ที่สำคัญคือ ร้านยามีหน้าที่หลักคือขายยาโดยเภสัชกรตามกฎหมาย กลับออกกฎหมายมาให้วิชาชีพต่างๆ ขายยาได้ด้วย เป็นการสวนทางกับการที่มีเภสัชกรจบออกมามากขึ้น ซึ่งควรให้เภสัชกรซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยาทำหน้าที่นี้โดยมีใบสั่งยามาที่ร้านยาตามหลักสากล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างกรณีการขายยาออนไลน์ไม่มีการควบคุมจริงจังก็ไม่สนใจออกกฎหมายมาดูแล ที่ผ่านมาองค์กรวิชาชีพต่างๆ รวมกันเสนออะไรไปก็ไม่สนใจ รอจังหวะแต่เพียงจะออกกฎหมายมา เชื่อว่าจะมีการคัดค้านกว้างขวางให้กฎหมายนี้ตกไปในที่สุด ทั้งนี้ได้ร่วมกับกลุ่มมงคลนามเภสัชกรรม ออกแถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ โดยจะได้ชวนให้ร้านยาที่เป็นสมาชิกสมาคมเภสัชกรรมชุมชนทั่วประเทศร่วมคัดค้านด้วย&amp;rdquo; ภญ.ศิริรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ภญ.วรรณา ศรีวิริยานุภาพ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพสภาเภสัชกรรม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายยาและสุขภาพ กล่าวว่า จากที่ได้ทำการวิเคราะห์ ร่าง พ.ร.บ.ยา ที่มีการนำเสนอ โดย อย. พบว่า&amp;nbsp;1.อย.รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ แต่ไม่ได้นำหลักการตามที่เสนอมาแก้ไขปรับปรุง เลือกบางประเด็นมาแก้ไขปรับปรุง&amp;nbsp;2.ไม่คุ้มครองความปลอดภัยต่อผู้บริโภคโดยใช้หลักการกฎหมายที่ผิด&amp;nbsp;3.ไม่สนใจหลักการสมดุลและตรวจสอบในการจ่ายยา&amp;nbsp;4.ไม่ให้ความสาคัญกับข้อเสนอของวิชาชีพเภสัชกรรมซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรง (ดูบทวิเคราะห์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะอาจารย์ในสถาบันการศึกษาเภสัชศาสตร์จะนำข้อมูลเสนอศูนย์ประสานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อให้คณาจารย์เภสัชศาสตร์และนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ในทุกคณะเภสัชศาสตร์ทั่วประเทศไทยมีความเข้าใจถึงปัญหาของการออกกฏหมายนี้ และร่วมกันนำเสนอให้มีการแก้ไขตลอดจนคัดค้านกฎหมายฉบับนี้อย่างแข็งขันต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ภญ.วรรณา กล่าวว่า ตั้งแต่ อย.ได้มีความพยายามที่ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับแก้ไขสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีกระแสคัดค้านจากองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งออกแถลงการณ์คัดค้านและยื่นต่อ อย. และจากนั้นได้มีองค์กรต่างๆ แถลงการณ์ตามมาขยายวงอย่างต่อเนื่อง จนอาจคาดได้ว่าจะมีการประท้วงในจังหวัดต่างๆ ดังที่เคยปรากฎผ่านมาในการแก้ไข พ.ร.บ.ยา ครั้งที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15803</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชมรมเภสัชกร, ร่างพ.ร.บ.ยา, ร้านขายยา, อย., ให้อาชีพอื่นขายยาได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7acb3455d37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
