<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค. เห็นชอบสีของจังหวัดยังคงเดิม ปรับเวลาห้าง ตลาดนัด ร้านสะดวกซื้อเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ที่ประชุม ศบค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.64 - เมื่อเวลา&amp;nbsp;13.00&amp;nbsp;น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงตอนหนึ่งว่า ที่ประชุมศบค. เห็นชอบปรับเงื่อนไขมาตรการสำหรับกิจการ กิจกรรม ในพื้นที่สีแดงเข้ม ได้แก่&amp;nbsp;1.การห้ามออกนอกเคหะสถานจากเดิมเวลา&amp;nbsp;21.00 &amp;ndash; 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น ปรับลดลงเป็นเวลา 22.00 &amp;ndash; 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น อย่างน้อย 15 วัน 2.ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า จากเดิมเปิดดำเนินการได้ถึงเวลา&amp;nbsp;20.00&amp;nbsp;น. ปรับมาเป็นเปิดได้ถึง&amp;nbsp;21.00&amp;nbsp;น. โดยอนุญาตให้เปิดสถาบันกวดวิชา โรงภาพยนตร์ สปา ห้องออกกำลังกาย ฟิตเนส สระว่ายน้ำ แต่ยังไม่เปิดดำเนินการในส่วนของตู้เกม เครื่องเล่น ร้านเกม สวนสนุก สวนน้ำ และห้องประชุมจัดเลี้ยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ร้านสะดวกซื้อ&amp;nbsp;ตลาดสด ตลาดนัด เฉพาะจำหน่ายเครื่องอุปโภค บริโภค จากเดิมให้เปิดถึง&amp;nbsp;20.00 น.&amp;nbsp;ปรับมาเป็นเปิดได้ถึง&amp;nbsp;21.00 น.&amp;nbsp;และ 4.กีฬากลางแจ้ง ในร่มที่เป็นที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีระบบปรับอากาศ&amp;nbsp;หรือในร่มที่มีเครื่องปรับอากาศ จากเดิมที่ให้กีฬากลางแจ้งหรือในที่ร่มที่เป็นที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวกและไม่มีเครื่องปรับอากาศ เปิดได้ถึง&amp;nbsp;20.00 น.&amp;nbsp;ปรับมาเป็นเปิดได้ดำเนินการได้ทุกประเภทกีฬาไม่เกิน&amp;nbsp;21.00 น.&amp;nbsp;กรณีกีฬาในร่มจัดการแข่งขันได้ โดยไม่มีผู้ชม กีฬากลางแจ้งจัดการแข่งขันได้ โดยมีผู้ชมไม่เกิน&amp;nbsp;25%&amp;nbsp;และผู้ชมต้องได้รับวัคซีนตามเกณฑ์ หรือตรวจโควิด-19 แล้วผลเป็นลบภายใน 72 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบคงระดับพื้นที่สีแดงเข้ม&amp;nbsp;29 จังหวัด&amp;nbsp;และพื้นที่สีอื่นๆ&amp;nbsp;เหมือนเดิม&amp;nbsp;ทั้งนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118002</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อก, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ร้านสะดวกซื้อ, ล็อกดาวน์, ศบค., โควิดวันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f1613877917.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.ชงรัฐเจรจาร้านสะดวกซื้อแปลงเป็นคลังอาหารชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 64 - นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องใช้ร้านสะดวกซื้อ เป็นคลังอาหารให้ชุมชน โดยระบุว่า ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องกำหนดมาตรการที่เข้มข้นขึ้น หลังจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุหลักหมื่น ยอดผู้เสียชีวิตทะลุหลักร้อย และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงแบบนี้ต่อไปไม่น้อยกว่าสองเดือน สิ่งที่ต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นเพื่อให้นโยบายรัฐบาลสัมฤทธิ์ผลคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจภาครัฐ พร้อมร่วมมือทำตามทุกนโยบายที่กำหนดออกมา ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ ภาครัฐต้องมีความชัดเจนในเรื่องการดูแลปากท้องของประชาชน นอกเหนือไปจากการเยียวยาที่ออกมาด้วย โดยเฉพาะชาวชุมชนที่กลายเป็นพื้นที่ระบาดในวงกว้าง และยากต่อการควบคุม เมื่อห้ามทุกกิจกรรม ต้องดูแลปากท้องคนเหล่านี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงพื้นที่ชุมชนย่านห้วยขวางพบความจริงที่น่าตกใจ เช่น ชุมชนโรงปูน