<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 17:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA พร้อมรับมือ ฤดูร้อน แนะประหยัดการใช้ไฟฟ้าและความปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ. 2564 โดยระบุข้อความว่า ประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ในวันที่ 27 ก.พ. 2564 โดยในตอนกลางวันพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน อุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ หรือลมฝ่ายใต้พัดปกคลุมแทน ซึ่งเป็นการเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย และคาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุมภฎ หิมะเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA กล่าวว่า ในช่วงฤดูร้อนจะมีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าและสถิติแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น MEA จึงมีการจัดเตรียมแผนงานปรับปรุงสำหรับรองรับการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมที่ทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีควบคุมระบบไฟฟ้า SCADA และ ระบบ DMS ในการควบคุมแรงดันและการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความเพียงพอมั่นคงและปลอดภัย พร้อมกันนี้ยังมีระบบการทำงานภาคสนาม ที่เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ หรือ ที่เรียกว่า FFM โดยใช้ MEA Smart Life Application ที่สามารถถ่ายภาพ แจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้องได้ทันที ทำให้ระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของ MEA เป็นไปอย่างมั่นคงตลอดฤดูร้อนปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อแนะนำการประหยัดไฟฟ้า ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานมากขึ้น เป็นเหตุให้เสียค่าไฟมากขึ้น วิธีการที่จะช่วยให้ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ควรหมั่นดูแล บำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ พร้อมใช้งานและปลอดภัยอยู่เสมอและ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ดี โดยยึดหลัก &amp;ldquo;ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน&amp;rdquo; โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน เปลี่ยนไปใช้เครื่องปรับอากาศที่มีค่าประสิทธิภาพสูง และหมั่นล้างเครื่องปรับอากาศ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน เปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่เปิด-ปิดตู้เย็นบ่อย ๆ พกกระติกน้ำแข็งไว้ดื่ม ไม่ควรกักตุนอาหารไว้ในตู้เย็นเกินความจำเป็น ตรวจขอบยางประตูตู้เย็นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า (เบอร์ 5) และควรใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ควรปิดสวิตช์และดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทุกครั้ง เมื่อไม่ได้ใช้งาน หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ถ้าชำรุดต้องซ่อมแซมทันที ป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร รวมทั้งติดตั้งสายดิน พร้อมเครื่องตัดไฟรั่ว เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ MEA เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนของทุกปีเนื่องจากมักจะเกิดพายุฤดูร้อน โดยจัดเจ้าหน้าที่ดูแลระบบไฟฟ้า และลงพื้นที่บำรุงรักษาระบบจำหน่าย ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า&amp;nbsp; ตลอดจนมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองในสถานที่สำคัญ เพื่อให้ระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของ MEA มีประสิทธิภาพ ดูแลระบบไฟฟ้าให้บริการแก้ไขไฟฟ้าขัดข้อง ตลอด 24 ชั่วโมง หากประชาชนพบเห็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดหรือไม่ปลอดภัยสามรถแจ้งได้ที่ MEA Smart Life ดาวน์โหลดได้ที่ &amp;gt;&amp;gt; http://onelink.to/measmartlife แอปเดียวจบครบทุกเรื่องไฟฟ้า ช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA, Line : MEA Connect, Twitter: @mea_news, และศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94534</URL_LINK>
                <HASHTAG>การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA, จุมภฎ หิมะเจริญ, ฤดูร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b73420db66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2021 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอุตุฯ แจ้ง ประเทศไทยสิ้นสุดฤดูหนาวและเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ.64 - ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ.2564 ระบุว่า ประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 โดยในตอนกลางวันพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน อุณหภูมิสูงตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ หรือลมฝ่ายใต้พัดปกคลุมแทน ซึ่งเป็นการเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตามบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า และบริเวณยอดภูและยอดดอย จะมีอากาศเย็นถึงหนาว ต่อไปอีกระยะหนึ่ง และคาดว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุด ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94430</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, พยากรณ์อากาศ, ฤดูร้อน, ฤดูหนาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_600232b5b3fb6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุเตือน 61 จังหวัดเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน ฝนถล่ม-ลมแรง 12-14 เม.