<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. จับมือ Shopee จัดแคมเปญ “ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด” ระดม SME กว่า 1,000 ราย เปิดร้านค้าออนไลน์ ช้อปได้ 24 ชม. ทุกวัน โปรโมชั่นจัดเต็ม ช่วยผู้ประกอบการฝ่าวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์&amp;nbsp; มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า&amp;nbsp; สสว. ได้กำหนดวิสัยทัศน์ พ.ศ. 2560-2565 ในการเป็นผู้ชี้นำการขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพ MSME (Micro-entrepreneurs, Small and Medium-sized Enterprises) หรือกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย สู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน และมีเป้าหมายในการบูรณาการ และผลักดันการส่งเสริม SME ของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ MSME สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2564 นี้ สสว. ได้ร่วมกับ 6 หน่วยงานพันธมิตรร่วมดำเนินการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ปีงบประมาณ 2564 กิจกรรมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการออนไลน์ด้วยดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ โดยระดมความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติการทำตลาดออนไลน์ในทุกมิติ พร้อมกลยุทธ์การตลาดแบบดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง แพลน เชิงลึก โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ได้เรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ การถ่ายภาพสินค้า เพย์เมนท์ และโลจิสติกส์ จนสามารถเปิดร้านค้าใหม่ได้ 2,500 ร้านค้า และยังได้ตั้งเป้าในการส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีร้านค้าออนไลน์แล้ว แต่ยังขายไม่ได้หรือมียอดขายน้อย ให้เข้าอบรมเชิงลึก เช่น การใช้ LINE OA&amp;nbsp; การใช้ Chat Bot การเจาะกลุ่มลูกค้าด้วย Facebook การทำวิดีโอเพื่อนำเสนอสินค้า การใช้ SEO SEM อีกจำนวน 3,400 ราย&amp;nbsp; ส่วนผู้ประกอบการที่สามารถจัดการร้านค้าออนไลน์ได้ดีแล้ว ได้พุ่งเป้าในการเพิ่มศักยภาพด้วย ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง แพลน พร้อมให้คำปรึกษาและติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด อีกจำนวน 280 ราย ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีช่องทางการตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยสามารถสร้างยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านช้อปปี้ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นทางการที่ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดตัวแคมเปญพิเศษ &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; และด้วยศักยภาพของแพลตฟอร์มของ Shopee ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานในทั่วประเทศ จึงมั่นใจว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของ Shopee ในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยผ่านเทคโนโลยี จึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ได้อย่างแข็งแรงและเติบโตยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แคมเปญ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด&amp;rdquo; บนแพลตฟอร์ม Shopee จัดขึ้นระหว่าง 4 มิถุนายน &amp;ndash; 3 กันยายน 2564 พบกับสินค้าคุณภาพดีที่ได้คัดสรรจากผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ ให้ได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจในราคาพิเศษลดสูงสุด 15% โค้ดส่วนลด SME21 ที่ https://shopee.co.th/OSMEP โดยสามารถดาวน์โหลดช้อปปี้แอพพลิเคชั่นได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105284</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 หน่วยงานพันธมิตร, Micro-entrepreneurs, MSME, SEO SEM, Small and Medium-sized Enterprises, SME, จับมือ Shopee, ช่วยผู้ประกอบการฝ่าวิกฤติโควิด-19, ช้อปของดี SME ไทย ไฟต์โควิด, ช้อปปี้ (ประเทศไทย), ช้อปได้ 24 ชม., มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์  มาลัย, ร้านค้าออนไลน์, สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สสว., สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, แคมเปญ, แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba1b469f904.