เมื่อวานนี้มีผู้ป่วยรอเตียงมากถึง 58 คน ยังไม่รวมกลุ่มเสี่ยงสูงต้องกักตัวหลายร้อยคนที่รอความช่วยเหลือตามยถากรรมต้องรับปัญหา 2 เด้ง ทั้งต้องหายารักษาตัวเองและหาข้าวกินในแต่ละมื้อเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่เขาต้องดิ้นรนออกนอกบ้าน ในที่สุดก็จะแพร่เชื้อติดต่อกันไปเป็นเท่าทวีคูณ นี่คือความจริงของคนจนเมืองที่ภาครัฐต้องเร่งเข้ามาดูแล ผมเรียกร้องมาหลายครั้งให้จัดถุงยังชีพ ข้าวกล่อง และหยูกยาเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ ในการดูแลทุกชีวิตที่ขาดรายได้ของคนกลุ่มนี้ แบบมีหน่วยบริการดูแลเฉพาะในการส่งข้าวส่งน้ำให้ทุกวัน ซึ่งทำได้หลายช่องทาง เช่น ให้ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ตามจุดใกล้เคียงตามชุมชนซึ่งมีข้าวกล่องสำเร็จรูปแช่แข็ง รวมทั้งหยูกยาเวชภัณฑ์จำเป็นและมีพนักงานรับส่งอยู่ในมือแล้วด้วย ผมคิดว่าแค่รัฐสั่งการลงมาก็สามารถทำได้ทันที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้การตั้งโรงครัวก็ทำไม่ได้เนื่องจากเป็นการรวมกลุ่มกันเกิน 5 คน ขัดต่อกฎหมายและสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด จะรอข้าวกล่องจากกลุ่มจิตอาสาต่างๆ ก็มีน้อยเต็มทีเพราะนาทีนี้ทุกคนก็ต่างระวังตัว ผมจึงขอเสนอให้รัฐเร่งเจรจากับร้านสะดวกซื้อที่มีสาขากระจายอยู่ทุกที่ ให้เป็นคลังอาหารของชาวชุมชน โดยนำอาหารแช่แข็งสำเร็จรูปพร้อมรับประทานที่จำหน่ายในร้าน มาขายให้รัฐในราคาย่อมเยา ช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐ ช่วยประชาชนอิ่มท้อง นอกเหนือจากข้าวกล่องล้านกล่องที่รองนายกฯประวิตร เตรียมดำเนินการ เพราะประชากรในกทม.มีมากกว่า 10 ล้านคน ยังไงก็ไม่พอ ที่สำคัญต้องเลิกระบบลงทะเบียน เนื่องจากสำนักงานเขตมีข้อมูลประชาชนในแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว และให้มอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือไลน์แมนส่งของในพื้นที่นั้น ๆ เป็นผู้ขนส่งกระจายอาหารให้กับชุมชน ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนเหล่านี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตเราจ่ายเงินซื้อของในร้านโซห่วยข้างบ้าน อาจจะขายแพงกว่า แต่ในยามทุกข์สุขเจ้าของร้านยังไปร่วมดูใจให้ความช่วยเหลือ เพราะถือเป็นเพื่อนบ้าน แต่ปัจจุบันเราจ่ายเงินซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ที่ไม่เคยเอาเงินใส่ซองคืนกลับมาให้เรา ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานบวช หรืองานบุญใด ๆ เมื่อบ้านเมืองพัฒนาหลายอย่างเปลี่ยนไป ก็ควรใช้พัฒนาการนั้นมาร่วมคลี่คลายวิกฤตในบ้านเมืองด้วย สโลแกน สะดวกครบ จบที่เดียว ขอให้เกิดในการช่วยเหลือประประชาชนยุคโควิด-19 ด้วยจะได้ไหม เมื่อถึงวันที่ประชาชนแข็งแรง ท้องหิวเมื่อไหร่จะได้แวะไปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110283</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลังอาหารชุมชน, ปชป., ร้านสะดวกซื้อ, เชาว์ มีขวด, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f4fba91523a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21429</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์การันตี ร้านสะดวกซื้อขายจานด่วน 24 ชม.ไม่ผิดกฎหมาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำนักงานแข่งขันฯ ระบุ ร้านสะดวกซื้อขายจานด่วน 24 ชม.ไม่ผิดกฎหมาย แต่ให้ใช้จรรยาบรรณทางสังคมทบทวนทำธุรกิจ แต่หากใช้อำนาจเหนือตลาดกลั่นแกล้งมีความผิดแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย โภชนกิจ &amp;nbsp;อธิบดีกรมการค้าภายใน &amp;nbsp;ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า &amp;nbsp;เปิดเผยว่า กรณีที่ร้านสะดวกซื้อรายหนึ่งมีแผนจะเปิดขายอาหารตามสั่งตลอด 24 ชม. นั้น อยากแนะนำให้ผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจควรคำนึงถึงจริยธรรมควบคู่กับการดำเนินธุรกิจไปด้วย เพราะบางกรณีแม้ว่าจะไม่ผิดต่อพ.