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.63 -&amp;nbsp;นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด จึงทำให้เกิดพายุฤดูร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ จึงได้ประสานจังหวัดและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อน วาตภัย ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ในช่วงวันที่ 12 &amp;ndash; 14 เม.ย.นี้ แยกเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคกลาง 17 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทองพระนครศรีอยุธยา นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครนายก รวมถึงกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กอปภ.ก ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติในพื้นที่จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) รถปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที อีกทั้งแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ห้ามหลบพายุบริเวณใต้ต้นไม้ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรงเพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล้มทับ ไม่อยู่ในที่โล่งแจ้งขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะอาจถูกฟ้าผ่าได้ ส่วนเกษตรกรให้จัดทำที่ค้ำยันต้นไม้หรือที่กำบัง เพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย&amp;ldquo; อธิบดีปภ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62826</URL_LINK>
                <HASHTAG>พายุ, ฤดูร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9f5918b7d0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2019 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2019 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ห่วงประชาชนช่วงฤดูร้อนเตือนระวังโรคลมแดด-จมน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน 2562 &amp;nbsp;พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากขณะนี้มีหลายพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าค่อนข้างร้อนและติดอันดับโลก เช่น จ.ลำปาง ตาก กาญจนบุรี จึงเตือนให้ระมัดระวังโรคลมแดด (Heat stroke) หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีแดดจัด ดื่มน้ำมาก ๆ ไม่ดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น​ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากให้พ่อแม่ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากได้รับรายงานว่าหลายพื้นที่มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำ หลังไปเล่นน้ำเพราะอากาศร้อน​สำหรับพื้นที่ที่เกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง และลมกรรโชกแรง ทำให้เกิดความเสียหายกับอาคารบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงได้กำชับให้แต่ละจังหวัดเร่งสำรวจข้อมูลและให้ความช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการโดยด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34107</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯห่วงประชาชน, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ฤดูร้อน, ลมแดด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b2108e985a95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2019 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2019 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลห่วงอีสานแล้งหนัก!เผย 7 เขื่อนน้ำลดฮวบ-วอนใช้อย่างประหยัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เม.ย. 62 &amp;ndash;  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ว่า ตอนนี้เรามีปริมาณน้ำในเขื่อนโดยรวมอยู่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าดี แต่ถ้าดูลงในรายละเอียด จะพบว่าเขื่อนบางแห่งมีน้ำมาก บางแห่งมีน้ำน้อย และสิ่งที่น่าระมัดระวังคือพบว่าจำนวนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของความจุทั้งหมดนั้น มี 20 เขื่อน หมายความว่าการบริหารจัดการน้ำในแต่ละเขื่อนจะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ส่วนปริมาณน้ำที่มีน้อยในขณะนี้เทียบเคียงได้กับเมื่อปี 2558 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน โดยมี 7 เขื่อนที่มีน้ำน้อยมาก โดยการที่น้ำในเขตชลประทานลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะมีการปลูกพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว ประมาณ 1.3 ล้านไร่ ซึ่งทำให้ต้องใช้น้ำจำนวนมากไปดูแลพืชผล เพื่อไม่ให้เกษตรกรเสียประโยชน์ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานมีการปลูกพืชจำนวนมากเกินเช่นกัน ประมาณ 1.4 แสนไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้น ผมได้ประชุมและกำหนดแนวทางกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่าต้องจัดลำดับการบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งหมด โดยต้องระมัดระวังไม่ควรให้มีการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้งนี้ แต่ถ้าพื้นที่ใดมีการปลูกพืชแล้ว ก็ต้องพยายามดูแลให้ดี ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการรักษาระบบนิเวศด้วย รวมถึงต้องไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และดูแลเรื่องน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมด้วย ถ้าพื้นที่ใดที่มีน้ำในผิวดินและน้ำใต้ดินไม่เพียงพอ ต้องมีการขนน้ำมาจากแหล่งน้ำอื่นไปช่วยประชาชน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;รองนายกฯ &amp;nbsp;คาดการณ์ว่าในฤดูแล้งนี้พอจะผ่านไปได้ เพราะยังคงมีพื้นที่ 10 อำเภอใน 4 จังหวัดซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง แต่ต้องระวังเรื่องของฤดูฝนที่กำลังจะมา แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะประเมินว่าจะมีฝนตกในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.