<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2019 23:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรรพากรต้อนแม่ค้าออนไลน์ 1.7 แสนรายเข้าระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค. 2562 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในปี 2563 กรมตั้งเป้าหมายในการเข้าไปติดตามผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ ที่ขายของผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค อินสตราแกรม ที่ยังเสียภาษีไม่ถูกต้อง ประมาณ 1.7 แสนราย เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีผู้เสียภาษีไม่ถูกต้อง 1 แสนราย ที่ผ่านมาในจำนวนนี้ กรมได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความรู้ ติดตามให้มาเสียภาษีถูกต้องแล้ว กว่า 1 พันล้านบาท โดยในการยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ปี 2562 ช่วงเดือน 1 ม.ค.- 31 มี.ค.2563 กรมขอให้ผู้ที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์ มายื่นแบบเสียภาษีให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมได้ตั้งกองสำรวจธุรกิจนอกระบบ เข้ามาติดตามการเสียภาษีออนไลน์ให้ถูกต้อง พร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี ใช้ระบบเอไอเข้าไปตรวจสอบ และเครื่องมืออื่นๆ ทำให้รู้ข้อมูลว่ายังมีผู้ขายของออนไลน์เสียภาษีไม่ถูกต้องอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งกรมต้องการสร้างความเป็นธรรมกับผู้ที่มีหน้าร้านค้าขายเสียภาษีถูกต้องทำให้เกิดความได้เปรียบ และยืนยันว่า ถ้ามีรายได้ไม่ว่าจะขายของออนไลน์ หรือไม่ออนไลน์ ก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษี กรมไม่เคยไปจับรายย่อยแค่ต้องการสร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ค้าออนไลน์ไม่ต้องห่วง กรมสรรพากรพร้อมช่วยที่จะทำให้ถูกต้อง หน้าที่ของกรมคือต้องไม่เปิดโอกาสให้คนที่หลบภาษี ได้ดีกว่าคนที่จ่ายภาษี ไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะอยู่ไม่ได้ หลายประเทศในละตินอเมริกาที่มีปัญหาการคลัง เพราะคนหลบภาษีเยอะ หน้าที่เราคือต้องสร้างความเป็นธรรม&amp;rdquo;นายเอกนิติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ กล่าวว่า ในการยื่นแบบเสียภาษีปี 2561 ที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค.2562) มีผู้ยื่นแบบเสียภาษีรวม 10.7 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 10 ล้านราย โดยกรมตั้งเป้าหมายผู้ที่ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2562 คาดว่าจะเข้าสู่ระบบได้ไม่ต่ำกว่า 11 ล้านราย ส่วนหนึ่งก็มาจากรายได้ผู้ขายของออนไลน์ รวมทั้งกรมได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ร่วมกับสตาร์ทอัพ เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระภาษี และนำดิจิทัลมาใช้ในการยื่นแบบทางอินเตอร์เน็ต ถ้ายื่นแบบครบ ไม่มีหลบเลี่ยง กรมจะคืนภาษีให้ทันทีภายใน 3 วัน ผ่านพร้อมเพย์ทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นอกจากจะเข้าไปติดตามร้านค้าออนไลน์แล้วเพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการในประเทศแล้ว กรมจะให้ความสำคัญกับขายของออนไลน์ที่เป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเตรียมยกเลิก ข้อยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวท) 7% กับสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์และส่งไปรษณีย์เข้ามาจากต่างประเทศทุกชนิดราคาที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ที่ตอนนี้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เสียเปรียบมาก โดยปลัดกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะมีผลภายในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่มีรายได้จากธุรกิจการให้บริการระหว่างประเทศ กรมอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ที่จัดเก็บภาษีแวตจากการให้บริการในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาให้ความสำคัญเอง อยู่ระหว่างพิจารณารายมาตรา คาดว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและออกเป็นกฎหมายในปี 2563 มีผลบังคับใช้และจัดเก็บภาษีได้จริงในปี 2564 โดยกรมคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมาย e-Business ทำให้กรมมีอำนาจในการบังคับให้บริษัทต่างชาติที่มาให้บริการ เช่น เปิดให้ บริการดาวน์โหลดเพลง หนัง เกม หรือเป็นแพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้าในประเทศไทย ต้องมาเสียมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ประกอบการต่างชาติต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย จากการหารือบริษัทขนาดใหญ่พร้อมที่จะร่วมมือ แต่ขอให้มีกฎหมายออกมา มันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมผู้ประกอบการไทย และหากมีการหลบเลี่ยงภาษี กฎหมายก็ให้อำนาจในการร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ ในการตรวจสอบการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ หรือ Exchange of Information เพื่อติดตามผู้ประกอบการต่างชาติมาเสียภาษีให้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52885</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, ดึงแม่ค้าออนไลน์, ร้านออนไลน์เข้าระบบภาษี, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a825053a3656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2018 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2018 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  “สรรพากร” ดันกฎหมายอีเพย์เมนต์ ต้อนออนไลน์เข้าระบบภาษี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; ดันกฎหมายอีเพย์เมนต์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ-โปร่งใส คาดบังคับใช้ทันภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน พร้อมเดินหน้ากฎหมายต้อนร้านออนไลน์เข้าระบบ ยันต้องการสร้างความเป็นธรรมและลดต้นทุนผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. &amp;hellip; เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (อีเพย์เมนต์) อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีถูกต้องมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว คือ ผู้เสียภาษีสามารถยื่นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงรายการหรือเอกสารเกี่ยวกับภาษีอากรสามารถกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ และกำหนดให้ สถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ รายงานการทำธุรกรรมการเงินของลูกค้าให้กรมสรรพากรรับทราบ หากไม่ปฏิบัติตามปรับ 1 แสนบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กำหนดให้สถาบันการเงินต้องแจ้งข้อมูลที่เข้าข่ายเป็น ธุรกรรมพิเศษ ประกอบด้วย 1.การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี และ 2. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้ง และมียอดรวมของกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผลักดันกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียภาษี จากเดิมที่ต้องมีต้นทุน และค่าเสียเวลา ในการยื่นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายต่อกรมสรรพากร จากกฎหมายมีผลบังคับใช้ สถาบันการเงินก็จะรายงานข้อมูลให้กรมรับทราบ และเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่เสียภาษีถูกต้อง โดยกรมไม่ได้เข้าไปตรวจสอบ หรือจับผิดใคร และไม่กระทบต่อผู้ประกอบการ ไม่ต้องกลัวว่ากรมจะไปไล่บี้ หากเสียภาษีถูกต้องอยู่แล้วก็จะไม่มีผลกระทบ&amp;rdquo; นายเอกนิติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ. อีเพย์เมนต์ เป็นการเก็บภาษีในประเทศ เป็นคนละส่วนกับ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรว่าด้วยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business) ที่จัดเก็บจากบริษัทที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กรมสรรพากรให้ความสำคัญ และต้องการเร่งผลักดันให้บังคับใช้ให้ได้ ตามนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย คือ ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษี ข้าราชการที่ทุจริตมีโอนเงินเข้าบัญชีของตัวเอง และธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย ซึ่งจะเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไม่กระทบกับผู้เสียภาษีที่ถูกต้อง แต่การออกกฎหมายนี้จะทำให้ประเทศดีขึ้น เพราะจะมีการเสียภาษีให้ถูกต้องมากขึ้น ป้องกันการทุจริตของข้าราชการ และการค้าขายของผิดกฎหมายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21260</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอีเพย์เมนต์, ร้านออนไลน์เข้าระบบภาษี, สรรพากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a825053a3656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