ร.บ.การแข่งขันการค้า พศ. 2560 สามารถประกอบธุรกิจได้ แต่การทำธุรกิจต้องคำนึงถึงสังคม ซึ่งเป็นเรื่องของจรรยาบรรณหรือจริยธรรมทางสังคมในการประกอบธุรกิจด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในแง่ของการประธุรกิจแม้จะไม่ผิดกฎหมายแข่งขันทางการค้า สามารถประกอบธุรกิจได้ตามปกติ แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ควรมองแค่ในด้านกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณทางสังคมควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ทุกรายอยู่ร่วมกันได้ ไม่ได้รับความเดือดร้อน และไม่ใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ไม่เป็นธรรม หรือกลั่นแกล้งรายอื่น&amp;rdquo; นายวิชัย กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการประกอบธุรกิจขายอาหารตามสั่งของร้านสะดวกซื้อจะไม่ผิดกฎหมายแข่งขันทางการค้า แต่หากมีการเปิดจริง จะต้องมีการลงไปดูถึงพฤติกรรมว่ามีการใช้อำนาจเหนือตลาดในลักษณะของการกลั่นแกล้งรายอื่น หรือเอาเปรียบรายอื่นหรือไม่ เช่น กำหนดราคาขายต่ำกว่ารายอื่นมาก เพื่อกำจัดคู่แข่งขันในตลาด หากพบกรณีดังกล่าวสามารถร้องเรียนมายังสำนักงานแข่งขันทางการค้า เพราะจะเข้าข่ายเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 50 ของพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มีโทษอาญาคือจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สำนักงานแข่งขันทางการค้ายังสามารถใช้อำนาจทางปกครองสั่งให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว หากไม่หยุดจะมีโทษปรับ 6 ล้านบาท และสั่งปรับรายวันอีกวันละ 3 แสนบาทกรณีที่ไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรมช.พาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงภาคเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่ง ว่า การทำธุรกิจการค้าต้องคิดเอื้ออาทร และแบ่งปัน ไม่ใช่คิดแต่กำไร คิดใหญ่คิดโต หวังกินรวบผูกขาด ตายไปบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ยังระบุว่า การขยายร้านสะดวกซื้อ เป็นหมื่นสาขา และเปิดขายอาหารตามสั่ง ขายกาแฟ จะทำให้กิจการโชห่วยร้านชำ หาบเร่แผงลอย ร้านขายกับข้าว ร้านกาแฟ &amp;nbsp;ตามห้องแถวตามท้องถนนต้องเจ๊ง ต้องหมดอาชีพ ซึ่ง เงินในท้องถิ่นชุมชนที่เคยหมุนเวียนเลี้ยงดูรากหญ้า ก็ถูกดูดไปหมดจนฝืดเคืองโดยทั่วไป
อย่างไรก็ดี นายอลงกรณ์ ยังระบุด้วยว่า การทำธุรกิจการค้าในประเทศ ต้องเห็นอกเห็นใจผู้ค้ารายเล็ก ให้พวกเขาพออยู่พอกินเลี้ยงครอบครัวได้บ้าง ดำเนินธุรกิจการค้าในรูปแบบที่เหมาะสม พอดีพอควร เพราะเราคือคนไทยด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทิ้งท้ายว่า &amp;quot;แต่ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง วันใดผมมีอำนาจคุณจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูดคำว่าเสียใจ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21429</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ขายอาหารตามสั่ง 24 ช.ม., ร้านสะดวกซื้อ, วิชัย โภชนกิจ, ไม่ผิดกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180706/image_big_5b3f2773079f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห้ามขายเบียร์สด ในร้านสะดวกซื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชกิจจาออกประกาศสำนักนายกฯ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยใช้เครื่องจ่ายในร้านสะดวกซื้อทุกประเภท ปิดประตูมอมเมาเยาวชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 135 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2561 เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง กำหนดวิธีการหรือลักษณะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานที่หรือบริเวณร้านค้าสะดวกซื้อ พ.ศ.