นี้ แต่เรายังไม่ค่อยไว้วางใจ เพราะข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. และข้อมูลที่เกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศของต่างประเทศ มีความเห็นตรงกันว่าในปี 2562 มีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งถ้ามาเกิดในประเทศไทย จะทำให้เรามีปริมาณฝนน้อย ส่งผลให้เราต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ในเรื่องของน้ำในพื้นที่เขตชลประทานและพื้นที่นอกเขตชลประทาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ได้ขอร้องประชาชนทั่วไปใช้น้ำอย่างประหยัดและระมัดระวัง นอกจากนี้ ได้สั่งการส่วนราชการต่างๆด้วยว่าให้นำรูปแบบเมื่อปี 2558 ที่มีปริมาณน้ำน้อยเช่นกัน มาใช้แก้ปัญหาเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งไปได้ อย่างไรก็ตาม หลังผ่านช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ตนจะไปลงพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง เพื่อกำกับดูแลการแก้ปัญหานี้อย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เมื่อถามว่าการใช้น้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีผลกระทบในเรื่องการใช้น้ำโดยรวมหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบ เพราะช่วงเทศกาลสงกรานต์ประชาชนส่วนใหญ่ใช้น้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้ว แต่ขอให้ประชาชนทุกคนใช้น้ำอย่างระมัดระวังด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33548</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเกษตรกรรม, ปริมาณน้ำ, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, ฤดูร้อน, แล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181207/image_big_5c0a447d8e857.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2018 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาพร้อมดื่มแข่งเดือดอัดโปรโมชั่นดึงลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบรกชี้หุ้นชาพร้อมดื่มแข่งเดือดช่วงหน้าร้อน รับคอแห้ง กระตุ้นยอดขาย แจกแลก หวังโกยรายได้ตามเป้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค. 61 -นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเชียพลัส เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อน ผู้ประกอบการชาพร้อมดื่มจะแข่งขันกันอย่างรุนแรง ผ่านการส่งเสริมการตลาดและออกโปรโมชั่นจำนวนมาก ทั้งการส่งรหัสของผลิตภัณฑ์ เพื่อลุ้นรางวัลต่าง ๆ เช่น ซื้อ 1 แถม 1 ขวด, การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกับดาราที่ได้รับความนิยม หรือลุ้นรับรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน เอ็กซ์ เป็นต้น หวังแย่งชิงตลาดและผลักดันผลประกอบการของบริษัท ทำให้หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะได้รับผลดีจากการกระตุ้นยอดขาย เนื่องจากหน้าร้อนของประเทศไทย ถือเป็นช่วงไฮซีซัน ทำให้มีผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชาพร้อมดื่ม เพื่อรับประทานและดับกระหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ผสม (ฟังก์ชันนัลดริงค์) ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะยังได้รับการสนับสนุนจากกระแสรักสุขภาพของประชาชนที่ยังคงมีมาก ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน ที่ให้ความสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพราะช่วยดับกระหายและเป็นผลดีต่อสุขภาพ โดยคาดว่าตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงค์ในปี 61 จะเติบโตมากกว่าปี 60 ที่อยู่ที่ 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมตลาดกลุ่มเครื่องดื่มช่วงฤดูร้อนไตรมาส 2 ปี 61 จะโดดเด่นกว่าไตรมาสแรก ถือเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน ทำให้ผู้บริโภคจะเลือกซื้อเครื่องดื่มเพื่อดับกระหาย โดยเฉพาะชาพร้อมดื่ม ส่งผลให้แต่ละบริษัททำการตลาดออกมาอย่างต่อเนื่อง ที่ปัจจุบันได้เริ่มทยอยเปิดตัวบ้างแล้ว รวมทั้ง เครื่องดื่มของไทยยังเป็นที่นิยมของประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากชื่นชอบในผลิตภัณฑ์และรสชาติ ช่วยผลักดันให้ยอดขายของแต่ละแห่งในช่วงนี้ปรับเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่จะได้รับผลดีจากการกระตุ้นยอดขายของเครื่องดื่มในช่วงหน้าร้อน คือ บมจ.เซ็ปเป้ ที่คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 2 จะสูงที่สุดของทั้งปี มาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกที่อยู่ที่ 65% โดยเน้นการส่งออกไปที่อินโดนีเซีย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ด้านสัดส่วนในประเทศอยู่ที่ 35%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป ยังคงเติบโตได้อย่างโดดเด่นต่อเนื่อง และประสบความสำเร็จในการส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ซีแอลเอ็มวี และบมจ.