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2020 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2020 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Fillgoods ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ ฟังก์ชั่นเสริมการขายที่ตอบโจทย์ร้านค้าออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคการทำธุรกิจออนไลน์หรือ E-commerce ได้ความความนิยมและได้รับการยอมรับว่าเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ในอัตราสูงไม่แพ้การทำงานประจำ จนทำให้มีร้านค้าออนไลน์เกิดในขึ้นในแพลตฟอร์มต่างๆ มากมาย แต่การทำธุรกิจออนไลน์หรือร้านค้าออนไลน์นั้น แม้จะสะดวกและมีข้อดีมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาเข้ามาท้าทายความสามารถผู้ประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ควบคุมไม่ได้หรือควบคุมได้ไม่ทั่วถึง ทั้งปัญหาการขายสินค้า แพ็คสินค้า การขนส่งสินค้า และการบริหารธุรกิจก็ตาม ซึ่งทำให้หลายร้านค้าไม่สามารถขยายธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Fillgoods ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ร้านค้าออนไลน์สามารถบริหารธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ พร้อมจัดการทุกปัญหาของร้านค้าได้อย่างตรงจุด เสริมความสะดวกด้วยระบบที่ครอบคลุม สามารถใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์และแอปพลิเคชั่นให้เจ้าของธุรกิจบริหารร้านค้าได้ทุกที่ทุกเวลา รองรับการสร้างร้านค้าได้ไม่จำกัด และการสร้างตำแหน่งหน้าที่ กำหนดบทบาทให้พนักงานที่เข้ามาช่วยดูแลหลังร้าน พร้อมสำหรับร้านค้าที่มีตัวแทนสามารถเพิ่มข้อมูลร้านค้าตัวแทนและดูประวัติการขายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ Fillgoods ได้รับการพัฒนาแพลตฟอร์มาจากปัญหาและประสบการณ์ตรงของร้านค้าออนไลน์ จึงเข้าใจและตอบโจทย์มากกว่า ด้วยฟังก์ชั่นเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจ สร้างคลังสินค้าอย่างละเอียด สร้าง Sub SKU สินค้าได้ทุกสีทุกไซส์ พร้อมกำหนดระยะการส่งสินค้าและแจ้งเตือนสินค้าใกล้หมดได้ สต๊อกเชื่อมกับระบบสร้างออเดอร์สามารถตัดสต๊อกได้ทันที จดจำข้อมูลลูกค้าได้ตั้งแต่ครั้งแรก พร้อมสร้างเลข Tracking ได้ทันทีไม่ต้องรอขนส่งออกให้ ได้ข้อมูลปริ้นท์และแพ็คสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วกว่าเดิม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Fillgoods เป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทที่ให้บริการด้านขนส่ง SCG Express, Flash Express, Bee Express การันตีว่าขนส่งได้รวดเร็วและสามารถส่งสินค้าได้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย และช่วยเสริมความสะดวกด้วยบริการเรียกรถเข้ารับสินค้าถึงที่ อัพเดตสถานนะสินค้าได้แบบเรียลไทม์ สามารถติดตามสินค้าได้ภายในคลิกเดียว นอกจากนี้ Fillgoods ยังมีทีมพนักงานคอยช่วย Support ร้านค้า เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับออเดอร์หรือขนส่ง รวมถึงระบบรายงานข้อมูลการขายของร้านค้าในรูปแบบสถิติสามารถดูได้ทั้งยอดขาย ยอดสร้างออเดอร์ และผลกำไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถโฟกัสการพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สัมผัสประสบการณ์ขายอย่างมืออาชีพได้แล้ว เพื่อการขาย ขนส่ง และการทำธุรกิจอย่างคล่องตัวกว่าใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถเข้ามาทดลองใช้งานระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้ที่ https://fillgoods.co/ ระบบรองรับการทำงานบนแอปพลิเคชั่นในระบบ IOS : apple.co/38FZzlJ และในระบบ Android : bit.ly/2vWcIdc หรือติดต่อสอบถามและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/fillgoods.co/&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72177</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fillgoods, ร้านค้าออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200722/image_big_5f17b2737172c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 01:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“หอการค้า”แจงโชห่วยแบกหนี้ ถูกโมเดิร์นเทรด-ค้าออนไลน์เบียด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค. 2562 นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพผู้ประกอบการร้านโชห่วย ว่า ข้อมูลจากสำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ร้านค้าปลีกดั้งเดิม หรือร้านโชห่วย มีจำนวน 3.95 แสนราย กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ประสบปัญหาคล้ายกัน คือ มีคู่แข่งใหม่ ทั้งร้านค้าปลีกขนาดเล็ก-ใหญ่ ค้าขายออนไลน์ และโมเดิร์นเทรด ต้องเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ขาดประสิทธิภาพด้านการตลาด บัญชี การบริหารจัดการพื้นที่ขายสินค้า ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และรายได้ลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการร้านโชห่วย 1,246 ราย พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 61.7% ระบุว่า มีรายได้จากการขายสินค้าในร้านเท่านั้น ส่วน 38.3% มีรายได้เสริมจากบริการอื่นๆ ด้วย เช่น ตู้หยอดเหรียญ เติมเงินมือถือ รับชำระบิล ถ่ายเอกสาร/รับ-ส่งแฟกซ์ และอื่นๆ เป็นต้น ด้านการออมนั้น เฉลี่ย 7.28 พันบาทต่อเดือน ซึ่ง 59.16% ออมทุกเดือน และผลสำรวจความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโชห่วยกับคู่แข่งในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แข่งขันได้น้อย &amp;nbsp;เมื่อเทียบกับการขายออนไลน์ &amp;nbsp;ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ และโมเดิร์นเทรด ทั้งในเรื่องราคาสินค้า บริการ สภาพสินค้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้จะแข่งขันได้น้อย แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการร้านโชห่วย 24.48% ไม่มีการปรับตัวใดๆ เลย เพราะคิดว่า ไม่มีความจำเป็น และมีทุนจำกัด &amp;nbsp;และอีก 39.77% มีปรับตัวน้อย เพราะบอกว่ามีลูกค้าเก่าอยู่แล้วกับไม่มีทุนจะพัฒนา ส่วน 22.62% ปรับตัวระดับปานกลาง พัฒนาสินค้าและบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้า ขณะที่ มีเพียง 13.12% ปรับตัวอย่างมากเพื่อจะยกระดับธุรกิจ ปรับเปลี่ยนร้านให้ทันสมัย สร้างความประทับใจแก่ลูกค้า &amp;nbsp;เช่น ปรับปรุงร้านใหม่ &amp;nbsp;เพิ่มโปรโมชั่นหรือบริการเสริมต่างๆ &amp;nbsp;มีการระบุราคาที่ชัดเจน และมีสินค้าหลากหลาย ตรวจสอบคุณภาพสินค้าเสมอ&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า กลุ่มตัวอย่าง 23.97% มีการค้าขายออนไลน์เสริม เพราะเห็นถึงพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ส่วน &amp;nbsp;76.03% ยังไม่มีการขายออนไลน์เสริม จากเหตุผล เช่น มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ยอดขายดีอยู่แล้ว ไม่รู้ทำอย่างไร &amp;nbsp;คิดว่าสินค้าที่ขายไม่โดดเด่น และกลัวถูกโกง เป็นต้น ด้านสถานภาพธุรกิจร้านโชห่วยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่บอกว่า ยอดขายเท่าเดิม และคิดว่าอีก 6 เดือนข้างหน้ายังเท่าเดิม &amp;nbsp;เมื่อถามถึงสาเหตุที่ธุรกิจได้การตอบรับดีจากลูกค้า ได้แก่ สินค้าได้มาตรฐาน พนักงานบริการดี สินค้าราคาเหมาะสม สินค้าหลากหลาย และหาง่าย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับต้นทุนในการทำธุรกิจร้านโชห่วยนั้น มาจากค่าสินค้า ค่าเช่า ค่าบริหารจัดการ ค่าแรง ค่าขนส่ง รวมเฉลี่ยที่ 2.17 หมื่นบาทต่อเดือน &amp;nbsp;โดย 53.13% มีภาระหนี้สิน เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 4.62 แสนบาท อัตราผ่อนชำระเฉลี่ย 1.16 หมื่นบาทต่อเดือน &amp;nbsp;แยกเป็นหนี้ในระบบจากสถาบันการเงิน 2.18 แสนบาท ผ่อนชำระต่อเดือน 3.75หมื่นบาท และเป็นหนี้นอกระบบจากการกู้ยืมนายทุน ญาติ พี่น้อง หรือแชร์ 3.47 แสนบาท ผ่อนชำระต่อเดือน &amp;nbsp;5.75 พันบาท &amp;nbsp;โดย ภาระหนี้ทั้งในและนอกระบบเพิ่มขึ้นจากเหตุผล เช่น นำไปขยายธุรกิจ ใช้เป็นทุนหมุนเวียน ซื้อสินค้า ชำระเงินกู้ ลงทุนเริ่มธุรกิจใหม่ &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp; ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่บอกว่า ภาระหนี้ดังกล่าวส่งผลกระทบด้านลบต่อการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของความต้องการสินเชื่อ และการเข้าถึงสินเชื่อ ผู้ประกอบการร้านโชห่วย 38.13% ประเมินศักยภาพเข้าถึงได้มาก ซึ่งภายใน 1 ปีนี้ จำนวน 47.99% มีความต้องการสินเชื่อ และแทบทั้งหมดต้องการสินเชื่อในระบบ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ และชำระหนี้ วงเงินเฉลี่ยที่ต้องการ คือ 1.82 แสนบาท โดย 57.06% บอกว่าสามารถกู้ในระบบได้ แต่ 42.94% คิดว่าไม่สามารถจะกู้เงินในระบบได้ เพราะหลักประกันไม่พอ &amp;nbsp;ไม่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางบัญชี &amp;nbsp;โครงการไม่เป็นที่สนใจของธนาคาร เป็นกิจการใหม่ และไม่ผ่านการอนุมัติจากธนาคาร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความต้องการให้สถาบันการเงินปรับปรุงเกี่ยวกับสินเชื่อ คือ ปรับลดดอกเบี้ย ขั้นตอนเงื่อนไขในการกู้ &amp;nbsp;ระยะในการอนุมัติ หลักทรัพย์ค้ำประกัน &amp;nbsp;ส่วนสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ 1.กระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจรวมไปถึงความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น &amp;nbsp; 2.การลดต้นทุน การตั้งราคา และการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ 3.การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรให้มีความสามารถและทันสมัย และ 4.ด้านการเกษตร เช่น แหล่งน้ำ คลองชลประทาน ราคาสินค้าเกษตร &amp;nbsp;ส่วนข้อเสนอแนะ และสิ่งที่ต้องการได้รับจาก ธพว. ได้แก่ ลดขั้นตอนในการทำธุรกรรม เช่น 1.การยื่นเอกสาร ข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ &amp;nbsp;2.ลดอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยกู้ 3.ปล่อยเงินกู้ระยะยาว สนับสนุนเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการและอาชีพต่างๆ และ 4.มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความรู้ความเข้าใจ และบุคลากรในองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32342</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ร้านค้าออนไลน์, โชห่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กม.รีดภาษีออนไลน์ผ่านสนช.แล้ว ธุรกิจสีเทา-นอกระบบเตรียมตัวถูกไล่บี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; ตั้งแทนลุยรีดภาษีออนไลน์ หลัง สนช.ผ่านกฎหมายวาระ 3 ยอมแก้เกณฑ์โอน-ฝากเกิน 200 ครั้งต่อปีเป็น 400 ครั้ง ต่อปี ต้องถูกตรวจสอบข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. &amp;hellip; เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (อีเพย์เมนต์) วาระ 3 แล้วเรียบร้อยแล้ว จากนี้ก็เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายเพื่อให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีถูกต้องมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สนช.มีการอภิปรายกฎหมายกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาระสำคัญของกฎหมาย ที่กำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งข้อมูลที่เข้าข่ายเป็น ธุรกรรมพิเศษ ประกอบด้วย 1.การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี และ 2. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้งต่อปี แก้ไขเป็นทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี ขณะที่ยอดรวมของการรับฝากโอนยังคงไว้ที่ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ สรรพากรระบุว่า กฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถยื่นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงรายการหรือเอกสารเกี่ยวกับภาษีอากรสามารถกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ &amp;nbsp;ส่วนสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องรายงานการทำธุรกรรมการเงินพิเศษให้กรมสรรพากรรับทราบ หากไม่ปฏิบัติตามปรับ 1 แสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การผลักดันกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียภาษี จากเดิมที่ต้องมีต้นทุน และค่าเสียเวลา ในการยื่นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายต่อกรมสรรพากร จากกฎหมายมีผลบังคับใช้ สถาบันการเงินก็จะรายงานข้อมูลให้กรมรับทราบ และเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่เสียภาษีถูกต้อง