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในร้านค้าสะดวกซื้อ อันเป็นการจูงใจให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เด็ก เยาวชนและประชาชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย ก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุ และอาชญากรรมโดยรวมของสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้การกำหนดวิธีการหรือลักษณะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (8) และมาตรา 30 (6) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ประกอบมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 1 ในประกาศฉบับนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&amp;rdquo; หมายความว่า อุปกรณ์ หรือหัวจ่าย หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ระบบหรือกลไกจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สามารถบริโภคได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร้านค้าสะดวกซื้อ&amp;rdquo; หมายความว่า ร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าหรือบริการโดยตรง เพื่อความสะดวกและสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมีลักษณะของสถานประกอบการขายสุราของผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 2 ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณ ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) ร้านค้าสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโดยบุคคลธรรมดา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) ร้านค้าสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโดยนิติบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(3) ร้านค้าสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโดยได้รับความยินยอมให้ใช้สิทธิในการประกอบกิจการจากผู้ให้สิทธิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 3 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2561 ลงนามโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ร้านสะดวกซื้อ แฟมิลี่มาร์ท และร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ได้นำเบียร์สดเข้ามาจำหน่าย โดยระบุว่าเป็นการทดลองตลาด แต่หลังจากกระแสคัดค้านในสังคมออนไลน์เข้มข้นขึ้นทุกขณะ นอกจากนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมติว่า การขายเบียร์สดผ่านเครื่องกด เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้านสะดวกซื้อทั้งสองค่ายจึงประกาศยกเลิกการจำหน่ายเบียร์สดดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21043</URL_LINK>
                <HASHTAG>ร้านสะดวกซื้อ, ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แฟมิลี่มาร์ท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd864abbd89f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2018 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2018 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ประกาศแล้ว!ห้ามร้านสะดวกซื้อขายเบียร์สดมีผลพรุ่งนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค.61- เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวิธีการหรือลักษณะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานที่หรือบริเวณร้านค้าสะดวกซื้อ พ.