อิชิตัน กรุ๊ป คาดกำไรในไตรมาส 2 จะยังเติบโตได้ดี เนื่องจากที่ผ่านมามีการขยายตลาดการส่งออกค่อนข้างมาก โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 20% และจะเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ ซึ่งผลการดำเนินงานในปี 60 เติบโตค่อนข้างสูง แต่ในปี 61 คาดว่าจะโตลดลง หลังจากที่ฐานเริ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็ปเป้ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ตอบโจทย์สุขภาพ กล่าวว่า แนวโน้มของอุตสาหกรรมเรื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงามในปี 61 ประเมินว่าจะเติบโตได้ดีกว่าปีก่อน เนื่องจากการผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหันมานำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มเติม โดยเน้นจุดขายสูตรน้ำตาลน้อยรับกระแสรักสุขภาพหรือเลือกแนวทางปรับสูตรเครื่องดื่มที่มีอยู่เดิมด้วยการลดปริมาณน้ำตาล ซึ่งสอดรับกับมาตรการจัดเก็บภาษีความหวาน ที่ภาครัฐยังให้เวลาปรับตัวเป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนเริ่มจัดเก็บภาษีจริงในวันที่ 1 ต.ค.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป กล่าวว่า ปีนี้แนวโน้มตลาดเครื่องดื่มในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้นโดยบริษัทได้ปรับกลยุทธ์สินค้าแต่ละแบรนด์ เพื่อเจาะลูกค้าทุกกลุ่มให้ชัดเจน และขยายช่องทางการขายในระดับเทรดดิชั่นนัลเทรด ภายในประเทศและเจรจาคู่ค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น โดยหน้าร้อนเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจได้เปิดตัวแคมเปญ อิชิตัน รหัสรวยเปรี้ยง ฝาเดียว 4 คัน ขับมันส์ทั้งบ้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.- 9 พ.ค.นี้ &amp;nbsp;เพื่อผลักดันยอดขายให้ได้ตามที่ตั้งไว้ 6,700 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5736</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาพร้อมดื่ม, ชาเขียว, ฤดูร้อน, อิชิตัน, เครื่องดื่ม, โออิชิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab74b687718d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2018 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2018 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กฟผ. พร้อมรับมือการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นช่วงฤดูร้อนนี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

กฟผ. เตรียมแผนรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และแผนการหยุดจ่ายก๊าซฯ เพื่อซ่อมบำรุงประจำปีของ ปตท. ในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยเตรียมแผนการบริหารจัดการกำลังผลิตไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และเตรียมมาตรการรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมรณรงค์ประหยัดการใช้ไฟฟ้าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 61- นายพิพัฒน์ วรคุณพิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูร้อนนี้ นับตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศ ในปี 2561 อยู่ที่ 29,943 เมกะวัตต์ ประกอบกับมีแผนการหยุดซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซธรรมชาติของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำปี 2561 ของ ปตท. ในช่วงระหว่างวันที่ 13 - 23 เมษายน 2561 ซึ่งจะมีการหยุดจ่ายก๊าซฯ ฝั่งตะวันตกบางส่วน เพื่อบำรุงรักษาประจำปีและการติดตั้งอุปกรณ์ ในแหล่งยาดานาและแหล่งเยตากุน ตามลำดับ ซึ่ง กฟผ. ได้ประสานงานกับ ปตท. เพื่อเตรียมมาตรการรองรับแผนการหยุดจ่ายก๊าซฯ ดังกล่าว นอกจากนั้น กฟผ. ยังได้เตรียมการบริหารจัดการกำลังผลิตและเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า เพิ่มการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอื่น ๆ เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงก๊าซฯ ฝั่งตะวันตกที่ลดลง อีกทั้งเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในเขตนครหลวงให้พร้อมใช้งาน และงดการทำงานบำรุงรักษาระบบส่งที่ส่งผลกระทบต่อความมั่งคงในเขตนครหลวงในช่วงที่ลดการจ่ายก๊าซฯ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดช่วงฤดูร้อน กฟผ. ได้ประสานงานกับ ปตท. กฟภ. และ กฟน. เพื่อรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยสามารถจ่ายไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามระดับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับแผนบำรุงรักษาสถานีไฟฟ้าและอุปกรณ์ในระบบส่งที่มีความสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและประชาชนทุกคนร่วมกันรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า เพื่อให้การใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย&amp;rdquo; นายพิพัฒน์ กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5718</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ก๊าซ, ซ่อมบำรุง, พิพัฒน์ วรคุณพิเศษ, ฤดูร้อน, โรงไฟฟ้า, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab70fcc551c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