โดยกรมไม่ได้เข้าไปตรวจสอบ หรือจับผิดใคร และไม่กระทบต่อผู้ประกอบการ ไม่ต้องกลัวว่ากรมจะไปไล่บี้ หากเสียภาษีถูกต้องอยู่แล้วก็จะไม่มีผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย คือ ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษี ข้าราชการที่ทุจริตมีโอนเงินเข้าบัญชีของตัวเอง และธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย ซึ่งจะเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไม่กระทบกับผู้เสียภาษีที่ถูกต้อง แต่การออกกฎหมายนี้จะทำให้ประเทศดีขึ้น เพราะจะมีการเสียภาษีให้ถูกต้องมากขึ้น ป้องกันการทุจริตของข้าราชการ และการค้าขายของผิดกฎหมายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23537</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สนช., ธุรกิจสีเทา, รีดภาษีออนไลน์, ร้านค้าออนไลน์, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a7871c7d0d1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2018 09:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2018 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นารายาทุ่มหนักในรอบ 30 ปี อัดเงินพันล้านบาท ขยายสาขา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นารายาทุ่มหนักในรอบ 30 ปี อัดเงินพันล้านบาท ขยายสาขา บุกออนไลน์ พร้อมเปิดตัว 4 &amp;nbsp;แบรนด์ใหม่ หวังยอดขายโตทะลุ 10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส ประธานกรรมการบริ หาร บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด (นารายา) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัททำตลาด ผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ &amp;quot;นารายา&amp;quot; มากว่า 29 ปี ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะถูกจัดให้เป็นสินค้าแบรนด์อันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจในปีนี้ ทางบริษัทจึงให้ความสำคัญในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากที่สุด ซึ่งในปีนี้บริษัทได้เตรียมงบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขา จะมีการขยายเพิ่มอีก 13 สาขา รวมถึงมีการเตรียม ระบบสำหรับการค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปีนี้ถือเป็นปีที่ใช้เงินลงทุนในการขยายสาขามากที่สุดในรอบ 30 ปี เดิมเราจะเปิดเพียงปีละ 1-2 สาขา แต่ปีนี้จะมีสาขาใหม่แทบทุกเดือน ซึ่งล่าสุดก็มีการปรับโฉมสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ด้วยงบถึง 60 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะมีการลงทุนวางระบบสำหรับการทำอีคอมเมิร์ซ&amp;quot; นางวาสนากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังเปิดตัว 4 แบรนด์ใหม่ไปพร้อมๆ กัน โดยแต่ละแบรนด์จะมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป ได้แก่ 1.NARA เป็นแบรนด์กระ เป๋าและเครื่องประดับตกแต่งสำหรับผู้ชาย 2.Aphrodite เป็นแบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับตกแต่งสำหรับผู้หญิง 3.La LaMa เป็นแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประดับตกแต่งสไตล์โบฮีเมียน &amp;nbsp;4.Evangelisa เป็นแบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องประ ดับตกแต่งจากผ้าไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเร่งขยายสาขาและเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เชื่อว่ายอดขายจะกลับมาเติบโตได้ถึง 2 หลัก หรือไม่ต่ำกว่า10% จากยอดขายปีก่อนที่อยู่ที่ 1,600-1,700 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการขยายสาขาในต่างประเทศ ตอนนี้นา รายามีร้านค้าในต่างประเทศ 5 ประเทศ รวม 12 สาขา อาทิ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมา แต่บริษัทมีแผนจะขยายธุรกิจไปยุโรปเพิ่มเติม เบื้องต้นจะใช้ช่องทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์อเมซอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12411</URL_LINK>
                <HASHTAG>naraya, ขยายสาขา, นารายณ์ อินเตอร์เทรด, นารายา, ร้านค้าออนไลน์, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180630/image_big_5b36e7a0954ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