ศ. ๒๕๖๑&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในร้านค้า สะดวกซื้อ อันเป็นการจูงใจให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทาให้เด็ก เยาวชนและประชาชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย ก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุ และอาชญากรรมโดยรวมของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้การกำหนดวิธีการหรือลักษณะห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (8) และมาตรา ๓๐ (๖) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ประกอบมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1 ในประกาศฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&amp;rdquo; หมายความว่า อุปกรณ์ หรือหัวจ่าย หรือสิ่งอื่นใด ที่ใช้ระบบหรือกลไกจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สามารถบริโภคได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร้านค้าสะดวกซื้อ&amp;rdquo; หมายความว่า ร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าหรือบริการโดยตรง เพื่อความสะดวก และสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมีลักษณะของสถานประกอบการขายสุราของผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุรา ประเภทที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวิธีการใช้เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในสถานที่หรือบริเวณ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ร้านค้าสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโดยบุคคลธรรมดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ร้านค้าสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโดยนิติบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) ร้านค้าสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นการประกอบกิจการ โดยได้รับความยินยอมให้ใช้สิทธิในการประกอบกิจการจากผู้ให้สิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 3 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21019</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราชกิจจานุเบกษา, ร้านสะดวกซื้อ, ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เครื่องจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2018 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2018 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาเภสัช จี้&quot;อย.&quot;ตัดม.24(3)ร่างพ.ร.บ.ยา ชี้เปิดทาง&quot;ทุนใหญ่&quot;ขายยาได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(16 ต.ค.) ที่ ชั้น 6 อาคาร 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ดร.ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาการเภสัชกรรม แถลงข่าวเกี่ยวกับ ร่าง &amp;nbsp;พ.ร.บ. ยา พ.ศ.... ฉบับเสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่า จุดยืนของการแก้ไข พ.ร.บ. ยา พ.ศ.2510 ที่ใช้มานาน เพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขมาตราต่างๆ ที่ยังไม่มีความสมบูรณ์ในการดูแลสุขภาพประชาชน ไม่ใช่การร่างใหม่ เพื่อให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน ซึ่งในปี 2510 เราขาดทั้งความรู้และจำนวนคนมีการอนุโลมให้ 3 วิชาชีพสามารถจ่ายยาได้ &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวมีน้อย ทางเภสัชกรแสดงจุดยืนคือ ต้องการให้มีประเภทยาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ยาที่จ่ายโดยเภสัชกร และ ยาสามัญประจำบ้าน ปรากฏว่าตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยกร่างพ.ร.บ.ยาพ.ศ....ให้รมว.สาธารณสุขเสนอ ไปยังค.ร.ม.ไม่ได้เขียนตามนี้ ซึ่งเห็นว่ามีการเขียนตามที่เสนอๆไป แต่มียาอีกกลุ่มขึ้นมา คือยาที่หมอไม่ได้สั่งจ่าย หรือเภสัชไม่ได้เป็นผู้สั่ง ของเดิมเขียนไว้ว่า ยาบรรจุเสร็จ ซึ่งหายไปจาก พ.ร.บ.นี้ แต่ไปปรากฏในบทเฉพาะการที่มีคำใหม่ขึ้นมา ซึ่งตีความว่าน่าจะเป็นยาบรรจุเสร็จ แต่ก็แปลกใจว่าทำไมไม่ใช้ จึงตั้งข้อสงสัย และไปดูที่ มาตรา 24 (3) ระบุว่าการขายปลีกยาแผนปัจจุบันที่ไม่ใช่ยาที่จ่ายโดยเภสัชกร หรือยาตามใบสั่งยา ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการจะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัช เวชกรรม ทันตกรรม และการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และเขียนต่อไปว่าผู้ผ่านการอบรมโดย อย. ซึ่งไม่เข้าใจว่าคือใคร แสดงว่า อย.จะเปิดให้มีการเปิดกลุ่มนี้เพื่อมาขายยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ภก.นิลสุวรรณ กล่าวว่า &amp;nbsp;จึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้อยู่ในข้อตกลงทีหารือร่วมกัน &amp;nbsp;คล้ายๆว่าจะมีการเปิดร้ายยาให้บุคคลที่3 ซึ่งสอดคล้องกับการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีนายทุนใหญ่เข้ามาเปิดร้านขายสะดวกซื้อโดยไม่ต้องมีเภสัชกรดูแล แล้วหลักการอบรมประกันได้หรือไม่ว่าประชาชนจะได้รับการดูแลความปลอดภัย เป็นการถอยหลังลงคลอง มาบอกว่าไทยแลนด์ 4.0 แบบนี้จะมองหน้าใครได้ เฉพาะการเก็บรักษายาก็เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้ดี ที่ร้านขายยาจะมีตู้กระจกควบคุมอุณหภูมิ แต่ถ้าขายตาร้านสะดวกซื้อเก็บได้มาตรฐานหรือไม่ก็ไม่ทราบ ซึงถ้าเก็บไม่ดี ยาจะหมดอายำไวกว่าที่ระบุในฉลาก แล้วคนขายในร้านสะดวกซื้อรู้หรือไม่ว่ายาหมดอายุแล้ว ถ้าเป็นเภสัชขายยาหมดอายุเราเอาผิดได้ แต่กับร้านสะดวกซื้อเราเอาผิดไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; เกิดข้อสงสัยว่า จะเกิดขึ้นคล้ายๆ ขย.2แบบเดิม แต่ไม่ได้บอกวันหมดอายุ ในขณะที่ของเก่าจะหมดอายุไปตามขั้นตอนของมาตรา 228 แปลว่า อย.กำลังสร้างบุคคลใหม่ขึ้นมาเพื่อเปิดร้านขายยา จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมจึงต้องเกิดร้านขายยาประเภทนี้ เพราะไม่ได้มีการตกลงกันก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็กลับมาที่จุดยืนของการแก้ พ.ร.บ.ยาที่บอกว่าผ่านมา 50 ปี เราอยากทันสมัยเพื่อให้ปลอดภัยกับประชาชน ดังนั้นเมื่อเกิดร้านยาเช่นนี้ขึ้นมา ถามว่ามันทันสมัย คำตอบคือไม่มีมาตรการชัดเจน ซึ่งเมื่ออ่านพบว่า การที่มีการเติมว่าผู้ที่ผ่านการอบรมโดย อย.สามารถขายยาได้ &amp;nbsp;การอบรมหลักการอบรมจะสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าประชาชนจะได้รับการดูแลเรื่องยาอย่างปลอดภัย กลายเป็นว่าใครก็ได้ อบรมได้ เปิดร้านขายยาได้ ซึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้องคนที่เข้ามาอบรมเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่เภสัชกร จึงได้เขียนคัดค้านประท้วงไป&amp;rdquo; ดร.ภก.นิลสุวรรณ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นวันนี้จึงได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการอย. เพื่อขอให้ตัดมาตรา 24 (3) ออกทั้งหมด หรือ ไม่อย่างนั้นก็ตัดตั้งแต่คำว่า &amp;ldquo;หรือผู้ผ่านการอบรมโดยอย.&amp;rdquo; ออกไป นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้แก้ไขตัดมาตรา 117 ที่เปิดกว้าง และซ้ำซ้อนให้แพทย์ที่มีคลินิกสามารถจ่ายยาอันตรายได้ ออกไปด้วย และจะทำหนังสือถึงเลขาธิการครม.เพื่อคัดค้านและถอดถอนเรื่องนี้ออกไปจนกว่าจะมีการแก้ไข แต่หากสุดท้ายผ่านครม.ไปทั้งอย่างนั้นเราก็จะตามไปคัดค้านที่สำนักงานกฤษฎีกาด้วย อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องให้รมว.สาธารณสุข และเลขาธิการอย.ออกมาชี้แจงเรื่องนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20044</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สภาเภสัชกรรม, มาตรา24(3), ร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ......., ร้านสะดวกซื้อ, อบรมขายยาเปิดร้านได้, เปิดทางทุนใหญ่เปิดขายยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc5bd0101061.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2018 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2018 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย. แจกแจง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่  ประเด็น&quot;ใครจ่ายยา&quot;ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1ก.ย.61-นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้เข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในสาระและบทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับนี้ในด้านการจ่ายยาและการขายยา อย. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขอชี้แจงว่า ตามมาตรา 22 (5) ของร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ ที่กล่าวว่า &amp;ldquo;การจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว หรือการจ่ายยาที่การแบ่งจ่ายในกรณีซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ใช้ยาสำหรับรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายของตน หรือผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ &amp;nbsp;ใช้สำหรับสัตว์ที่ตนป้องกันหรือบำบัดโรค หรือการจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตน โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นั้นหมายถึง การยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตเป็นผู้ขายยา ในกรณีที่แพทย์ ทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์จ่ายยาให้กับผู้ป่วยเฉพาะรายของตนในคลินิก &amp;nbsp; ซึ่งได้ทำการวินิจฉัยแล้วรักษาเท่านั้น และไม่หมายความถึงการขายยาในร้านยาแต่อย่างใด และท้ายบทบัญญัติได้กำหนดว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง&amp;rdquo; นั้น เป็นการเปิดโอกาสไว้รองรับผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ที่อาจสามารถจ่ายยาให้กับผู้ป่วยเฉพาะรายของตนในคลินิกได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการหารืออย่างรอบด้านระหว่างวิชาชีพที่เกี่ยวข้องแล้วจึงดำเนินการเสนอออกกฎกระทรวง และต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ส่วนประเด็นการขายยาในร้านขายยานั้น ผู้รับอนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการถูกแยกออกจากกัน คือ ผู้รับอนุญาตจะเป็นผู้ใดก็ได้ อาจเป็นบุคคลทั่วไปหรือผู้ประกอบวิชาชีพก็ได้ ส่วนผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการในร้านขายยา ต้องเป็นเภสัชกรเท่านั้น ไม่ใช่ใครก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ผู้รับอนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการสามารถเป็นคนเดียวกันได้ นั้นคือ &amp;nbsp;กรณีที่เภสัชกรเป็นผู้รับอนุญาตด้วย ทั้งนี้ ผู้รับอนุญาตถูกกำหนดให้มีหน้าที่ต่างๆตามกฎหมาย รวมถึงการจัดหาสถานที่ที่เป็นสัดส่วน เหมาะสม ตามที่กฎหมายกำหนด และการจัดหาผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ (เภสัชกร) &amp;nbsp; มาประจำร้านขายยาตลอดเวลาทำการด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า การจัดตั้งร้านยาไม่ใช่ว่าทำที่ใดก็ได้ และการขายยาจะต้องมีเภสัชกรเป็นผู้ปฏิบัติการตามช่วงเวลาที่ระบุ ยกเว้นไว้แต่เพียง ร้านขายยาประเภทขายยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ (ข.ย.2 ตามพ.ร.บ.เดิม) ที่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการอาจเป็นวิชาชีพอื่นหรือผู้ผ่านการอบรมจาก อย. แล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ ยังคงมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการพิจารณาอนุญาตยา และความมั่นคงด้านยาของประเทศเป็นหลัก และขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า การจ่ายยาโดยบุคลากรวิชาชีพ จะกระทำสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตนซึ่งได้ผ่านการวินิจฉัยและรักษาโดยบุคลากรเหล่านั้น ส่วนการขายยาในร้านขายยา จะกระทำสำหรับผู้มารับบริการที่ร้านยา โดยมีเภสัชกรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้าย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16593</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่, ร้านขายยา, ร้านสะดวกซื้อ, อย., ใครจ่ายยาได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180901/image_big_5b8a2d695fc34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
